The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 69 การแทนที่แห่งตำนาน

            ถึงจะเป็นผีแต่ก็จัดอยู่ในหมวดหมู่ของอสุรกาย สำหรับมิเนอร์วาที่เคยไปเยือนมาแล้วทั้ง 5 ภพภูมิ จึงพอจะเดาได้ถึงท่าทางประจบประแจงของอีกฝ่าย ที่กำลังทำอยู่อย่างกระตือรือร้น



            "เล่ามาทีละเรื่อง อยู่บนเรือนานแบบนี้ช่างน่าเบื่อนัก ข้าล่ะสงสารพวกเจ้าจริงๆ"



            มิเนอร์วารู้สึกเวทนาพวกเขาเป็นอย่างมาก จะอย่างไรก็เป็นครอบครัวเดียวกัน แล้วจะให้ทำเป็นไม่รู้สึกรู้สาชายหนุ่มย่อมทำไม่ได้ ถึงแม้ปากจะไม่พูดออกไป แต่ภายในใจก็ได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งอย่าง ต่อให้ทำไม่สำเร็จแต่ก็จะพยายามอย่างสุดความสามารถ อีกทั้งชายหนุ่มยังได้รู้บางอย่างเพิ่มเติมจากภาพตรงหน้า กัปตันผีตนนี้ดวงตาแดงขึ้นจนเป็นสีชมพู พร้อมกับน้ำตาที่เริ่มคลอเบ้า มันเม้มปากตัวเองปริ่มๆ ใกล้จะร้องไห้ออกมา



            "ห้ามร้องไห้เด็ดขาด! ผู้ที่สมควรเสียน้ำตาไม่ใช่เจ้า อดทนเข้าไว้ สักวันหนึ่งข้าจะนำอิสระที่แท้จริงมาสู่พวกเจ้า"



            เฮนดริกรีบกลั้นหายใจหลับตาเพื่อตั้งสติ ก่อนที่จะเริ่มเล่าเกี่ยวกับตำนานของเกาะแก้วเจ็ดสมบัติ และเรื่องอื่นๆ ที่ได้เกริ่นขึ้นมาก่อนหน้านี้ทีละเรื่อง การเดินเรือนั้นราบรื่นเฉกเช่นปกติกลางวันอยู่ใต้น้ำ กลางคืนก็ขึ้นมาชมจันทร์ ฟลายอิ้งดัตช์แมนล่องตะลุยท้าคลื่นลม ผจญภัยผ่านสภาพอากาศอันแปรปรวน นับเป็นเรื่องตื่นเต้นชนิดหนึ่งที่สามารถเก็บเป็นประสบการณ์ แล้วนำไปเล่าถ่ายทอดให้ผู้อื่นฟังได้เช่นกัน มีอยู่ครั้งหนึ่ง มิเนอร์วาที่กำลังนอนรับลมอยู่บนเปลที่เดิมอย่างอารมณ์ดี กะลาสีตาเดียวผู้หนึ่งก็ตะโกนลงมาจากยอดเสากระโดง บอกว่าด้านหน้ามีกลุ่มเมฆดำลอยต่ำ อีกทั้งยังมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ



            ต้นหนเรือผู้ที่ทำหน้าที่ขีดเข็มเดินเรือ และจัดการเรื่องสมบัติ มันรีบคำนวณหาเส้นทางที่ดีที่สุด แล้วนำมาบอกปรึกษากัปตันเรือ เฮนดริกนอกจากจะไม่หลบแล้ว ยังกำชับอย่างเด็ดขาดให้เดินเรือฝ่าเข้าไปอย่าเปลี่ยนเข็ม แม้ในยามปกติตอนอยู่กับมิเนอร์วาจะนอบน้อม แต่หากเป็นเรื่องจริงจังอีกฝ่ายกลับเปลี่ยนเป็นคนละคน กล้าคิดกล้าตัดสินใจ เพื่อเป้าหมายแล้วจะทำทุกอย่างให้ได้มา ชายหนุ่มอมยิ้มพึงพอใจที่มองคนไม่ผิด



