บทที่ 8
“พระเจ้าทรงรู้ดีว่าฉันไม่ได้ต้องการจะมีลูกเลย ถ้าไม่เป็นเพราะงานแต่งงานของน้องสาวฉันละก้อ แกไม่ได้เกิดหรอก”ในการฉลองการแต่งงานของน้องสาวนั้น โซเฟียออกจะดื่มมากเกินไปสักหน่อย และได้ออกปากอนุญาตให้อีริคปฏิบัติการอันลึกลับได้ ทั้งที่เธอได้สบถสาบานไว้แล้วว่าจะไม่ยอมให้เขาแตะต้องเนื้อตัวเธอเป็นอันขาด จนกว่าเขาจะรู้สึกประมาณในการดื่มเสียบ้าง“ซึ่งตอนนั้นมันได้ผลดีมาก เพราะฉันตั้งใจไว้แล้วว่าจะต้องเอาลวดหนามกั้นไม่ยอมให้ขึ้นมาบนเตียงฉันได้จนชั่วชีวิตทีเดียว” นางเล่าให้คริสซี่ฟัง พร้อมด้วยเสียงหัวเราะอย่างขบขันแต่ผลจากการออกปากอนุญาตในคืนนั้นก็คือ คริสซี่ เด็กหญิงผู้ผอมเกร็ง ขลาดอาย ดวงสีฟ้ากลมโตที่แฝงไว้ด้วยแววแห่งความเพ้อฝัน เรือนผมเหยียดตรงเหมือนแม่ กับจมูกที่คดงอเหมือนแม่“จะให้หนูอ่านให้ฟังต่อไหมคะ พ่อ” คริสซี่ถามอีริคมิได้ตอบคำถามประโยคนั้น และเมื่อคริสซี่ก้มลงมองก็เห็นว่าพ่อหลับไปแล้ว เธอค่อย ๆ ถอยออกจากอ้อมแขนของพ่ออย่างระมัดระวัง เอาหมอนใบหนึ่งสอดเข้า คริสซี่ก็ยังกังวลเกี่ยวกับความรู้สึกใหม่ ๆ ที่การเปลี่ยนแปลงของร่างกายทำให้เกิดขึ้นอาจจะเป็นเพราะความเป็นนักฝัน ทำให้เธอต้องใช้ความคิดเกี่ยวกับความผิดปรกติที่เกิดขึ้นอย่างมาก และในที่สุดก็ตัดสินว่า อาจจะเป็นเพราะเธอรู้สึกเหงานั่นเอง แต่คริสซี่ก็ไม่รู้ว่จะทำอย่างไรจึงจะทำให้ตัวเองหายเหงาได้ การอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เป็นการเพียงพอแน่คืนนั้นเป็นคืนวันพุธ ภายหลังจากดูภาพยนตร์ทางโทรทัศน์แล้ว คริสซี่ก็เดินไปยังเตียงนอนของพ่อ หวังว่าพ่อจะตื่นขึ้นมาและโอบกอดให้ความอบอุ่นกับเธอเช่นเคย หยาดน้ำตาหล่อรื้นอยู่ในดวงตา นางเอกในภาพยนตร์เรื่องที่เพิ่งดูผ่านมานั้นได้พบกับความรักและความสุขเป็นความรู้สึกสองประการที่ดูเหมือนจะไม่เคยเกิดขึ้นกับคริสซี่ โจนส์เลย“เป็นอะไรไปหรือลูก” อีริคพยายามฝืนยิ้มให้ลูกสาวเธอจับหางเสียงที่บอกถึงความห่วงใยในความรู้สึกทุกประการของเธออยู่ได้ คริสซี่จึงสะอื้นไห้ออกมา และทุ่มกายเข้าไปหาพ่อ ระบายความรู้สึกหงอยเหงาเปล่าเปลี่ยวออกมาให้พ่อฟังตอนที่คริสซี่เดินเข้าไปนั้น อีริคกำลังนอนอยู่ในเตียง เขาจึงดึงร่างเธอเข้าไปกอดไว้ ลูบไล้เรือนผม แต่ไม่พูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียวคริสซี่บอกไม่ได้ว่า เธอนอนอยู่ข้างพ่อเป็นเวลานานเท่าไร