อวี๋เย่ล้มลุกคลุกคลานอยู่กลางกองหิมะ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตื่นตระหนก
บนเนินเขามีหลุมศพขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นมาหนึ่งแห่ง ดูเหมือนเพิ่งถูกสร้างขึ้นไม่นาน
ดินสีเหลืองที่โผล่พ้นเกล็ดหิมะสีขาวดูอ้างว้างจับใจ สตรีหลายนางพาลูกเล็กเด็กแดงเดินวนเวียนอยู่หน้าหลุมศพ เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังระงม เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและโศกเศร้า
"นั่นคือ"
"นั่นคือปู่สาม ลุงสาม พ่อข้า แล้วก็อวี๋เป่าซาน... คนกว่าสามสิบชีวิต ถูกเผาจนกลายเป็เถ้าถ่าน แยกไม่ออกว่าใครเป็ใคร ทำได้แค่ฝังรวมกันไว้แบบนี้!"
"หา..." อวี๋เย่อุทานเสียงหลงด้วยความใสุดขีด
ชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านสกุลอวี๋มีแค่สามสิบกว่าคน นั่นหมายความว่า... คนที่ไปล่าสัตว์ที่หุบเขาหลิงเจียวตายเกลี้ยงเลยงั้นหรือ?
อวี๋เอ้อร์โก่วแผดเสียงตะคอก "ถ้าเอ็งไม่หนีออกไปซ่อนตัว พ่อข้ากับพวกญาติพี่น้องจะตายอนาถแบบนี้ไหม!"
"ข้าหนีออกจากศาลบรรพชน...?"
อวี๋เย่งุนงงราวกับตกลงไปในหมอกหนา เขาพึมพำเสียงสั่น "เ้าหมายความว่า... คืนที่กลับมาจากหุบเขาหลิงเจียวงั้นหรือ? ฉิวปั๋วพาข้าไปรักษาตัวบนเขา เพิ่งจะได้ลงมาวันนี้ เกิดอะไรขึ้นในหมู่บ้าน ข้าไม่รู้เื่เลยสักนิด!"
"ฉิวปั๋ว?"
อวี๋เอ้อร์โก่วจ้องอวี๋เย่เขม็ง ดวงตาแดงก่ำน่ากลัว ก่อนจะเบือนหน้าหนี น้ำตาสองสายไหลอาบแก้มกร้านแดด
เขารู้ดีว่าอวี๋เย่ไม่ได้โกหก หากไม่ได้รับการรักษาจากฉิวปั๋ว อาการาเ็ปางตายคงไม่มีทางหายเร็วขนาดนี้
อวี๋เย่ร้อนใจถาม "ปู่สาม ลุงสาม ลุงห้า... พวกเขาตายได้ยังไง?"
อวี๋เอ้อร์โก่วทนไม่ไหวอีกต่อไป ทรุดฮวบลงนั่งยองๆ กุมหัวร้องไห้โฮ
"คืนที่กลับจากหุบเขาหลิงเจียว ข้ากับเป่าซานไปเฝ้าเอ็งที่ศาลบรรพชน แต่เอ็งไม่อยู่ พอข้าออกไปตามหา ก็เจอโจรชั่วสองคนบุกเข้ามา ข้ากลัวว่าจะสู้มันไม่ได้ เลยกะจะไปตามคนมาช่วย แต่ก็กลัวพ่อด่าว่าโกหก เลยแอบซ่อนอยู่ข้างนอกลาน..."
อวี๋เย่ค่อยๆ ยืนขึ้น นิ่งอึ้งราวกับคนวิกลจริต
วินาทีนี้ ทุกคำพูดของอวี๋เอ้อร์โก่วราวกับมีดแหลมคมกรีดแทงลงกลางใจ
"ไอ้โจรชั่วสองคนนั่นมาตามล่าเอ็ง! พอหาตัวเอ็งไม่เจอ มันก็ซ้อมเป่าซาน บังคับให้บอกว่าเอ็งซ่อนอยู่ที่ไหน ข้ายังไม่รู้เลยว่าเอ็งไปไหน แล้วเป่าซานมันจะไปรู้ได้ยังไง!"