            สิ่งนั้นย่อมแน่นอนเป็นเพราะเฮนดริกนั้น แม้ในยามที่มีชีวิตอยู่ ก็ห้าวหาญล่องเรือเย้ยฟ้าท้าคลื่นลมอยู่ตลอด จึงย่อมไม่หวาดกลัวภัยอันตรายใด หากหวาดกลัวเพียงสักนิดก็คงไม่ลงเอยเช่นนี้แล้ว มิเนอร์วาทำเพียงคิดแต่ไม่ได้พูดออกไป มองดูทุกคนทำงานอย่างขยันขันแข็ง ส่วนตนเองก็ยังคงนอนอยู่ที่เดิม ทันทีที่หัวเรือเข้าสู่ระยะของมรสุมลูกนี้ ก็บังเกิดสายฝนตกใส่อย่างรุนแรง สายลมกรรโชกพัดใส่เสากระโดงสูงทั้งสาม ที่กำลังถูกเหล่ากะลาสีขยับใบเรือขึ้นเก็บ ไม่ให้ต้านรับกับสายลมที่กรรโชก



            สายน้ำกระเซ็นที่กระทบกับตัวเรือได้กระจายเป็นละอองฝอยมาทางมิเนอร์วา แต่ทันทีที่สัมผัสเข้ากับร่างกายที่เปล่งแสงเก้าสีจางๆ นั้น ก็ได้ระเหยหายไปไม่อาจเข้าใกล้ ในขั้นเหนือมนุษย์ของมิเนอร์วานี้ ย่อมไม่ไร้พิษสงพึ่งแต่ปัญญาเพียงอย่างเดียวเฉกเช่นสมัยก่อนอีกแล้ว นับตั้งแต่ได้รับมรดกแห่งพุทธะที่มีความเข้ากันได้กับเส้นทางชะตาของตนเอง พัฒนาการที่มีจึงก้าวกระโดดเรียกได้ว่าเรียนรู้มาถูกทาง



            ทิศหัวเรือขณะนี้กำลังยกสูงชี้ขึ้นฟ้าก่อนที่จะทิ้งตัวลงกระทบผิวน้ำอย่างรุนแรง เสียงปึงปังของคลื่นปะทะดังแทบไม่เว้นช่วง สายฟ้าก็ฟาดผ่าเป็นระยะ ทั้งตื่นตาและตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง ชายหนุ่มย่อมไม่กลัวว่าเรือลำนี้จะอับปาง เพราะสตรีนางนี้นั้นไม่ธรรมดาสามารถล่องได้ทั้งในน้ำและบนบก เรียกได้ว่าหากนางไม่อยากจมลงไป ก็ยากที่จะมีผู้ใดมาบังคับขืนใจได้



            "นายท่านดูเหมือนด้านหน้าจะเป็นวาฬโมบี้ ทายาทรุ่นหลังของตำนานอย่างโมบี้บิ๊ก น้ำมันที่ได้จากพวกมันมีราคาแพงมากกว่าปกติถึงสิบเท่า ท่านอยากจะลองล่ามันดูหรือไม่?"



            กัปตันเรือเอ่ยอธิบายสถานการณ์โดยรวม รวมถึงเสนอแนะเนื่องจากเห็นว่าอีกฝ่ายชอบเรื่องทำนองนี้



            "มันไม่ได้ทำอะไรให้เจ้า เจ้าจะไปล่ามันทำไม… แล่นผ่านไปก็พอแล้ว อีกอย่างวาฬแค่ตัวเดียวถึงกับเกิดมรสุมรุนแรงเช่นนี้เชียว?"



            มิเนอร์วาไม่ได้สนใจเงินทองของเล็กน้อยจากการพรากชีวิตของผู้อื่น อีกทั้งยังเป็นการผูกกรรมจองเวรกันด้วยประโยชน์เพียงเล็กน้อย นั่นย่อมไม่คุ้มค่า สิ่งที่ชายหนุ่มให้ความสนใจจริงๆ คือมรสุมรุนแรงที่เผชิญอยู่ในตอนนี้ต่างหาก ถ้าจะบอกว่าบังเอิญเกิดมรสุมรุนแรงขึ้นพอดี อีกทั้งยังบังเอิญเจอทายาทรุ่นหลังของวาฬในตำนาน และเรือที่ตนโดยสารมาก็บังเอิญมาอยู่ตรงนี้พอดี ความบังเอิญที่มากเกินไปย่อมกลายเป็นความไม่บังเอิญในสายตาของชายหนุ่ม



