พญาอินทรีย์พฤกษาปรากฏกายส่วนหัวมีสีดำทมิฬดวงตามีสีแดงชาดดวงตาข้างซ้ายปรากฏแผลเป็นจากกระบี่ ลำตัวของมันปกคลุมด้วยสีน้ำตาลอมดำปีกมันมีดูโค้งมนกว้างและยาว ทว่าขนกลับเหมือนใบไม้สีเขียวเข้มแผงคอไล่ลงส่วนล่างพลันเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลประหนึ่งวัฏจักรของใบไม้ที่กำลังร่วงโรย
พญาอินทรีย์พฤกษาเพียงตัวเดียวก็ทำให้บรรดาศิษย์ตื่นตระหนกสุดระงับทว่าพญาอินทรีย์พฤกษาปรากฏกายอีกหนึ่งตัว ส่งผลให้เหล่าศิษย์หน้าซีดสลดแฝงไปด้วยความแตกตื่นสุดขีด“พะ…พญาอินทรีย์พฤกษา มะ…มีถึงสองตัว” เหล่าศิษย์ชูมือชี้ขึ้นฟ้าด้วยท่าทีสั่นกลัวผู้อาวุโสห้าวตี้สังเกตปฏิกริยาของศิษย์มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถระงับความแตกตื่นเช่นนี้ได้“มีไม่ถึงสิบคน นับว่าพวกมันมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่าปีที่ผ่านมา” ผู้อาวุโสห้าวตี้กวาดสายตาไปอย่าวเร็วรวดทว่าต้องไปสะดุดตากับใบหน้าชายหนุ่มที่คุ้นเคย “เจ้าฮุ่ยซุนกับม่อหลิ่งอี้ก็รวมอยู่ในพวกนั้นด้วย” ผู้อาวุโสห้าวตี้ประกาศอย่างกึกก้องทั่วลาน “พญาอินทรีย์พฤกษาทั้งสองตัวเป็นสัตว์อสูรลมปราณของข้าพวกเจ้าไม่ต้องตื่นตระหนก วันนี้เราจะเดินทางไปตำหนักเจ้าสำนักด้วยพญาอินทรีย์พฤกษาทั้งสองตัว”เหล่าศิษย์มองตากันอย่างเลิ่กลั่ก
“เราต้องขึ้นไปบนหลังพญาอินทรีย์พฤกษาตัวนี้อย่างงั้นเหรอ”เหล่าศิษย์บางกลุ่มแอบพูดคุยกันอย่างลับๆทว่าศิษย์บางกลุ่มใบหน้าแฝงไปด้วยความตื่นเต้น นี้เป็นครั้งแรกของพวกมันที่มีโอกาสขึ้นหลังอสูรลมปราณมิเพียงเป็นสัตว์อสูรลมปราณธรรมดาแต่เป็นสัตว์อสูรลมปราณที่มีเชื้อสายจากนกยักษ์บรรพกาลอีกต่างหาก
“ข้าขอเตือนพวกเจ้าไว้สิ่งหนึ่ง พญาอินทรีย์พฤกษาสองตัวนี้มันไม่ชอบสายตาเหยียดหยามถ้ามันรู้สึกถึงความเย่อหยิ่งมันจะสลัดเจ้าร่วงหล่นจากหลังมันทันที” ผู้อาวุโสห้าวตี้ประกาศอย่างกึกก้องเหล่าศิษย์จับตาดูผู้อาวุโสห้าวตี้ทุกการกระทำ “หลินเจี่ยง จื่อลู่พวกเจ้าไปเตรียมตะข่ายปราณพฤกษามาให้ข้าสองอัน” หลินเจี่ยง จื่อลู่หายลับไปจากเวทีเพียงไม่กี่อึดใจมันกลับมาพร้อมตะข่ายปราณสีเขียวขนาดใหญ่ เหล่าศิษย์สักเกตคนสนิทของผู้อาวุโสถือเถาวัลย์สีเขียวถูกถักเป็นตะข่าย
