พลิกฟ้าครองดารา

    ตอนที่ 35 ด่านที่สองแห่งสัตว์เทวะ

    ผิวน้ำสีเงินของธารจันทร์พิพากษาค่อย ๆ สงบลงอีกครั้ง

    ฝั่งเดิมยังคงอยู่เบื้องหลัง
    ผู้คนที่ถูกคัดออกทั้งหกยังยืนอยู่ตรงนั้น
    ไกลออกไปทีละน้อย
    ร่างของพวกเขาค่อย ๆ เล็กลงท่ามกลางหมอกสีเงินบาง ๆ ที่ลอยปกคลุมผิวน้ำ

    อี้ซินมิได้หันกลับไปมองอีก

    มิใช่เพราะเย็นชา
    แต่เพราะเมื่อสนามทดสอบตัดสินแล้ว การหันกลับไปย่อมไม่เปลี่ยนสิ่งใด
    ผู้ผ่านคือผู้ผ่าน
    ผู้ถูกคัดออกก็คือผู้ถูกคัดออก

    หนิงเยว่อิงเดินอยู่เยื้องทางซ้ายของเขา
    ทุกก้าวของนางมั่นคง เบา และสงบ
    แสงจันทร์เทียมบนธารสะท้อนบนผิวขาวละมุนของนางเป็นเงาเงินบาง ๆ
    ยิ่งขับให้ใบหน้างามเย็นนั้นดูดุจบุปผาหิมะที่ลอยอยู่เหนือสายน้ำกลางราตรี

    เสวี่ยอวิ๋นเหยานำหน้าอยู่ลึกออกไปอีกส่วน
    ฝ่าเท้าของนางแตะผิวน้ำเบาราวไร้น้ำหนัก
    ทุกย่างก้าวเกิดระลอกน้ำแข็งใสบาง ๆ ขึ้นรองรับ
    ก่อนจะสลายหายเมื่อก้าวผ่านไป

    ภาพนั้นงดงามเหนือจริงนัก

    ผมขาวเงินยาวของนางพลิ้วไหว
    อาภรณ์สีฟ้าขาวพลิ้วรับกับลมเย็น
    ยามแสงสีเงินของธารตกต้องเรือนกายอรชรนั้น
    แม้แต่สายน้ำเองยังดูเงียบลงคล้ายไม่กล้ารบกวน

    ทั้งสามเดินเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง
    ก่อนหนิงเยว่อิงจะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นแผ่วเบา

    “เจ้ามิได้หันกลับไปมองสหายของเจ้าเลย”

    อี้ซินตอบโดยไม่ชะลอฝีเท้า

    “เมื่อเดินต่อให้พวกเขาไม่ได้ การหันกลับไปก็ไม่มีประโยชน์”

    หนิงเยว่อิงหันมองเสี้ยวหน้าเขา
    แววตาเย็นลึกของนางไหวแผ่ว

    “เจ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือ”

    ครานี้อี้ซินจึงเหลือบมองนางเล็กน้อย
    ก่อนตอบช้า ๆ

    “ข้ารู้ว่าใครควรช่วย และรู้ว่าเมื่อใดต้องปล่อยให้แต่ละคนยืนด้วยขาของตนเอง”
    “หากมัวแต่ลากทุกคนไปพร้อมกัน...สุดท้ายอาจไม่มีผู้ใดรอดเลยแม้แต่คนเดียว”

    ถ้อยคำของเขามิได้ห้วนอีกต่อไป
    หากนิ่ง หนัก และชัดเจน

    หนิงเยว่อิงเงียบไปครู่หนึ่ง
    จากนั้นจึงกล่าวเบา ๆ

    “คำพูดเช่นนี้...ไม่เหมือนคนที่อายุเพียงเท่านี้นัก”

    อี้ซินยกมุมปากเพียงน้อย
    “เพราะข้าไม่เคยได้ใช้ชีวิตอย่างคนอายุเท่านี้”

    หนิงเยว่อิงมิได้ถามต่อ
    แต่คำตอบนั้นกลับทำให้ดวงตาของนางลึกขึ้นอีกส่วน

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาซึ่งเดินนำหน้าอยู่กลับเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมา

    “ผู้ที่สนามทดสอบเลือก”
    “ย่อมไม่เหมือนผู้คนทั่วไปตั้งแต่แรก”

    น้ำเสียงของนางยังใสเย็นดังเดิม
    แต่แฝงความหมายลึกไว้ไม่น้อย

    อี้ซินจึงหันไปถามตรง ๆ

    “เช่นนั้นเจ้าก็เคยถูกเลือกมาก่อนหรือ”

    ฝีเท้าของเสวี่ยอวิ๋นเหยาไม่หยุด
    เพียงตอบเรียบ ๆ

    “ข้าเป็นผู้ค้างอยู่ในสนามทดสอบนี้มานานพอจะมิได้นับเวลาด้วยวันเดือนอีกแล้ว”

    ประโยคนั้นทำให้ทั้งอี้ซินและหนิงเยว่อิงแววตาเปลี่ยนพร้อมกันเล็กน้อย

    ค้างอยู่...มานานจนไม่นับวันเดือน

    ยิ่งฟังยิ่งทำให้ฐานะของนางลึกลับขึ้นไปอีก

    อี้ซินถามต่อทันที

    “เจ้าถูกขังหรือเฝ้าด่าน”

    คราวนี้เสวี่ยอวิ๋นเหยาเงียบไปนานกว่าเดิม
    จนคนทั้งสามเดินไปได้อีกหลายสิบก้าวบนธารสีเงิน
    นางจึงตอบช้า ๆ

    “แรกเริ่ม...ข้าถูกทิ้งไว้”
    “ต่อมาจึงกลายเป็นผู้เฝ้า”

    คำตอบนั้นสั้น
    แต่หนักหน่วงอย่างประหลาด

    อี้ซินมิได้ซักไซ้ลึกไปกว่านั้นทันที
    เพราะเขารู้แล้วว่าสตรีผมเงินตรงหน้าย่อมมีเรื่องราวยาวนานเกินกว่าจะถามเพียงไม่กี่คำแล้วเข้าใจได้

    ธารสีเงินทอดยาวต่อไปอีกพักใหญ่
    ก่อนเบื้องหน้าจะเริ่มเปลี่ยน

    ผิวน้ำซึ่งเดิมนิ่งสงบ ค่อย ๆ กว้างขึ้นเป็นอ่าวน้ำวงกลมขนาดใหญ่
    กลางอ่าวมีแท่นศิลาสีดำตั้งอยู่
    รอบแท่นนั้นมีเสาหินสีขาวทั้งแปดต้นล้อมเป็นวง
    เหนือยอดเสาแต่ละต้นสลักรูปสัตว์โบราณต่างกันคนละตน
    ทั้งแปดตนล้วนหันหน้าเข้าหาแท่นกลาง

    และเหนือแท่นศิลานั้น
    มีกระจกผลึกใสแผ่นหนึ่งลอยอยู่

    กระจกนั้นมิได้ส่องแสงแรง
    แต่ผิวของมันใสเกินจริงจนมองเห็นเงาสะท้อนของทุกสิ่งรอบข้างชัดเจน
    รวมทั้งเงาของคนทั้งสามที่กำลังก้าวเข้าใกล้

    ทันทีที่มองเห็นมัน
    หยกดาราในร่างอี้ซินก็อุ่นวาบ
    ทว่าแหวนลึกลับโบราณกลับเย็นลงแทบในทันที
    ราวกับไม่ชอบสิ่งตรงหน้า

    หนิงเยว่อิงเองก็ชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย
    ดวงตาเย็นลึกหรี่ลงเมื่อมองแท่นกลางอ่าว

    ส่วนเสวี่ยอวิ๋นเหยาหยุดยืนที่ขอบอ่าว
    ก่อนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเดิม

    “ด่านที่สอง”

    อี้ซินหันมองนาง

    “ด่านนี้เรียกว่าอะไร”

    เสวี่ยอวิ๋นเหยามองกระจกผลึกใสนั้นนิ่ง
    ก่อนตอบช้า ๆ

    “กระจกส่องแก่นจิต”

    เพียงชื่อนั้น
    บรรยากาศรอบอ่าวพลันเย็นลงอีกชั้น

    หนิงเยว่อิงกล่าวแผ่ว
    “วัดจิตอีกแล้วหรือ”

    “มิใช่เหมือนธารแรก” เสวี่ยอวิ๋นเหยาตอบ “ธารแรกพิพากษาว่าผู้ใดมีสิทธิ์ก้าวต่อ”
    “แต่กระจกนี้...”
    นางเว้นคำเล็กน้อย
    “จะแสดงให้เห็น ‘แก่นแท้’ ของผู้ยืนหน้ามัน”

    อี้ซินขมวดคิ้ว
    “แก่นแท้เช่นไร”

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงหันมาสบตาเขาโดยตรงเป็นครั้งแรกนับแต่เดินจากด่านแรกมา

    ดวงตาสีฟ้าอ่อนของนางงามเย็นยิ่ง
    ทว่าภายในกลับลึกจนยากหยั่ง

    “สิ่งที่เจ้าเป็น” นางกล่าว “ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าอยากให้คนเห็น”
    “ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าคิดว่าตนควรเป็น”
    “แต่คือสิ่งที่อยู่ลึกที่สุดในรากจิต รากวิญญาณ และชะตา”

    หนิงเยว่อิงนิ่งไป
    แววตาของนางเย็นลงอีกส่วน

    คนทั่วไปย่อมกลัวด่านเช่นนี้

    เพราะต่อให้ผ่านธารจันทร์พิพากษามาได้
    ก็ไม่ได้หมายความว่าพร้อมจะมองเห็น “แก่นแท้” ของตนจริง ๆ

    อี้ซินเองก็เข้าใจในทันทีว่า
    ด่านนี้อันตรายยิ่งกว่าที่ฟังดู

    หากสิ่งที่กระจกสะท้อนออกมาแตะต้องความลับในตัวเขามากเกินไป
    หยกดารา
    แหวนลึกลับโบราณ
    และสิ่งคล้ายไข่ในอก
    อาจเผยเงาบางอย่างออกมาเกินกว่าที่ควร

    เขาจึงกล่าวอย่างระวัง

    “ต้องยืนพร้อมกันหรือทีละคน”

    “ทีละคน” เสวี่ยอวิ๋นเหยาตอบ “ผู้ใดแตะขอบแท่น กระจกจึงจะเริ่มตอบสนองผู้นั้น”

    หนิงเยว่อิงหันมองอี้ซิน
    แม้ใบหน้านางยังสงบนิ่ง
    แต่อี้ซินกลับอ่านได้ว่านางเองก็กำลังชั่งใจไม่น้อย

    เขาจึงเอ่ยขึ้นก่อน

    “ข้าลองก่อน”

    เสวี่ยอวิ๋นเหยามิได้คัดค้าน
    เพียงกล่าวเตือนเบา ๆ

    “เมื่อกระจกเริ่มส่องแล้ว...อย่าขัดขืนมันด้วยกำลัง”
    “ยิ่งต้าน มันยิ่งลึกเข้าไป”

    อี้ซินพยักหน้า
    ก่อนก้าวออกจากธารขึ้นสู่พื้นอ่าวสีดำ

    ทุกก้าวที่เข้าใกล้แท่นกลาง
    ผิวของกระจกผลึกยิ่งใสขึ้น
    กระทั่งเมื่อเขาหยุดอยู่หน้าแท่น เงาสะท้อนของตนบนผิวกระจกกลับชัดกว่ามองจากผืนน้ำเสียอีก

    เขาเห็นตนเองยืนถือชิ้นส่วนอาวุธดำ
    เห็นแสงผลึกสีน้ำเงินบนเพดานสะท้อนในดวงตา
    เห็นหนิงเยว่อิงกับเสวี่ยอวิ๋นเหยาอยู่ด้านหลัง

    เป็นเงาปกติ

    แต่เพียงครู่เดียว
    เงานั้นก็เริ่มเปลี่ยน

    เส้นผมในเงาสะท้อนยาวขึ้นเล็กน้อย
    ดวงตาในเงาลึกขึ้นมืดขึ้น
    เงาดำบางอย่างค่อย ๆ แผ่ออกจากอกข้างซ้ายไปยังไหล่
    อีกมือหนึ่งซึ่งในความจริงว่างเปล่า
    ในกระจกกลับกำอะไรบางอย่างที่คล้ายหมู่ดาวแตกหักไว้แน่น

