บทที่ 7 แยกครอบครัว (รีไรต์)
ไม่นานนัก สือไห่ถังก็ทำอาหารเย็นเสร็จ โต๊ะอาหารเย็นของตระกูลฉินวันนี้เรียบง่าย ทุกคนได้ไข่ต้มคนละฟอง น้ำแกงไก่คนละถ้วย ส่วนชามของเด็ก ๆ จะมีเนื้อไก่เพิ่มมาอีกหลายชิ้น
นับั้แ่ตระกูลฉินอพยพหนีภัยมา มื้อนี้เป็มื้อที่อิ่มหนำสำราญที่สุด ทุกคนในครอบครัวต่างก้มหน้าซดน้ำแกงไก่ที่หามาได้อย่างยากลำบากอย่างเอร็ดอร่อย
แม้แต่ฉินเยาเยายังดื่มนมแพะที่สือไห่ถังเตรียมไว้ให้ด้วยความเอร็ดอร่อย
เฝิงเสี่ยวฮวาชะเง้อมองฉินเหล่าซื่อป้อนน้ำแกงไก่ให้กับสวี่ซิ่วอิงทีละคำ ๆ ดวงตาของนางแดงก่ำด้วยความอิจฉาริษยา นางจึงเอ่ยอย่างเสียดสีว่า
“บางคนช่างโชคดีจริง ๆ อาศัยว่าตัวเองคลอดลูกสาวออกมา ก็เลยถือโอกาสยึดเอาของดี ๆ เข้าตัวเองหมด”
แม่เฒ่าฉินแสร้งทำเป็ไม่ได้ยินคำพูดของนาง ยังคงตั้งใจป้อนอาหารให้ฉินเยาเยาต่อไป
ฉินเหล่าเอ้อร์จ้องเขม็งไปที่นางอย่างดุร้าย ก่อนจะหันหลังให้อย่างไม่สนใจไยดี
ส่วนฉินเยาเยาได้แต่ส่งเสียงอ้อแอ้ น่าเสียดายที่ไม่มีใครเข้าใจภาษาเด็กทารกของเธอได้
เฝิงเสี่ยวฮวายิ่งได้ใจ พูดเสียงดังขึ้นกว่าเดิม “ก็มันจริงนี่ ยังไม่ทันได้แยกบ้าน แยกครอบครัวกันเลย ของทุกอย่างก็ควรจะต้องแบ่งเท่า ๆ กันสิ ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่หน้าหนา กินอยู่คนเดียวแบบนี้”
“แล้วเ้า้าอะไร” แม่เฒ่าฉินเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเ็า
เฝิงเสี่ยวฮวาเหลือบมองแพะนมสองสามรอบ “ข้าในฐานะพี่สะใภ้ ก็คงไม่แย่งของกินกับน้องสะใภ้หรอก แต่ว่าอย่างน้อยก็ควรจะฆ่าแพะแล้วเอาไปตุ๋นเนื้อ จะได้กินกันให้อิ่มท้อง มีแรงเดินไปถึงเมืองหลวง”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปทันที
ยังไม่ทันที่แม่เฒ่าฉินจะเอ่ยปาก สือไห่ถังก็วางชามกระเบื้องที่บิ่นลงบนพื้นอย่างแรง นางพับแขนเสื้อขึ้นแล้วก็เริ่มด่าทอ
“เฝิงเสี่ยวฮวา ท่านยังมีหน้ามาพูดอีกหรือ ไม่คิดถึงเื่ที่ตัวเองเคยทำบ้างหรืออย่างไร ถ้าไม่ใช่เพราะท่าน ไก่ตัวก่อนหน้านี้ก็คงไม่ถูกคนอื่นเอาไปหรอก ท่านยังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีกหรือ บอกตามตรง ข้าว่าควรจะปล่อยให้ท่านอดตายไปซะ!”
สือไห่ถังทนมานานแล้ว ั้แ่แรกที่พวกนางเข้าบ้านมาพร้อมกัน เพียงเพราะว่าเฝิงเสี่ยวฮวาตั้งครรภ์ก่อน นางจึงทำตัวเป็คนสำคัญของบ้านตลอดเวลา มีเื่อะไรก็เรียกใช้สือไห่ถัง คอยแต่จะสั่ง ทำให้สือไห่ถังต้องคอยรับใช้ ต่อมาสือไห่ถังก็ตั้งครรภ์ แต่กลับแท้งลูก เฝิงเสี่ยวฮวาก็พูดจาเหน็บแนมนางทั้งต่อหน้าและลับหลัง จนกระทั่งนางให้กำเนิดลิ่งิ เฝิงเสี่ยวฮวาถึงได้หยุด
โดยนิสัยแล้ว นางเป็คนไม่ยอมใคร แต่เพื่อไม่ให้สามีและแม่สามีลำบากใจจึงอดทนมาตลอด ไม่คิดเลยว่าเฝิงเสี่ยวฮวาได้คืบจะเอาศอก โดยเฉพาะวันนี้ยังผลักเสี่ยวลิ่วตกเขา ดีที่นางเดินตามหลังมาทัน รีบพุ่งตัวเข้าไปคว้าตัวเสี่ยวลิ่วเอาไว้ ไม่งั้นเสี่ยวลิ่วคงไม่รอดแน่ ๆ
แล้วยังมาแย่งอาหารของเสี่ยวชีเป่าอีก ตอนนี้ยังคิดจะเอาแพะนมตัวนั้นอีก นี่มันไม่ใช่จะเอาชีวิตเสี่ยวชีเป่าไปเลยหรือไร
“สือไห่ถัง เ้าจะะโทำไม อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเ้ากำลังคิดอะไร เ้าจงใจเอาใจท่านแม่ พอถึงเวลาแบ่งสมบัติ เ้าก็จะได้ส่วนแบ่งมากที่สุด ข้าจะบอกให้เลยนะว่าไม่มีทางซะหรอก เพราะข้าคือลูกสะใภ้คนแรก!”
“สะใภ้สาม!”
สือไห่ถังโกรธมาก นางเงื้อมือขึ้นหมายจะตบเฝิงเสี่ยวฮวาหนึ่งฉาด แต่แม่เฒ่าฉินร้องห้ามไว้เสียก่อน
แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยาไว้ในอ้อมแขน ค่อย ๆ ตบหลังเบา ๆ ให้นางเรอออกมา พอหลานสาวเรอเสร็จ ก็วางนางลงในอ้อมแขนของสวี่ซิ่วอิง จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินตรงไปหาเฝิงเสี่ยวฮวา ยกมือขึ้นตบหน้าเฝิงเสี่ยวฮวาอย่างแรง
ท่านย่าเก่งที่สุด! ฉินเยาเยาชูนิ้วโป้งให้แม่เฒ่าฉินทันที
ป้าสะใภ้รองคนนี้ช่างน่ารังเกียจจริง ๆ กล้าดียังไง คิดจะแย่งอาหารของนางไป
แม่เฒ่าฉินมองเฝิงเสี่ยวฮวาด้วยสีหน้าเ็า “ข้าห้ามสะใภ้สาม ไม่ใช่ว่าเ้าไม่สมควรโดน แต่ไม่ควรให้นางเป็คนลงมือ เพราะข้ากลัวฟ้าดินจะลงโทษนาง นางเป็สะใภ้ที่ดี ข้าไม่อยากให้นางโดนฟ้าผ่า แต่คนอย่างเ้า ต่อให้ตายไปก็ไม่น่าเสียดาย”
แม่เฒ่าฉินกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วเอ่ยต่อ “ข้าจะพูดอีกครั้ง แพะตัวนี้เป็อาหารของเสี่ยวชีเป่า ห้ามใครแตะต้องเด็ดขาด! ถ้าใครไม่พอใจก็ลุกขึ้นยืนพูดออกมา”
