ฝั่งเดิมยังคงอยู่เบื้องหลัง
ผู้คนที่ถูกคัดออกทั้งหกยังยืนอยู่ตรงนั้น
ไกลออกไปทีละน้อย
ร่างของพวกเขาค่อย ๆ เล็กลงท่ามกลางหมอกสีเงินบาง ๆ ที่ลอยปกคลุมผิวน้ำ
อี้ซินมิได้หันกลับไปมองอีก
มิใช่เพราะเย็นชา
แต่เพราะเมื่อสนามทดสอบตัดสินแล้ว การหันกลับไปย่อมไม่เปลี่ยนสิ่งใด
ผู้ผ่านคือผู้ผ่าน
ผู้ถูกคัดออกก็คือผู้ถูกคัดออก
หนิงเยว่อิงเดินอยู่เยื้องทางซ้ายของเขา
ทุกก้าวของนางมั่นคง เบา และสงบ
แสงจันทร์เทียมบนธารสะท้อนบนผิวขาวละมุนของนางเป็นเงาเงินบาง ๆ
ยิ่งขับให้ใบหน้างามเย็นนั้นดูดุจบุปผาหิมะที่ลอยอยู่เหนือสายน้ำกลางราตรี
เสวี่ยอวิ๋นเหยานำหน้าอยู่ลึกออกไปอีกส่วน
ฝ่าเท้าของนางแตะผิวน้ำเบาราวไร้น้ำหนัก
ทุกย่างก้าวเกิดระลอกน้ำแข็งใสบาง ๆ ขึ้นรองรับ
ก่อนจะสลายหายเมื่อก้าวผ่านไป
ภาพนั้นงดงามเหนือจริงนัก
ผมขาวเงินยาวของนางพลิ้วไหว
อาภรณ์สีฟ้าขาวพลิ้วรับกับลมเย็น
ยามแสงสีเงินของธารตกต้องเรือนกายอรชรนั้น
แม้แต่สายน้ำเองยังดูเงียบลงคล้ายไม่กล้ารบกวน
ทั้งสามเดินเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนหนิงเยว่อิงจะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นแผ่วเบา
“เจ้ามิได้หันกลับไปมองสหายของเจ้าเลย”
อี้ซินตอบโดยไม่ชะลอฝีเท้า
“เมื่อเดินต่อให้พวกเขาไม่ได้ การหันกลับไปก็ไม่มีประโยชน์”
หนิงเยว่อิงหันมองเสี้ยวหน้าเขา
แววตาเย็นลึกของนางไหวแผ่ว
“เจ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือ”
ครานี้อี้ซินจึงเหลือบมองนางเล็กน้อย
ก่อนตอบช้า ๆ
“ข้ารู้ว่าใครควรช่วย และรู้ว่าเมื่อใดต้องปล่อยให้แต่ละคนยืนด้วยขาของตนเอง”
“หากมัวแต่ลากทุกคนไปพร้อมกัน...สุดท้ายอาจไม่มีผู้ใดรอดเลยแม้แต่คนเดียว”
ถ้อยคำของเขามิได้ห้วนอีกต่อไป
หากนิ่ง หนัก และชัดเจน
หนิงเยว่อิงเงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงกล่าวเบา ๆ
“คำพูดเช่นนี้...ไม่เหมือนคนที่อายุเพียงเท่านี้นัก”
อี้ซินยกมุมปากเพียงน้อย
“เพราะข้าไม่เคยได้ใช้ชีวิตอย่างคนอายุเท่านี้”
หนิงเยว่อิงมิได้ถามต่อ
แต่คำตอบนั้นกลับทำให้ดวงตาของนางลึกขึ้นอีกส่วน
เสวี่ยอวิ๋นเหยาซึ่งเดินนำหน้าอยู่กลับเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมา
“ผู้ที่สนามทดสอบเลือก”