"พวกมันโกรธจัด เลยใช้กระบี่ฟันเป่าซาน... หัวมันกระเด็นไปไกลหลายจั้ง เืสาดกระเซ็นเต็มพื้น... ปู่สามใจนหมดสติ"
"ลุงสามกับพ่อข้ามีหรือจะยอม แต่ก็สู้กระบี่ของพวกมันไม่ได้ คนเฒ่าคนแก่ เด็กน้อย รวมกว่าสามสิบชีวิต ถูกฆ่าตายเรียบ"
"ข้าหลบอยู่ในบ่อน้ำแห้งนอกลานถึงรอดมาได้ ใครจะไปคิดว่าไอ้พวกระยำนั่นมันจะจุดไฟเผาศาลบรรพชน ไม่เหลือแม้แต่ซากศพที่สมบูรณ์..."
อวี๋เอ้อร์โก่วสะอื้นไห้ต่อ "พวกลูกกำพร้าแม่ม่ายในหมู่บ้านแค้นที่เอ็งชักนำโจรชั่วเข้าหมู่บ้าน เลยแห่กันไปพังบ้านเอ็ง ข้าก็ห้ามพวกนางไม่ได้..."
ใบหน้าของอวี๋เย่ดำทะมึน อาการวิงเวียนโจมตีอย่างรุนแรง
ภาพการนองเืและการสังหารหมู่ราวกับฉายชัดอยู่ตรงหน้า บรรดาลุงป้าน้าอาและพี่น้องที่ไม่เคยไปหาเื่ใคร กลับต้องมาตายอนาถในศาลบรรพชนเพียงเพราะเขาคนเดียว
จังหวะนั้นเอง หญิงชราผมขาวโพลนผู้หนึ่งทุบอกชกตัวเดินร้องไห้ตรงมาที่หลุมศพ ยังไม่ทันถึงก็สะอื้นจนแทบขาดใจตาย
"โจรชั่วพวกนั้นคือใคร?"
"เอ็งไปซะ!"
"เอ้อร์โก่ว เอ็งจำหน้าพวกมันได้ใช่ไหม?"
อวี๋เอ้อร์โก่วปาดน้ำตาลวกๆ โบกมือไล่ "ไปซะ หนีไปให้ไกลที่สุด!"
อวี๋เย่ริมฝีปากสั่นระริก ถามย้ำ "ใช่เฉินฉี่หรือเปล่า?"
"ใช่แล้วจะทำไม!" อวี๋เอ้อร์โก่วะโโหยง ะโลั่น "มันเป็ผู้บำเพ็ญเพียรสูงส่ง เอ็งกล้าไปแก้แค้นมันหรือไง! รีบไสหัวไปซะ อย่าให้หมู่บ้านสกุลอวี๋ต้องมาซวยเพราะเอ็งอีกเลย!"
อวี๋เย่ส่ายหน้า สีหน้าขมขื่น
แม้จะเดาไว้ก่อนแล้ว แต่เขาก็ยังไม่อยากเชื่ออยู่ดี
เพื่อแย่งชิงมุกั เฉินฉี่ถึงกับตามมากัดไม่ปล่อยถึงหมู่บ้านสกุลอวี๋ มันคงคิดว่าคนในหมู่บ้านรู้เห็นเื่ของเขา เลยฆ่าปิดปากล้างศาลบรรพชนเสีย
ถ้าเขาไม่บังเอิญหนีออกจากศาลบรรพชนไปก่อน ก็คงไม่พ้นต้องกลายเป็ศพไปอีกคน
เป็ฉิวปั๋วที่ช่วยชีวิตเขาไว้!
"แล้วฉิวปั๋วล่ะ?"
"ก็เอ็งบอกเองไม่ใช่รึว่าฉิวปั๋วพาขึ้นเขาไปรักษาน่ะ?"
