เพียงไม่นาน ผู้ที่ถูกพูดถึงก็เดินเข้ามาในงานพร้อมกับนายแพทย์หนุ่ม อเล็กซานเดอร์ แบรนโด ความสวยของมีร่าสะดุดตาเป็อย่างมาก
หญิงสาวสวยสง่าดุจนางพญา ร่างสูงเพรียวระหง เดรสที่สวมใส่เฉิดฉายสมส่วน สวยจนทั้งห้องเงียบกริบหันมามองเธอเป็ตาเดียว สายตาทุกคู่หยุดมองด้วยความชื่นชม บางคนก็จับกลุ่มสนทนาถึงผู้ที่เพิ่งเข้ามาใหม่
'ผู้หญิงคนนั้นคือใคร'
มิเชลมองพี่สาวยิ้ม ๆ คุณนายกรีนคาร์กหมั่นไส้กลาย ๆ แต่ก็แอบพึงพอใจอยู่บ้าง เพียงแต่ไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมา
"เป็ไง ลูกสาวคนโตของคุณพอจะไหวไหม" นายไมเคิลยิ้มจาง ๆ ก่อนจะแซะภรรยาเบา ๆ นางแอบค้อนสามีวงใหญ่
ที่จริงเขารักและห่วงบุตรสาวคนโตมากกว่า เพราะเธอถูกผู้เป็แม่ต่อต้านในหลาย ๆ เื่
คุณนายกรีนคาร์กเป็ผู้หญิงเก่ง ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่เขาเสมอมา เพราะต้องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาเป็จำนวนมาก บุคลิกบางด้านจึงค่อนข้างแข็งกระด้าง มองเผิน ๆ อาจจะดูไม่อ่อนโยน แต่ทว่าลึก ๆ แล้ว ภรรยาของเขารักมีร่าไม่ต่างจากมิเชลและหวังดีต่อเธอเช่นกัน
มิเชลเดินมาหามีร่าก่อนจะปรายตามองมาทางชายหนุ่มข้างกายพี่สาว เธอเบ้ปากใส่เขาเล็กน้อยแบบไม่คิดจะปิดบัง
"มาทำไมคุณ ไม่ได้เชิญ" มิเชลพูดแขวะเขา คล้ายไม่พอใจที่เขามางานวันนี้
"นึกว่าผมอยากจะมานักรึไง ถ้าพี่สาวคุณไม่ชวนมา คิดเหรอว่าผมจะมา งานผมเยอะจะตาย"
อเล็กซานเดอร์ไม่ค่อยใส่ใจกับท่าทางไม่พอใจที่มิเชลมีต่อเขาเท่าไร เพราะระหว่างเขากับเธอ จะเรียกว่าลิ้นกับฟันยังน้อยไป
"มิเชล! ไม่เอาน่า! ฉันชวนหมออเล็กซ์มาเอง อย่างน้อยก็จะได้มีเพื่อนคุย" มีร่าปรามน้องสาว
มิเชลไหวไหล่แบบไม่สนใจเท่าไร ก่อนจะเดินมาแทรกตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง หญิงสาวคล้องแขนมีร่าให้เข้าไปหาบิดามารดา ทิ้งให้หมอหนุ่มมองตาเขียวปั๊ดอย่างช่วยไม่ได้
"สวัสดีค่ะคุณพ่อ คุณแม่" ทั้งคู่พยักหน้าตอบรับ แต่ที่มีปฏิกิริยาต่อจากนั้นก็คือคุณนายกรีนคาร์ก
"มาสายนะ" คุณนายกรีนคาร์กตำหนิบุตรสาวคนโตอย่างไม่ไว้หน้าทันทีที่เธอมาถึง
"รถติดนิดหน่อยครับ ผมติดธุระคนไข้ด้วยเลยมาช้า" นายแพทย์หนุ่มที่เดินตามหลังมาได้ยินประโยคที่มารดาของเธอตำหนิพอดีจึงรีบออกตัวรับแทน
เขาพอจะรู้จักทุกคนในบ้านของเธอบ้าง แต่จากท่าทีการแสดงออกของมารดาของหมอมีร่า อเล็กซานเดอร์จึงพอจะเดาได้ว่าอาจจะมีช่องว่างระหว่างความสัมพันธ์
มิเชลส่งสายตาขุ่นเคืองเชิงปรามมายังเขา ทำนองว่าอย่ามายุ่ง แต่ชายหนุ่มแสร้งไม่สนใจ