“ผู้อาวุโสห้าวตี้คงไม่ใช่ ให้พวกเราเข้าไปอยู่ในเถาวัลย์ไม้อันนี้ใช่ไหม”ศิษย์บางกลุ่มเริ่มจับกลุ่มพูดคุยกันอีกครั้ง “นี้คือ ตะข่ายปราณพฤกษา หากใครที่ไม่สามารถขึ้นหลังพญาอินทรีย์พฤกษาได้ให้เจ้าไปในตะข่ายปราณอันนี้ ข้าให้เวลาสิบนาทีถ้าไม่รีบตัดสินใจ ข้าจะทิ้งพวกเจ้าไว้ที่นี้”สิ้นเสียงผู้อาวุโสห้าวตี้ สัตว์อสูรพญาอินทรีย์พฤกษาบินโฉบลงต่ำอุ้งเล็บเกาะแท่นเหล็กข้างๆเวทีหัวของพญาอินทรีย์โอนอ่อนเข้าหาฝ่ามือผู้อาวุโสห้าวตี้ราวกับมันต้องการความรักจากผู้เป็นเจ้าของมัน “ป๋าย ยวิ๋น เป็นเด็กดีนะวันนี้พวกเจ้าต้องเหนื่อยหน่อยนะ” ผู้อาวุโสห้าวตี้เอ่ยเสร็จพลันเอามือลูบหัวพญาอินทรีย์อย่างอ่อนโยนพญาอินทรีย์ทั้งสองกลับสู่ท่าทีปกติพวกมันจ้องมองเหล่าศิษย์ด้วยแววตาที่แฝงไว้ด้วยความเย่อหยิง
ณ ลานจุดรวมพลตอนนี้เงียบสงัดราวกับไร้ผู้คน เพียงมีใครหายใจแรงกว่าปกติก็สามารถได้ยินไปทั่วทั้งลานพญาอินทรีย์ทั้งสองเปรยตาลอบมอง สังเกตศิษย์มีเพียงไม่กี่คนที่ต้านทานดวงตาที่เย่อหยิงของมันได้
ทว่ามีชายหนุ่มเด็กแหวกเหล่าศิษย์ก้าวออกมาอย่างสง่าผ่าเผยทุกสายตาจับจ้องไปที่ร่างของมัน เฟยซุนจ้องมองอย่างพินิจราวกับเคยพบหน้า “เจ้ารู้จักมันอย่างนั้นเหรอ”หลิ่งอี้จ้องมองมันอย่างสงสัย “ถ้าข้าจำไม่ผิด มันคือคุณชายหมิงเจ๋อจากตระกูลใหญ่ที่ไหนสักแห่ง”หลิ่งอี้ขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด “อ๋อ…ข้าจำมันได้แล้วเจ้าคุณชายจอมโอ้วอวดคนนั้นนี้เอง”
หมิงเจ๋อก้าวเท้าออกมาอย่างมั่นใจ“ผู้อาวุโสข้าหมิงเจ๋อ จะขอเดินทางโดยการขึ้นหลังพญาอินทรีย์” ผู้อาวุโสห้าวตี้จ้องมองหมิงเจ๋อพลันเอ่ยออกมาอย่างมีความสุข“ดีมาก ดีมาก เจ้าเป็นคนแรกขึ้นมาบนเวทีนี้เลย” หมิงเจ๋อกระโดดขึ้นเวทีหมุ่นสามตลบราวกับเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับมัน
หมิงเจ๋อก้าวเท้าขึ้นแผ่นหลังของพญาอินทรีย์ก้าวแรกที่มันก้าวไป มันรับรู้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่โถมทับมันอย่างไม่ทันตั้งตัวเข่าทั้งสองข้างเกือบทรุดสัมผัสพลังของพญาอินทรีย์ทว่าหลิงเจ๋อรวบรวมปราณไว้ที่เท้าอย่างเฉียดฉิว มันฝืนกายยืนหยัดด้วยขาทั้งสองข้างอีกครั้งอย่างมั่นคงหมิงเจ๋อยืนสง่าอยู่บนแผ่นหลังพญาอินทรีย์ได้เป็นคนแรกส่งผลให้ศิษย์ทั่วลานมีความมั่นใจมุ่งตรงสู่หลังพญาอินทรีย์ เฟยซุนและหลิ่งอี้ยืนสังเกตจากระยะไกล มันพบความจริงว่าในศิษย์จำนวนสิบคนที่ขึ้นไปจะถูกสลัดลงไปถึงเก้าคนส่งผลให้พวกที่ถูกสลัดลงไม่อาจทันตั้งตัวจากหลังพญาอินทรีย์ล่นกระแทกพื้นโดยบาดเจ็บเล็กน้อยคนที่ถูกสลัดจนร่วงล่น พวกมันเดินมุ่งหน้าไปสู่ตะข่ายปราณพฤกษาด้วยท่าทีผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
“เหลือเวลาอีกสองนาที ถ้าใครยังไม่รีบ ข้าจะทิ้งไว้ที่นี้”ผู้อาวุโสห้าวตี้ประกาศอย่างกึกก้อง
ตอนนี้ที่ลานเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจยามสิ้นเสียงประกาศ เหล่าศิษย์ที่เหลืออยู่บนลานทะยานมุ่งออกจากลานอย่างฉลับพลัน หลิ่งอี้จ้องมองมันพลันเอ่ยอย่างเร่งรีบ“ซุน พวกเราก็ต้องไปบ้างแล้ว” หลิ่งอี้พุ่งไปอย่างรวดเร็ว เฟยซุนติดตามไปไม่ห่างผู้อาวุโสห้าวอี้ทอดตาจ้องมองทุกการกระทำของมัน ทว่ามันกลับต้องแสดงสีหน้าประหลาดใจกับทิศทางที่มันมุ่งไป“มันมุ่งหน้าเข้าสู่ตะข่ายปราณพฤกษา ทำไมกัน”
หลิ่งอี้มุ่งสมาธิกับการขึ้นแผ่นหลังพญาอินทรีย์โดยไม่อาจประมาทได้หลิ่งอี้สามารถก้าวขึ้นไปยืนหยัดบนแผ่นหลังพญาอินทรีย์ได้อย่างองอาจ ทว่ามันกลับมองซ้ายมองขวามันไม่พบสหายของมัน หลิ่งอี้ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าที่เป็นกังวล “หรือว่ามันร่วงล่นจากหลังพญาอินทรีย์ไปแล้ว”
ผู้อาวุโสห้าวตี้ไม่อาจเข้าใจการกระทำของเฟยซุนได้แม้แต่น้อย“เจ้าเด็กบ้า !? มันคิดอะไรอยู่กันแน่น ทุกคนแม้จะรู้ตัวว่าไม่ผ่านแต่พวกมันก็ขอทดสอบสักครั้งแต่นี้มันกลับไม่แม้แต่จะสนใจ” หลินเจี่ยงสังเกตท่าทีของอาจารย์ของมันที่จับจ้องตัวเฟยซุนเป็นพิเศษ“ท่านอาจารย์ แม้ว่าศิษย์ฮุ่ยซุนจะมีพรสวรรค์มาก ทว่ากับไร้ซึ่งความหาญกล้าอนาคตมันคงต้องพบกับความลำบากเป็นแน่น” ผู้อาวุโสห้าวตี้ไม่ได้สนใจคำพูดของหลินเจี่ยงแม้แต่น้อย
ผู้อาวุโสก้าวขึ้นไปข้างหน้าเล็กน้อย“ข้าจะแนะนำพวกเจ้า ศิษย์ที่อยู่แผ่นหลังพญาอินทรีย์แล้ว พวกเจ้าจงใช้ปราณห่อหุ้มเท้าของเจ้ายึดเกาะไว้ให้ดี สำหรับศิษย์ที่อยู่ในตะข่ายปราณพฤกษาเจ้ายึดเหนี่ยวมันให้ดีมันอาจจะต้องปะทะกับแรงลมที่ไม่อาจฟื้นชีวิตของพวกเจ้าอยู่ที่มือของตัวเจ้าเอง จงรักษามันให้ดี เราจะใช้เวลาเดินทางไปตำหนักเจ้าสำนักประมาณหนึ่งชั่วโมง”สิ้นเสียงผู้อาวุโสห้าวตี้พลันให้สัญญาณพญาอินทรีย์พฤกษา สัตว์อสูรทั้งสองสยายปีกกางอย่างสง่าพาเคลื่อนคล้อยลอยตัวอย่างช้าๆมันบินโฉบใช้อุ้งเล็บจับตะข่ายปราณพฤกษาจับอย่างชำนาญพาขึ้นฟ้าอย่างรวดเร็ว
พริบตาเดียวเหล่าศิษย์ที่อยู่บนแผ่นหลังพญาอินทรีย์พวกมันรับรู้ถึงแรงกดดันจากสายลมที่โหมกระหน่ำเข้าสู่ร่างกาย พยายามเข้าฉีกปราณที่ห่อหุ้มร่างกายดวงตาหดลีบ คิ้วขมวดลึก ใบหน้าแฝงไปด้วยความตื่นตระหนก ศิษย์บางคนไม่อาจสู้แรงปะทะของลมพลันทรุดนั่งลงพวกมันพยายามต้านทานสายลมอย่างสุดชีวิต ทว่ามีเพียงศิษย์ไม่ถึงครึ่งที่สามารถฝืนกายยืนหยัดต้านแรงปะทะจากสายลมที่โหดร้ายนี้ได้ผู้อาวุโสห้าวตี้แอบลอบมองศิษย์ผู้มากไปด้วยพรสวรรค์ที่สามารถฝืนกายต้านแรงปะทะจากสายลมอันเกรี้ยวกราด
ภายใต้ปีกของพญาอินทรีย์พฤกษาใช้อุ้งเล็บจับตะข่ายปราณพฤกษาตัวละหนึ่งอันในตะข่ายปราณพฤกษาอัดแน่นไปด้วยศิษย์จำนวนมาก ตะข่ายแต่ละอันมีมากกว่าสี่ร้อยชีวิตเหล่าศิษย์ที่อยู่ภายในใช้มือจับยึดเหนี่ยวตะข่ายปราณพฤกษาอย่างทุลักทุเล ทว่าภายในตะข่ายปราณพฤกษา เฟยซุนกลับยืนหลับตาอยู่กลางตะข่ายไม่โอนเอนแต่อย่างใดราวกับสายลมไหลผ่านประดุจร่างกายมันเป็นสิ่งเดียวกับสายลมการกระทำของมันสร้างความประหลาดใจให้เหล่าศิษย์ที่อยู่ภายในตะข่ายเดียวกันกับมันเป็นอย่างมากศิษย์คนหนึ่งพยายามปืนปายใช้เท้าใช้มือช่วยพยุงตัวเองจึงถึงบริเวณกลางตะข่ายพลันปล่อยมือทรงตัวด้วยสองขาเฉกเช่นเดียวกับมัน ทุกการกระทำของมันถูกจับตาโดยศิษย์ที่เกาะอยู่รอบๆตะข่าย มันค่อยๆพยายามใช้สองมือสร้างสมดุลทว่าสายลมไม่อาจเป็นมิตรพัดใส่มันจนไม่อาจฝืนทรงตัว กลิ้งล้มคว่ำไม่ไกลจากมันก่อนลืมตาจ้องมองไปยังศิษย์ที่ล้มคว่ำไม่ห่างจากมัน มันเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ “ หลับตาทำสมาธิปลดปล่อยปราณผสานเข้ากับสายลม ลมปราณคือพลังร่างกายผสานเข้ากับพลังธรรมชาติทุกส่วนต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน”
ทุกคำที่มันที่พูดคือคำพูดของสหายคนแรกของมันที่สอนการกำเนิดลมปราณเพราะมีเจ้าคอยแนะนำ ข้าถึงมีวันนี้ เจ้าคงอยู่ในสำนักนี้ใช่ไหมพวกเราต้องได้พบกันอีกครั้งหยาง มันหวนนึกถึงสหายของมัน
ศิษย์ที่อยู่ตะข่ายเดียวกันกับมันได้ยินชัดทุกถ้อยคำศิษย์คนที่อยู่ใกล้ๆเฟยซุน พยักหน้าให้กับมัน ตัวมันค่อยๆหลับตาฝืนยืนขึ้นอีกครั้งอย่างช้าๆปลดปล่อยปราณผสานเข้ากับสายลม มันทวนคำพูดมันออกอย่างแผ่วเบา “ลมปราณเกิดจากพลังร่างกายผสานเข้ากับพลังธรรมชาติ”ท่าทีของพวกมันค่อยๆเปลี่ยนไปจากครั้งแรก พลังปราณของมันกำลังผสานเข้ากับสายลม สองเท้าของมันยามนี้มั่นคงดุจภูผาศิษย์ที่เหลือทั้งหมดอยู่ในความตกตะลึง เพียงคำพูดของเฟยซุนไม่กี่คำ สามารถทำให้ศิษย์ข้างๆมัน สามารถใช้สองเท้ายืนหยัดอย่างมั่งคงร่างกายไม่รู้สึกถึงแรงปะทะกับสายลมอันเกรี้ยวกราดเหล่าศิษย์ค่อยๆปล่อยมือที่ยึดเหนี่ยวตะข่าย ทุกคนค่อยๆหลับตาปราณถูกปล่อยออกจากร่างของพวกมันบางคนก็ผสานปราณเป็นส่วนหนึ่งกับสายลมได้เป็นครั้งแรก บางคนก็ใช้ถึงสองและสามครั้งผ่านไปอึดใจเดียวตะข่ายปราณพฤกษาที่มันอยู่ภายใน ด้านนอกตะข่ายกำลังผสานเข้ากับสายลมส่งผลให้พญาอินทรีย์พฤกษาตัวที่มันจับตะข่ายที่เฟยซุนอยู่สามารถทำความเร็วได้มากขึ้น
ผู้อาวุโสห้าวตี้ที่ยืนอยู่บนหัวเจ้าป๋ายประหลาดใจอย่างมาก“เกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆเจ้าป๋าย ถึงได้บินเร็วกว่าเจ้ายวิ๋น” หลินเจี่ยงและจื่อลู่ที่อยู่บนหลังเจ้ายวิ๋นจ้องมองเจ้าป้ายที่จู่ๆมันก็สามารถทำความเร็วเพิ่มขึ้นทั้งสองพลันหามองตากันอย่างเลิ่กลั่กด้วยสีหน้างุนงง ผู้อาวุโสห้าวตี้ที่ยืนอยู่บนหัวเจ้าป๋ายมันก็ไม่อาจรับรู้ถึงสาเหตุได้ที่เจ้าป๋ายสามารถทำความเร็วกว่าเจ้ายวิ๋นได้หลินเจี่ยงและจื่อลู่สังเกตเห็นตะข่ายปราณพฤกษาที่เจ้าป๋ายจับไม่มีท่าทีต้านลมแต่อย่างใด
“มันเกินอะไรขึ้น จื่อลู่เจ้าพอรู้ไหม” หลิงเจี่ยงเอ่ยถามจื่อลู่ด้วยความสงสัย“ข้าคิดว่ามีภายในตะข่ายปราณพฤกษาที่เจ้าป๋ายจับอยู่ มีคนที่สามารถจับเคล็ดลับการผสานสายลมได้”หลินเจี่ยงจ้องมองตะข่ายปราณพฤกษาด้วยสีหน้าครุ่นคิด “มันเป็นไปได้อย่างนั้นเหรอที่ศิษย์สี่ร้อยกว่าคนสามารถผสานปราณเป็นส่วนหนึ่งกับสายลมได้ขนาดนี้”จื่อลู่จ้องมองตะข่ายปราณพฤกษาด้วยสายตาอันเย็นเยียบ “ตอนนี้ ข้าว่าอาจารย์ก็ไม่อาจทราบถึงสาเหตุที่เจ้าป๋ายบินเร็วขึ้นพวกเราต้องแจ้งให้อาจารย์ถึงเรื่องนี้ อีกไม่ถึงยี่สิบนาที่ก็น่าจะถึงตำหนักเจ้าสำนักแล้ว”
ผ่านไปสิบนาทีเจ้าป๋ายบินถึงบริเวณตำหนักเจ้าสำนัก
เจ้าป๋ายบินร่อนลงลานเวทีตรงกลางเวทีมีรอยสลักเป็นรูปดาวห้าแฉก เจ้าป๋ายปล่อยตะข่ายปราณพฤกษาลงอย่างรวดเร็วผู้อาวุโสห้าวตี้กระโดดลงถึงลานคนแรก เหล่าศิษย์ที่อยู่บนหลังพญาอินทรีย์พฤกษทลทยอยกระโดดตามลงมาศิษย์ที่อยู่ในตะข่ายปราณพฤกษากทยอยก้าวออกมา ผู้อาวุโสห้าวตี้เปรยตามองเหล่าศิษย์ที่ออกมาจากตะข่ายปราณพฤกษาอย่างไม่ค่อยสนใจ ศิษย์กำลังทยอยออกมาเรื่อยๆ เฟยซุนก้าวเดินปะป่นออกมาจากศิษย์ ทว่าก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของผู้อาวุโสห้าวตี้ไม่กี่อีกใจเจ้ายวิ๋นก็มาถึงลานตำหนักเจ้าสำนัก หลินเจี่ยงและจื่อลู่กระโดดลงมาจากหลังพญาอินทรีย์เหล่าศิษย์ทยอยกระโดดตามพวกมันออกมา ในยามนี้ ณ ลานตำหนักเจ้าสำนักคับคั่งไปด้วยศิษย์จำนวนหนึ่งพันคน“ที่นี้คือลานศักดิ์สิทธิ์ห้าวิถี” ผู้อาวุโสห้าวตี้พลันเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึมบรรยากาศกดดันแผ่กระจายไปทั่วลาน
ชายวัยกลางคนสวมชุดสีทองกำลังยืนอยู่บนท้องฟ้า “อะไรกัน อะไรกันผู้อาวุโสห้าวตี้จะทำให้ศิษย์กลัวข้าทำไม” เสียงของชายชุดสีทองดังลั่นสะท้านฟ้าผู้อาวุโสห้าวตี้หันไปหาต้นเสียงพลันเร่งประสานมือ “คารวะเจ้าสำนัก” หลินเจี่ยงและจื่อลู่ให้สัญญาณเหล่าศิษย์พลันรีบประสานมือ“คารวะเจ้าสำนัก” เหล่าศิษย์ทั่วลานพลันคารวะเจ้าสำนักอย่างพร้อมเพียง
“เอาละ เอาละ ไม่ต้องมาพิธี วันนี้ข้าอยู่ได้ไม่นาน ข้าจะพูดสั้นๆเลยละกันภายในระยะเวลาหนึ่งปีนับจากนี้พวกเจ้าอาจเป็นกำลังหลักเป็นหน้าเป็นตาให้กับสำนักก็เป็นไปได้ พวกเจ้าจงหมั่นฝึกฝนและแข็งแกร่งให้มากกว่านี้…”เจ้าสำนักเอ่ยเสร็จพลันหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย