เด็กชายและตำนานหมาป่า

    เด็กชายและตำนานหมาป่า (จบ)

    มีตำนวนกล่าวว่าในคืนที่พระจันทร์เปลี่ยนเป็นสีแดง มีจะฝูงหมาป่าขนาดใหญ่ออกไล่ล่าทุกสิ่งมีชีวิด  หมาป่าแต่ละตัวตัวใหญ่เท่ากับหมี  และทุกคนอยู่ใต้จ่าฝูงที่ตัวใหญ่ที่สุด  ตัวมันใหญ่เท่าช้าง  ดวงตาสีแดง กรงเล็บและขนทำทั้งตัว  ภายใต้เขี้ยวและกรงเล็บนี้เท่าสิ่งมีชีวิตล้วนเท่าเทียม  ไม่ว่าจะเป็นเสือ หมี หรือแม้แต่มนุษย์ ทุกสิ่งจะถูกไล่ล่าและสังหารจนสิ้น

    ตำนานเรื่องนี้เล่าในหมู่บ้านเล็กๆหมู่บ้านหนึ่ง  เด็กชายยากไร้คนหนึ่งเขามั้งให้แม่ของเขาที่ป่วยเล่านิทานให้ฟังเสมอ  เด็กชายอาศัยอยู่กับแม่แค่สองคน  แม่ของเขาป่วยจนได้แต่นอนพักบนเตียง  กิจการที่พวกเขาสามารถทำด้วยกันได้คือการเล่านิทานก่อนนอน  เพราะความจนของพวกเขาทำให้ไม่มีหนังสือนิทานเยอะนักมีเพียงสามเล่มที่อ่านเวียนกันไป  มีทั้งเรื่อง เด็กชายและลูกแก้ววิเศษ  อัสวินผู้ล้มเหลว และ นิทานตำนานหมาป่า  เป็นเรื่องปวดของเด็กหนุ่ม แม้แม่ของเขาจะบอกว่ามันดูโหดร้ายไปหน่อยสำหรับเรื่องก่อนนอน  แต่สำหรับเด็กชายเรากลับชื่นชอบมันพิเศษ  

    เด็กชายต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปขออาหารจากโบสถ์เพื่อ ไว้ให้แม่ทานตอนกลางวัน หลังจากกลับจากโบสถ์แล้วเขาจะทำอาหารเช้าเตรียมให้แม่ของเขา หลังจากจากที่ทำอาหารเสร็จแล้ว เขาจะเตรียมนำให้แม่ของเขาล้างหน้า และเปลี่ยนเสื้อผ้าให้แม่ของเขา  ก่อนจะนำอาหารเช้ามาให้  เด็กชายจะรอจนแม่ของเขาทานข้าวเสร็จแล้วเก็บจานและช้อนใส่ถังเตรียมล้าง หลายครั้งแม่ของเขามักบอกให้เด็กชายไปทำธุรได้ไม่จำเป็นต้องรอ  แต่เด็กชายไม่อยากให้มีจานที่ทานข้าวเสร็จแล้ววางไว้ใกล้แม่ของเขาเกินไป  เพราะมันอาจพามดมากัดแม่ของเขาได้ เด็กชายมันนำเอาอาหารจากโบสมาวางใกล้กับแม่เขาในระยะที่แม่ของเขาสามารถใช้ไม้หรือมือเอื้อมไปถึง

    หลังจากเด็กชายดูแลแม่เขาเสร็จแล้ว  เขาจะเข้าป่าไปเก็บของป่าเพื่อไว้ทำอาหาร บางครั้งเขาก็มีผู้ใหญ่มาจ้างในช่วยเก็บผักผลไม้ บางครั้งพวกเขาก็จ้างให้งานเล็กๆน้อยๆทำ  ถ้าโชคดีได้งานเด็กชายก็ไม่ต้องไปเสี่ยงอันตรายในป่า   พอตกเย็นเด็กชายก็จะกลับมาบ้านทำอาหารให้แม่ของเขาก่อน  หลังจากที่แม่เขาทานอาหารเสร็จ  เขาก็จะใช้ผ้าชุบนํ้าเช็ดเนื้อเช็ดตัว  ถ้าวันไหนที่อากาศร้อนเหงื่อของแม่เขาออกมากกว่าปกติ  เขาก็จะพาแม่ของเขาไปอาบนํ้า หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับแม่ของเขาแล้ว  เขาก็จะทำความสะอาดจานชามและบ้าน และ เด็กชายก็จะมานั่งฟังนิทานจากแม่ของเขาทุกวัน  

    หลายครั้งเด็กชายมันเสียเงินไปกับค่ายาของแม่เขาเพราะสภาพการเงินทำให้เธอไม่สามารถได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง  ทุกครั้งที่เด็กชายต้องเข้าป่าเขามักต้องเดินผ่านเด็กๆรุ่นเดียวกับเขาที่ได้เรียนหนังสือ และ ฝึกฟันดาบ เด็กบางคนอยากเป็นนักปราชญ์บางคนก็อยากเป็นอัศวิน  เด็กชายดำเนินชีวิตวันแล้ววันเล่าซํ้าไปซํ้ามาสุดท้ายแม่ของเขาก็เสียชีวิตใน 2 ปีต่อมา เด็กชายรู้สึกว่างเปล่าเขาไม่รู้ว่าควรใช้ชีวิตอย่างไนต่อไปดี  เขายังคงตื่นตาเช้าไปรับอาหารจากโบสถ์  ออกไปหาของป่า และรับจ้างทำงานบางครั้ง ชีวิตของเขายังคงเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยน

    ในคืนหนึ่งพระจันทร์เริ่มมีเงาบางอย่างกลืนกิน  ดวงจันทร์ค่อยๆถูกกลืนกินไปที่ละส่วน  ดวงจันทร์ถูกกลืนกินมากขึ้นเรื่อยๆ จากเศษเดียว  ก็กลายเป็นครึ่ง  จากครึ่งก็กลายสามในสี่ส่วน  จากสามในสี่เงาก็กลืนกินดวงจันทร์ได้ครบทั้งดวง  ดวงจันทร์หายจากท้องฟ้าไม่ครู่หนึ่งก่อนปรากฏออกมาเปลี่ยนเป็นดวงจันทร์สีแดง  เสียงหมาป่าร้องดังขึ้น ทุกคนในหมู่บ้านต่างแตกตื่นรวมถึงเด็กชาย  เขาตื่นขึ้นและเดินออกมาจากบ้านเขามองเห็นดวงจันทร์เปลี่ยนเป็นสีแดง เด็กชายนึกว่านิทานที่แม่เขาเคยอ่านให้ฟังในทันที  ผู้ชายในหมู่บ้านต่างพากันออกมาเพื่อป้องกันหมู่บ้าน เด็กๆและผู้หญิงต่างหลบกันอยู่ในบ้าน  เด็กและผู้หญิงบางกลุ่มต่างก็พากันไปหลบในโบสถ์  ทุกคนต่างหวาดกลัวเพราะนิทานตำนานหมาป่าต่างเป็นเรื่องที่ทุกคนในหมู่บ้านรู้จัก  เด็กชายเลือกที่จะใส่อุปกรร์ที่เขาใส่เวลาไปหาของป่า  แล้วออกไปปกป้องหมู่บ้านพร้อมกับผู้ชายคนอื่น  เด็กชายไม่อยากอยู่ในที่แคบแล้วโดนล้อม หากเขาเห็นว่าสถานการณ์เริ่มแย่ลง  เขาจะไปสามารถตัดสินใจหลบหนีออกจากหมู่บ้านได้ทันที  เมื่อเด็กชายไปร่วมกับคนอื่น เขาก็เห็นเด็กผู้ชายบางคนที่มีอายุใกล้เคียงกับเขา  เด็กเหล่านั้นคือกลุ่มเด็กที่ฝึกฝนการต่อสู้และการฟันดาบเพื่อเป็นอัศวิน  พวกเขาต่างกระตือรือร้นเพื่อพิสูจน์ความสามารถ  ทุกคนต่างมีทั้งชุดเกราะและดาบ บางคนใส่เกราะเต็มตัว บางคนใส่เกราะบางส่วน  ผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ก็มีนที่ใส่เกราะเหมือนกันแต่เป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่ไม่ได้มีชุดเกราะและใช้อุปกรณ์การเกษตรเป็นอาวุธด้วย เด็กชายมีเพียงมีดสั้นกับเชือดหนึ่งเส้นเท่านั้น

    เสียงหอนดังขึ้นหมาป่า  พร้อมกับฝูงหมาป่าขนาดใหญ่ต่างวิ่งเข้ามาใส่หมู่บ้าน  ทุกคนต่างหวาดกลัวมีเห็นว่าหมาป่ามีขนาดใหญ่เท่าหมี และ ยิ่งสิ้นหวังเมื่อพวกเขาเห็นหมาป่าที่ตัวใหญ่เกือบเท่าช้างอยู่อีกหนึ่งตัว  แม้มีบางคนที่พยายามตะโกนเรียนสติของทุกคนแต่ไม่เป็นผล ฝูงหมาป่าต่างพากันวิ่งเข้าจู่โจมหมู่บ้าน  บางคนวิ่งหนี  บางคนหวาดกลัวจนยืนนิ่งเหมือนเป็นรูปปั้น บางคนพุ่งเข้าหาหมาป่าอย่างห้าวหาญ  เด็กชายเห็นสถานการณ์ที่สู้ดี  เขาตัดสินใจหลบหนีและทิ้งหมู่บ้าน  เมื่อเด็กชายวิ่งหนีออกจากหมู่บ้านมาได้สักพัก  เขาใช้เชือกที่ติดตัวมามัดระหว่างต้นไม้สองต้นเพื่อเป็นกับดัก  เด็กชายหลบหนีต่อจากทิ้งตัวลงไปคลุกตัวกับบ่อโคลน  ก่อจากจะเดินต่อไปอีกสักพักก่อนที่เด็กชายจะปีนขึ้นไปนอนบนต้นไม้  

    เด็กชายเหนื่อยล้าและความง่วงก็เริ่มเข้ามา  แต่เด็กชายก็ต้องตื่นด้วยความตกใจเมื่อเขาเห็นว่าหมาป่าที่ตัวใหญ่ที่สุดในฝูงกับมาปรากฏตัวอยู่ใกล้เขา  เจ้าหมาป่าจ่าฝูง ปากและกรงเล็บเปื้อนไปด้วยเลือด  แต่เจ้าหมาป่ายังยืนอยู่เฉยๆเหมือนกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่ เด็กชายหวาดกลัวจนเขาเผลอหยุดหายใจ  แต่เพราะเจ้าหมาป่าไม่ยอมจากไปไหน  สุดท้ายเด็กชายเลยเผลอถอนหายใจ  ทันใดที่เด็กชายกลับมาหายใจ  เจ้าหมาป่า รู้รู้ตำแหน่งเด็กชายในทันที  มันกระโจมเข้าโจมตีเด็กชาย  จนกิ่งไม้ที่เด็กชายอยู่หักกระเด็น เด้กชายกระเด้งตกลงสู่พื้นดิน  เด็กชายแขนซ้ายหักทันทีและมีดก็กระเด้งหายจากตัวเขาไป  แม้เด็กชายจะพยายามวิ่งหนี แต่เพียงไม่กี่ก้าวเจ้าหมาป่าก็วิ่งเข้ามาตะปบเท้าใส่เด็กชายจนกระเด็นอีกครั้ง  ขาทั้งสองข้างหักปลิวไปมาไม่ต่างจากเศษผ้า  เด็กชายร้องด้วยความเจ็บปวดจนเกือบจะหมดสติ  แต่เด็กชายก็ยังพยายามใช้แขนข้างที่เหลือคลานหนีเจ้าหมาป่า  เจ้าหมาป่าประมาณใจต่อสภาพของเด็กชายเลยถามออกไป

    " ทำไมเจ้าต้องพยายาม กระเสือกกระสน ทั้งที่รู้ว่าจะต้องตาย " หลังจากที่เจ้าหมาป่าถามเด็กชายตกใจต่อเสียงเขาไม่เคยคิดว่าจะมีหมาป่าพูดได้

    " ทำไมท่านถึงถามแบบนั้น...มันปกติไม่ใช้รึไงที่สิ่งมีชีวิตจะยากมีชีวิตอยู่ "  เด็กชายตอบกลับ

    " เจ้ารู้อยู่แก่ใจไม่ใช่หรอกว่า  เจ้าไม่มีทางรอดจากเขี้ยวและกรงเล็บของข้าได้  มีมนุษย์ที่ตัวใหญ่กว่าเจ้า มีมนุษย์ที่ฉลาดกว่าเจ้า และมีมนุษย์ที่เก่งการต่อสู้มากกว่าเจ้า  แต่มนุษย์เหล่านั้นก็ไม่รอด "  

    " ท่านพูดถูก..มีคนมากมายที่ฉลาดและเก่งกว่าข้า  ไม่ว่าข้าจะแย่แค่ไหนข้าก็ยังอยากมีชีวิต " เด็กชายยังคงคลานต่อไป

    " ทำไมเจ้าต้องพยายามต่อให้เจ้ารอดจากคืนนี้ไปได้  สุดท้ายเจ้าก็ต้องตายอยู่ดี "

    " ขะ..ข้า..ไม่มี..สิ่งใดเลย..ไม่มีได้มีโอกาสได้เรียนหนังสือ..ไม่ได้มีโอกาสฝึกฟันดาบ..ไม่รู้ด้วยซํ้าว่าหลังจากนี้จะใช้ชีวิตยังไง..ข้าไม่มีอะไรเลย...สิ่งเดียวที่มีค่ามากที่สุดของข้า..คือชีวิตของข้า " เด็กชายยังคงคลานต่อไปแต่เริ่มช้าลงอย่างเห็นได้ชัดเจน

    " เพราะเป็นสิ่งมีความที่มีค่าที่สุดของเจ้า  เจ้าเลยหวงแหนมัน "

    " ทะ..ท่านพูดไม่ผิด..มันไม่เพียงเป็นสิ่งเดียวที่มีค่ามันที่สุด..แต่เพราะยังมีมัน..ข้าถึงยังระลึกถึงสิ่งดีๆที่ข้าเคยได้รับได้ " เด็กชายยังหยุดนิ่งพยายามหายใจ  ก่อนจะเริ่มคลานอีกครั้ง

    " ทะ..ทะ..ท่านรู้ไหม...เรื่อง..ของ..ท่าน..มี...ใน..นิ.... "  เด็กชายสิ้นลมหายใจ  พร้อมกับแสงตะวันที่กำลังส่งสว่างขึ้น  เจ้าหมาป่าได้เดินกลับหายเข้าไปตามเงามืดในป่า   ราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้นซํ้าแล้วซํ้าเล่า


                                                                                    จบ