"เอาล่ะ! ช่างเถอะ นี่ก็ไม่ได้สายอะไรมากขนาดนั้นหรอก" นายไมเคิลรีบสงบศึกทั้งหมดก่อนที่จะมีาเกิดขึ้น เขาหันมาคุยกับนายแพทย์หนุ่มอย่างเป็กันเอง
"เป็ไงหมออเล็กซ์ สบายดีไหม งานคงยุ่งน่าดูสินะ คุณพ่อคุณแม่สบายดีนะ"
"สบายดีครับ ตอนนี้ไม่แน่ใจว่าอยู่ประเทศไหนแล้ว" บิดาและมารดาของเขาชอบท่องเที่ยวเป็ชีวิตจิตใจ จึงไม่ค่อยจะอยู่บ้านเหมือนคนอื่นเขา
"เอาล่ะ ตามสบายนะ เดี๋ยวผมขอตัวไปคุยกับเพื่อน ๆ ก่อน" นายไมเคิลขอตัว
"เอ้าคุณ! มาด้วยกันสิ ปล่อยเด็ก ๆ เขาคุยกันตามสบายเถอะ เพื่อนนักธุรกิจเขามากันเยอะแยะ ผมเห็นทั้งงานมีแต่เพื่อนคุณ" นางแอนนาค้อนสามีเบา ๆ แต่ถึงกระนั้นก็เดินควงแขนกันไปทักทายคนในงาน
"ดื่มอะไรไหมครับ เดี๋ยวผมไปเอามาให้" อเล็กซานเดอร์หันมาถามมีร่าอย่างสุภาพ มิเชลมองตามด้วยความหมั่นไส้แล้วเบ้ปาก
'ทำไมนะฉันถึงไม่ชอบอีตาหมอนี่เลยจริง ๆ ไม่ถูกชะตาเอาเสียเลย' มิเชลนึกบ่นในใจ
"อะไรก็ได้ ขอแบบที่ไม่มีแอลกอฮอล์"
หลังจากคล้อยหลังอเล็กซานเดอร์ที่เดินไปเอาเครื่องดื่มมาให้สาว ๆ มิเชลก็หันไปกระซิบถามพี่สาวทันที
"นี่ถามจริง ๆ ชวนอีตาหมอปากกรรไกรมาทำไม"
มิเชลบุ้ยปากไปทางชายหนุ่ม เธอมองตามด้วยสายตาเหยียดเล็กน้อย ถึงแม้เขาจะดูแปลกตาไปบ้างเพราะวันนี้ใส่สูทเนี้ยบทั้งตัวก็เถอะ ปกติเห็นใส่แต่เสื้อกาวน์
‘นึกว่าตัวเองหล่อมากรึไง แล้วยัยสาว ๆ พวกนั้นจะมองอะไรกันนักหนา ไม่เห็นจะหล่อเลย แหวะ!' มิเชลอดหมั่นไส้ไม่ได้
"ชวนมาเป็เพื่อน ก็ไม่รู้จักใครเลยนี่" มีร่าตอบ
"เธอสวยมากเลยรู้ไหม"
มิเชลมองพี่สาวตัวเองอย่างชื่นชมในความงดงามของเธอ รู้สึกภูมิใจในตัวเองหน่อย ๆ เพราะเธอเป็คนที่จัดเตรียมเสื้อผ้าและเครื่องประดับต่างๆ ให้ ทั้งสองเป็พี่น้องที่หน้าตาไม่ค่อยเหมือนกันเท่าไรแต่สวยทั้งคู่ สวยคนละแบบ
"แล้วนี่ยังไม่เตรียมตัวขึ้นเวทีเหรอ" มีร่าหันมาท้วงน้องสาว
"เออ นั่นสิ! ไปก่อนนะได้เวลาแล้ว เดี๋ยวเจอกัน" มิเชลรีบไปจัดการเื่งาน ปล่อยให้พี่สาวอยู่คนเดียว แต่เพียงไม่นาน อเล็กซานเดอร์ก็ถือแก้วเครื่องดื่มเดินมา
"นี่ครับ อ้าว แล้วน้องสาวคุณไปไหนแล้วล่ะ" เขาถามด้วยความสงสัยพลางยื่นแก้วบรรจุเครื่องดื่มสีสวยให้หญิงสาว เธอยื่นมือออกมารับ
"ขอบคุณค่ะ! มิเชลไปเตรียมตัวเปิดงานบนเวทีแล้วค่ะ"
อเล็กซานเดอร์พยักหน้าเป็เชิงรับรู้ สองหนุ่มสาวยืนจิบเครื่องดื่มพลางมองดูบรรยากาศภายในงาน แต่สักพัก ไฟในห้องก็ดับลง แสงจากสปอตไลท์สาดส่องไปบนเวทีที่มีมิเชลยืนสวยสง่าอยู่บนนั้น
คืนนี้ มิเชลสวมเดรสสีแดงเกาะอก หญิงสาวพูดคุยทักทายและกล่าวต้อนรับผู้ร่วมงาน เธอกล่าวถึงความสำเร็จของโปรเจกต์นี้ รวมไปถึงแนะนำทีมงาน และที่สำคัญที่ทำให้มีวันนี้ได้ก็คือครอบครัวและหวังว่าจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากทุกคน เมื่อหญิงสาวกล่าวจบ แสงไฟในห้องก็สว่างขึ้นมาอีกครั้ง เสียงปรบมือดังสนั่นทั่วทั้งห้อง หลังจากมิเชลกล่าวเปิดโปรเจกต์ใหม่เสร็จเรียบร้อย เธอก็เดินลงมาพูดคุยพบปะกับนักธุรกิจคนอื่น ๆ และลูกค้าที่สนใจโปรเจกต์และพร้อมที่จะสนับสนุนบริษัท
อเล็กซานเดอร์ลอบมองมิเชลจากที่ไกล ๆ ซึ่งเขาเองก็แอบทึ่งกับความเก่งและความสามารถของเธอที่ดูแลธุรกิจของครอบครัวได้เป็อย่างดีทีเดียว และเื่ความสวยนั้นเขาไม่ปฏิเสธ
‘แต่ทำไมเขาไม่อิน!!! ‘
"ขอตัวไปห้องน้ำสักครู่นะคะ" ขณะที่ความคิดของชายหนุ่มกำลังล่องเลย เสียงของมีร่าที่เอ่ยขอตัวไปเข้าห้องน้ำได้ดึงความคิดของเขาให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน
"ผมไปส่งไหม" เขาแสดงความปรารถนาดี
"อย่าดีกว่าค่ะ ฉันไปเองดีกว่า แค่นี่เอง" เมื่อพูดจบมีร่าจึงหันหลังเดินออกไป
นายแพทย์หนุ่มมองตามร่างสูงเพรียวระหงไปจนสุดสายตาด้วยความชื่นชม ความงดงามของเธอในค่ำคืนนี้ยากจะบรรยาย
อเล็กซานเดอร์ยืนจิบไวน์ในแก้วอย่างสบายอารมณ์ รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้างหลังจากทำงานหนักติดต่อกันหลายวัน สายตาของชายหนุ่มสอดส่ายไปทั่วภายในงาน แต่อยู่ ๆ ก็เหมือนมีแรงดึงดูดให้เขาหันไปมองทางซ้ายมือ
ทันทีที่หันไป สายตาคมกริบของเขาก็ปะทะเข้ากับสาวสวยในชุดเดรสสีแดง ความสวยของมิเชลเหมือนสะกดให้เขาละสายตาไปไม่ได้ สองพี่น้องถึงจะสวยคนละแบบแต่ก็กินกันไม่ลง
มิเชลเป็ผู้หญิงที่เก่งและเป็เวิร์กกิ้งวูแมน หญิงสาวพูดคุยอยู่กับนักธุรกิจอย่างออกรสออกชาติ ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ตลอดเวลา
แต่สำหรับเขาแล้ว เธอไม่มีเสน่ห์เลยสักนิดเพราะเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เอาแต่ใจอย่างไม่มีเหตุผล มิหนำซ้ำเธอยังชอบทำเื่ไร้สาระให้กลายเป็เื่ใหญ่ และมีบางเื่ที่ไม่ควรจะไร้สาระ
มิเชลรู้สึกว่ามีใครบางคนมองมา จึงหันไปสบกับดวงตาคมกริบของนายแพทย์หนุ่ม เธอเบ้ปาก ไหวไหล่ ส่งสายตาขุ่นเคืองไปยังชายหนุ่ม เขาจึงแยกเขี้ยวและตีหน้าบึ้งใส่ หญิงสาวเห็นดังนั้นจึงสะบัดหน้าใส่อย่างไม่แคร์ หันกลับมาพูดคุยกับหนุ่ม ๆ นักธุรกิจต่อโดยไม่ใส่ใจอาการกระฟัดกระเฟียดของนายแพทย์หนุ่มที่มองมาอย่างมันเขี้ยว อยากจับเธอมาฟาดเสียให้เข็ด!!!
หลังจากมีร่าเข้าห้องน้ำเสร็จ เธอจึงออกไปเดินเล่นภายในโรงแรม หญิงสาวลงลิฟต์ไปจนถึงชั้นล็อบบี้เพราะรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
จู่ ๆ สายตาก็เห็นใครบางคนจากด้านหลัง เธอรู้สึกคุ้น ๆ แต่ก็คิดว่าไม่น่าจะใช่เขา ราฟาเอลจะมาแถวนี้ได้อย่างไร แต่ขณะที่มีร่ากำลังอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองนั้น ทันใดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
เสียงปัง! ปัง! ปัง ดังขึ้น หญิงสาวหันไปมองตามเสียง เกิดความโกลาหลวุ่นวาย เสียงหวีดร้องดังระงม เธอเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้าไปหลบอยู่หลังพุ่มไม้ข้าง ๆ ทางเดิน
มีร่าสังเกตเห็นมือปืนอายุราวห้าสิบปลาย ๆ รูปร่างสันทัด ใส่หมวกแก๊ป เธอเห็นหน้าตาไม่ค่อยชัดแต่รู้ว่าเป็คนมีอายุ สวมเสื้อแจ็คเก็ตสีดำ กางเกงยีนสีเดียวกับเสื้อ เขาไล่ยิงกราดไปทั่วโดยไม่ได้เจาะจงคนใดคนหนึ่ง แขกที่อยู่บริเวณนั้นต่างหาที่กำบังหลบะุกันจ้าละหวั่น
เพล้ง! เพล้ง!
บานกระจกแตกกระจายเกลื่อนกลาด สิ่งของถูกทำลายจากะุปืน
อีกฟากหนึ่ง บอดี้การ์ดหนุ่มอย่างโจนส์เอาตัวเข้าบังร่างของราฟาเอลกับสาวสวยอย่างเจสสิก้าไว้พร้อมทั้งรีบหาที่กำบัง เนื่องจากทั้งคู่กำลังจะเดินไปทางชั้นล็อบบี้เช่นกัน
"ระวังครับนาย ไอ้บ้านั่นไม่รู้ว่ามันเกิดบ้าอะไรขึ้นมา มันกราดยิงไปทั่วไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม" โจนส์หันมาบอกกับราฟาเอลเสียงเรียบ
ด้วยประสบการณ์ของเขาที่เคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้อยู่เป็ประจำ โจนส์จึงไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกมากนัก
"เป็ยังไงบ้างครับเจสซี่" ราฟาเอลหันไปถามเจสสิก้าที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้าง ๆ เขา
"ไอ้บ้านั่น! มันดีเดือดอะไรของมัน พวกโรคจิตรึเปล่าคะ" เธอถามชายหนุ่มด้วยอารมณ์ที่เดือดพล่าน แต่ใจหนึ่งก็กลัว กลัวมากก็ว่าได้ ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่หวังว่าเหตุการณ์จะสงบโดยเร็ว
เธอพยายามอยู่ใกล้ชายหนุ่มเอาไว้ เกาะแขนเขาไว้แน่นและคิดว่าเขาคงจะดูแลเธออย่างดีไม่ให้เกิดอันตรายใด ๆ คืนนี้เธอมีนัดทานข้าวที่โรงแรมแห่งนี้และกำลังจะกลับพอดี
"ผมไม่แน่ใจ อาจจะใช่ มัน้าอะไร อยากเป็ฮีโร่รึไง มีใครแจ้งตำรวจรึยัง" ราฟาเอลหันกลับไปถามบอดี้การ์ดคู่ใจเสียงเข้ม สีหน้าเป็กังวล
"ผมโทรแจ้งแล้วครับนาย ส่วนทางโรงแรมน่าจะแจ้งแล้วเหมือนกัน" โจนส์ตอบราฟาเอลโดยไม่ได้หันกลับมามอง เนื่องจากเสียงปืนยังได้ยินเป็ระยะ ๆ เขาจึงต้องกวาดสายตาระมัดระวังอย่างที่สุด
"เอาอย่างนี้ นายพาคุณเจสซี่ไปทางด้านหลัง หาทางออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ดูท่ามันน่าจะบ้า เล่นสาดะุไปทั่วแบบนี้" ราฟาเอลครุ่นคิด หันมามองหญิงสาวที่อยู่ข้าง ๆ
"ไม่ค่ะ! เจสซี่จะอยู่กับคุณ" เธอประท้วงกอดแขนชายหนุ่มแน่น
"อย่าเลยครับมันอันตราย ไม่รู้ว่ามันจะบ้าได้ขนาดไหน" ราฟาเอลหันมาท้วงติง แต่ยังคงรักษาความสุภาพไว้ด้วยการขอร้องมากกว่าจะออกคำสั่ง
"แล้วคุณ?" เจสสิก้าถามอย่างเป็กังวล
"ไม่เป็ไร เดี๋ยวผมจะให้โจนส์พาคุณออกไปก่อน แล้วผมจะค่อย ๆ ตามไป" เขาบอกหญิงสาวก่อนจะหันไปสั่งบอดี้การ์ดหนุ่มเสียงเข้ม
"โจนส์ นายพาคุณเจสซี่ออกไปทางระเบียง ฉันสังเกตเห็นว่าทางมันเชื่อมไปอีกด้านของโรงแรม" ราฟาเอลชี้ไปที่ด้านหลังซึ่งเป็ระเบียง
"แน่ใจนะครับว่านายจะอยู่ตรงนี้คนเดียว ผมเป็ห่วง" โจนส์ท้วง
"นั่นสิคะ พวกเราน่าจะออกไปด้วยกันทั้งหมด ให้บอดี้การ์ดของคุณป้องกันเราออกไป" เจสสิก้าออกความคิดเห็น
"ออกไปทั้งหมดก็จะกลายเป็จุดสนใจ มันอาจจะหันมายิงเราได้ อีกอย่าง ผมสังเกตเห็นมันเดินวนไปมา มันคงไม่ปล่อยเราหรอก" เขาตอบอย่างเป็กังวล
อีกมุมหนึ่งของล็อบบี้โรงแรม มีร่าที่หลบอยู่หลังพุ่มไม้เห็นเหตุการณ์กราดยิงทั้งหมด และเดาได้ว่าไอ้มือปืนคนนั้นน่าจะเป็พวกโรคจิต เพราะมันไม่ได้เจาะจงเป้าหมาย
ใจหนึ่งก็นึกกลัว แต่อีกใจหนึ่งกำลังคิดว่าจะหยุดไอ้มือปืนคนนั้นได้ยังไง สายตาสอดส่ายไปรอบ ๆ ทุกคนที่ติดอยู่ในชั้นล็อบบี้ต่างพากันหลบตามที่ต่าง ๆ
"คิดสิ! คิดสิ! คิด!" เธอพึมพำกับตัวเอง พยายามครุ่นคิดหาหนทางจนคิ้วเรียวสวยขมวดเป็ปม หญิงสาวควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าถือ แต่เมื่อยกขึ้นมาจะโทรขอความช่วยเหลือ ปรากฏว่าแบตฯหมด
'ให้มันได้อย่างนี้สิ' เธอฮึดฮัดในใจ
ระหว่างนั้น ไอ้มือปืนก็เดินพล่านไปมา หัวเราะชอบใจที่มันสามารถทำให้คนอื่นกลัวจนหัวหด
"ฉันเป็ฮีโร่ เข้ามาเลยไอ้พวกผู้ร้าย ฉันจะฆ่าพวกแกให้หมด จะได้รู้กันสักทีว่าทหารอย่างฉันเก่งแค่ไหน" มันพูดพล่ามะโไปทั่วเจออะไรขวางก็ยิงหมด เพราะเข้าใจว่าที่ยิงไปเป็พวกผู้ร้าย สักพักมันก็กุมหัวตัวเองหัวเราะด้วยความสะใจ
"สะใจจริงโว้ย!!!" เสียงหัวเราะชอบใจะโลั่น มีร่าสังเกตเห็นอาการบ้าคลั่งของมือปืนจึงเดาได้ทันทีตามสัญชาตญาณ
'มือปืนคนนี้น่าจะมีปัญหาทางจิตแน่ ๆ อาจจะขาดยาหรือเห็นภาพหลอน มันถึงคิดว่าใคร ๆ ก็เป็ผู้ร้ายไปหมด เอาไงดี' หญิงสาวนึกในใจ
"ผมว่าไอ้นั่นมันบ้าแน่ ๆ ฟังจากที่มันพล่ามไม่หยุด" โจนส์เอ่ยขึ้นก่อนที่จะพาเจสสิก้าออกไปจากบริเวณนั้น
"ฉันก็คิดอย่างเดียวกับนาย ตอนนี้เราไม่มีเวลาแล้ว และถ้าเกิดมันควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ มีหวังมันอาจจะลากใครในนี้เป็ตัวประกันก็เป็ได้ รีบไปก่อนที่จะเกิดอะไรร้ายแรงเถอะ" ราฟาเอลออกคำสั่งเสียงเข้ม
"ไปสิโจนส์ ไม่ต้องห่วงฉัน" ราฟาเอลกล่าวสำทับ เขาหันไปทางเจสสิก้า พยักหน้าให้ก่อนจะจูบหน้าผากเธอเบา ๆ ถือว่าเป็การให้กำลังใจกันในยามวิกฤติเช่นนี้
"ระวังตัวด้วยนะคะ" เจสสิก้าเอ่ยอย่างเป็ห่วงและในใจกระหยิ่มยิ้มย่องด้วยความพอใจอย่างยิ่งที่ชายหนุ่มปฏิบัติต่อเธอเช่นนั้น
"ไปกันเถอะครับ อย่าช้าเลย" โจนส์กล่าวกับเจสสิก้า หญิงสาวตวัดสายตามองบอดี้การ์ดด้วยความขุ่นเคืองเล็กน้อย
'คนกำลังรู้สึกประทับใจ' เจสสิก้าค่อนขอดบอดี้การ์ดหนุ่มในใจ โจนส์งงเล็กน้อยแต่ไม่มีเวลามาสงสัยสายตาแบบนั้น ทั้งคู่จึงพากันย่องออกไปอย่างเงียบเชียบ เพื่อไม่ให้ไอ้มือปืนมันสังเกตเห็น หญิงสาวถอดรองเท้าส้นสูงสามนิ้วออก เดินด้วยเท้าเปล่าเพื่อไม่ให้ตัวเองล้มและส้นรองเท้าััพื้นจนเกิดเสียงดัง
ทั้งชั้นล็อบบี้เงียบกริบ มีเพียงเสียงรองเท้าของมือปืนเดินไปมา มีร่าพยายามที่จะดึงชายกระโปรงของตัวให้ขาดออกจากกันเพื่อความสะดวกเพราะตอนนี้ชุดราคาแพงระยับของเธอมันพันแข้งพันขาไปหมด
เมื่อใช้มือดึงทึ้งไม่สำเร็จ หญิงสาวจึงใช้แก้วที่แตกกระจายทั่วพื้นมากรีดชายกระโปรงให้สั้นขึ้นมาเลยเข่า และด้วยความที่อยากให้สถานการณ์นี้จบโดยเร็ว เธอจึงคิดหาหนทางที่ตัวเองอาจช่วยอะไรได้บ้าง
'คิดสิคิด มีร่า'
บริเวณที่มีร่าหลบอยู่ ใกล้ๆ กันมีพนักงานโรงแรมที่เป็ผู้หญิงกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความกลัว เธอจึงหันไปมองและยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเป็เชิงบอกให้เงียบ พนักงานโรงแรมสาวจึงใช้มือปิดปากตัวเองโดยที่น้ำตานองหน้า เธอพยายามกลั้นเสียงร้องไห้ไม่ให้เล็ดลอดออกมา
มีร่าหันไปบอกใบ้ให้พนักงานสาวถอดเสื้อสูทของเธอส่งมาให้ พนักงานสาวคนนั้นไม่รู้ว่าสาวสวยคนดังกล่าวจะเอาเสื้อสูทของเธอไปทำอะไร แต่เธอก็ยอมถอดให้และโยนไปให้หญิงสาว
มีร่าจัดการสวมเสื้อสูทของพนักงานสาวปิดทับชุดราตรีที่ใส่มาซึ่งมันค่อนข้างโป๊ เธอใช้เวลาคิดอยู่สักครู่ก่อนะสังเกตเห็นรถตำรวจและเ้าหน้าที่ตำรวจอยู่แถวหน้าโรงแรม
เมื่อมองออกไปไกล ๆ เธอก็คิดว่าตอนนี้ตำรวจน่าจะแฝงตัวอยู่ตามจุดต่าง ๆ แล้ว แต่ทันใดนั้น มีร่าตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพราะเธอเริ่มรู้สึกจะทนไม่ไหวกับสถาณการณ์ตรงหน้านี้แล้ว คิดได้ดังนั้น หญิงสาวจึงตัดสินใจเดินะโออกไป
"นายท่าน! นายท่านคือนายพลใช่หรือไม่" มีร่าะโถามเสียงดังขึงขัง ใจก็เต้นแรงด้วยความกลัว มือทั้งสองข้างเย็นเฉียบ เหงื่อชื้นเต็มฝ่ามือ รู้สึกหวั่นเกรงอย่างมาก ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น แต่ไหนๆ ก็ตัดสินใจแล้ว เธอจึงไม่มีทางเลือกนอกจากเดินหน้าต่อ
'เอาวะ มาถึงขนาดนี้'
"แกเป็ใคร!?" ไอ้มือปืนโรคจิตถามและมันเล็งปืนมาทางเธอ
ศัลยแพทย์สาวได้แต่พยายามควบคุมสติเอาไว้ เพราะไอ้โรคจิตนั่นมีปืน!
ในขณะที่อีกฟากฝั่งของล็อบบี้ ราฟาเอลตาเบิกกว้างตกตะลึงเมื่อเห็นหญิงสาวคุ้นหน้าอย่างมิแรนด้า กรีนคาร์กเดินออกไปเผชิญหน้ากับไอ้มือปืนโรคจิตพลางสบถเบา ๆ ขบกรามแน่นด้วยความเครียดขึง
'จะบ้ารึไง เดี๋ยวก็โดนมันเล่นงานหรอก จะเล่นบทผู้พันหญิงรึไงกันนะ ให้ตายเถอะแม่คุณ'
"ฉันเป็สายลับของหน่วยทหารของคุณ ชื่อมีร่า" เธอตอบไปมั่ว ๆ
'ใช่ มั่วจริงๆ'
ตอนนี้มีร่าอยู่ในชุดราตรีที่ชายกระโปรงถูกฉีกเลยเข่า หญิงสาวสวมเสื้อสูทคลุมทับอีกชั้นท่าทางทะมัดทะแมง
"ฉันจะมาแจ้งข่าวของคนร้ายให้ท่านรับทราบ ตอนนี้เราทราบมาว่ามีพวกคนร้ายแอบซุ่มอยู่ใกล้ๆ"
ไอ้โรคจิตหันมองมีร่าตาขวาง แต่ในแววตาฉายแววลังเลเหมือนไม่รู้จะเชื่อที่เธอพูดดีหรือไม่
"ถ้าท่านนายพลไม่เชื่อฉัน ท่านลองเดินไปดูรอบ ๆ สิ" หญิงสาวมองสบตามันนิ่งอย่างแน่วแน่ พยายามไม่แสดงอาการพิรุธให้เห็น คนร้ายน่าจะเป็คนไข้จิตเภทและจัดอยู่ในกลุ่มที่เห็นภาพหลอน ถ้าเดาไม่ผิด เขาน่าจะเห็นตำรวจเ่าั้เป็ผู้ร้ายที่กำลังซุ่มอยู่ มันจึงเดินไปที่ประตูทางเข้าของโรงแรมซึ่งมันได้ปิดเอาไว้ คนร้ายค่อนข้างหวาดระแวงแต่เธอก็พยายามทำตัวให้ปกติ
ทางด้านราฟาเอล เขามองออกไปด้านนอก เห็นตำรวจจำนวนหนึ่งอยู่ไกล ๆ เขาคิดว่าตำรวจน่าจะแฝงตัวเข้ามาในโรงแรม
ขณะที่ความคิดของชายหนุ่มกำลังประเมินความเป็ไปได้ต่าง ๆ ทันใดนั้นก็มีสายเรียกเข้าโทรศัพท์ของเขา ก่อนไปโจนส์ได้ทิ้งโทรศัพท์ไว้ให้ โชคดีที่ปิดเสียงเอาไว้ก่อนหน้านั้น ราฟาเอลหยิบขึ้นมากดรับก่อนจะกรอกเสียงพูดลงไปเบาๆ
"โจนส์! นายกับคุณเจสซี่ปลอดภัยไหม อ๋อ อืม! โอเค ฉันเข้าใจ ตอนนี้ฉันยังออกไปไม่ได้ ไม่ต้องถามว่าทำไม ว่าแต่นายอยู่กับตำรวจใช่ไหม"
"ครับนาย" โจนส์ซึ่งขณะนี้จัดการส่งเจสสิก้ากลับบ้านเรียบร้อยแล้วตอบรับเสียงขรึม
ตอนแรกหญิงสาวจะไม่ยอมกลับท่าเดียว จนกระทั่งตำรวจพูดถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เธอจึงยอม และตอนนี้ทั้งเขาและไรอัลอยู่กับเ้าหน้าที่ตำรวจ
"ส่งประวัติคร่าว ๆ ของไอ้บ้าโรคจิตนั่นมาให้ฉันและฉัน้าคุยกับตำรวจ" เขาสั่งเสียงเข้ม ใบหน้าเ็า กรามขบแน่น แววตาแข็งกร้าว ส่วนโจนส์ก็เปิดลำโพงโทรศัพท์ ประชุมและวางแผนร่วมกันกับเ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมกับคนของเขา
"ปล่อยไว้นานอาจมีคนได้รับาเ็ เรียกรถพยาบาลมารอได้เลย ผมจะพยายามถ่วงเวลาไว้"
ชายหนุ่มแจ้งจำนวนคนที่อยู่บริเวณโดยรอบอย่างคร่าว ๆ เท่าที่สังเกตเห็นให้ตำรวจฟัง และบอกว่าตอนนี้มีผู้หญิงบ้าบิ่นคนหนึ่งกำลังแสร้งเล่นละครตบตามันรับบทเป็สายลับเพื่อให้ไอ้มือปืนโรคจิตตายใจ
จะว่าไปหญิงสาวก็ฉลาดพอใช้ได้ แต่จะดีกว่านี้ถ้าเธอไม่เอาตัวเองเข้าไปเป็เป้าล่อะุเสียเอง
ราฟาเอลรอไม่นาน ประวัติของไอ้มือปืนโรคจิตก็เด้งเข้ามาในมือถือ เขาอ่านประวัติคร่าว ๆ ของคนร้าย ทราบชื่อและประวัติการรักษา ประวัติการทานยาซึ่งเป็อย่างที่เขาคิด
ไอ้มือปืนนั่นคือนายพลธานอส อายุประมาณห้าสิบเจ็ดปี ประจำการกองทัพบก อยู่ในทีมสังหารและผ่านสมรภูมิรบมามากมาย ครั้งสุดท้ายเขาถูกะเิทำให้ขาขาด ทำให้เขาต้องใส่ขาเทียมไว้ หลังจากนั้นเขาก็มีอาการซึมเศร้าอย่างหนัก เข้าออกโรงพยาบาลตลอด แต่ระยะสองสามปีที่ผ่านมาเขามีอาการจิตเภทร่วมด้วยคือเห็นภาพหลอนและขาดการรักษามาได้สักระยะ เขาอ่านแล้วเริ่มหนักใจเพราะจากประวัติคร่าว ๆ แบบนี้แล้ว เขาน่าจะอาการหนักมาก ถึงขนาดเอาปืนมาไล่ยิงกราดคนทั่วไป
‘เขาชักจะห่วงเธอเสียแล้วสิ’