“ย่อมไม่เหมือนผู้คนทั่วไปตั้งแต่แรก”
น้ำเสียงของนางยังใสเย็นดังเดิม
แต่แฝงความหมายลึกไว้ไม่น้อย
อี้ซินจึงหันไปถามตรง ๆ
“เช่นนั้นเจ้าก็เคยถูกเลือกมาก่อนหรือ”
ฝีเท้าของเสวี่ยอวิ๋นเหยาไม่หยุด
เพียงตอบเรียบ ๆ
“ข้าเป็นผู้ค้างอยู่ในสนามทดสอบนี้มานานพอจะมิได้นับเวลาด้วยวันเดือนอีกแล้ว”
ประโยคนั้นทำให้ทั้งอี้ซินและหนิงเยว่อิงแววตาเปลี่ยนพร้อมกันเล็กน้อย
ค้างอยู่...มานานจนไม่นับวันเดือน
ยิ่งฟังยิ่งทำให้ฐานะของนางลึกลับขึ้นไปอีก
อี้ซินถามต่อทันที
“เจ้าถูกขังหรือเฝ้าด่าน”
คราวนี้เสวี่ยอวิ๋นเหยาเงียบไปนานกว่าเดิม
จนคนทั้งสามเดินไปได้อีกหลายสิบก้าวบนธารสีเงิน
นางจึงตอบช้า ๆ
“แรกเริ่ม...ข้าถูกทิ้งไว้”
“ต่อมาจึงกลายเป็นผู้เฝ้า”
คำตอบนั้นสั้น
แต่หนักหน่วงอย่างประหลาด
อี้ซินมิได้ซักไซ้ลึกไปกว่านั้นทันที
เพราะเขารู้แล้วว่าสตรีผมเงินตรงหน้าย่อมมีเรื่องราวยาวนานเกินกว่าจะถามเพียงไม่กี่คำแล้วเข้าใจได้
ธารสีเงินทอดยาวต่อไปอีกพักใหญ่
ก่อนเบื้องหน้าจะเริ่มเปลี่ยน
ผิวน้ำซึ่งเดิมนิ่งสงบ ค่อย ๆ กว้างขึ้นเป็นอ่าวน้ำวงกลมขนาดใหญ่
กลางอ่าวมีแท่นศิลาสีดำตั้งอยู่
รอบแท่นนั้นมีเสาหินสีขาวทั้งแปดต้นล้อมเป็นวง
เหนือยอดเสาแต่ละต้นสลักรูปสัตว์โบราณต่างกันคนละตน
ทั้งแปดตนล้วนหันหน้าเข้าหาแท่นกลาง
และเหนือแท่นศิลานั้น
มีกระจกผลึกใสแผ่นหนึ่งลอยอยู่
กระจกนั้นมิได้ส่องแสงแรง
แต่ผิวของมันใสเกินจริงจนมองเห็นเงาสะท้อนของทุกสิ่งรอบข้างชัดเจน
รวมทั้งเงาของคนทั้งสามที่กำลังก้าวเข้าใกล้
ทันทีที่มองเห็นมัน
หยกดาราในร่างอี้ซินก็อุ่นวาบ
ทว่าแหวนลึกลับโบราณกลับเย็นลงแทบในทันที
ราวกับไม่ชอบสิ่งตรงหน้า
หนิงเยว่อิงเองก็ชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย
ดวงตาเย็นลึกหรี่ลงเมื่อมองแท่นกลางอ่าว
ส่วนเสวี่ยอวิ๋นเหยาหยุดยืนที่ขอบอ่าว
ก่อนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเดิม
“ด่านที่สอง”
อี้ซินหันมองนาง
“ด่านนี้เรียกว่าอะไร”
เสวี่ยอวิ๋นเหยามองกระจกผลึกใสนั้นนิ่ง
ก่อนตอบช้า ๆ
“กระจกส่องแก่นจิต”
เพียงชื่อนั้น
บรรยากาศรอบอ่าวพลันเย็นลงอีกชั้น
หนิงเยว่อิงกล่าวแผ่ว
“วัดจิตอีกแล้วหรือ”
“มิใช่เหมือนธารแรก” เสวี่ยอวิ๋นเหยาตอบ “ธารแรกพิพากษาว่าผู้ใดมีสิทธิ์ก้าวต่อ”
“แต่กระจกนี้...”
นางเว้นคำเล็กน้อย
“จะแสดงให้เห็น ‘แก่นแท้’ ของผู้ยืนหน้ามัน”
อี้ซินขมวดคิ้ว
“แก่นแท้เช่นไร”
เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงหันมาสบตาเขาโดยตรงเป็นครั้งแรกนับแต่เดินจากด่านแรกมา
ดวงตาสีฟ้าอ่อนของนางงามเย็นยิ่ง
ทว่าภายในกลับลึกจนยากหยั่ง
“สิ่งที่เจ้าเป็น” นางกล่าว “ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าอยากให้คนเห็น”
“ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าคิดว่าตนควรเป็น”
“แต่คือสิ่งที่อยู่ลึกที่สุดในรากจิต รากวิญญาณ และชะตา”
หนิงเยว่อิงนิ่งไป
แววตาของนางเย็นลงอีกส่วน
คนทั่วไปย่อมกลัวด่านเช่นนี้
เพราะต่อให้ผ่านธารจันทร์พิพากษามาได้
ก็ไม่ได้หมายความว่าพร้อมจะมองเห็น “แก่นแท้” ของตนจริง ๆ
อี้ซินเองก็เข้าใจในทันทีว่า
ด่านนี้อันตรายยิ่งกว่าที่ฟังดู
หากสิ่งที่กระจกสะท้อนออกมาแตะต้องความลับในตัวเขามากเกินไป
หยกดารา
แหวนลึกลับโบราณ
และสิ่งคล้ายไข่ในอก
อาจเผยเงาบางอย่างออกมาเกินกว่าที่ควร
เขาจึงกล่าวอย่างระวัง
“ต้องยืนพร้อมกันหรือทีละคน”
“ทีละคน” เสวี่ยอวิ๋นเหยาตอบ “ผู้ใดแตะขอบแท่น กระจกจึงจะเริ่มตอบสนองผู้นั้น”
หนิงเยว่อิงหันมองอี้ซิน
แม้ใบหน้านางยังสงบนิ่ง
แต่อี้ซินกลับอ่านได้ว่านางเองก็กำลังชั่งใจไม่น้อย
เขาจึงเอ่ยขึ้นก่อน
“ข้าลองก่อน”
เสวี่ยอวิ๋นเหยามิได้คัดค้าน
เพียงกล่าวเตือนเบา ๆ
“เมื่อกระจกเริ่มส่องแล้ว...อย่าขัดขืนมันด้วยกำลัง”
“ยิ่งต้าน มันยิ่งลึกเข้าไป”
อี้ซินพยักหน้า
ก่อนก้าวออกจากธารขึ้นสู่พื้นอ่าวสีดำ
ทุกก้าวที่เข้าใกล้แท่นกลาง
ผิวของกระจกผลึกยิ่งใสขึ้น
กระทั่งเมื่อเขาหยุดอยู่หน้าแท่น เงาสะท้อนของตนบนผิวกระจกกลับชัดกว่ามองจากผืนน้ำเสียอีก
เขาเห็นตนเองยืนถือชิ้นส่วนอาวุธดำ
เห็นแสงผลึกสีน้ำเงินบนเพดานสะท้อนในดวงตา
เห็นหนิงเยว่อิงกับเสวี่ยอวิ๋นเหยาอยู่ด้านหลัง
เป็นเงาปกติ
แต่เพียงครู่เดียว
เงานั้นก็เริ่มเปลี่ยน
เส้นผมในเงาสะท้อนยาวขึ้นเล็กน้อย
ดวงตาในเงาลึกขึ้นมืดขึ้น
เงาดำบางอย่างค่อย ๆ แผ่ออกจากอกข้างซ้ายไปยังไหล่
อีกมือหนึ่งซึ่งในความจริงว่างเปล่า
ในกระจกกลับกำอะไรบางอย่างที่คล้ายหมู่ดาวแตกหักไว้แน่น