ก่อนหน้าที่บรรยากาศแห่งความเงียบนั้นจะเปลี่ยนไปในอากาศดูเหมือนจะมีความตึงเครียดที่เธอไม่เข้าใจบังเกิดขึ้น อ้อมแขนของพ่อกระชับร่างเธอแน่นเข้า แต่พ่อก็ชอบทำเช่นนี้เสมอ พ่อชอบที่จะกอดและจูบเธอ และบางครั้งก็จั๊กจี้ เวลาที่พ่อไม่เมามากจนเกินไป แม้ว่าคริสซี่จะไม่ชอบให้พ่อทำเช่นนั้น แต่เธอก็ไม่เคยบอกให้พ่อรู้ว่ามันทำให้เธอรู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างไรพิกล ซึ่งเธอก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะเหตุใดด้วยความรู้สึกอึดอัด เธอจึงพยายามที่จะเบี่ยงร่างออกจากอ้อมกอดนั้น“ไม่มีอะไรหรอก น้ำผึ้งของพ่อ” พ่อบอกและไม่ยอมปล่อยมือจากร่างของเธอ มือของพ่อตรึงร่างเธอไว้กับเตียงนอน ดวงตาที่จรดจ้องมองหน้าเธออยู่นั้น เป็นสีฟ้าเข้มอย่างน่าแปลกใจ ดูเหมือนดวงตาคู่นั้นจะมิได้ละจากใบหน้าของเธอเลย ขณะที่พ่อทำอะไรบางอย่างอยู่กับร่างกายของเธอ...มันเป็นอะไรยางอย่างที่เธอเคยเห็นในภาพยนตร์มาบ้าง...บางสิ่งบางอย่างที่เธอเคยได้ยินเพื่อน ๆ พูดกันที่โรงเรียน สิ่งที่ชายหนุ่มทำกับหญิงสาวเวลาที่อยู่ด้วยกันตามลำพัง แต่ว่านี่ไม่ใช่เพื่อนผู้ชายนี่...เขาเป็นพ่อของเธอเองแท้ ๆ ...ร่าวกายของพ่อค่อนข้างหนัก ถูไถอยู่กับร่างกายของเธอขณะที่ดึงทึ้งเสื้อผ้าออกจากร่าง พ่อทำเสียงครางประหลาด ๆ เหมือนเสียงลูกหมาข้างบ้าน เวลาที่มันอยากจะให้เธออุ้มเข้าไปเล่นในถ้ำเมเปิ้ลนั้นด้วย ลมหายใจของพ่อเหม็นหืน ด้วยกลิ่นเหล้าเก่า ๆ ประสมอยู่กับกลิ่นน้ำหอมและน้ำลาย และพ่อมิได้หยุดยั้งเลย...ดูเหมือนพ่อจะหยุดยั้งตัวเองไม่ได้เอาเสียเลย...แม้เมื่อเธอตะโกนใส่หน้าเขา เอากำปั้นทุบหลังไหล่ลงไปเต็มแรง หยิกข่วนเขาทั่วทั้งตัว...และแม้ในตอนที่เธอกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวก็ตาม...ในที่สุด พ่อก็ผล็อยหลับไป คริสซี่ดึงตัวเองออกมาจากใต้ร่างของพ่อสะอื้นไห้ออกมาดัง ๆ ขณะที่วิ่งเข้าไปในห้องน้ำ ชำระล้างเนื้อตัวครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับว่าสบู่กับน้ำนั้นจะช่วยชำระล้างราคีคาว และความทรงจำอันเจ็บปวด รวมทั้งเลือดที่หยาดหยดลงมาให้สะอาดขึ้นได้ในที่สุดเวลาเช้าก็มาถึง อีริค โจนส์ ตื่นขึ้นพร้อมด้วยความรู้สึกสยดสยองกับสิ่งที่ตนเองได้กระทำกับลูกสาวเมื่อคืนที่ผ่านมา เขาควานมือเข้าไปในลิ้นชัก ซึ่งปรกติจะเก็บขวดเหล้าไว้ ควานหาอะไรบางอย่างที่เขาลืมไปนานแล้ว และในที่สุดก็พบมัน...เป็นปืนพกของพ่อ ที่เป็นเชลยเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่สองคริสซี่ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น เธอจึงวิ่งไปยังห้องนอนของพ่อ และพบว่าพ่อนอนอยู่บนพื้นห้องเสียแล้ว ใบหน้าเอบจะทั้งหมดแหลกเหลว เลือดกระจายไปทั่วห้อง ในอากาศมีกลิ่นอายประหลาด ๆ อีริคได้ล้มคว่ำลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง ปัดขวดโอลด์ สไป๊ซ์แตกกระจาย และมันยังกระเด็นไปถูกกระจกเงา จนร้าวไปหมดทั้งแผ่นก่อนที่จะตกลงสู่พื้นห้องอีกด้วยซึ่งมันก็ออกจะเป็นเรื่องที่น่าแปลกอยู่ เธอคิดอยู่ในใจ ขวดเล็ก ๆ ขนาดนั้นไม่น่าจะทำให้กระจกร้าวได้ทั้งบานเลย หรือว่า บางทีมันอาจจะแผ่นบางเกินไปกระมัง...หรือ ก่อนหน้านั้นอีริคอาจจะขว้างขวดเข้าใส่กระจกก่อนที่จะใช้ปืนยิงตัวเองก็ได้ กลิ่นโคโลญจ์ที่ผสมอยู่กับกลิ่นคาวเลือดและมันสมองที่กระจายอยู่นั้น ทำให้เกิดเป็นกลิ่นประหลาด ๆ อย่างไรพิกลคริสซี่คิดว่า เธอควรจะทำอะไรบางอย่างเพื่อพ่อบ้าง เธอไม่ควรจะปล่อยให้พ่อนอนอยู่อย่างนี้ มันดูน่าเกลียดเสียเหลือเกิน แม่คงจะโกรธมากทีเดียวถ้าเธอไม่ยอมทำความสะอาดห้องนี้ให้เรียบร้อยแต่...เธอจะต้องทำอะไรบ้างล่ะ คริสซี่คิดอะไรไม่ออกเลยสักอย่างเดียว มันคล้ายกับมีอำรบางอย่าง ๆ เป็นสีเทา ๆ กำลังก่อตัวขึ้นภายในร่างกายของเธอ มันค่อย ๆ พองตัวขึ้นเรื่อย ๆ จนเต็มเนื้อเต็มตัวของเธอไปหมด จนดูเหมือนร่างกายของเธอจะบวมเป่งออกมาด้วยแรงกดดันของมัน เธอจะต้องปิดปากตัวเองไว้ให้แน่น เพื่อที่ว่ามันจะได้ไม่ทะลักออกมาทางปากเนื้อตัวของคริสซี่สั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุมได้ ฝาผนังห้องนอนดูจะเคลื่อนไหวไปมาได้ และกำลังปิดล้อมเธอเข้ามา หลังจากนั้นเป็นครู่ เธอคิดว่าควรจะหลับตาลงเสีย แต่ทว่าในทันใดนั้น เจ้าปีศาจร้ายสีเทาก็เริ่มเคลื่อนไหวออกมาจากร่างกายของเธอ มักหมุนอยู่รอบ ๆ ตัว ส่งเสียงกรีดร้อง เขย่าบ้านราวจะให้พังทลายลง และแล้วมันก็อุ้มร่างของเธอชูสูงขึ้น และสูงขึ้นไปเรื่อย ๆในที่สุด เจ้าหน้าที่ตำรวจก็มาถึง ทั้งหมดมีด้วยกัน 3 คน คนหนึ่งอยู่ในชุดสากลสีเข้ม ส่วนอีก 2 คนนั้นอยู่ในชุดเครื่องแบบ ท่าทางแข็งกร้าวด้วยกันทั้งนั้น พอมาถึงก็ตั้งคำถามเอากับเธอ อาทิ เธอเคยสังเกตเห็นท่าทางที่ผิดปรกติของพ่อก่อนหน้าวันนี้หรือไม่ พ่อมีท่าทางท้อแท้สิ้นหวังหรือไม่ซึ่งคริสซี่ก็ตอบไปว่า...เธอมิได้สังเกตเห็นอะไรเช่นนั้นเลยเธอรู้หรือเปล่าว่า บาดแผลขีดข่วนที่ปรากฏอยู่บนเนื้อตัวของอีริคนั้น เขาไปได้มาจากไหน“ปรกติ เขาก็ชอบเกาเนื้อเกาตัวเล่นอยู่แล้วละค่ะ” โซเฟียตอบ “และเขาก็มักจะล้มอยู่เสมอ เวลาเมามาก ๆ เนื้อตัวงี้เขียวช้ำไปหมด แล้วก็ชอบเกาตัวอย่างนี้ละค่ะ”ความสนใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจเปลี่ยนไปที่โซเฟียทันที...เธอไม่ได้กลับมาบ้านทั้งคืนเลยใช่ไหม“ถูกต้องค่ะ” โซเฟียตอบพร้อมกับขบกรามแน่นการสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป แต่คริสซี่กลับมีความรู้สึกว่า จริง ๆ แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจแทบจะมิได้ให้ความสนใจในความตายของอีริค โจนส์ เลยแม้แต่น้อย ดวงตาของพวกเขาจับสังเกตกิริยาท่าทางของโซเฟีย และสำรวจบ้านหลังเล็ก ๆ โทรม ๆ นั้นด้วยสายตาดูหมิ่น พวกเขาจะตำหนิการที่อีริค โจนส์ ฆ่าตัวตายลงละหรือแต่กระนั้นคริสซี่ก็ยังสังเกตเห็นว่าตำรวจทั้ง 3 คนนั้นคอยลอบชำเลืองมองมาทางเธออยู่เสมอ และเธอก็มองตอบพวกเขาไปตรง ๆ เท่าที่จะทำได้...ไม่มีวันเสียละ“ถามหน่อยเถอะ...แกบอกฉันมานะว่า มันมีเรื่องฉิบหายอะไรเกิดขึ้น” โซเฟียคาดคั้น ทันทีที่ตำรวจทั้ง 3 คนลับร่างไป“ไม่มีอะไรทั้งสิ้น” คริสซี่ส่ายศีรษะประกอบคำปฏิเสธเสียงแผ่วโซเฟียขยับเท้าเข้ามาหา จ้องหน้าลูกสาวอยู่ก่อนที่จะตบฉาดเข้าให้“แกโกหก...ฉันน่ะรู้มานานแล้วว่าแกมันโกหกเก่งนัก แกคุกเข่าลงเดี๋ยวนี้นะ...ขออภัยโทษต่อพระผู้เป็นเจ้าเสีย...แล้วก็ลุกขึ้น...มาเล่าให้ฉันฟังสิว่ามันมีเรื่องชั่วช้าสามานย์อะไรเกิดขึ้นที่นี่”“หนูไม่ได้โกหก” คริสซี่บอก เธอเงื้อมือขึ้นจ้องหน้าแม่อยู่ไม่สนใจกับความเจ็บปวดบนซีกแก้ม “และอย่าได้เข้ามาตบตีหนูอีกเป็นอันขาด” เธอบอก น้ำเสียงนั้นมิได้เป็นการอ้อนวอนเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นคำสั่ง “อย่าได้คิดที่จะทำร้ายหนูอีก...ขอให้รู้ไว้ด้วย”โซเฟียเงื้อง่าขึ้น แต่คริสซี่มิได้ถอยหลังหนีเลยแม้แต่ก้าวเดียว เธอจะไม่ยอมก้มกรานให้กับแม่อีกต่อไป เธอยืนตัวตรงอยู่กับที่ดวงตาจรดจ้องมองหน้าแม่อยู่และแล้ว ... โซเฟียผู้ซึ่งไม่อาจประสานสายตากับลูกสาวอยู่ต่อไปได้ก็ต้องเป็นฝ่ายหลบตาลง มันมีอะไรบางอย่างที่น่าขันเกิดขึ้นระหว่างตัวนางกับลูกสาวเสียแล้ว แววในดวงตาของนางกับลูก ... ดูช่างเต็มไปด้วยความว่างเปล่าอะไรเช่นนั้น ราวกับว่าคริสซี่ โจนส์ คนเดิมได้จากไปแล้ว ...และอย่างช้า ๆ ... ที่แขนของโซเฟียตกลง ...