ตอนที่40 รับคำท้า !
เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าของหนูน้อยที่เปลี่ยนไปเหวินเหยาจึงมองตามไปด้วยความสงสัย และเมื่อเห็นว่าเป็นฉินเริ่นเธอจึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “อาเริ่น กินอะไรหน่อยไหม ? ”
ปกติฉินเริ่นจะกินอาหารตามเวลาและไม่เคยขอข้าวเพิ่มเหวินเหยาจึงเพียงแค่ถามไถ่เขาเป็นพิธีเท่านั้นแต่ใครจะไปคิดว่าฉินเริ่นกลับพยักหน้า แล้วลากเก้าอี้มานั่งซึ่งเขานั่งตรงข้ามกับโจวโจวพอดี เพียงแค่เงยหน้าขึ้นมาก็ได้สบตากับหนูน้อยแล้ว
เด็กหนุ่มพูดว่า“กินครับ”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ โจวโจวถึงกับตัวสั่นไปชั่วขณะ
ทำไมเธอถึงรู้สึกเหมือนกับว่าคำพูดของเขาไม่ได้สื่อว่าอยากกินอาหารแต่อยากกินเธอแทนอย่างนั้นล่ะ
น่ากลัวจัง
เหวินเหยาตกตะลึงเมื่อได้ยินสิ่งที่เขาพูดเมื่อเห็นว่าสีหน้าท่าทางของโจวโจวดูผิดไป เธอคิดว่าหนูน้อยกลัวจะไม่อิ่มจึงพูดว่า“งั้นเดี๋ยวฉันจะไปทำอาหารเพิ่มสักสองชามนะ”
พูดจบเธอก็ลุกจากโต๊ะอาหารและไปที่ห้องครัว
โจวโจวมองตามแผ่นหลังของเธอหนูน้อยอยากให้ป้าสะใภ้อยู่ต่อ แต่ก็ทำไม่ได้
ฉินเริ่นมองมือของหนูน้อยที่เก้ๆ กัง ๆ ก็อดหัวเราะไม่ได้ แต่พอนึกถึงยันต์ที่เขาซื้อต่อมาจากหลิวฮั่นชิวดวงตาของเด็กหนุ่มพลันล้ำลึกอีกครั้ง
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของเขาโจวโจวน้อยจึงหันไปมอง ซึ่งเป็นตอนกับที่สบตาเข้ากับเขาพอดีหนูน้อยรู้สึกราวกับจะถูกพี่ใหญ่คนนี้จับมัดแล้วเอาไปหั่นเป็นแผ่นสาวน้อยในวินาทีต่อไปทำให้เธอขนลุกไปทั้งตัวด้วยความสยดสยอง
และไม่รู้ว่าเป็นเพราะการที่ศาสตร์เหนือธรรมชาติมักถูกปราบปรามด้วยศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์หรือเปล่าทุกครั้งที่โจวโจวเห็นเขา หนูน้อยมักจะรู้สึกกลัวทุกครั้งแต่เมื่อนึกถึงคำของพ่อที่บอกว่าเธอคือความท้าทายศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ หนูน้อยถึงได้มีความมั่นใจขึ้นมาบ้าง
เธอนั่งหลังตรงและจ้องมองเขาอย่างแน่วแน่ฮึ่ม, เธอไม่กลัวเขาหรอก !
เมื่อเห็นแบบนั้นฉินเริ่นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาขยับแว่นตากรอบทองขับให้เขาดูมีมาดของนักวิชาการขึ้นมาคราวนี้โจวโจวที่เห็นภาพลักษณ์นี้ของเขาถึงกับใจฝ่ออีกครั้ง
เธอหน้าจ๋อยหดหัวกลับไปหนูน้อยรู้สึกโกรธตัวเองที่ขี้ขลาดอีกแล้ว สุดท้ายเธอจึงก้มหน้าก้มตากินอาหารฝังหัวตัวเองลงในชามข้าวต่อไป
เธอต้องกินเยอะๆ จะได้โตเร็ว ๆ รอจนเธอตัวโตเท่าพี่ใหญ่นักวิทยาศาสตร์แล้ว เธอก็จะไม่กลัวเขาอีก !
ในขณะที่เธอกำลังกินข้าวอยู่นั้นฉินซีก็วิ่งพรวดเข้ามาจากด้านนอก เขาวิ่งมาด้วยสภาพที่เหงื่อท่วมตัวตอนนี้อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว แต่เขาก็ยังคงสวมเสื้อแขนสั้นเหมือนเดิมเขาเช็ดเหงื่อตัวเองพลางพูดว่า “พี่ใหญ่ พวกเราจะไปสวนเก็บผลไม้ พี่จะไปด้วยกันไหม? ”
ฉินเริ่นหันไปมองโจวโจวเขายังไม่ตอบรับฉินซี แต่เอ่ยปากถามหนูน้อยแทน “โจวโจวอยากไปไหม ? ที่สวนเก็บผลไม้มีทั้งสตรอเบอร์รี่องุ่น ทับทิม แอปเปิ้ล ลูกแพร์ และผลไม้อื่น ๆ อีกมากมาย”
แอปเปิ้ล?
โจวโจวหูผึ่งทันที
——ห้ามทำให้แอบเปิ้ลลอยขึ้นมาจากพื้นไม่อย่างนั้นอาจทำให้พี่ใหญ่กลัวได้
พ่อเคยบอกเธอไว้แบบนี้แสดงว่าพี่ใหญ่กลัวแอปเปิ้ลลอยจากพื้นสินะ ?
โจวโจวกลอกตาหนูน้อยตื่นเต้นขึ้นมาทันที “ไป ! ”
ฉินเริ่นเห็นสีหน้าแววตาของหนูน้อยเขารู้ได้ทันทีว่าเธอต้องมีความคิดไม่ดีแน่นอน แต่ฉินเริ่นก็สงสัยเหมือนกันว่าหนูน้อยคิดจะทำอะไร
เมื่อได้ยินว่าหนูน้อยจะไปด้วยฉินซีไม่พอใจทันที เขาบ่นพึมพำว่า“วันนี้เรานัดเด็กตระกูลหลิวไว้ว่าจะไปแข่งเก็บผลไม้ จะพาเธอไปทำไม”
พวกเขาไม่เคยลงรอยกับเด็กๆ ตระกูลหลิวมาตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะพวกนั้นมักชอบเรียกน้องเจ็ดว่าเป็นเด็กพิการอยู่หลายครั้งทั้งสองตระกูลมีเรื่องบาดหมางกันเสมอเดิมทีพวกเขาตั้งใจจะใช้การแข่งขันนี้มาเอาชนะเด็กพวกนั้นแต่ตอนนี้ต้องมาพาน้องสาวตัวน้อยไปด้วยแบบนั้นก็ต้องหาคนมาอยู่เป็นเพื่อนเธอโดยเฉพาะน่ะสิ ?
ยุ่งยากชะมัด!
ทั้งที่เขารู้สึกไม่พอใจแต่เมื่อเห็นสายตาของฉินเริ่นที่เหลือบมองมา แม้มุมปากของพี่ใหญ่จะมีรอยยิ้มแต่แววตากลับเยือกเย็นดูน่ากลัว ฉินซีกลืนน้ำลายลงคอดังอึกทันใดนั้นเขาก็หมดความกล้าจะพูดอะไรต่อแล้ว “ผมไปเรียกคนอื่นก่อน ! ”
เขาตะโกนแล้วหันหลังวิ่งหนีไปทันที
เมื่อเห็นแบบนั้นโจวโจวก็รู้สึกสมดุลในใจแล้ว
เห็นไหมไม่ใช่เธอคนเดียวที่กลัวพี่ใหญ่นักวิทยาศาสตร์
ไม่ขายหน้าแล้ว!
รอจนกระทั่งฉินซีเรียกพี่น้องมาครบแล้วฉินเฟิงกำลังตื่นนอนพอดี เขาเองก็อยากออกไปเล่นกับทุกคนเช่นกัน
เหวินเหยาจึงหันไปมองโจวโจวด้วยความลังเล
โจวโจวกลับไม่ได้มีท่าทีอะไรมากนัก“ได้สิ ให้พี่เจ็ดออกไปวิ่งเล่นเยอะ ๆ ก็ดีเหมือนกัน”
เมื่อได้ยินแบบนั้นเหวินเหยาถึงได้ยอมให้ลูกชายออกไปเล่น เธอไม่ลืมที่จะเตรียมขนมไว้ให้โจวโจวด้วย
หนูน้อยหิวได้ง่ายเวลาออกไปเล่นนอกบ้านจึงควรเตรียมขนมให้เธอเอาติดไปด้วย
“ฉันเข็นเองดีกว่า”ฉินเริ่นเดินมาที่ด้านหลังของฉินเฟิงเพื่อมาเข็นรถเข็นให้
เขาเป็นพี่ใหญ่ที่คอยดูแลน้องๆ มาโดยตลอด เหวินเหยาเองก็วางใจ แต่ก็ไม่ลืมกำชับว่า “ดูแลน้องสาวให้ดีอย่าให้ใครมารังแกน้อง”
ย่าฉินรู้ความสามารถของโจวโจวจึงไม่ได้กำชับอะไรเพราะไม่รู้ว่าคนอื่นจะมารังแกหนูน้อยหรือถูกหนูน้อยรังแกกันแน่
แต่หญิงชราไม่ลืมที่จะยัดเงินอีกปึกหนึ่งลงในกระเป๋าของโจวโจวแล้วมองดูพวกเขาออกไป
ด้วยความที่เด็กในบ้านเยอะดังนั้นพวกเขาจึงนั่งรถไปสองคัน
ในไม่ช้าพวกเขาก็มาถึงสวนเก็บผลไม้ในเขตชานเมืองของจิงเฉิง ทันทีที่พวกเขาไปถึงหน้าสวนพวกเขาเห็นเด็กหลายคนยืนอยู่ตรงนั้น
เด็กพวกนั้นคือกลุ่มเดียวกันกับที่ชกต่อยกับเด็กตระกูลฉินในวันนั้น
พอเห็นว่าเป็นพวกเขาโจวโจวก็รีบวิ่งไปด้านหลังของฉินเฟิงแล้วจ้องเขม็งไปยังพวกเขา
วันนี้มีเธออยู่ทั้งคนพวกเขาอย่าหวังว่าจะได้รังแกพี่เจ็ดเลย !
แต่เด็กตระกูลหลิวไม่ได้คิดที่จะต่อสู้ในวันนี้พวกเขามาที่นี่เพื่อการแข่งขัน
เด็กที่ยืนอยู่หน้าสุดพูดว่า“วันนี้เราจะแข่งขันกันว่าใครเก็บผลไม้ได้มากที่สุด ผลไม้ยิ่งอยู่สูงเท่าไหร่ยิ่งมีค่ามากเท่านั้น พวกนายกล้าแข่งไหม ? ”
“ทำไมจะไม่กล้ากันล่ะ! ” ฉินซีถลกแขนเสื้อขึ้นแล้วเกร็งแขน ทำให้กล้ามน้อย ๆ นูนขึ้นเขาทำทีเป็นตบกล้ามแขนเล็ก ๆ แล้วพูดว่า “พวกนายเห็นกล้ามแขนฉันหรือเปล่า ! วันนี้ฉันจะทำให้พวกนายแพ้อย่างราบคาบ! ”
“ฮึน้องรองของเราปีนต้นไม้เก่งที่สุดแล้ว พวกนายแพ้แน่ ! ” หลิวเหว่ยพี่ใหญ่สุดของบ้านตระกูลหลิวพูดอย่างไม่เกรงกลัว เขาชี้ไปที่เด็กตัวผอมข้างเขาและพูดอย่างภาคภูมิใจ
“พี่รองของบ้านเราก็ปีนต้นไม้เก่งเหมือนกัน! ” ฉินซีไม่ยอมเช่นกัน เขาชี้ไปที่ฉินเอ๋อบ้าง
เมื่อได้ยินแบบนี้ฉินเอ๋อเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างขี้เกียจ แล้วเหลือบมองเขา “มีเงินให้ไหม ? ”
ถ้าไม่ให้เงินเขาก็ไม่ทำ
ฉินซีรู้แต่แรกแล้วว่าเขาหน้าเงินฉินซีจึงยัดธนบัตรสีแดงหลายใบใส่มือของเขา “ถ้าพี่รองเอาชนะพวกนั้นได้เงินพวกนี้ผมให้พี่รองหมดเลย ! ”
เมื่อสัมผัสเงินฉินเอ๋อก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นทันที “งั้นมาเลย”
เมื่อเห็นแบบนั้นหลิวเหว่ยก็ควักเงินออกมายัดใส่มือหลิวฮ่าวเช่นกัน “ปีนให้ไวล่ะ ถ้านายชนะฉันจะเลี้ยงข้าวนาย ! ”
ขณะที่เขาพูดนั้นเขามองไปที่ตระกูลฉินอย่างยั่วยุอีกครั้ง“งั้นพวกเรามาเพิ่มความน่าตื่นเต้นหน่อยดีไหมเดิมพันกันสักตั้งโดยควักเงินที่มีอยู่ออกมาทั้งหมด ใครชนะ ฝ่ายนั้นก็ได้เงินไป”
“ได้สิใครกลัวนายกัน” ฉินซีเป็นคนมุทะลุสุดแล้ว เขาตอบรับอย่างไม่ลังเลทันที
ฉินเริ่นขยับแว่นตาในแววตาของเขาเผยให้เห็นถึงความเย็นชาขณะพูดว่า “ถ้าพวกนายแพ้ นอกจากเงินแล้วพวกนายจะต้องถอดเครื่องประดับและของมีค่าทั้งหมดบนตัวมาให้พวกเราด้วย กล้าไหมล่ะ ?”
เขายังไม่ได้แก้แค้นที่เด็กพวกนี้รังแกน้องเจ็ดในตอนนั้นเลย
ได้ยินแบบนั้นหลิวเหว่ยลังเลไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อเหลือบมองนาฬิกาบนข้อมือของฉินเริ่นมันคือโรเล็กซ์รุ่นที่เขาอยากได้มานานแล้วราคาของนาฬิกาเรือนนี้ตั้งหลายแสนหยวนเชียวนะ
จากนั้นเขาก็เหลือบมองหลิวฮ่าวอีกครั้งและเมื่อนึกถึงความเร็วในการปีนต้นไม้ของน้องรอง เขาก็รีบตอบรับทันที “ได้สิ”
พวกเขาต่อสู้เก่งก็จริงแต่เรื่องปีนต้นไม้อาจสู้หลิวฮ่าวไม่ได้
ฮึครั้งนี้จะทำให้พวกเขาแพ้ราบคาบจนไม่เหลือแม้แต่กางเกงในเลย !
เพื่อป้องกันไม่ให้ใครโกงพวกเขานำเงินและสิ่งของทั้งหมดออกมาและวางไว้ในที่เดียวหลิวเหว่ยชี้ไปที่ฉินเฟิงและพูดว่า “ไอ้ขยะ เฝ้าไว้ให้ดีล่ะ อย่าทำหายเชียว”
เมื่อได้ยินพวกเขาเรียกพี่เจ็ดของเธอแบบนี้โจวโจวก็กำหมัดแน่น
เธอก้าวไปข้างหน้ามองเขาอย่างเย็นชาแล้วพูดว่า “ฉันจะแข่งกับพวกนายเอง ! ”