“ทราบแล้วขอรับ/เ้าค่ะ”
“ท่านย่า พวกเรารู้แล้ว”
คนอื่น ๆ พยักหน้ารับ
“เหล่าเอ้อร์ ฟังจากคำพูดของเฝิงเสี่ยวฮวาแล้ว เ้าคิดแบบเดียวกันหรือไม่”
“ท่านแม่ ข้าไม่เคยคิดจะแยกบ้านออกไป อย่าไปฟังหญิงโง่เขลาคนนี้พูดเหลวไหลเลยขอรับ”
“ท่านแม่ ท่านก็รู้ว่านางพูดจาอะไรไม่ค่อยคิด ท่านไม่ต้องใส่ใจนัก”
ฉินเหล่าเอ้อร์รีบคุกเข่าลงแสดงจุดยืน ในขณะเดียวกันก็ช่วยเฝิงเสี่ยวฮวาแก้ต่าง อย่างไรเสียนางก็เป็ภรรยาของเขา ถึงแม้จะไม่นับถึงเื่ความรักใคร่ฉันสามีภรรยา พวกเขายังต้องดูแลลูกชายทั้งสอง
“ท่านย่าขอรับ ท่านแม่ข้าคงหิวจนขาดสติถึงได้พูดแบบนั้นออกมา ท่านย่าอย่าถือสาท่านแม่เลยขอรับ!”
หลานชายคนโตอย่างฉินลิ่งอวี่และเสี่ยวสืออย่างฉินลิ่งเฟิงก็รีบคุกเข่าลงข้างฉินเหล่าเอ้อร์ เพื่อขอร้องแทนท่านแม่ของตน
เฝิงเสี่ยวฮวายืนเอามือกุมใบหน้าอยู่ตรงนั้น นางรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ นางแค่เสนอให้ฆ่าแพะมากินด้วยกันไม่ใช่หรือ
นางก็หวังดีกับทุกคนไม่ใช่หรือ ทำไมเื่ราวถึงบานปลายกลายเป็เื่จะแยกบ้านกันไปได้
ไม่! นางจะแยกบ้านไม่ได้ พี่น้องตระกูลฉินนี้ ฉินเหล่าซานฉลาดและมีความสามารถ ส่วนฉินเหล่าซื่อก็เก่งกล้า แต่สามีของนางก็ได้แต่ทำงานหนัก ไม่ได้เื่ได้ราวอะไร ถ้าแยกบ้านกันจริง ๆ นางคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะตายอย่างไร
ขาของเฝิงเสี่ยวฮวาอ่อนยวบลงไปกองกับพื้น นางมองไปที่แม่เฒ่าฉินด้วยใบหน้าซีดเผือด
แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยาเอาไว้ในอ้อมกอด หลุบตามองเฝิงเสี่ยวฮวาอย่างเ็า “เฝิงเสี่ยวฮวา วันนี้ที่ข้าไม่เอาเื่เ้าก็เพราะเห็นแก่ลูกชายและหลานทั้งสอง คำพูดเมื่อครู่นี้ข้าจะถือว่าไม่ได้ยิน ถ้าเ้ายังอยากจะอยู่ที่นี่ต่อ ก็คุกเข่าขอโทษซะ”
“แน่นอน ถ้าเ้าอยากไป พวกเราตระกูลฉินก็ไม่มีใครห้ามเ้า!”
เฝิงเสี่ยวฮวามองคนอื่น ๆ ในตระกูลฉิน เห็นทุกคนก้มหน้าซดน้ำแกงไก่ ไม่มีใครคิดจะพูดแทนนางแม้แต่น้อย นางก็ลุกขึ้นยืนเตะฉินเหล่าเอ้อร์อย่างแรงด้วยความโกรธ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ ฉินเหล่าเอ้อร์ที่ทำเป็ไม่รู้เื่รู้ราว แต่ก็ยังไม่วายแย่งไข่ในชามของฉินลิ่งอวี่ยัดเข้าปากจนสำลักตาเหลือก
“คุกเข่า!”
เฝิงเสี่ยวฮวาจ้องมองสวี่ซิ่วอิงอย่างเคียดแค้น ก่อนจะยอมคุกเข่าลงอย่างไม่เต็มใจ
สวี่ซิ่วอิงทำหน้างุนงง มันเกี่ยวอะไรกับนางด้วย
ฉินเยาเยากินอิ่มนอนหลับ ดูเื่สนุกจนหนำใจแล้วก็หาวหวอดใหญ่ ก่อนจะหลับปุ๋ยไปอย่างสบายอารมณ์
แม่เฒ่าฉินอุ้มหลานสาวตัวน้อยที่น้ำลายไหลยืดเพราะความง่วง ไปวางไว้บนตักสวี่ซิ่วอิง บอกให้นางพักผ่อนให้เต็มที่ จากนั้นก็ลากหลานชายที่กำลังอ่านหนังสือกับฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซาน มาร่วมกันตั้งชื่อให้กับแก้วตาดวงใจของนาง
“นี่เป็เด็กผู้หญิงคนแรกในรอบสามรุ่นของตระกูลฉิน พวกเ้าต้องตั้งชื่อดี ๆ ให้หลานสาวตัวน้อยของข้า”
ส่วนชื่อเล่น นางคิดไว้แล้วว่าจะให้ชื่อ ‘เล่อเหนียง’
เด็กน้อยคนนี้เกิดระหว่างทางที่พวกเขากำลังอพยพ ทั้งยังคลอดก่อนกำหนด การที่ตั้งชื่อ ‘เล่อเหนียง’ ก็หวังว่านางจะสุขสบาย ปลอดภัย และหวังว่าจะเดินทางไปถึงเมืองหลวงอย่างปลอดภัยเช่นกัน
“ชื่อนี้ดีมาก ฟังไพเราะและจำง่ายด้วย”
ชื่อนี้ได้รับความเห็นชอบจากทุกคนในตระกูลฉิน
แต่ชื่อจริงเป็ปัญหากว่า ฉินลิ่งอวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเสนอว่า “ท่านย่า ตระกูลของเราเพิ่งจะมีหลานสาวในรอบสามรุ่น งั้นเรียกว่า ‘เยาเยา’ เป็ไงขอรับ”
“ต้นท้อผลิบาน งดงามยิ่ง เยาเยา สื่อถึงความเฉลียวฉลาด ปราดเปรื่อง มีความสุขและสมบูรณ์”
“เยาเยา ฉินเยาเยา”
แม่เฒ่าฉินลองเอ่ยชื่อดู รู้สึกว่าชื่อนี้ฟังไพเราะและมีความหมายดี
คนอื่นอาจไม่รู้ แต่นางรู้ดีว่าเด็กน้อยคนนี้เป็เด็กที่มีบุญวาสนา นางเกิดมาไม่ถึงวัน ก็หาข้าวของมาให้ครอบครัวมากมายขนาดนี้
“งั้นก็เรียกว่า ‘เยาเยา’ นี่แหละ!”
แม่เฒ่าฉินตัดสินใจอย่างเด็ดขาด!
ฉินเยาเยาถูกสวี่ซิ่วอิงกอดเอาไว้ในอ้อมแขน เด็กน้อยได้กลิ่นหอมเฉพาะตัวของแม่ จึงหลับใหลไป
ในห้วงนิทรา นางคล้ายได้ยินเสียงคนในครอบครัวเรียกว่า ‘เยาเยา’ เสียงนั้นช่างคล้ายคลึงกับเสียงเรียกแ่เบาของพ่อแม่ในความทรงจำอันแสนลึกซึ้งจากชาติที่แล้วของนาง