            ยิ่งเรือลอยเข้าไปลึกมากเท่าไหร่ท้องทะเลยิ่งบ้าคลั่ง ขณะนี้ทะเลโดยรอบเริ่มเกิดวังน้ำวน ในที่ไกลก็มีพายุงวงช้างหมุนพัดจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า แม้ความเร็วของฟลายอิ้งดัตช์แมนจะช้าลง แต่ก็ยังคงแล่นฝ่าต่อไปอย่างห้าวหาญไร้ซึ่งจิตกลัวเกรง จนตามมาถึงด้านหลังของวาฬโมบี้ที่กำลังเกรี้ยวกราด ทันทีที่วาฬหัวทุยตัวยักษ์สัมผัสได้ถึงผู้มาใหม่ มันพลิกตัวม้วนแล้วกระโดดขึ้นเหนือผิวน้ำ หมายจะใช้ร่างของตัวเองเบียดชนฟลายอิ้งดัตช์แมนให้อับปาง ร่างกายของมันมีขนาดใหญ่โต บดบังจนเกิดเป็นเงาดำมืดปกคลุมไปทั่วลำเรือ ชายหนุ่มที่เห็นภาพนี้มุ่นคิ้วลงด้วยความไม่พอใจ และตะโกนขึ้นเอ่ยเตือนเสียงดัง



            "ข้าแค่ผ่านทางมาแล้วก็กำลังจะผ่านไป ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเกรี้ยวกราดเพราะสาเหตุใด แต่ขอเตือนไว้ว่าอย่าได้มายุ่งกับพวกข้า!"



            วาฬยักษ์ไม่แม้แต่จะเปลี่ยนท่าที ร่างของมันตกลงมาโดนกราบเรือฝั่งซ้ายอย่างรุนแรง ฟลายอิ้งดัตช์แมนถึงกับโยกเอียงจนข้างเรือกราบซ้ายเกือบขนานไปกับผิวน้ำทะเล แต่ละชีวิตต่างก็พากันหาที่ยึดจับ ในขณะที่เรือใบสามเสาลำนี้ปลิวออกไปตามแรงปะทะเกือบโดนทับจนต้องอับปางจมลง วาฬโมบี้ลอยตัวขึ้นมาหยุดอยู่นิ่งๆ เหนือผิวน้ำ มีเพียงส่วนหัวที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นและดวงตาอันบ้าคลั่ง ซึ่งกำลังจดจ้องมาทางฟลายอิ้งดัตช์แมนที่อยู่ไกลออกไป



            "เดรัจฉาน! ถึงจะฟังคำพูดข้าไม่ออก แต่เจ้าก็น่าจะสัมผัสได้ถึงคำเตือนของข้า นอกจากไม่หยุดแล้วยังกล้าลงมืออีก!"



            มิเนอร์วาพยายามควบคุมอารมณ์ ไม่อยากลงไม้ลงมือกับสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาตรงหน้า แต่อีกฝ่ายหาได้แยแสยังเยาะเย้ยด้วยการพ่นน้ำออกจากหลังหัว ชายหนุ่มเองก็เหลืออดแล้ว รู้สึกว่าต้องสั่งสอนสักหน่อยให้รู้สำนึก จึงเดินไปที่ดาดฟ้าหัวเรือคว้าฉมวกเหล็กขนาดเท่าแขนเด็กยกขึ้นง้าง จากนั้นจึงเสือกส่งพุ่งหลาวออกไปจนสุดแรง วาฬยักษ์เองก็พยายามจะพลิกตัวหลบ แต่ร่างกายใหญ่โตของมันคือเป้านิ่งชั้นดี ที่ไม่ว่าจะแทงมาจากทิศทางไหนก็ย่อมเห็นผล