ฉิวปั๋วยังไม่กลับมาที่หมู่บ้านอีกหรือ?
"รีบไสหัวไปซะ ขืนเอ็งยังอยู่ หมู่บ้านเราคงไม่ได้อยู่อย่างสงบสุขแน่!"
"เอ้อร์โก่ว... เอ็งก็คิดว่าข้าเป็ตัวซวยที่ทำลายหมู่บ้านงั้นรึ?"
"..."
อวี๋เอ้อร์โก่วหันหลังให้
อวี๋เย่จมดิ่งอยู่ในความเงียบงัน
สองเด็กหนุ่มที่เคยเป็สหายรักร่วมสาบาน แต่หลังผ่านภัยพิบัติครั้งใหญ่ กลับกลายเป็เพียงคนแปลกหน้า
แต่อวี๋เย่รู้ดี ไม่ว่าอวี๋เอ้อร์โก่วจะพูดอะไร หรือปฏิบัติกับเขาอย่างไร เขาก็ไม่มีหน้าจะไปแก้ตัวหรือปัดความรับผิดชอบใดๆ ได้
เพียงแต่เฉินฉี่ฆ่าคนไปมากมายขนาดนี้ ย่อมไม่มีทางปล่อยเขาไว้แน่ เพื่อไม่ให้พวกลูกเด็กเล็กแดงและคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านต้องเดือดร้อน เขาจึงมีทางเลือกเดียว
ต้องไปจากที่นี่...
"ข้าไปล่ะ"
อวี๋เย่นิ่งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยคำลาออกมาอย่างยากลำบาก
เขาไม่ได้จากไปทันที แต่ก้าวขึ้นไปบนเนินเขา คุกเข่าลงเบื้องหน้าหลุมศพสูงใหญ่ ภายในหลุมฝังศพมีเพียงเศษซากที่เหลืออยู่ของผู้าุโและพี่น้องร่วมสายเื
เขาโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรง แม้หน้าผากจะแตกจนเืซึมก็ไม่รู้สึกเ็ป
เขาแค้นใจตัวเองที่กลืนมุกัลงไปจนพาภัยใหญ่หลวงมาสู่หมู่บ้าน และยิ่งแค้นใจในความละโมบอำมหิตของเฉินฉี่
ตอนนี้เขาทำได้เพียงแบกรับความแค้นและความรู้สึกผิดออกเดินทาง ทว่ากลับไม่รู้เลยว่าจุดหมายปลายทางอยู่หนใด
อวี๋เย่โขกศีรษะติดต่อกันหลายสิบครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินโซเซออกไปนอกหมู่บ้าน
ระหว่างทางหากบังเอิญเจอหญิงม่ายหรือเด็กน้อย เขาจะก้มหน้าหนีไม่กล้าสบตา สภาพเสื้อผ้าขาดวิ่น หน้าตาเปื้อนเืและคราบสกปรก ซ้ำยังดูอิดโรย ร่างที่ซมซานจากไปยิ่งดูน่าเวทนาและน่าสมเพช
ออกจากหมู่บ้านไป ก็จะถึงปากหุบเขาซิงหยวน
ความมืดมิดโรยตัวลงมา ลมหนาวพัดกระหน่ำ
เสียงลมหวีดหวิวราวกับเสียงสะอื้นไห้ของความเศร้าโศกจากการพลัดพราก ท่ามกลางความเศร้าสลดนั้น ยังเจือปนไปด้วยความโดดเดี่ยวและสิ้นหวัง
จังหวะนั้นเอง มีเสียงเรียกดังขึ้น
"อวี๋เย่..."
อวี๋เย่ค่อยๆ หยุดฝีเท้า
เงาร่างที่คุ้นเคยวิ่งหอบแฮกๆ ตามมาหยุดอยู่ตรงหน้า เป็อวี๋เอ้อร์โก่วนั่นเอง มันโยนห่อสัมภาระลงพื้นดัง ตุบ! พลางหอบหายใจหนักหน่วง
"หนังหมาป่า เอาไว้ห่มกันหนาว แป้งข้าวสาร เกลือ แล้วก็ชุดจุดไฟ เก็บไว้ใช้ระหว่างทาง ส่วนไม้เท้าไผ่ที่เอ็งทิ้งไว้ ข้าดูแล้วน่าจะเป็ของฉิวปั๋ว แล้วก็..."
อวี๋เย่อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มลงเก็บห่อสัมภาระและรับไม้เท้าไผ่มา
"มีดพรานเล่มนี้ ข้าให้เอ็ง"
อวี๋เอ้อร์โก่วยื่นของอีกสิ่งมาให้ มันคือมีดพรานที่พ่อของมันทิ้งไว้ให้
อวี๋เย่ส่ายหน้าปฏิเสธ
อวี๋เอ้อร์โก่วโยนมีดพรานทิ้งไว้บนพื้น แล้วหันหลังเดินจากไป
อวี๋เย่กัดริมฝีปากแน่น เค้นเสียงแหบพร่า "คนเรา... จะตายเปล่าไม่ได้ โลกนี้มันต้องมีความยุติธรรม!"
อวี๋เอ้อร์โก่วแหงนหน้าถอนใจยาว ทว่าไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ก่อนจะเดินจากไปลับตา
อวี๋เย่จ้องมองแผ่นหลังของอวี๋เอ้อร์โก่วที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ ท่ามกลางหุบเขาซิงหยวนที่ถูกกลืนกินด้วยความมืดมิด เขาแบกห่อสัมภาระขึ้นหลัง หยิบมีดพรานขึ้นมา ใช้ไม้เท้าไผ่ค้ำยัน ย่ำเท้าฝ่ากองหิมะไปอย่างยากลำบาก
เที่ยงคืน พระจันทร์สว่างไสวแขวนอยู่บนฟ้า
ภายใต้ความมืดมิด อวี๋เย่ห่อตัวอยู่ในหนังหมาป่านอนขดอยู่กลางกองหิมะ
ลมหนาวพัดเอาเกล็ดหิมะมากระทบใบหน้า ทว่าเขากลับไม่รู้สึกตัว เอาแต่เหม่อมองดวงจันทร์อ้างว้างบนท้องฟ้า ภายในดวงตามีเพียงความหม่นหมอง
เวลานี้เขาราวกับหลงทางอยู่ในความอ้างว้างของท้องฟ้ายามค่ำคืน ยิ่งรู้สึกไร้ที่พึ่งและสับสนมืดมน
เนิ่นนานผ่านไป คงเพราะความเหนื่อยล้าจนอยากหลับ เขาจึงหลับตาลงอย่างอ่อนแรง พลิกตัวนอนขดคุดคู้ ก่อนจะแหกปากคำรามเบ่งเสียงออกมาดั่งหมาป่าาเ็
โฮ...
เมื่อได้รู้ว่าญาติพี่น้องต้องพบกับจุดจบอันน่าสลด เมื่อคุกเข่าอยู่หน้าหลุมศพบนเนินเขา เมื่อต้องเผชิญกับสายตาเคียดแค้นของเหล่าหญิงม่ายและเด็กกำพร้า เขาที่จมอยู่กับความรู้สึกผิดอยากจะร้องไห้ แต่กลับร้องไม่ออก อยากะโ แต่ก็ไม่กล้าส่งเสียง
ทว่าตอนนี้เขานอนโดดเดี่ยวอยู่กลางกองหิมะอันหนาวเหน็บ ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกต่อไป เขาจึงอยากร่ำไห้ให้สุดเสียง เพื่อระบายความรู้สึกผิด ความโกรธแค้น ความเศร้าโศก และความอัดอั้นตันใจที่สุมแน่นอยู่เต็มอก
พ่อต้องมาตายในหุบเขาหลิงเจียวก็ทำให้เขาปวดร้าวพอแล้ว ใครจะคิดว่ามุกัเม็ดเดียว จะพรากชีวิตเขาไปกว่าครึ่ง
แค่นั้นยังไม่พอ มันยังลากเอาลุงป้าน้าอาและพี่น้องมาร่วมรับเคราะห์จนต้องตายอนาถ แม้ต้นเหตุจะมาจากเขา แต่หนี้เืครั้งนี้ เฉินฉี่ไม่ใช่คนก่อหรอกหรือ?
เขาอยากจะประกาศกร้าวว่าจะแก้แค้น แต่ต่อให้พูดไป อวี๋เอ้อร์โก่วก็คงไม่สนใจฟัง ตัวเขาในตอนนี้ถูกพิษัเจียวกัดกินจนแทบเอาชีวิตไม่รอด จะเอาปัญญาที่ไหนไปแก้แค้น?
ร้องไห้ซะ!
ดวงิญญาของพ่อแม่บน์คงรับรู้ได้ถึงความคับแค้นใจของเขา หากโลกนี้ไร้ซึ่งความยุติธรรม ก็สมควรต้องมีคนลุกขึ้นมาทวงความยุติธรรม!
และหลังจากร้องไห้เสร็จ เขาจะต้องหาทางเอาชีวิตรอดต่อไปให้ได้!
…
เมืองหลิงเจียว
เมืองเล็กๆ บนเขาถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน บนถนนซอมซ่อไร้เงาผู้คนสัญจรไปมา
ทว่าภายในกระท่อมหินนอกเมือง กลับมีชายสองคนกำลังซุบซิบกันอยู่
"มุกอสูรที่เ้าว่า มันเป็เื่จริงงั้นรึ?"
"ไม่มีทางเป็ของปลอมแน่นอน"
"ถ้าในตัวไอ้เด็กนั่นมีมุกอสูรซ่อนอยู่จริง มันก็ต้องมีของวิเศษของผู้บำเพ็ญเพียรจากฉีโจวอยู่ด้วยสิ!"
"ใช่!"
"ในเมื่อเป็แบบนั้น ทำไมไม่กลับไปสำรวจหุบเขาซิงหยวนอีกรอบล่ะ?"
"ก็พี่กู่เล่นฆ่าล้างบางซะขนาดนั้น ไอ้เด็กนั่นคงกลัวจนหัวหด ไม่กล้าโผล่หัวออกมาแล้วล่ะ"
'พี่กู่' ที่ว่า มีฉายาเต๋าว่ากู่มู่ เป็ชายฉกรรจ์วัยกลางคน มันเดินวนเวียนไปมาในกระท่อมอย่างร้อนรน พอพูดถึงของวิเศษ สันดานดิบก็เผยออกมาให้เห็นทันที
เฉินฉี่ ศิษย์พี่ของไป๋จื่อ ยังคงสวมชุดคลุมยาวสีคราม ใบหน้าขาวซีดประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ มันนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ ส่ายหน้าอย่างไม่ยี่หระ
"ข้าไม่ได้โกหกท่าน เพียงแต่ไอ้เด็กนั่นมันซ่อนตัวเก่งเกินไป หลังจากเกิดเื่ ข้าต้องรีบกลับไปรายงานท่านอาจารย์ กว่าจะกลับมาถึงที่นี่ก็วันนี้แล้ว อีกอย่าง ข้าหาคนมาช่วยด้วย รอพรุ่งนี้ค่อยไปหุบเขาซิงหยวนก็ยังไม่สาย"
"ใครมาช่วย? เ้าไม่เชื่อใจข้างั้นรึ?" กู่มู่เบิกตาโพลง สีหน้าระแวดระวัง
"หึหึ สหายร่วมมรรคาต่างหาก"
"มาจากไหน?"
"ผู้บำเพ็ญพเนจรคนหนึ่ง... เขามานู่นแล้ว"
ประตูที่ปิดสนิทถูกผลักออกเสียงดัง เอี๊ยด! ชายวัยกลางคนไว้หนวดสั้นเตียนเดินเข้ามา
มันสวมเสื้อคลุมหนังสัตว์ รูปร่างผอมเกร็ง ท่าทางซื่อบื้อดูไร้พิษสง
กู่มู่ถอยหลังไปสองก้าว ขมวดคิ้วสงสัย "นี่มันพรานป่าชัดๆ..."
ยังพูดไม่ทันจบคำ สีหน้ากู่มู่ก็แปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน!
ปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งทะลวงเข้าที่เอวด้านหลังอย่างจัง เป็เฉินฉี่ที่นั่งอยู่บนเตียงไม้นั่นเองที่ลอบโจมตีทีเผลอ กู่มู่กำลังจะหมุนตัวหลบ แต่หน้าท้องกลับะเิดัง ปัง! เป็รูโหว่อาบเื
จากนั้น ชายวัยกลางคนในคราบพรานป่าก็เก็บปราณกระบี่กลับไป ยิ้มจางๆ แล้วเอ่ยว่า "ปู้อี้แห่งฉีชวน ขอส่งสหายเต๋าเดินทางล่วงหน้าไปก่อน!"
"ฉี... ยอดฝีมือบำเพ็ญเพียรจากฉีโจว..."
ในที่สุดกู่มู่ก็รู้ฐานะของอีกฝ่าย แต่มันไม่มีโอกาสได้เอ่ยปากอีกแล้ว มันถอยหลังโซเซไปสองสามก้าว ก่อนจะล้มตึงกระแทกพื้นดัง ตุบ!
ชายที่เรียกตัวเองว่าปู้อี้เก็บปราณกระบี่ รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้า "สหายเต๋าท่านนี้พูดถูกแล้ว ั้แ่โบราณกาล ฉีโจวก็มีอีกชื่อว่าฉีชวน"
เฉินฉี่ะโลงจากเตียงไม้ แสร้งทำเป็ดีใจจนเนื้อเต้น "ตบะของพี่ปู้อี้ช่างลึกล้ำนัก น่านับถือจริงๆ!"
มันรูดแหวนหยกออกจากนิ้วของศพกู่มู่ แล้วประคองส่งให้อย่างนอบน้อม "ของสิ่งนี้สมควรเป็ของพี่ปู้อี้ ผู้น้องมิกล้าแตะต้อง!"
ปู้อี้รับแหวนไปตรวจดูครู่หนึ่ง แล้วส่ายหน้า "ในตัวหมอนี่ไม่มีของวิเศษแห่งสำนักเซียนที่เ้าบอกสักชิ้น แล้วเ้าให้ข้ามาช่วยฆ่ามันทำไม?"
"เื่นี้..."
เฉินฉี่ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างระมัดระวัง "เกี่ยวกับของวิเศษแห่งสำนักเซียน ข้าพอจะมีเบาะแสอยู่บ้าง สิบกว่าวันก่อน ข้ากับกู่มู่ไปตามหาที่หุบเขาซิงหยวน แต่มันกลับลงมือฆ่าพรานป่าไปหลายสิบคน ทำให้เบาะแสของวิเศษขาดหายไป ข้าเดาว่ามันต้องแอบเก็บเอาไว้เองแน่ โชคดีที่ได้พี่ปู้อี้มาช่วยจัดการ ใครจะคิดว่า..."
"อืม เ้าก็เป็คนรอบคอบดีนี่!"
ปู้อี้เอ่ยชม หมุนตัวเดินออกไปนอกกระท่อม พลางทิ้งท้าย "เ้าเป็คนพื้นที่ ทำอะไรก็สะดวก รบกวนเ้าช่วยจัดการเื่นี้ด้วย วันหน้าข้าจะตอบแทนอย่างงาม!"
"ผู้น้องยินดีรับใช้!"
เฉินฉี่หันกลับมามองศพบนพื้น มุมปากแสยะยิ้มเย็นเยียบ...