ตอนที่ 55 :บทกวีเจ็ดสังหาร
“วันนี้เจ้าฝึกฝนอาคมลัทธิเต๋าจนกลายเป็นปีศาจอีกทั้งฆ่าคนอย่างไรปราณี เจ้าเป็นศิษย์เอกของสำนัก......แล้วอย่างไรเล่า ! ”
หลินอี้มิเคยรู้สึกโมโหจนอยากฆ่าคนถึงเพียงนี้มาก่อน
ประโยคแรกในสัจธรรมของเส้นทางวรรณกรรมได้กล่าวเอาไว้ว่าปัญญาชนไม่ได้รับอนุญาต ให้ก่อนความวุ่นวายด้วยวรรณกรรม
ไม่ว่าปัญญาชนคนใดเมื่อเข้าสู่เส้นทางวรรณกรรม แก่นแท้ของการบำเพ็ญตนคืออ่านตำราของนักปราชญ์ฝึกกายบ่มเพาะจิตใจ เข้าสำนักศักดิ์สิทธิ์กำจัดปีศาจ ช่วยแคว้นผดุงความยุติธรรม
อาคมลัทธิเต๋าเป็นหายนะของโลก
หากมิมีเส้นทางวรรณกรรม โลกใบนี้ย่อมแตกสลายไปนานแล้ว
ปัญญาชนควรรู้เอาไว้ห้ามแตะต้องอาคมลัทธิเต๋าเป็นอันขาด
แม้ว่าหนทางเส้นทางวรรณกรรมจะยากลำบากอย่างมากมิเหมือนกับอาคมลัทธิเต๋าที่ฝึกฝนไม่กี่ปี ก็สามารถบดขยี้ปัญญาชนให้จมดินได้
แต่พลังของการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ก็สามารถขยายความปรารถนาของมนุษย์ออกไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด
สามารถทำให้คนไม่อาจควบคุมตนเองได้และอยากได้รับพลังที่ทรงพลังมากยิ่งขึ้น
สังหาร
กลืนกินจิตวิญญาณและเลือดเนื้อ
เป็นทางลัดเพียงหนทางเดียวในการได้รับพลังอันแข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว
แต่หนทางนี้
ได้ถูกกำหนดไว้ว่าเป็นเส้นทางที่ไม่ได้รับการยอมรับและมิเป็นที่ยอมรับของใต้หล้า...
แม้หลินอี้จะมิใช่นักปราชญ์แต่เฉินห้าวหลานฝึกฝนอาคมลัทธิเต๋า ควบคุมหยินเสิ่นในอาคมลัทธิเต๋าให้สังหารปัญญาชน
เขาไม่สามารถอดทนได้
วินาทีก่อนหน้านั้น
บัณฑิตเหล่านั้นยังคำนับสามคราวและโขกศีรษะคำนับเก้าครั้งให้แก่เขาและเรียกเขาว่าอาจารย์หลิน
วินาทีต่อมา
ในหมู่คนของพวกเขา กลับมีคนกลายเป็นศพที่เย็นชืดไปแล้ว
เป็นเพราะเฉินห้าวหลานไม่อาจทนรับความจริงได้คิดว่าตนนั้นมิอาจเทียบสู้เขาได้ และถูกเขาเหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้า
เขาสามารถมุ่งเป้ามาที่ตน
ตนก็จะสู้ไปจนถึงจุดจบ
แต่เฉินห้าวหลานกลับกระทำเรื่องที่มิสมควรมากที่สุดสังหารบัณฑิตของสำนักศึกษาด้วยหยินเสิ่นในอาคมลัทธิเต๋า
มนุษย์และเทพล้วนชิงชัง
“ฆ่า”
“ฆ่า”
มือของหลินอี้ถือพู่กันหมาป่าน้ำเงินห้าวหลานเจิ้งชี่ไหวเวียนที่ปลายพู่กัน และเขียนลงบนกระดาษซวนจื่ออย่างต่อเนื่องว่าฆ่า ฆ่า ฆ่า ฆ่า ฆ่า ฆ่า ฆ่า !
ฆ่าเจ็ดคำ
กึง
คำว่าฆ่าเจ็ดคำบนกระดาษซวนจื่อเปล่งแสงสีทองสว่างไสวขึ้นมาในพลัน และบานสะพรั่งในค่ำคืน
ทั่วทั้งลานสว่างไสวราวกับเป็นเวลากลางวัน
เจิ้งชี่ทะลวงเมฆ
“กรี๊ด...”
ซูเม่ยเอ๋อร์หยินเสิ่นในอาคมลัทธิเต๋าเพิ่งจะปรี่มาถึงหน้าหลินอี้ก็ต้องกรีดร้องขึ้นมาอีกครั้ง ภายใต้แสงสีทองที่บานสะพรั่งของห้าวหลานเจิ้งชี่
พลังของหยินเสิ่นที่ยุ่งเหยิงกวาดทั้งลานจนราบเรียบ
ภูเขาจำลองพังทลาย
ต้นไม้ล้มระเนระนาด
หน้าต่างแตกกระจุย
ลานเรือนตกอยู่ในความยุ่งเหยิงบัณฑิตสำนักศึกษาก็ประสบกับสายพลังนี้เช่นกัน จนล้มลงไปกับพื้นแต่ละคนต่างก็เท้าชี้ฟ้า และส่งเสียงโอดครวญไม่หยุด
“ท่านสามี...”
ซูเม่ยเอ๋อร์กรีดร้องหยินเสิ่นได้สลายหายไปอีกคราว
พรูด
ภายในหอตำราที่ปิดตาย เฉินห้าวหลานกระอักเลือดออกมาแต่เลือดเหล่านั้นกลับปลุกปั่นให้เขาบ้าคลั่งยิ่งขึ้น
ใบหน้าของเขาซีดเผือด ดวงตาแดงก่ำและกำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“แม้หยินเสิ่นของปีศาจจิ้งจอกเก้าหางจะสลายไปแต่ก็เป็นหยินเสิ่นในอาคมลัทธิเต๋าจากพู่กันของปัญญาชน นางเป็นอมตะ...”
“ในวันนี้ซูเม่ยเอ๋อร์รับใช้ผู้เฒ่าหยวนเสิ่น หยินเสิ่นออกจากร่าง และดูดกลืนพลังของปัญญาชน”
เฉินห้าวหลานเร่งพลังพรสวรรค์ทั่วทั้งร่างด้วยพลังของอาคมลัทธิเต๋า หลังจากที่เขียนข้อความนี้ลงไปก็มีพลังสีดำปรากฏขึ้นเหนือกระดาษซวนจื่อ
ฟิ้ว
พลังสีดำมุ่งหน้าไปทางประตูภูเขาของสำนักศึกษา
.....
“มาแล้ว”
ผู้เฒ่าหยวนเสิ่นที่ถูกกักขังไว้ในภูเขาหนังสือราวกับสัมผัสถึงอะไรบางอย่างได้ จึงหันหน้ามองไปทางสำนักศึกษาในพลัน
ณตรงนั้นมีพลังบริสุทธิ์หนึ่งสายทะลวงผ่านอากาศเข้ามา
“ดี ดีปัญญาชนฝึกฝนอาคมลัทธิเต๋า วิชาดึงวิญญาณนี้สำหรับจารึกแล้วนี่คือพลังพรสวรรค์ของปัญญาชน จึงมิมีทางถูกกำจัด...”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้เฒ่าหยวนเสิ่น
ในวินาทีต่อมา
พลังบริสุทธิ์ที่ตรงมาจากสำนักศึกษานี้เห็นได้ชัดว่ามาจากอาคมลัทธิเต๋า แต่ไม่ได้รับผลกระทบจากศิลาจารึกโดยสิ้นเชิง
และเข้าไปในภูเขาหนังสือทันที
พลังบริสุทธิ์ห่อหุ้มผู้เฒ่าหยวนเสิ่นเอาไว้ ลากเขาออกไปจากภูเขาหนังสือ และผ่านตรงไปยังสำนักศึกษา
กึง
แสงสว่างในศิลาจารึกดับสูญตำรานับหมื่นฉบับในภูเขาหนังสือหายลับไป และทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบ
.....
“พลังแห่งปัญญาชน เมื่อดูดกลืนพลังของผู้เฒ่าหยวนเสิ่นและด้วยการหลอมรวมของอาคมลัทธิเต๋าและหยินเสิ่นปีศาจจิ้งจอกเก้าหางภายใต้พู่กันนี้หลอมรวมเป็นอสูรฟ้าขั้นสามของอาคมลัทธิเต๋า...”
“อสูรฟ้าขั้นสามสังหารปัญญาชนในสำนักศึกษาทั้งหมด”
หลังเฉินห้าวหลานประพันธ์บทความเสร็จสิ้นแล้วก็กางสองแขนออก และหัวเราะขึ้นมาเสียงดัง
“ฮ่าฮ่า ๆ ...”
ในขณะเดียวกัน
ผู้เฒ่าหยวนเสิ่นถูกพลังบริสุทธิ์ดูดกลืนมามิได้จมดิ่งเข้าสู่เหวินกงของเฉินห้าวหลาน
และพลังพรสวรรค์ของบทความบนกระดาษซวนจื่อก็ปรากฏตัวขึ้นมาจากนั้นก็ห่อหุ้มร่างของเฉินห้าวหลานไว้ ราวกับรังไหมสีดำ
เพราะพลังพรสวรรค์ของเฉินห้าวหลานได้เปลี่ยนเป็นสีดำแล้ว
ภายในเหวินกง
ผู้เฒ่าหยวนเสิ่นยังไม่ทันจะได้หัวเราะร่าสีหน้าก็เปลี่ยนไปในพลัน และกล่าวขึ้นมาว่า “เฉินห้าวหลาน เจ้ากำลังทำอันใดเจ้าเขียนบทความอันใดกัน รีบปล่อยข้าออกไปสังหารเหล่าบัณฑิต สังเวยเลือดทั่วทั้งสำนักศึกษาผิงโจว และช่วยให้ข้าได้บรรลุระดับขั้นต่อไป”
“ฮ่าฮ่า ๆ ”
เฉินห้าวหลานหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง“ช่วยให้เจ้าบรรลุหยางเสิ่นขั้นต่อไป มิสู้ทำให้ข้าบรรลุอสูรฟ้าขั้นสามเสียเอง...ข้าและหยินเสิ่นซูเม่ยเอ๋อร์ภายใต้พู่กันนี้ ตอนนี้ก็ไม่อาจแยกจากกันได้อีกต่อไปและด้วยการดึงดูดจากหยินเสิ่นขั้นสี่ของเจ้า ข้าก็จะบรรลุอสูรฟ้าขั้นสามได้...ฮ่าฮ่าฮ่า”
“เจ้า... เจ้า... เจ้าหมาป่าชาติชั่ว”ผู้เฒ่าเดือดดาลขึ้นมาในพลันแต่แล้วก็พบว่ามิสามารถหยุดมันลงได้
เพราะเหวินกงของเฉินห้าวหลานเดิมทีนั้นเป็นพื้นที่สีขาวอันกว้างใหญ่ ใจกลางกระแสของรอยแตกเล็ก ๆ นั้นมีพลังมารกำลังไหลเข้ามาไม่หยุด
พลังมารกลายเป็นโซ่ตรวนสีดำผูกมัดผู้เฒ่าหยินเสิ่นเอาไว้ ต่อจากนั้นท่ามกลางเสียงด่าทอที่เดือดดาลและตื่นตระหนก...ร่างของเขาก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโซ่ตรวนไปแล้ว
.....
ด้านนอกหอตำรา
หลินอี้เก็บพู่กันเหงื่อไหลหยดจากหน้าผาก มองไปทางเรือนเล็กที่พังทลายเต็มสายตาจากนั้นก็หันมองไปทางบัณฑิตจากสำนักศึกษาที่ล้มนอนร้องโอดครวญอยู่บนพื้น
จิตใจที่สั่นไหวในที่สุดก็ได้ผ่อนคลายลง
“หยินเสิ่นของอาคมลัทธิเต๋าคงจะถูกกำจัดลงไปอีกคราวแล้ว...”
หลินอี้คิดเยี่ยงนี้อยู่ภายในใจเพียงแต่ยามมองเห็นศพที่กลายเป็นซากแห้งบนพื้น จิตใจของเขาก็ยังคงหนักอึ้ง
หากพวกเขาไม่ได้มาเรือนศิษย์ผู้สืบทอด
บางทีในชีวิตก็อาจจะมิพบเจอกับหายนะเยี่ยงนี้
“เหวินโป๋”
หลินอี้เอ่ยปากเรียก
“ขอรับ”
หลี่เหวินโป๋สะบัดไล่ฝุ่นตรงสะโพกจากนั้นก็วิ่งปรี่เข้ามา มองไปทางหลินอี้ด้วยสีหน้าชื่นชม “นายท่านจะรับสั่งอันใดหรือ”
“ไปแจ้งท่านคณบดีและท่านอาจารย์ให้มาที่นี่มาเปิดหอตำรา เฉินห้าวหลานฝึกฝนอาคมลัทธิเต๋า สังหารบัณฑิตของสำนักศึกษา...จะให้เรื่องนี้จบทั้งอย่างนี้มิได้”
หลินอี้ไม่ทราบว่าสถานการณ์ของเฉินห้าวหลานเป็นเยี่ยงไรแต่คาดว่าเขาน่าจะได้รับบาดเจ็บ
นอกเสียจาก...เขายังมีไพ่ตายอื่นอยู่อีก
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเยี่ยงไรก็ต้องเรียกคณบดีเจิ้งจือชิวและอาจารย์มาก่อน เพื่อมิให้เกิดอุบัติเหตุใด ๆ
“ขอรับ”
หลี่เหวินโป๋ได้ขอตัวออกไป
หลังจากที่เหล่าบัณฑิตสงบจิตใจลงแล้วต่างก็ลุกขึ้นยืนขึ้นมา และหันมองไปทางหลินอี้ทีละคนสายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยายออกมาได้
หลินอี้ในระดับผู้เบิกเนตรขั้นเก้าคาดไม่ถึงว่าด้วยสมบัติวรรณกรรมขั้นพิภพจะสามารถประพันธ์ภาพประดิษฐ์ที่สามารถสังหารหยินเสิ่นออกมาได้
อย่างน้อย... ก็ต้องเป็นบทกวีระดับทะลวงแดนที่มีระดับพรสวรรค์สูงถึงห้าถัง
จิตใจของพวกเขาถูกปกคลุมด้วยความตกตะลึงมาตั้งนานแล้ว
จิตใจแตกสลาย
หลินอี้ในระยะเวลาสั้น ๆเพียงไม่กี่วัน นับแล้วก็มีถึงสี่บทกวีที่มีพลังระดับตั้งแต่ทะลวงแดนพรสวรรค์ขึ้นไปความสามารถทางบทกวีนี้...
แน่นอนว่ามิเคยมีขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่สมัยโบราณ
“หลิน... อาจารย์หลินให้พวกข้าได้ชมภาพประดิษฐ์ได้หรือไม่”
ศิษย์ลำดับที่สี่แห่งสำนักศึกษาอย่างหวังฉุนมองไปทางหลินอี้ด้วยสีหน้าวิตกกังวล
เขาอยากชมต้นฉบับของภาพประดิษฐ์เสียเล็กน้อย
เพราะไม่เพียงแต่จะสามารถเพิ่มพลังพรสวรรค์ให้กับพวกเขาทั้งยังสามารถทำให้เกิดการตระหนักรู้มีประโยชน์อย่างมากในการฝึกฝนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
“อาจารย์หลิน”
“โชคดีที่อาจารย์หลินมีการตอบสนองที่รวดเร็วใช้สมบัติวรรณกรรมขั้นพิภพประพันธ์บทกวีจนสร้างภาพประดิษฐ์ขึ้นมาสังหารหยินเสิ่นได้...”
“อาจารย์หลิน...ให้พวกข้าชมต้นฉบับของกวีบทนี้ได้หรือไม่”
บัณฑิตคนอื่นเองก็ไม่อาจซ่อนความคาดหวังภายในใจเอาไว้ได้พวกเขาจ้องมองไปทางหลินอี้ตาเขม็ง ด้วยท่าทางกระตือรือร้น