            ปลายแหลมของฉมวกเหล็กปักเข้าที่ส่วนหนึ่งทางด้านหลังของวาฬยักษ์ เชือกที่มัดอยู่กับด้ามฉมวกถูกดึงจนขึงตึง เนื่องจากการหายตัวลงไปซ่อนใต้ทะเลของอีกฝ่าย ฟลายอิ้งดัตช์แมนจึงถูกลากไปตามทิศที่อีกฝ่ายมุ่งหน้าไป โผล่ขึ้นมาหาใจทีไรเป็นอันต้องโดนฉมวกหนึ่งเล่มพุ่งปักอยู่ตลอด ด้วยต้องการเสริมสร้างความเหนียวแน่นไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ เฮนดริกเองก็เดินมายืนอยู่กับมิเนอร์วา คอยยื่นฉมวกเหล็กให้แก่อีกฝ่าย ทำหน้าที่บริการคอยเอาใจอย่างต่อเนื่อง



            เนื่องจากไม่ได้เป็นเรือที่ใช้สำหรับล่าวาฬโดยเฉพาะ ฉมวกที่มีอยู่จึงมีเพียงไม่กี่เล่มเท่านั้น ชายหนุ่มได้ใช้ฉมวกที่มีทั้งหมดปาพุ่งปักไปทั่วลำตัวอีกฝ่าย หลังจากนั้นจึงเป็นการปลุกปล้ำ โดยฝ่ายหนึ่งลาก อีกฝ่ายก็ลอยเกาะติดตามไปตลอดทาง มีบ้างที่วาฬโมบี้ดำลงไปใต้น้ำลึก แต่นั่นย่อมไม่นับเป็นอะไรได้ เพราะฟลายอิ้งดัตช์แมนนั้นสามารถดำตามลงไปได้เช่นกัน การยื้อยุดฉุดกระชากนี้กินเวลาอยู่หลายวัน ชายหนุ่มสัมผัสได้ว่าวาฬยักษ์โมบี้ตัวนี้ ใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว ต้องหมดแรงพ่ายแพ้ต่อการสั่งสอนในครั้งนี้อย่างแน่นอน



            แต่ในขณะนั้นเอง มิเนอร์วากลับสัมผัสได้ถึงความกระวนกระวายใจของเหล่าลูกเรือ จึงแหงนหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบน เมฆดำมรสุมขนาดมหึมาที่ปรากฏตลอดหลายวันที่ผ่านมาเริ่มจางหายทีละน้อย เผยให้เห็นแสงรำไรด้านหลังที่เตรียมพร้อมสาดส่องลงมา ชายหนุ่มยิ่งมายิ่งสัมผัสได้ถึงความกริ่งเกรงของเหล่าลูกเรือ ผู้มีผิวหนังไม่ถูกโรคกับแสงแดดก็เริ่มลนลานทำตัวไม่ถูก



            หากจะให้ล้มเลิกในตอนนี้แล้วดำลงน้ำไป ก็จะกลายเป็นการทำให้วาฬยักษ์ได้พักหายใจ ยิ่งไม่มีมวลเมฆมรสุมคอยบดบังแสงแดด เช่นนั้นคงลำบากขึ้นไม่น้อย มิเนอร์วาจึงตัดสินใจชี้นิ้วไปด้านหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว เอ่ยสั่งหวังปลุกใจเหล่าลูกเรือที่กำลังหวั่นวิตกในแสงแดด ซึ่งใกล้จะสาดส่องลงมาอยู่เต็มที



            "อย่าตัดเชือกหรือยอมปล่อยผู้ที่ท้าทายพวกเจ้าให้จากไป อย่าได้เกรงกลัวต่อภัยอันเล็กจ้อยที่กำลังจะมาเยือน ข้าไม่ได้ต้องการเงินทองหรือซากร่างของมัน แต่นี่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและการแทนที่แห่งตำนาน หอกแห่งข้าจักสั่งสอนตัวมันผู้โง่เขลา ชัยชนะของพวกเจ้าในครั้งนี้จะถูกเล่าขานต่อไปอีกนานแสนนาน นามแห่งซัลวาโตเรผู้ไล่ล่าตำนาน ชื่อนี้จะสืบทอดต่อไปตราบเท่ากัลปาวสาน!"



            "ฮู่ว์!"



            สิ้นเสียงมิเนอร์วาก็ปรากฏเสียงสูดลมหายใจครึ่งปอดของเหล่าลูกเรือ ที่ตอบรับเสียงดังอย่างฮึกเหิมกระจายไปทั่วท้องทะเล จะมีใครบ้างที่ไม่รู้สึกคึกคัก เมื่อได้ทราบว่าตนเองนั้นกำลังจะสร้างตำนานบทใหม่ เป็นตำนานที่จะอยู่บนท้องทะเลอันกว้างใหญ่ผืนนี้ไปอีกนานแสนนาน วาฬโมบี้นั้นก็รู้ตัวเองดี ว่าเรี่ยวแรงที่เคยมีใกล้จะหมดลงแล้ว ยิ่งได้ยินเสียงเฮคึกคักของผู้ไล่ล่า จึงหยุดดิ้นรนด้วยยอมจำนนแล้ว



            วาฬโมบี้เป็นสัตว์ฉลาด มันไม่รู้สึกถึงจิตสังหารของผู้ที่ยืนจ้องมันตรงหัวเรือ ในแววตาของชายหนุ่ม มีเพียงความต้องการสั่งสอนให้หลาบจำเท่านั้นที่มันสัมผัสได้ จึงอ้าปากส่งเสียงร้องขอความเมตตา ดังกังวานไปทั่วทุกยอดคลื่นและผืนนภากาศ



            "เปลี่ยนไปเดินเรือใต้น้ำ!"



            มิเนอร์วาเองก็ประหลาดใจเล็กน้อย แต่แสงแดดเริ่มสาดแสงลงมาแล้ว ไม่มีเวลาให้มัวคิดมาก ชายหนุ่มมองออกว่าวาฬหัวทุยตัวนี้ยอมแพ้แล้วจริงๆ ไม่ได้แกล้งยอมจำนนเพื่อตลบหลังอย่างแน่นอน เมื่อสิ้นเสียงคำสั่งฟลายอิ้งดัตช์แมนลำใหญ่ก็มุดหัวลงน้ำทันที หากมองจากที่ไกลจะเห็นปลากระโทงปีศาจกระโดดมุดน้ำ วาฬโมบี้เองก็ดำน้ำตามเช่นกัน มันว่ายลากเรือใบสามเสาลำนี้ตรงไปยังทิศที่อีกฝ่ายต้องการ จนกระทั่งยามค่ำคืนมาเยือนอีกครั้ง จึงค่อยโผล่ขึ้นมาหายใจ



            ต้นเรือที่ได้รับคำสั่งจากมิเนอร์วาเองก็รีบกำชับ มอบหมายงานให้สรั่งเรือปีนขึ้นไปถอนฉมวกทั้งหมดออกมา พร้อมกับการปฐมพยาบาลโดยใช้โอสถรักษาของมิเนอร์วา แต่ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังช่วยเหลือกันอยู่นั้นเอง เสียงตูมตามดังก้องสนั่นฟ้าหลายครั้งติดต่อกันก็ได้ดังขึ้นจากที่ไกล ปรากฏลูกเหล็กกลมขนาดเท่าผลแตงโมหลายลูก ที่ถูกส่งมาอย่างต่อเนื่องและรุนแรง พร้อมกับการระเบิดขึ้นทันทีที่สัมผัสโดนลำตัวของวาฬโมบี้ และเรือฟลายอิ้งดัตช์แมน



            เนื่องจากต้องสาปให้เป็นอมตะฆ่าไม่ตาย สตรีนางนี้จึงรักษาซ่อมแซมตัวเองอย่างว่องไว มิเนอร์วาหันขวับไปยังทิศทางต้นเหตุอย่างเดือดดาล วาฬโมบี้ร้องครางอย่างเจ็บปวดเนื่องจากยังคงมีอ่อนล้าตกค้างไว้ ความบังเอิญที่ผิดปกติยามนี้ได้ปรากฏตัวแล้ว เดาได้ทันทีว่าพวกมันแอบตามมาอย่างเงียบๆ หลอกให้ทั้งสองต่อสู้ห้ำหั่นกันเองอยู่นาน เมื่อทั้งคู่หมดแรงย่อมเป็นโอกาสให้พวกมันลงมือ ที่ท้องทะเลด้านนั้นปรากฏเรือใบขนาดสามเสาเช่นกัน แต่มีความยาวน้อยกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับฟลายอิ้งดัตช์แมน เสียงคึกคักดังก้องลอยมาตามลม ที่ยอดเสากระโดงชักธงรูปฉลามอ้าปากคาบหัวกะโหลกไขว้



            "นั่นฉลามคลั่ง ชาร์กัล ราชาโจรสลัดลำดับ 8!"



            "ถ้าเช่นนั้นก็จงชักใบเรือเสีย นี่คือภารกิจแรกของหอกแห่งความลับ คาโปเดชินา! หากข้าต้องการเขี้ยวฉลามตัวนั้น พวกเจ้าสมควรต้องทำเช่นไร?"



            ชายหนุ่มเอ่ยถามผู้ถือหอกแห่งความลับด้วยอารมณ์อันขุ่นมัว อีกฝ่ายโค้งตัวให้และชักดาบตะโกนก้อง



            "กะลาสีเข้าประจำตำแหน่ง!... วันนี้เราจะกินฉลามเป็นมื้อดึก ผู้ใดนำตัวฉลามบ้านั่นมาให้ข้าได้ ไม่ว่าเป็นหรือตายจะได้รับส่วนแบ่งมากที่สุด"



            "ฆ่า!"



            เสียงตอบรับของฝั่งนี้เองก็ดังขึ้นไม่แพ้เสียงกู่ร้องของอีกฝ่าย แม้ชาร์กัลจะเห็นว่าเรือที่อยู่ตรงนี้คือฟลายอิ้งดัตช์แมน แต่มันก็หาได้หวาดกลัวไม่ จะอย่างไรก็เคยบุกตะลุยมาอย่างโชกโชน จนได้รับการเรียกขานว่าเป็น 1 ใน 9 ราชาโจรสลัด ย่อมต้องมีสมบัติหรือพลังที่ใช้ต่อต้านภูตผีวิญญาณ ไหนจะปืนใหญ่หลายกระบอกนั่นอีก สิ่งนี้เป็นวิทยาการที่แม้แต่มิเนอร์วาก็ไม่เคยได้พบเห็น ชายหนุ่มเคยเข้าใจว่าตนเองนั้น เป็นผู้ประดิษฐ์อาวุธปืนขึ้นมาเป็นคนแรกของแทนลายัส



            แต่เมื่อมาเห็นชาร์กัลใช้ปืนใหญ่ยิงกระสุนระเบิดออกมา ดูเหมือนความคิดที่เคยมีจะผิดถนัด เป็นคนแรกของแทนลายัสนั้นถูกต้องแล้ว หากแต่แท้จริงแล้วในมุมหนึ่งมุมใดของโลกอันกว้างใหญ่แห่งนี้ ย่อมต้องมีวิทยาการมากมายที่ถูกพัฒนาขึ้น อาจจะมีความเหมือนคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง ดังเช่นปืนขนาดพกพาของชายหนุ่ม และปืนใหญ่บนเรือฉลามคลั่งกระบอกนั้น แต่สิ่งนั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า ในประเทศเล็กๆ อย่างแทนลายัสนั้น ชายหนุ่มคือผู้คิดค้น และพัฒนาอาวุธปืนนี้ขึ้นมา จนกระทั่งสามารถพกพาติดตัวได้ใช้งานสะดวก



            ฟลายอิ้งดัตช์แมนเนื่องจากเป็นเรือต้องสาป ปืนใหญ่และลูกกระสุนคือสิ่งไม่จำเป็นต้องมีให้หนักเรือ เมื่อเรือแล่นเข้าสู่ระยะโจมตี กัปตันเรือก็สั่งให้หันข้างเรือกราบซ้ายใส่ศัตรู ตามมาด้วยการกระหน่ำยิงหอกแหลมจำนวนมากพุ่งเข้าปักเรือฉลามคลั่ง ราวกับถูกตัวเม่นสลัดขนปักคาไว้ วาฬโมบี้เองหมดเรี่ยวแรงได้แต่ลอยตัวมองจากที่ไกล เรือสามเสาทั้งสองลำแล่นคู่ตีขนานผลัดกันยิงรุกรับไม่หยุดหย่อน ถึงแม้ฟลายอิ้งดัตช์แมนจะรักษาซ่อมแซมตัวเองได้ แต่ก็ยังคงต้องใช้เวลา



            การบุกถล่มยิงอย่างต่อเนื่องจากอีกฝ่าย จึงทำให้เกิดจุดอ่อนขึ้นอย่างยากหลีกเลี่ยง แต่โชคยังดีที่บนเรือลำนี้มีมิเนอร์วาโดยสารมาด้วย ผนึกแปดวิถีถูกสำแดงพลัง ปรากฏด้ายดำจำนวนนับไม่ถ้วนลอยกระจายไปทั่วอากาศ พวกมันม้วนรัดพันกันถักทอจนกลายเป็นตาข่ายสีดำขนาดใหญ่ ปกป้องจุดสำคัญของฟลายอิ้งดัตช์แมนเอาไว้อย่างปลอดภัย



            ชาร์กัลผู้นี้มีลำตัวเป็นมนุษย์ร่างกายกำยำ แต่ส่วนศีรษะกลับเป็นฉลามดุร้าย ทั่วร่างปรากฏรอยสักเต็มทั่วตัว ให้ความรู้สึกโหดเหี้ยมอำมหิตต่อผู้พบเห็น แต่ย่อมไม่ส่งผลกับมิเนอร์วาที่ผ่านประสบการณ์มามากมาย หลังจากยืนปลงตกให้กับการเป็นกบก้นบ่อ ชายหนุ่มและอามูร์ก็ทำเพียงแค่ป้องกัน ไม่ได้ต้องการจะลงมือช่วยโจมตี หวังให้คาโปเดชินา และเหล่าโซลดาโต้ได้แสดงฝีมือออกมาอย่างเต็มที่ กองทัพที่เก่งฉกาจเพียงแค่ตัวแม่ทัพย่อมไร้ค่า เมื่อต้องพบเจอกองทัพเก่งกล้าที่แท้จริง



            ดังนั้นนี่จึงถือเป็นการฝึกฝนรูปแบบหนึ่ง ไม่มีสงครามน้ำลายหรือการเจรจาใดให้เสียเวลา ต่างฝ่ายต่างก็งัดเอาความสามารถทั้งหมดที่ตนมีออกมาใช้ ชิงไหวชิงพริบกันจนกระทั่งเป็นฝ่ายเฮนดริกที่ได้เปรียบ พาดกระดานยาวรวมไปถึงตะขอเกี่ยวเชือกยึดโยงลงไปบนเรือฉลามคลั่ง กองทัพภูตผีต่างก็เฮโลข้ามไปยังดาดฟ้าของเรืออีกลำ พวกที่โดนกระแทกตกน้ำก็ตะเกียกตะกายปีนขึ้นเรืออีกฝ่าย ด้วยหมายจะยึดครองให้เสร็จสรรพ



            ลูกเรือฝั่งฉลามคลั่งเองก็ไม่ยินยอมที่จะยืนรอรับความตายอยู่เฉยๆ แต่ละคนต่างก็ชักอาวุธของตัวเองขึ้นมาฟาดฟันศัตรูผู้บุกรุก ถึงจะไม่สามารถทำให้ลูกเรือฟลายอิ้งดัตช์แมนสิ้นใจลงได้ แต่ก็สามารถหยุดการคุกคามจากอีกฝ่ายได้บ้างพอได้พักหายใจ ด้วยร่างกายที่ส่วนใหญ่มักจะมีจุดเปราะบางเป็นกระดูก จึงทำให้ง่ายต่อการถูกทุบทำลาย อีกฝ่ายจึงใช้จุดอ่อนนี้ให้ได้เปรียบ เมื่อมีจุดอ่อนย่อมมีจุดแข็ง หลังจากที่ถูกทุบทำลายอย่างต่อเนื่อง



            ภูตผีเหล่านี้บ้างก็ยกหัวขึ้นมาต่อกลับเข้าที่ บ้างก็ขว้างปาแขนตัวเองใส่ศัตรู ก่อนที่จะเก็บกลับมาต่อให้อยู่ในสภาพเดิม การศึกบนเรือโคลงเคลงนั้นค่อนข้างลำบากสำหรับผู้ที่ไม่ชำนาญ มันเป็นเรื่องของศาสตร์แห่งการทรงตัว และศิลปะแห่งการใช้แรง เพื่อค้ำยันร่างกายให้สามารถยืนพลิ้วไปมาตามลูกคลื่น ที่ยกลำเรือให้สูงบ้างต่ำบ้างเป็นครั้งคราว ในตอนนี้ดูเหมือนแม้แต่ตัวกัปตันชาร์กัลเอง ก็เริ่มที่จะรับรู้ได้ว่าฝ่ายตัวเองนั้นเสียเปรียบ



            จะอย่างไรพวกมันก็ยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถตกตายได้ ไม่เหมือนกับลูกเรือฟลายอิ้งดัตช์แมน ที่สามารถหยัดยืนกลับมาได้ทุกครั้งที่ล้มลง การศึกยืดเยื้อทำให้ลูกเรือฉลามคลั่งถูกบั่นทอนแรงกาย และแรงใจไปทีละน้อย ชาร์กัลจอมคลั่งถึงแม้จะเจ็บใจที่พลาดโอกาสในครั้งนี้ แต่ตัวมันเองก็ไม่โง่พอที่จะยืนอยู่เฉย จึงรีบสั่งให้ลูกเรือทุกนายปลดสิ่งพันธนาการของเรือฟลายอิ้งดัตช์แมนทั้งหมดออก และเตรียมล่องเรือเพื่อหลบหนี แต่ไหนเลยเฮนดริกจะยอมยืนมองอีกฝ่ายจากไปอย่างง่ายดายปานนั้น



            กัปตันแห่งเรือฟลายอิ้งดัตช์แมนกระโดดหนึ่งที ร่างก็ปรากฏตัวขึ้นที่กลางดาดฟ้าเรือฉลามคลั่ง พร้อมเสียงเหยียบยืนที่ทึมทึบก้องกังวาน เกิดสายลมกดดันมาจากร่างกายของคาโปเดชินาผู้นี้ แผ่ออกมาโดยรอบต้องการสยบผู้อ่อนแอที่อยู่ใกล้ หมายให้ล้มลงหมดสติในทันที นี่เป็นครั้งแรกที่มิเนอร์วาได้เห็นฝีมือของที่แท้จริงของผู้ถือหอกแห่งลับ 'ร้อยร่างวิญญาณหลอน' อันเป็นทักษะประจำตัวของเฮนดริกได้ถูกใช้งานออกมา



            เกิดเป็นเงาร่างวิญญาณพยาบาทจำนวนมากโผล่ออกมาจากทางด้านหลัง ที่มาพร้อมเสียงโหยหวนอาฆาต บ้างมองยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ บ้างดูดุร้ายจนน่ากลัว วิญญาณแต่ละตัวที่ปรากฏขึ้นมานี้ คือเหล่าดวงวิญญาณที่สิงสู่อยู่ภายในเรือฟลายอิ้งดัตช์แมน และมีเพียงกัปตันเรือเท่านั้นที่สามารถบัญชาได้ตามใจนึก พวกมันพุ่งผ่านสิงร่างกายใด มันผู้นั้นเป็นต้องร่างเหี่ยวแห้งด้วยพลังชีวิตถูกสูบกลืน



            มิเนอร์วาต้องยอมรับว่าพลังเช่นนี้นั้นค่อนข้างขี้โกงเลยทีเดียว โจมตีให้โดนร่างวิญญาณนั้นว่ายากแล้ว แต่การปกป้องตัวเองไม่ให้ถูกดูดวิญญาณนั้นยากกว่า หากไม่เป็นเพราะชายหนุ่มมีภูมิคุ้มกันทางด้านนี้ตั้งแต่แรก เกรงว่าในตอนที่เจอกันครั้งนั้นคงได้เป็นศพที่เหลือเพียงแค่หนังหุ้มกระดูก ล่องลอยเคว้งคว้างเป็นอาหารปลาอยู่ที่ไหนสักแห่ง ที่ใต้ท้องทะเลอย่างแน่นอน

    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน