ทั้งสามรีบวิ่งไปยังเรือนของฮวาเออร์ เสียงประตูห้องนอนที่ปิดอยู่โดนกระชากให้เปิดออกด้วยพลังของหยางคง
“ปั้ง”
เป่ยจินที่พบเพียงความว่างเปล่า เป็นไปได้ว่านางอาจจะกลับไปเยี่ยมบ้าน หากคิดในแง่ดีไว้ก่อน
“จินหลง หยางคง เจ้าคิดว่าฮวาเออร์นางจะหายตัวไปไหนกัน...” ใบหน้าเรียวคิ้วขมวดขึ้นมา ยามที่คิดถึงความเป็นไปได้ ดวงตางามกวาดไปรอบๆ ห้องนอนเพื่อค้นหาความผิดปกติ
“เอ๊ะ คุณหนูขอรับนั้น...” หยางคงตะโกนขึ้นมา
หมอนใบใหญ่ เสียองศาไปเล็กน้อยยามเทียบกับความเจ้าระเบียบของฮวาเออร์ เผยให้เห็นแหวนเล็กๆ วงหนึ่งที่กำลังถูกซ่อนไว้
“แหวนคู่กายของนาง หากนางหนีไปเอง นางย่อมเลือกที่จะถอดแหวนของตระกูลเป่ย มิใช่แหวนที่ติดตัวนางมา” เป่ยจินเอ่ยออกมาอย่างใช้ความคิด
เมื่อเข้าสู่ตระกูลเป่ย มิว่าจะเป็นสถานะใด แหวนคือสิ่งที่นางทำขึ้นมาเพื่อมอบให้กับสมาชิกทุกคน เพื่อเป็นสิ่งยืนยันตัวตน
เป่ยจินและหยางคงหันมองหน้ากันด้วยความกังวลใจ ตั้งแต่เมื่อใดกันที่จวนของนางกลายเป็นสถานที่เที่ยวเล่นของผู้คนภายนอก ให้สามารถเข้ามาเดินเล่นได้ง่ายดายเช่นนี้
“หยางคงตามจวินเทียนหลงและต้าเฟยเฉิงมา” ใบหน้างามที่ยามนี้เต็มไปด้วยความคุกครุ่น นัยน์ตาที่ฉายชัดถึงโทสะที่เกิดขึ้น
“ขอรับ” หยางคงรับคำสั่งและรีบถอยออกมายามนี้คุณหนูของตนเองกำลังมีโทสะมากกว่าครั้งใด
หลังจากจัดการเรื่องนี้แล้ว คาดว่าเขาและหน่วยราตรีกาลคงมีบทลงโทษตามมา
“ใจเย็นก่อนเถิด คนที่จะเข้ามาในจวนแห่งนี้ได้ย่อมมิใช่คนทั่วไป ไอสังหารของเจ้าเก็บมันเสียเป่ยจิน” ยามที่จินหลงเอ่ยออกมานั้น ดั่งพระโพธิสัตว์ที่ลงมาโปรดชีวิตคนไว้
เหล่าองครักษ์และหน่วยราตรีตอนนี้กำลังคุกเข่าต่อหน้านาง พลันสั่นไหวอย่างห้ามมิอยู่ด้วยความกลัว ไอสังหารที่ออกมาจากเจ้านายของตนเอง บอกให้พวกเขารับรู้ว่า บทลงโทษที่จะตามมาเกรงว่าคงมิได้ออกมาเจอโลกภายนอกอีกหลายวัน
“พรึ่บ” เสียงเข่ากระแทกพื้น
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่ามีความผิดใด”
“ขอรับ การคุ้มครองละหลวม เผยช่องทางแก่คนร้าย ไม่สามารถตรวจจับความแปลกปลอมได้ ขอนายท่านโปรดลงโทษด้วย” หนึ่งในหัวหน้าองครักษ์เอ่ยออกมา
แววตาสีดำสนิทจ้องมองไปยังกลุ่มคนทั้งหมด