    อี้ซินดวงตาหดเล็กลง

    กระจกนี้...ลึกกว่าธารแรกจริง

    เงาในกระจกยกหน้าขึ้น
    แล้วมองตรงกลับมาที่เขา

    แม้มันคือ “ตัวเขา”
    แต่ในนัยน์ตานั้นกลับมีบางอย่างดุร้าย ลึกล้ำ และเย็นเยียบเกินที่เขาจะยอมรับได้ง่าย

    จากนั้นเงานั้นก็เผยรอยยิ้มบาง ๆ

    ไม่ใช่รอยยิ้มโอหัง
    แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางซากศัตรูนับไม่ถ้วนแล้วกลับรู้สึกว่านี่ยังไม่พอ

    อี้ซินหัวใจสะท้านวูบเพียงเสี้ยวหนึ่ง
    เพราะเขารู้ทันทีว่า กระจกนี้มิได้ให้ภาพลวงเท็จ
    แต่มันดึง “ส่วนหนึ่ง” ที่ซ่อนอยู่ลึกจริง ๆ ขึ้นมา

    เสียงของเสวี่ยอวิ๋นเหยาดังแผ่วมาจากด้านหลัง

    “อย่าปฏิเสธมันเร็วเกินไป”

    อี้ซินไม่ได้หันกลับ
    เพียงจ้องเงาตนในกระจกตรง ๆ

    เงานั้นจึงยกมือซ้ายขึ้นช้า ๆ
    ตรงกลางอกของมันมีเงาทรงไข่สีดำทองเต้นอยู่ชัดเจน
    ด้านข้างมีแสงหยกครามหมุนวน
    และที่นิ้วมือมีวงแหวนสีดำเย็นจับ

    สามสิ่งในกายเขา...ปรากฏในกระจกโดยไม่ปิดบังอีกต่อไป

    หนิงเยว่อิงดวงตาไหวชัดเจนในคราวนี้
    เสวี่ยอวิ๋นเหยาเองก็หรี่ตาลง

    แม้มองเห็นเพียงเงาเลือน ๆ
    แต่ก็พอให้รู้แล้วว่า สิ่งที่อยู่ในตัวอี้ซินลึกเกินคำว่า “วาสนา” ของคนทั่วไปนัก

    เงาในกระจกขยับริมฝีปาก

    ไม่มีเสียงดังออกมา
    แต่ในจิตของอี้ซินกลับได้ยินชัด

    “เจ้าคิดว่าตนกำลังควบคุมทุกสิ่งอยู่หรือ”

    ทันใดนั้น
    ภาพในกระจกก็เปลี่ยนอีกครั้ง

    เขาเห็นตนเองยืนอยู่เหนือภูเขาศพ
    ชิ้นส่วนอาวุธดำในมือมิใช่เพียงชิ้นส่วนอีกแล้ว
    แต่เป็นดาบยักษ์สีดำนิลเต็มรูป
    หนักหน่วง
    ใหญ่โต
    และคมดุดันจนน่ากลัว

    ที่ปลายดาบมีโลหิตหยดลงไม่ขาดสาย
    ส่วนด้านหลังของเขา
    มีเงาสตรีงดงามหลายเงายืนอยู่
    บางเงาเห็นชัด
    บางเงายังเลือนราง
    ทว่าทุกเงากลับทอดสายตามาที่เขาเพียงผู้เดียว

    หนึ่งในนั้นคือหนิงเยว่อิง
    หนึ่งในนั้นคือเสวี่ยอวิ๋นเหยา
    และยังมีเงาอื่นอีกหลายเงาซึ่งกระจกจงใจไม่เปิดใบหน้าให้ชัด

    อี้ซินใจสะท้านอีกครั้ง
    ไม่ใช่เพราะความงามของเงาสตรีเหล่านั้น
    แต่เพราะกระจกนี้กลับสะท้อน “เส้นทาง” บางอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่อาจเข้าใจทั้งหมด

    เงาในกระจกจึงกล่าวต่อในจิตเขาอีกครา

    “เจ้าจะเดินขึ้นไปด้วยการปกป้อง...”
    “หรือด้วยการครอบครอง...”

    คราวนี้อี้ซินจึงยกคางขึ้นช้า ๆ
    นัยน์ตาคมเย็นจ้องเงาตนนิ่ง

    “ผู้ใดอ่อนแอเกินกว่าจะรักษาสิ่งที่มี ย่อมไม่มีสิทธิ์พูดเรื่องปกป้อง” เขากล่าวชัดทุกคำ “ข้าจะเอากำลังพอจะเหยียบศัตรูให้แหลก แล้วจึงยืนคุ้มครองผู้คนของข้าด้วยมือนี้”
    “ต่อให้เจ้าจะเรียกสิ่งนั้นว่าครอบครองหรือทำลาย ก็ไม่เกี่ยวกับข้า”

    คำตอบนั้นตกลงในกระจก

    เงาตนเองจึงหยุดยิ้ม
    ดวงตาลึกมืดนั้นจ้องเขาอยู่อีกอึดใจ
    ก่อนทั้งภาพจะพลันแตกกระจายดังแก้วร้าว

    แคร่ก!

    ผิวกระจกทั้งแผ่นสั่นสะเทือน
    แสงสีเงินอมดำวิ่งไปทั่วขอบ
    จากนั้นก็กลับสู่ความใสดังเดิมอย่างช้า ๆ

    เสวี่ยอวิ๋นเหยามองเขานิ่ง
    ก่อนกล่าวเบา ๆ

    “ด่านที่สอง...เจ้าผ่านแล้ว”

    หนิงเยว่อิงเองก็แววตาลึกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
    นางไม่รู้ทั้งหมดว่ากระจกสะท้อนสิ่งใดแก่เขา
    แต่เพียงมองสีหน้าและแรงกดในจิตที่เปลี่ยนไปชั่วครู่
    นางก็รู้แล้วว่า สิ่งที่กระจกส่องให้เขาเห็น...ต้องไม่ธรรมดาแน่

    อี้ซินก้าวถอยออกจากแท่นช้า ๆ
    ลมหายใจยังมั่นคง
    ทว่าลึกในใจกลับไม่ได้สงบดังภายนอก

    เพราะเงาสตรีเหล่านั้น
    เพราะดาบยักษ์นิลดำเต็มรูป
    และเพราะคำถามสุดท้ายในกระจก
    ยังคงค้างอยู่ในส่วนลึกของจิตเขาไม่จาง

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาหันมองหนิงเยว่อิงในคราวต่อมา

    “ถึงคราเจ้าแล้ว”

    หนิงเยว่อิงนิ่งไปเพียงชั่วลมหายใจ
    จากนั้นก็ก้าวออกไปอย่างสงบ

    ยามนางหยุดยืนหน้ากระจกผลึก
    แสงบนผิวกระจกพลันอ่อนโยนลงอย่างประหลาด
    ราวกับแม้แต่กระจกเองยังรับรู้ถึงกลิ่นอายเย็นบริสุทธิ์ในกายของนาง

    อี้ซินยืนดูเงียบ ๆ

    เขาอยากรู้เหลือเกินว่า แก่นแท้ที่กระจกจะส่องให้เห็นในสตรีผู้นี้คือสิ่งใด
    ผู้ที่ภายนอกเย็นสงบ สูงส่ง และงดงามดุจจันทร์เหนือหิมะเช่นนาง
    ลึกลงไปจะซ่อนอะไรไว้บ้าง

    ผิวกระจกเริ่มสั่นไหว

    เงาของหนิงเยว่อิงปรากฏชัด
    ก่อนจะค่อย ๆ แยกออกเป็นสองเงา
    สามเงา
    สี่เงา

    หนึ่งคือนางในชุดขาวหิมะ
    หนึ่งคือนางในชุดโลหิตเข้ม
    หนึ่งคือนางที่ยืนเดียวดายกลางตำหนักเย็น
    และหนึ่งคือนางที่กอดกระบี่น้ำแข็งยาวไว้ในอ้อมแขน เลือดหยดอยู่ตามปลายผมสีดำ

    แม้ยังไม่ทันมีคำใดดังออกมา
    อี้ซินก็มองออกแล้วว่า ด่านนี้ย่อมไม่ง่ายสำหรับนางแน่

    คล้ายกับเรื่องพลิกฟ้าครองดารา ที่คุณอ่าน