ข้าแค่อยากเป็นปลาเค็มทำไมมันยากจัง ทะลุมิติมาป่วนไทย

    บทที่ 122 กระบอกไฟฉาย

    บทที่ 122 กระบอกไฟฉาย

     

    หลังจากที่รถม้าของนินเคลื่อนลับตาไปจากเขตเรือน ท่านเจ้าคุณเรืองฤทธิ์ก็สาวเท้ากลับเข้าห้องทำงานส่วนตัวเพื่อสะสางราชการลับของกรมตรวจการทันที บนโต๊ะมีฎีกาและจดหมายอาคมลับลอยอยู่บนโต๊ะ ท่านเจ้าคุณหยิบจดหมายขึ้นมาอ่าน มันเป็นรายงานด่วนจากสายสืบที่เมืองลังกาสุกะ หัวเมืองชายแดนทางใต้ เนื้อความในนั้นทำเอาหัวคิ้วของท่านเจ้าคุณขมวดม้วนเข้าหากันจนแทบชนกัน แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดดุดัน

    “ใครกันที่มาหาเจ้าเมืองลังกาสุกะ?”

    ท่านเจ้าคุณพึมพำกับตัวเองด้วยความระแวง สงสัยว่าพวกไหนพวกมันต้องการอะไรกันแน่ถึงไปพบเจ้าเมืองลังกาสุกะ เมื่อเห็นว่าเรื่องนี้เป็นภัยความมั่นคงขั้นร้ายแรงและมิอาจนิ่งนอนใจได้แม้แต่ชั่วอึดใจเดียว ท่านเจ้าคุณจึงเก็บจดหมายใส่สาบเสื้อ หยิบดาบคู่กายพลันเร่งรีบเดินทางเข้าวังหลวงเพื่อกราบทูลขุนหลวงในทันที

    ขณะเดียวกัน ทางด้านของ พิม หลังจากที่นินต้องทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการวิจัยอาวุธและระบบไฟฟ้าที่กรมวิทยาการจนแทบปลีกตัวไม่ได้ นางจึงต้องน้อมรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลและบริหารจัดการธุรการทั้งหมดของบริษัทแทนนินอย่างเต็มตัว ตอนนี้สถานการณ์ของร้านค้ากำลังเจอปัญหาใหญ่ เนื่องจากเกิดเหตุกลุ่มคนร้ายซุ่มโจมตีที่จุดพักม้าขนส่งสินค้าเมื่อวันก่อน ส่งผลให้สินค้าทำเงินอย่าง ยาสีฟัน และ สบู่ ขาดตลาดจนชาวเมืองพากันมาออกออเดอร์ทวงถามกันให้ระงม

    พิมนั่งตรวจสมุดบัญชีด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงเฉียบแหลม นางไม่ยอมปล่อยให้ธุรกิจของคู่หมั้นต้องหยุดชะงัก จึงออกคำสั่งเรียกตัว นายเป็ด และ นายจั่น ลูกมือคนสนิทให้เร่งเดินทางกลับไปยังโรงงานที่สามโคกอีกครั้ง เพื่อควบคุมการผลิตและขนย้ายสินค้าล็อตใหม่กลับมาเติมในคลัง รวมถึงเร่งรัดการขนส่ง แร่กราไฟต์ ที่นินเคยสั่งไว้เพื่อเตรียมใช้ในงานทดลองระบบไฟฟ้าด้วย

    ระหว่างที่หญิงสาวกำลังขีดเขียนง่วนอยู่กับตัวเลขบนโต๊ะบัญชี แม่ข้าวบ่าวคนสนิทก็รีบคลานเข่าเข้ามาสะกิดพลันรายงานเสียงเบา

    “แม่นายเจ้าคะ... ท่านหมื่นแผนมาขอเข้าพบเจ้าค่ะ บอกว่าตั้งใจมาเยี่ยมเยียนเพราะได้ยินข่าวเรื่องที่รถม้าของแม่นายโดนลอบโจมตีเมื่อวันก่อนเจ้าค่ะ”

    พิมชะงักมือที่ถือพู่กัน ใบหน้าเนียนเรียบตึงขึ้นมาทันที นางรู้ดีว่าหมื่นแผนคิดอย่างไรกับนาง และความจริงเขาควรจะมาตั้งแต่วันแรกที่เกิดเรื่องแล้ว เพียงแต่ว่าถูกพระยาผู้เป็นพ่อกักบริเวณและห้ามปรามไว้เพราะไม่อยากให้ตระกูลไปพัวพันกับเรื่องขัดแย้ง พิมจึงตัดบทอย่างเย็นชา

    “ไปบอกเขาว่าข้าสบายดี และไม่สะดวกจะออกไปต้อนรับ”

    “เจ้าค่ะ” แม่ข้าวพยักหน้ารับคำ ก่อนจะรีบเดินลงจากเรือนใหญ่ ตรงไปยังซุ้มประตูหน้าบ้านที่หมื่นแผนยืนรออยู่ นางย่อตัวลงแล้วเอ่ยอย่างสุภาพทว่าหนักแน่น

    “ท่านหมื่นเจ้าคะ แม่นายสบายดีมิได้เจ็บไข้ได้ป่วยอันใดเจ้าค่ะ ตอนนี้กำลังยุ่งอยู่กับการตรวจบัญชีร้านค้า จึงมิอาจลงมาพบท่านได้เจ้าค่ะ”

    หมื่นแผนฟังคำปฏิเสธนุ่มนวลนั้นพลันนัยน์ตาหม่นแสงลง เขาเงยหน้ามองขึ้นไปบนชานเรือนใหญ่ของพิมด้วยความอาลัยอาวรณ์ “นาง... มิยอมพบข้าเลยงั้นหรือ”

    แม่ข้าวก้มหน้าเงียบ ไม่กล้าเอ่ยคำใดให้อีกฝ่ายสะเทือนใจไปมากกว่านี้ ทว่าในระหว่างที่บรรยากาศกำลังอึดอัด จู่ ๆ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของ ขุนไวย มันเดินกร่างเข้ามาในเขตเรือนพลันปรายตามองหมื่นแผนด้วยสายตาเหยียดหยามเต็มประดา

    “ไอ้แผน... เอ็งซมซานมาทำอะไรที่นี่วะ?” ขุนไวยเอ่ยทักเสียงสูงอย่างหาเรื่อง

    หมื่นแผนหันขวับมามองหน้าขุนไวยด้วยความไม่สบอารมณ์ คิ้วกระตุก“แล้วเอ็งเล่าไอ้ไวย... เสนอหน้ามาทำไมที่เรือนท่านเจ้าคุณเรืองฤทธิ์”

    ขุนไวยยักไหล่อย่างยโส ทำหน้าหนาไม่สะทกสะท้าน “ข้าก็มาเยี่ยมแม่พิมในฐานะ ‘สหายสนิท’ อย่างไรเล่า มีสิ่งใดแปลกงั้นรึ”

    หมื่นแผนหน้ากระตุก กัดฟันกรอดด้วยความหมั่นไส้ “สหายงั้นหรือ? น่าขันสิ้นดีคนเยี่ยงเอ็งน่ะหรือจะเป็นสหายของนาง!”

    ขุนไวยไม่สนใจคำจิกกัดของหมื่นแผน มันทำคอยืดคอยาวพยายามมองข้ามหัวบ่าวไพร่เข้าไปในเรือนของพิมพลันตะโกนถาม “แม่พิมเล่า เป็นอย่างไรบ้าง บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”

    แม่ข้าวเห็นขุนนางหนุ่มสองคนทำท่าจะมาวางมวยและส่งเสียงเอะอะหน้าเรือน จึงรีบเอ่ยตัดบทด้วยประโยคเดิม “แม่นายสบายดีเจ้าค่ะท่านขุน เชิญพวกท่านกลับไปเถิด...”

    แต่ดูเหมือนชายหนุ่มทั้งสองจะหน้าหนาเกินกว่าจะยอมล่าถอยง่าย ๆ จนนึกรำคาญใจ ในที่สุด คุณหญิงไหมแก้ว แม่ยายของนินที่นั่งมองเหตุการณ์จากบนเรือนมานาน ก็ทนดูพฤติกรรมไร้มารยาทของเด็กหนุ่มทั้งสองไม่ไหว นางจึงเยื้องกรายเดินลงบันไดเรือนมาด้วยท่วงท่าน่าเกรงขาม สายตาของคุณหญิงกวาดมองขุนนางหนุ่มทั้งสองอย่างตำหนิ

    “พ่อแผน... พ่อไวย... พิมนางไม่เป็นไรหรอก พวกเจ้ากลับไปเสียเถอะ” คุณหญิงไหมแก้วเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าประโยคถัดมากลับปักลึกแทงใจดำคนฟังอย่างที่สุด

    “นางเป็นสตรีที่มี ‘คู่หมั้นคู่หมาย’ เป็นตัวเป็นตนแล้ว แถมผู้ใหญ่ก็รับรู้กันหมด การที่พวกเจ้าแวะเวียนมาหาถึงเรือนในยามที่คู่หมั้นนางไม่อยู่เช่นนี้ มันดูไม่งาม... กลับไปเถอะจ่ะ”

    เมื่อโดนผู้ใหญ่ระดับคุณหญิงเจ้าของเรือนมาเอ่ยปากไล่ตรง ๆ และตอกย้ำสถานะ ‘คนมีคู่หมั้น’ ของพิมเข้าเต็มเปา ต่อให้หน้าหนาหน้าทนแค่ไหนก็ไม่สามารถอยู่ต่อได้ ขุนไวยหน้าเจื่อนสนิท มันสะบัดหน้าอย่างขัดใจแล้วหมุนตัวเดินฟัดเฟียดจากไปเป็นคนแรก

    ทว่าทางด้านของหมื่นแผน... เขากลับยืนนิ่งอึ้ง ใบหน้าซีดเผือดลงเรื่อย ๆ ยามที่ได้ยินคำว่าคู่หมั้น ความเจ็บปวดและคั่งแค้นแล่นริ้วขึ้นมาจุกอก สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยมและดุดันอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน หมื่นแผนลอบกำหมัดแน่นจนเล็บแทบฝังเนื้อ ในใจตัดสินใจเรื่องบางอย่างได้อย่างเด็ดขาด...

    คิดได้ดังนั้น หมื่นแผนก็ก้มหัวลาคุณหญิงไหมแก้วช้า ๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านรอบตัว โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า ชายหนุ่มผู้เคยสุขุมคนนี้... กำลังจะก้าวเข้าสู่เส้นทางสายมืดเพราะความรักบังตา

    ทางด้านของนินที่กำลังคร่ำเคร่งอยู่ในห้องแล็บลับของกรมวิทยาการ ชายหนุ่มกำลังวางแผนการใหญ่ในการสร้าง ‘มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง’ และ ‘ถ่านไฟฉาย’ เพื่อนำมาคานอำนาจพวกฝรั่งที่เพิ่งเอาพลาสติกเข้ามาอวดอ้าง ทว่าการจะสร้างชิ้นงานให้เนียนตาและมีขั้นตอนที่สมจริงที่สุด เขาจำเป็นต้องใช้แบบแปลนและขั้นตอนการขึ้นรูปเชิงอุตสาหกรรมยุคเก่า นินจึงตัดสินใจข้ามมิติกลับไปยังโลกปัจจุบันเพื่อติดต่อหาผู้ช่วยคนสำคัญทันที

    ในโลกปัจจุบัน ยามนี้ระเบียบเวลาของทั้งสองโลกได้ปรับตัวเข้าหากันจนตรงกันเป็นเนื้อเดียวเรียบร้อยแล้ว นินกดโทรศัพท์สายตรงหา อุยกาย ซึ่งปลายสายในขณะนั้นกำลังนั่งตัวลีบด้วยความกระสับกระส่ายอยู่ภายในโถงทางเดินของโรงงานพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เพื่อเฝ้ารอผลตรวจชี้ชะตาอาการป่วยของลูกสาวตัวน้อย

    เมื่อนินกรอกเสียงสั่งงานยาวเหยียดเรื่องการจัดหาพิมพ์เขียวและเครื่องจักรเครื่องเก่า ๆ สำหรับขึ้นรูปถ่านไฟฉายและขดลวดมอเตอร์ อุยกายที่กำลังเครียด ๆ อยู่ถึงกับเลิกคิ้วแล้วกรอกเสียงกลับมาอย่างไม่เข้าใจ

    “ได้เลย... ว่าแต่นายจะเอาพิมพ์เขียวอุตสาหกรรมยุคเก่าไปทำไมกัน? ยุคนี้แค่เสิร์ชหาในอินเทอร์เน็ตก็เจอวิธีทำ วิธีต่อสายไฟละเอียดยิบแล้วไม่ใช่หรือไงครับ?”

    นินกลอกตาเป็นเลขแปด ลอบถอนหายใจกับความไม่รู้ของลูกน้อง

    “ฉันต้องการขั้นตอนการผลิตและพิมพ์เขียวที่มันดู ‘สมจริง’ มีที่มาที่ไปมากที่สุดไง ไม่อย่างนั้นฉันจะโทรหาให้นายช่วยเดินเรื่องหาของจริงให้ทำไมกันล่ะ”

    อุยกายแม้จะยังเกาหัวแกรก ๆ ด้วยความงุนงงว่าเขาจะเอาไปทำฉากสมจริงให้ใครดู แต่ก็พยักหน้ารับคำสั่งแต่โดยดี “งั้นก็ได้ ของพวกนี้เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานระดับโรงงานยุคเก่า หาไม่ยากหรอกครับ สองสามวันก็น่าจะได้ครบทั้งหมด”

    ทันทีที่นินวางสายไป พยาบาลประจำศูนย์ตรวจโรคก็เดินถือเอกสารซองใหญ่ออกมาพอดี ผลการตรวจร่างกายและเลือดของลูกสาวอุยกายออกเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มและภรรยารีบถลันเข้าไปรับมาเปิดดูด้วยมือกุมชุ่มเหงื่อ ทว่าเมื่อสายตากวาดไล่ไปตามตัวเลข ผลปรากฏว่า ‘ค่าทุกอย่างเป็นปกติ’ อาการป่วยโรคธาลัสซีเมียของเด็กหญิงหายเป็นปลิดทิ้งราวกับมีปาฏิหาริย์!

    ทั้งสองสามีภรรยายืนอึ้งตะลึงลาน น้ำตาอุ่น ๆ คลอเบ้าด้วยความตื้นตันระคนไม่ปักใจเชื่อ ภรรยาของเขารีบเขย่าแขนอุยกายพลันละล่ำละลักบอก

    “คุณ... เราลองย้ายไปตรวจที่โรงพยาบาลอื่นดูอีกสักแห่งสองแห่งดีกว่าเพื่อความชัวร์!”

    อุยกายพยักหน้าเห็นดีด้วยอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่รีบพาลูกสาวบึ่งไปยังโรงพยาบาลชื่อดังอีกแห่งทันที และผลการตรวจที่ออกมาซ้ำสองก็ยังคงยืนยันคำเดิม... ร่างกายปกติดีร้อยเปอร์เซ็นต์ นั่นแปลว่าลูกสาวสุดที่รักของเขาหลุดพ้นจากความเจ็บป่วยแล้ว

    ภรรยาของอุยกายยกมือท่วมหัวร่ำไห้ด้วยความดีใจ ก่อนจะหันมาสำทับสามีด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณ... คุณต้องทำดีกับสหายคนนี้ไว้ให้มาก ๆ เลยนะ เขาสามารถหายาวิเศษที่แม้แต่วิทยาการปัจจุบันยังทำไม่ได้มาช่วยชีวิตลูกเราไว้ บุญคุณนี้ตายไปก็ชดใช้ไม่หมด!”

    อุยกายพยักหน้ารับคำภรรยาอย่างหนักแน่น สายตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสต่อนิน

    “ฉันรู้แล้ว... อย่าห่วงเลย!” อุยกายส่งข้อความไปหานินว่าลุกสาวหายแล้วข้อตกลงเป็นผลทันที

    ทางด้านของนิน หลังจากสั่งงานและรับรู้ข่าวดีของลูกสาวอุยกายเรียบร้อย เขาก็จงใจขับรถยนต์ส่วนตัวมุ่งตรงไปยังย่านค้าของเก่าและตลาดมืด เพื่อเดินหาซื้อ ‘ไฟฉายรุ่นเก่า’ ชนิดที่ยังคงใช้ระบบกลไกทื่อ ๆ และใช้ถ่านไฟฉายก้อนใหญ่ทรงกระบอกในการขับเคลื่อนพลังงาน เมื่อได้ของที่ต้องการครบถ้วน ชายหนุ่มก็หลบสายตาผู้คนแล้วเปิดประตูมิติข้ามเวลากลับคืนสู่ยุคโบราณทันที

    ทว่าทันทีที่ร่างของนินปรากฏขึ้นในห้องแล็บส่วนตัวของกรมวิทยาการ เขาก็พบกับความเงียบผิดปกติเมื่อเปิดประตูออกมาแล้วสอบถาม บงกช นางก็รายงานให้นินทราบด้วยท่าทางละล้าละลังว่า ก่อนหน้าที่เขาจะกลับมาเพียงครู่เดียว มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากในวังหลวงเดินทางมาที่นี่ด่วนที่สุดเพื่อมารับเอาของบางส่วนไป

    “ข้าพยายามกู่ก้องร้องเรียกท่านขุนตั้งนานสองนาน เหตุใดท่านถึงไม่ออกมาจากห้องหับล่ะเจ้าคะ? พวกเขาดูรีบร้อนกันมากเหลือเกิน พอเห็นว่าท่านขุนไม่ยอมเปิดประตู ออกมาเสียที พวกเขาจึงจำเป็นต้องขอวิสาสะหอบเอาของไปก่อนเจ้าค่ะ” บงกชรายงานพลันลอบสังเกตสีหน้านิน

    นินพยักหน้ารับรู้เงียบ ๆ เขาไม่ได้ตำหนิอะไรเพราะความผิดอยู่ที่เขานั่นเอง

    “เอ่อ... แล้วเธอแน่ใจใช่ไหมว่าเป็นคนของฝ่าบาทจริง ๆ ไม่ใช่สายลับที่ไหนปลอมตัวมา?”

    บงกชพยักหน้าหงึกหงักยืนยันหนักแน่น

    “เจ้าค่ะป้ายประจำพระองค์ฝ่าบาทเยี่ยงนั้น ปลอมแปลงกันไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ อีกทั้งทหารหลวงที่คุมเชิงอยู่ด้านนอกก็เป็นคนคุมกันมาเองกับมือ”

    เมื่อได้ยินว่าปลอดภัยดี นินจึงเลิกใส่ใจเรื่องขุนนางในวัง

    “อืม... งั้นก็ช่างเถอะ โทษทีที่ข้าออกมาช้าไปหน่อย พอดีข้าต้องใช้สมาธิคู่อยู่กับ ‘เจ้านี่’ นานไปเสียหน่อย”

    พูดจบ นินก็คลี่ยิ้มพลันส่งวัตถุทรงกระบอกยาวสีเงินแวววาวที่เพิ่งได้มาจากยุคปัจจุบัน ส่งไปให้บงกชดูใกล้ ๆ หญิงสาวรับไปถือไว้พลันเพ่งมองด้วยความฉงน ทว่าเมื่อนินเอื้อมมือไปกดสวิตช์ ลำแสงสีขาวสว่างวาบพุ่งตรงออกจากปลายกระบอกตัดผ่านความมืดในห้องจนสว่างโร่ ทำเอาบงกชถึงกับสะดุ้งโหยง อ้าปากค้างตาโตเท่าไข่นกกระทาด้วยความตกใจ

    “กระ... กระบอกอันนี้มันปล่อยแสงตะวันออกมาได้เยี่ยงไรกันเจ้าคะ?! นี่มันเรียกว่ากระไรหรือเจ้าคะท่านขุน!”

    นินเห็นท่าทางตื่นตูมของบงกชก็หลุดหัวเราะขำขันด้วยความชอบใจ ยืดอกตอบอย่างภาคภูมิใจ

    “เขาเรียกว่า... กระบอกไฟฉาย ไงล่ะ!”

     

    คล้ายกับเรื่องข้าแค่อยากเป็นปลาเค็มทำไมมันยากจัง ทะลุมิติมาป่วนไทย ที่คุณอ่าน