“กลับไปแคว้นจ้าวแล้ว ฝึกฝนตนเองในค่ายกลราตรีพันกาล จนกว่าข้าจะกลับไป”
“ขอรับนายท่าย”
“พรึ่บ”
จินหลงที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่มิได้เอ่ยห้ามออกมา การฝึกฝนในค่ายกลราตรีพันกาลนั้น ถือว่าเป็นสถานที่ ๆ อันตรายที่สุดสำหรับตระกูลเป่ย
ค่ายกลถูกออกแบบมาให้ฝึกฝนผู้ที่เข้าไป จนกว่าจะสามารถเลื่อนระดับพลังได้ ถึงขีดจำกัดของคนคนนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะไม่ได้รับทรัพยากรที่ช่วยในการเลื่อนระดับ
ระยะวลานานเท่านานในค่ายกลจะต้องใช้พลังกายและพลังใจของตนเองเท่านั้น ไม่มีตัวช่วย และสิ่งที่โหดร้ายที่สุดนั้นคือ
ไม่ว่าในค่ายกลจะผ่านไปกี่ร้อยกี่พันปี หากแต่เวลาภายนอกที่หมุนผ่านไปก็จะเป็นชั่วพริบตา ทราบเท่าที่ผู้สร้างค่ายกลกำหนด!
ผ่านไปไม่นานนัก จวินเทียนหลงและต้าเฟยเฉียงก็ได้มาถึงจวนของนาง ยามนี้คนทั้งสี่กำลังนั่งพูดคุยกันถึงความเป็นไปได้ที่คนจะหายไป
ด้านต้าเฟยเฉียงนั้น มิอาจซ้อนไฟโทสะที่กำลังสุมอยู่ภายในอกไว้ได้ มือแกร่งกำหมัดแน่นจนดังกร๊อบ เพื่อสะกดอารมณ์ของตนเองเอาไว้
ทว่า
โทสะที่กำลังจะระเบิดออก กลับถูกดับลงด้วยประโยคเพียงประโยคเดียวของเป่ยจิน
“แหวนของคนตระกูลเป่ย มิได้มีไว้แค่เป็นสิ่งประดับ” หลังจากที่ปล่อยให้ฮ่องเต้แคว้นต้าเฉียงโทสะโหมลุกท่วมตัวแล้ว เป่ยจินจึงเอ่ยออกมา
“อื้ม?” คิ้วหนาเลิกขึ้นมาอย่างสงสัย
แหวนประจำตัวสมาชิกภายในตระกูลเป่ยนั้น เป่ยจินได้ทำขึ้นมาเองเป็นพิเศษ นกอจาจะเป็นเครื่องหมายที่บ่งชี้ว่าคนผู้นั้นคือคนในตระกูลแล้ว
ยังใช้เป็นสิ่งติดตามตัวผู้ที่สวมใส่เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่เป่ยจินใส่ลงไปตอนสร้างมันขึ้นมานั้นคือยามเมื่อเกิดภัยร้ายขึ้น แหวนประจำตัวจะสามารถสะท้อนพลังกลับไปยังศัตรูได้หนึ่งครั้ง เมื่อได้รับอันตราย
ยามนี้ขบวนรถม้าของชายชุดดำเดินทางมาถึงเมืองหลวงของแคว้นจิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คนภายในรถม้าได้ถูกนำตัวไปยังสถานที่แห่งหนึ่งภายในพระราชวังแคว้นจิ้น
“คารวะคุณหนูไป๋ฮวา เชิญคุณหนูด้านในตำแหนักขอรับ ฮ่องเต้กำลังท่านอยู่”
ไป๋ฮวามองตรงไปยังกงกงคนหนึ่งที่พูดคุยกับนาง จากนั้นก็หันไปมองรอบๆ ตนเอง นางพบว่าในตอนนี้ตนเองได้เข้ามาอยู่ในวังหลวงของแคว้นจิ้น ไม่เพียงเท่านั้น
ราวกับว่าตำหนักที่นางกำลังยืนอยู่นั้นจะเป็นตำหนักที่กินพื้นที่มากถึงหนึ่งในสิบส่วนทีเดียว บรรยากาศภายในตำหนักถูกตกแต่งด้วยความสวยงาม ความหรูหราไม่ต่างไปจากพระราชวังแคว้นต้าเฉียงแม้แต่น้อย
ด้านหน้าตำหนักยังเป็นลานกว้างขนาดใหญ่ที่ยาว ไปจนถึงด้านหลังตำหนัก สองข้างทางต่างประดับประดาไปด้วยต้นไม้นานาชนิด ตามแบบชนเผ่าทุ่งหญ้าควรจะมี
“ยินดีต้องรับคุณหนูไป๋ฮวาเข้าสู่แคว้นจิ้น” สิ้นเสียงของผู้มีอำนาจที่ครอบครองบัลลังก์แคว้นจิ้น เหล่านางกำนัลข้างกายนางและกงกงภายในห้องต่างถอยห่างออกไป
ใบหน้าดิบเถื่อนจากการต่อสู้ ร่างสูงบึกบึน ผมยาวที่รวบไว้ด้วยการถักเปียใหญ่ห้อยลงมากลางหลัง ยิ่งทำให้ฮ่องเต้ผู้นี้ดูคล้ายกับคนเถื่อนมากขึ้นไปอีก หากไม่ติดว่า ขณะกำลังฉลองพระองค์ในชุดผ้าไหมสีทองอร่ามอย่างที่คนในราชสำนักสวมใส่กัน กำลังจับจ้องมาที่นาง
“ไม่คาดคิดว่าฮ่องเต้แคว้นจิ้น จักกระทำการเช่นนี้ คิดจะเชิญหม่อมฉันมาพูดคุยเหตุใดจึงต้องไปยามวิกาลเหล่า หรือมิเกรงข้าจะปฏิเสธ” ใบหน้างามที่แสดงสีหน้าบึ้งตึงมิเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เดินเข้ามาในตำหนักใหญ่เอ่ยขึ้น
ฮ่องเต้แคว้นจิ้นมีพระชนมายุเพียงสี่สิบชันษาเท่านั้น หากแต่ร่างกายกลับดูอ่อนเยาว์ราวกับบุรุษที่มีอายุสามสิบปีเมื่อเทียบกับบุรุษในวัยเดียวกันนับว่าสง่างาม ถือว่าเป็นปฐมกษัตริย์ที่เก่งกาจคนนึงในรัชสมัยเดียวกัน
“ข้าเพียงมีเรื่องสนทนากับคุณหนูไป๋ฮวาเพียงเท่านั้น ตามความสัมพันธ์ที่เราควรมีต่อกันในฐานะชนเผ่าทุ่งหญ้า”
น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้น แฝงไปด้วยกลิ่นอายของชายชราที่มีความอ่อนโยนและใยดีในตัวบุตรหลาน ทำให้คนฟังรู้สึกปลอดภัยและไร้ความระแวดระวังตัวและยังสีหน้าที่เต็มแห่งความเมตตานั้นอีก ช่างเป็นคนที่เหมาะแก่คำว่าเจ้าเล่ห์เสียจริง
“ช่างเป็นเกียรติของข้ายิ่งนัก ที่มีโอกาสได้มาเยือนแผ่นดินของท่าน นับว่าช่วยเปิดหูเปิดตาข้ายิ่ง ไม่คาดคิดว่าแคว้นจิ้นจะร่ำรวยถึงเพียงนี้ ไมตรีจิตที่ท่านมอบให้ข้าในครั้งนี้ ข้าจะจดจำไว้แน่นอนเพคะ” นัยน์ตาใสกระจ่างจ้องมองอย่างเอาเรื่องของหญิงสาวส่งไปยังหยงซีฮ่องเต้