อี้ซินดวงตาหดเล็กลง
กระจกนี้...ลึกกว่าธารแรกจริง
เงาในกระจกยกหน้าขึ้น
แล้วมองตรงกลับมาที่เขา
แม้มันคือ “ตัวเขา”
แต่ในนัยน์ตานั้นกลับมีบางอย่างดุร้าย ลึกล้ำ และเย็นเยียบเกินที่เขาจะยอมรับได้ง่าย
จากนั้นเงานั้นก็เผยรอยยิ้มบาง ๆ
ไม่ใช่รอยยิ้มโอหัง
แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางซากศัตรูนับไม่ถ้วนแล้วกลับรู้สึกว่านี่ยังไม่พอ
อี้ซินหัวใจสะท้านวูบเพียงเสี้ยวหนึ่ง
เพราะเขารู้ทันทีว่า กระจกนี้มิได้ให้ภาพลวงเท็จ
แต่มันดึง “ส่วนหนึ่ง” ที่ซ่อนอยู่ลึกจริง ๆ ขึ้นมา
เสียงของเสวี่ยอวิ๋นเหยาดังแผ่วมาจากด้านหลัง
“อย่าปฏิเสธมันเร็วเกินไป”
อี้ซินไม่ได้หันกลับ
เพียงจ้องเงาตนในกระจกตรง ๆ
เงานั้นจึงยกมือซ้ายขึ้นช้า ๆ
ตรงกลางอกของมันมีเงาทรงไข่สีดำทองเต้นอยู่ชัดเจน
ด้านข้างมีแสงหยกครามหมุนวน
และที่นิ้วมือมีวงแหวนสีดำเย็นจับ
สามสิ่งในกายเขา...ปรากฏในกระจกโดยไม่ปิดบังอีกต่อไป
หนิงเยว่อิงดวงตาไหวชัดเจนในคราวนี้
เสวี่ยอวิ๋นเหยาเองก็หรี่ตาลง
แม้มองเห็นเพียงเงาเลือน ๆ
แต่ก็พอให้รู้แล้วว่า สิ่งที่อยู่ในตัวอี้ซินลึกเกินคำว่า “วาสนา” ของคนทั่วไปนัก
เงาในกระจกขยับริมฝีปาก
ไม่มีเสียงดังออกมา
แต่ในจิตของอี้ซินกลับได้ยินชัด
“เจ้าคิดว่าตนกำลังควบคุมทุกสิ่งอยู่หรือ”
ทันใดนั้น
ภาพในกระจกก็เปลี่ยนอีกครั้ง
เขาเห็นตนเองยืนอยู่เหนือภูเขาศพ
ชิ้นส่วนอาวุธดำในมือมิใช่เพียงชิ้นส่วนอีกแล้ว
แต่เป็นดาบยักษ์สีดำนิลเต็มรูป
หนักหน่วง
ใหญ่โต
และคมดุดันจนน่ากลัว
ที่ปลายดาบมีโลหิตหยดลงไม่ขาดสาย
ส่วนด้านหลังของเขา
มีเงาสตรีงดงามหลายเงายืนอยู่
บางเงาเห็นชัด
บางเงายังเลือนราง
ทว่าทุกเงากลับทอดสายตามาที่เขาเพียงผู้เดียว
หนึ่งในนั้นคือหนิงเยว่อิง
หนึ่งในนั้นคือเสวี่ยอวิ๋นเหยา
และยังมีเงาอื่นอีกหลายเงาซึ่งกระจกจงใจไม่เปิดใบหน้าให้ชัด
อี้ซินใจสะท้านอีกครั้ง
ไม่ใช่เพราะความงามของเงาสตรีเหล่านั้น
แต่เพราะกระจกนี้กลับสะท้อน “เส้นทาง” บางอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่อาจเข้าใจทั้งหมด
เงาในกระจกจึงกล่าวต่อในจิตเขาอีกครา
“เจ้าจะเดินขึ้นไปด้วยการปกป้อง...”
“หรือด้วยการครอบครอง...”
คราวนี้อี้ซินจึงยกคางขึ้นช้า ๆ
นัยน์ตาคมเย็นจ้องเงาตนนิ่ง
“ผู้ใดอ่อนแอเกินกว่าจะรักษาสิ่งที่มี ย่อมไม่มีสิทธิ์พูดเรื่องปกป้อง” เขากล่าวชัดทุกคำ “ข้าจะเอากำลังพอจะเหยียบศัตรูให้แหลก แล้วจึงยืนคุ้มครองผู้คนของข้าด้วยมือนี้”
“ต่อให้เจ้าจะเรียกสิ่งนั้นว่าครอบครองหรือทำลาย ก็ไม่เกี่ยวกับข้า”
คำตอบนั้นตกลงในกระจก
เงาตนเองจึงหยุดยิ้ม
ดวงตาลึกมืดนั้นจ้องเขาอยู่อีกอึดใจ
ก่อนทั้งภาพจะพลันแตกกระจายดังแก้วร้าว
แคร่ก!
ผิวกระจกทั้งแผ่นสั่นสะเทือน
แสงสีเงินอมดำวิ่งไปทั่วขอบ
จากนั้นก็กลับสู่ความใสดังเดิมอย่างช้า ๆ
เสวี่ยอวิ๋นเหยามองเขานิ่ง
ก่อนกล่าวเบา ๆ
“ด่านที่สอง...เจ้าผ่านแล้ว”
หนิงเยว่อิงเองก็แววตาลึกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นางไม่รู้ทั้งหมดว่ากระจกสะท้อนสิ่งใดแก่เขา
แต่เพียงมองสีหน้าและแรงกดในจิตที่เปลี่ยนไปชั่วครู่
นางก็รู้แล้วว่า สิ่งที่กระจกส่องให้เขาเห็น...ต้องไม่ธรรมดาแน่
อี้ซินก้าวถอยออกจากแท่นช้า ๆ
ลมหายใจยังมั่นคง
ทว่าลึกในใจกลับไม่ได้สงบดังภายนอก
เพราะเงาสตรีเหล่านั้น
เพราะดาบยักษ์นิลดำเต็มรูป
และเพราะคำถามสุดท้ายในกระจก
ยังคงค้างอยู่ในส่วนลึกของจิตเขาไม่จาง
เสวี่ยอวิ๋นเหยาหันมองหนิงเยว่อิงในคราวต่อมา
“ถึงคราเจ้าแล้ว”
หนิงเยว่อิงนิ่งไปเพียงชั่วลมหายใจ
จากนั้นก็ก้าวออกไปอย่างสงบ
ยามนางหยุดยืนหน้ากระจกผลึก
แสงบนผิวกระจกพลันอ่อนโยนลงอย่างประหลาด
ราวกับแม้แต่กระจกเองยังรับรู้ถึงกลิ่นอายเย็นบริสุทธิ์ในกายของนาง
อี้ซินยืนดูเงียบ ๆ
เขาอยากรู้เหลือเกินว่า แก่นแท้ที่กระจกจะส่องให้เห็นในสตรีผู้นี้คือสิ่งใด
ผู้ที่ภายนอกเย็นสงบ สูงส่ง และงดงามดุจจันทร์เหนือหิมะเช่นนาง
ลึกลงไปจะซ่อนอะไรไว้บ้าง
ผิวกระจกเริ่มสั่นไหว
เงาของหนิงเยว่อิงปรากฏชัด
ก่อนจะค่อย ๆ แยกออกเป็นสองเงา
สามเงา
สี่เงา
หนึ่งคือนางในชุดขาวหิมะ
หนึ่งคือนางในชุดโลหิตเข้ม
หนึ่งคือนางที่ยืนเดียวดายกลางตำหนักเย็น
และหนึ่งคือนางที่กอดกระบี่น้ำแข็งยาวไว้ในอ้อมแขน เลือดหยดอยู่ตามปลายผมสีดำ
แม้ยังไม่ทันมีคำใดดังออกมา
อี้ซินก็มองออกแล้วว่า ด่านนี้ย่อมไม่ง่ายสำหรับนางแน่