เวลาได้ผ่านล่วงเลยมาสามวัน นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติในราชรัฐจิ้งจอกแดง คนของมาริคและฟิลิปได้ดักทุกเส้นทางที่จะไปยังเมืองอาร์คาเดีย แหล่งที่ตั้งของโรงเรียนเวทมนตร์มาเกีย รวมทั้งเส้นทางอื่นๆที่จะสามารถใช้อ้อมไปได้ทั้งหมด ทางเดียวที่เหลือคือต้องผ่านเมืองที่ล่มสลาย...แต่มันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
เด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งมีผมสีเทา และดวงตาสีน้ำเงินเข้ม อยู่ในชุดอำพรางตัวสีดำ เขากำลังเหนื่อยหอบและบาดเจ็บช่วงลำตัว ตอนนี้เขาหลบอยู่หลังซากรถยนต์เก่าๆคันหนึ่ง เนื่องจากมีบางอย่างตามล่าเขาอยู่
รถถังสีน้ำตาลขนาดใหญ่จำนวนห้าคัน ขับเคลื่อนที่ผ่านเขาไปอย่างฉิวเฉียด รถถังพวกนั้นขับเคลื่อนผ่านและบดทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางทาง ปืนใหญ่จากรถถังทั้งห้ายิงถล่มอาคารบ้านเรือนที่รกร้างรอบๆจนถล่มลงมา โชคดีที่รถยนต์กำบังของเด็กหนุ่มคนนี้ ไม่ได้ตกเป็นเป้าทำลายล้าง
“ไอ้เด็กเปรตนั่นหายไปไหน” เสียงของผู้คุมรถถังคันหนึ่งกล่าว ก่อนที่เขาจะออกมาจากประตูด้านบนของตัวรถ พลางใช้กล้องส่องทางไกลส่องไปโดยรอบ แต่ก็ไม่เห็นอะไร ที่เขาต้องออกมาส่องกล้อง เพราะว่าไม่สามารถค้นหาได้ด้วยการตรวจจับกระแสมานา เนื่องจากอีกฝ่ายมีวิชาตัดกระแสมานาออกจากร่าง
“ไอ้บ้าเอ้ย ถ้ามีเฮลิคอปเตอร์คงตามตัวไอ้เด็กเวรได้ง่ายกว่า และปลอดภัยกว่านี้” ทหารจอมเวทผู้ส่องกล้องบ่นกับตัวเองเพียงลำพัง ก่อนจะควักปืนพกส่องหัวหมาอันเดดที่ทำท่าจะขึ้นมาขย้ำเขาบนรถถัง มันส่งเสียงร้องก่อนจะนอนแน่นิ่ง และไม่เกินห้าวินาที ร่างของหมาอันเดดก็สลายไป บ่งบอกว่าพวกมันสามารถถูกทำลายได้ด้วยการโจมตีทางกายภาพ หรืออาวุธสงคราม
“นี่หัวหน้าหน่วยรถศึกวิทยาศาสตร์ที่หนึ่ง” เสียงจอมเวทคนหนึ่งดังลั่นมาจากวิทยุสื่อสารภายในรถถัง “ขอแนะนำว่าให้กลับฐานบัญชาการ เรายิงถล่มไปขนาดนี้ ไอ้เด็กเปรตนั่นคงตายคาซากตึกไปแล้วล่ะ”
นายทหารที่ออกมานอกตัวถังส่งเสียงจิ๊จ๊ะทันที ก่อนจะลงไปตอบวิทยุสื่อสารด้วยตัวเอง เขาแย่งมันมาจากลูกน้องที่ทำหน้าที่นั้น
“ไอ้เด็กเปรตนั่นก็เป็นหลานของอาราก้อน มันไม่ตายคาซากอาคารบ้านเรือนโง่ๆนี่หรอก เราต้องหามันให้เจอ และเอาศพมันกลับไปให้ท่านมาริคดู...ไม่งั้นหัวพวกเราได้หลุดกันหมดแน่” เขากล่าวออกไปด้วยท่าทีไม่พอใจ ก่อนจะรอสัญญาณอีกฝ่ายตอบกลับมา
“มันอาจตายไปแล้วก็ได้น้า” เสียงวิทยุสื่อสารจากรถถังอีกคันแทรกขึ้น คราวนี้เป็นเสียงของผู้หญิง “ท่านมาริคไม่ลงโทษเราหรอก เราเอาซากมังกรของมันที่สอยได้กลับไปก็พอ...และบอกว่าไอ้เด็กเวรอามู หลานอาราก้อนโดนอันเดดรุมทึ้งซากศพ จนเราไม่สามารถเอากลับมาได้อีกแล้ว”
“ถ้าท่านมาริคเชื่อล่ะนะ” เสียงวิทยุตอบรับดังสวนกลับมา “แต่เอาไปแค่ซากมังกรก็น่าสน ถึงจะไม่มีซากของเด็ก แต่ท่านมาริคย่อมรู้ดีว่าอามูไม่มีวันรอดในเมืองของคนตาย”
“ตกลงตามนั้น...พวกเรากลับกันเถอะ ก่อนอะไรที่น่ากลัวกว่าอันเดดมันจะออกมา เราอย่าเข้าไปลึกกว่านี้เลย”
เสียงเครื่องยนต์ของรถถังค่อยๆไกลออกไป รถถังทั้งห้าคันขับย้อนรอยกลับไปทางเดิม และดูเหมือนว่ารถถังทั้งห้าจะจงใจหลบเลี่ยงอันเดดที่เข้ามาใกล้ ไม่เหยียบทำลายพวกมัน เพื่อให้พวกมันลงมือไล่ล่าอามู แม้อันเดดบางตัวจะกระโดดเกาะรถถัง พวกทหารก็ใช้แค่เวทลมเป่าให้มันหลุดจากตัวรถเท่านั้น
เด็กหนุ่มนามว่าอามู ซึ่งหลบอยู่หลังซากรถยนต์ถอนใจด้วยความโล่งอก เขาปลอดภัยแล้ว แม้มันจะเป็นความปลอดภัยชั่วครู่ก็ตามที
ทุกอย่างรอบตัวอามูเงียบสงัด เขาไม่ได้ยินเสียงของชีวิต เขาไม่ได้ยินเสียงนกร้อง เสียงของแมลง หรือเสียงสายลมพัดผ่าน ตอนนี้เหลือเพียงแต่ความเงียบสงัด และความเดียวดาย
พวกอันเดดระดับต่ำจำนวนสิบกว่าตัวเดินอย่างเชื่องช้าตามรถถังไปอย่างไร้จุดหมาย มันไม่มาสนใจเขาที่เป็นแค่เป้าหมายเล็กๆ หลังจากที่ไม่ได้ยินเสียงของเครื่องยนต์รถถังแล้ว อามูอาศัยโอกาสนี้ค่อยๆวิ่งเรียบไปตามถนนหลัก
“ท่านปู่เตือนว่าอันเดดในเมืองแห่งความตาย จับกระแสเวทเป็นหลัก มันกินจอมเวทเป็นอาหาร...เราต้องห้ามใช้เวทสินะ”
อามูมองรอบๆ พลางชักดาบมือเดียวของเขาออกมาใช้ต่างอาวุธ และเริ่มเดินลัดเลาะไปตามซากอาคารบ้านเรือนแทนถนนใหญ่ เพื่อไม่ให้เขาเป็นที่สะดุดตา เป้าหมายของเขาคือโรงเรียนเวทมนตร์มาเกีย เขาได้รับคำสั่งจากอาราก้อน ให้นำข่าวการก่อกบฏของตระกูลราฟบลัดไปบอกเรนเดล
อามูนั้นได้รับการสอนมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าไม่มีชีวิตในเมืองของคนตาย ดังนั้นเขาจึงต้องระวังสัตว์ทุกชนิดด้วย นอกจากพวกอันเดด ไม่ว่าจะเป็นแมลง หนู หรือแม้แต่นก เพราะสัตว์พวกนี้หากจู่โจมเราได้สำเร็จ และเรารักษาไม่ทันท่วงที เราอาจต้องทิ้งร่างไว้ที่เมืองนี้ ในฐานะของอันเดด
ยุง เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเดียว ที่มนุษย์อนุญาติให้ถูกตัวได้ในเมืองของคนตาย เพราะมันไม่แพร่เชื้อใส่มนุษย์ และในปัจจุบันกำลังมีการทดลองในยุงเพื่อหายาต้านเชื้อไวรัสจากภัยพิบัติครั้งนี้ แน่นอนว่าไม่มีจอมเวทในหมู่นักวิทยาศาสตร์ฉันใด ก็ไม่มีนักวิทยาศาสตร์ในหมู่จอมเวทฉันนั้น การวิจัยและค้นคว้าจึงไม่เคยคืบหน้าเลย ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
หนูซอมบี้ชนเข้ากับกำแพงอากาศของอามูอย่างจังจนมันล้มกลิ้ง ก่อนที่เขาจะร่ายเวทใบมีดอากาศสับมันเป็นชิ้นๆ อามูพบว่าเขาไม่อาจอยู่ได้หากไม่ใช้เวท พวกหนูและแมลงมีความว่องไวกว่ามนุษย์ตามธรรมชาติ เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่มีแผล หากมันคิดจะโจมตี
แต่เมื่อเขาเริ่มใช้เวท เขาก็ได้ยินเสียงร้องของพวกอันเดด มันตามกลิ่นเวทของเขามา อามูตัดสินใจใช้เวทบินขึ้นไปหลบที่ชั้นดาดฟ้าของอาคารแห่งหนึ่ง และลอบดูว่าบริเวณนี้มีพวกอันเดดจำนวนกี่ตัว ระหว่างที่เขาบินขึ้นมา อามูต้องใช้ดาบในมือฟันสังหารนกสองตัวที่จะเข้ามาจู่โจมเขา ทำให้เขาคิดได้ว่าแทบจะไม่มีที่ปลอดภัยในเมืองของคนตาย
“คงต้องบินและเดินบนอาคารไปเรื่อยๆสินะ” อามูกล่าวกับตัวเองพลางถอนใจ ที่เมืองของเขาตอนนี้ ปู่อาราก้อนกำลังทำสงครามต่อสู้กับทัพหลวงอยู่
เขาเป็นคนเดียวที่ปู่จะฝากฝังให้นำข่าวการกบฏไปบอกกับเรนเดลได้ เพื่อให้เรนเดลระวังตัว และหาทางรับมือ พวกเขาได้ข่าวว่าเรนเดลมีสหายเป็นถึงเจ้าชายจากสองประเทศ ซ้ำยังเป็นว่าที่จอมเวทเจ็ดดารา หากเรนเดลเคลื่อนไหว พวกกบฏจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
อามูกำลังคิดจะบินข้ามไปยังอาคารต่อไป แต่แล้วเขาก็ต้องชะงัก เมื่อเขารู้สึกถึงโลหะเย็นๆจ่อเข้าที่คอ มันคือมีด และตามต่อด้วยปากกระบอกปืนพกจ่อเข้าที่หูของเขา
“พวกคนเถื่อน” อามูกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะชายตามองคนที่หันคมอาวุธใส่เขา ชายร่างสูงใหญ่ถือปืนจ่อพร้อมยิง ใบหน้าของเขาดูไม่เป็นมิตร ส่วนคนที่ถือมีดจ่อเขาจากด้านหลัง เป็นหญิงสาวผมทองคนหนึ่ง ทั้งคู่แต่งกายด้วยเสื้อคลุมหนาเตอะ เสื้อผ้าเหม็นคลุ้งด้วยกลิ่นน้ำมัน
“พวกจอมเวทมาทำอะไรที่นี่” หญิงสาวถามเขาเสียแข็งเรียบ ก่อนจะจี้มีดใส่คอเขาจนเลือดไหลซิบ
“มังกรฉันโดนสอย เลยต้องเดินลัดเมืองของคนตายเอาน่ะสิ” อามูตอบเสียงแผ่วเบา เขากำลังหาจังหวะร่ายเวทอยู่ หากเขาร่ายเวทได้แม้แต่บทเดียว พวกคนเถื่อนจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา
“เราเห็นแล้วล่ะ” คนเถื่อนชายกล่าวขึ้น “รถถังสอยมันร่วงลงกับพื้น และนายก็วิ่งโดยไม่คิดชีวิต สันดานพวกจอมเวทมันก็เป็นแบบนี้ล่ะ ทิ้งทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด...ไม่มีความเมตตาจากพวกแกเลยสักคนเดียว”
“กำลังจะสื่ออะไร” อามูกล่าวเสียงขุ่น “เจอรถถังไล่ฆ่า มีไอบ้าที่ไหนอยู่สู้กันล่ะ...มังกรของฉันยังไงมันก็ไม่รอด กระสุนปืนใหญ่นะ ไม่ใช่ดาบที่โจมตีมัน”
“หุบปากค่ะ” หญิงสาวผมบลอนด์ทองกล่าวพลางเอามีดจี้ที่ปากเขาแทน ในขณะที่คนเถื่อนชายท่าท่าจุ๊ปากให้หยุดพูด ก่อนจะกดหัวอามูให้หมอบลงกับพื้น และเอาผ้าคลุมหนังสัตว์ที่ชุ่มไปด้วยกลิ่นน้ำมันคลุมทั้งสามคน เพื่อบังร่างของพวกเขาเอาไว้
เสียงกรีดร้องแหลมน่ากลัวสั่นไหวดังขึ้นจากฟากฟ้า อามูเงยหน้ามองทันที ว่ามันคืออะไร เพราะเสียงร้องนั้นสะกดใจของเขาให้อยากเข้าใกล้ ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเรืองแสงสีชมพู
“พวกจอมเวทมีปฏิกิริยาตอบสนองกับเสียงร้องของมันค่ะ” หญิงสาวคนเถื่อนกล่าวก่อนจะกดหัวอามูลง “ขืนเป็นแบบนี้เราจะเสี่ยงไปด้วย”
“ทำแบบนั้นสันดานเราก็ไม่ต่างจากพวกมันน่ะสิ” คนเถื่อนชายกล่าว “กดมันไว้ อย่าให้มันไปจากเรา พวกปีศาจถ้ามันวนเวียนแล้วไม่เจอเหยื่อ มันจะจากไปเอง มันไม่มีสมองหรอก ไอ้พวกนี้”
“ปล่อยฉันไปเถอะ” อามูกล่าวด้วยเสียงเลื่อนลอย “ฉันจะไปดูเจ้านกแสนสวย มันกำลังเรียกให้ฉันไปดูมัน มันจะชวนฉันบินไปบนท้องฟ้า...ฉันจะให้มันไปส่งฉันที่เมืองอาร์คาเดียเสียเลย”
“จอมเวทมันเพ้อใหญ่แล้วล่ะพี่ชาย” หญิงสาวผมบลอนด์กล่าว “ทำให้มันสลบดีไหม”
ท้องฟ้าเบื้องบนปรากฏร่างของนกยักษ์สมัยยุคไดโนเสาร์ ตัวมันใหญ่กว่าห้าเมตร พอๆกับมังกร หน้าตามันไม่ได้น่ารักแบบที่อามูกล่าวเลย เพราะหน้าของมันน่ากลัวราวกับซากศพเน่า มีหนอนชอนใชทั่วทั้งใบหน้าและตัวของมัน และกลิ่นเน่าในตัวมันก็เหม็นคลุ้งไปทั่วบริเวณที่มันบินผ่าน
มันส่งเสียงกรีดร้องก่อนจะบินวนอยู่เหนือรอบอาคารที่อามูอยู่ราวกับหาเหยื่อ แต่เมื่อมันไม่พบเป้าหมาย มันก็บินไปต่ออย่างรวดเร็ว กลิ่นน้ำมันเหม็นคลุ้งนั่นไล่มันออกไป มันไม่ชอบกลิ่นนี้
ทันทีที่เจ้านกยักษ์บินไปไกล ตาของอามูก็กลับมาเป็นปกติ เขารีบลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมวงเวทสีเขียวจ่อที่หน้าของสองคนเถื่อน
“ไอ้จอมเวท เราพึ่งช่วยชีวิตแก” หญิงสาวผมบลอนด์ทองกล่าว “แกตอบแทนเราแบบนี้สินะ”
“หยุดร่ายวงเวทซะ” คนเถื่อนชายกล่าว “เกิดมันจับสัญญาณเวทจากตัวนายได้อีก มีหวังมันมาอีกรอบแน่ๆ ไอ้ปีศาจนกแสนสวยของแกน่ะ”
“ถ้าฉันหยุดร่าย พวกแกก็ฆ่าฉันน่ะสิ” อามูกล่าว “พวกแกมีอาวุธปืน ส่วนฉันมีแค่เวทมนตร์ที่สู้กับพวกแกได้”
“และเรามีปืนถึงสองกระบอก” เสียงของหญิงสาวที่โตกว่าเอ่ยขึ้นจากด้านหลังอามู เขารู้สึกถึงปืนอีกกระบอกจ่อที่ด้านหลัง ดูเหมือนคนเถื่อนจะมีมาเพิ่มอีกหนึ่งคนเสียแล้ว
“สวัสดี เฟลิซิตี้” ชายคนเถื่อนทักหญิงสาวที่มาใหม่ เธอมีผมบลอนด์ทองเหมือนกับหญิงเถื่อนคนแรก ดูท่าแล้วคงจะเป็นพี่สาว “อาคารนี้มีของยังชีพมั้ย”
“เราได้แต่เศษเหล็ก กับเทปกาวน่ะ ไม่มีของกินเลย” หญิงชื่อเฟลิซิตี้กล่าว “แถวนี้อาจถูกมนุษย์กลุ่มอื่นกอบโกยไปแล้วก็ได้”
“ไม่มีใครทำร้ายนาย” หญิงสาวผมบลอนด์ที่ถูกอามูร่ายวงเวทจ่อหน้ากล่าว “ดังนั้นอย่าทำอะไรให้มันแย่ลงกว่านี้เลยนะ คุณจอมเวท”
อามูถอนใจ ก่อนจะลดการร่ายเวทลง หญิงสาวที่ชื่อเฟลิซิตี้ทำการมัดมือของเขาทันที เพื่อไม่ให้ร่ายเวทอีก ก่อนจะใช้ปืนจี้หลังบังคับให้อามูไปกับพวกเธอ
“ไม่ต้องลีลาหรอกนะ พวกคนเถื่อน” อามูกล่าว “ถ้าจะฆ่าฉันล่ะก็ขอให้เผาศพด้วยนะ จอมเวทอย่างพวกฉันมีโอกาสฟื้นขึ้นมาเป็นตัวตนแห่งภัยพิบัติน่ะ”
“ขอบคุณที่บอก” ชายคนเถื่อนกล่าว “ถ้ามีรอบหน้าจะได้เผาศพพวกมันด้วย”
อามูกลืนน้ำลายคำโตทันที เขาเชื่อว่าที่ชายคนนี้พูด ท่าจะเป็นเรื่องจริง ต่างจากเขาที่พูดติดตลก
“ขืนปล่อยให้นายออกไปเดินสุ่มสี่สุ่มห้า...นายไม่รอดแน่ๆ จอมเวท” หญิงสาวผมบลอนด์ทองกล่าว “ดังนั้นมากับเราซะ เราจะช่วยไปส่งนายที่หน้ากำแพงเมืองอาร์คาเดีย แลกกับว่าต้องทำตามคำขอเราหนึ่งอย่าง”
“ได้สิ...ว่าแต่พวกคุณชื่ออะไร” อามูกล่าวถามชื่อ ขณะที่ตอบตกลงไปด้วย “ผมอามู ลูซีน มาจากราชรัฐจิ้งจอกแดง หลานของท่านวีรบุรุษอาราก้อน ปราการแกร่งที่ยังมีชีวิต”
“ฉันมาร์โก้” ชายเถื่อนกล่าวเสียงเรียบ “มีหน้าที่หาของกลับเข้ากลุ่มของเราน่ะ”
“ฉันอาร์คาน่า” หญิงสาวผมบลอนด์ทองกล่าว “แม่ฉันเคยเป็นจอมเวทในเมืองของนาย ท่านย้ายออกมาอยู่กับพวกฉัน แต่ตอนนี้ท่านเสียไปแล้วล่ะ”
“งั้นเธอก็ใช้เวทมนตร์ได้” อามูกล่าว “ฉันสอนให้เธอชำนาญเวทขึ้นได้นะ ขอแค่ย้ายเข้าเมืองกับพวกเรา”
“เป็นจอมเวทมีแต่จะรอดชีวิตยากขึ้นในยุคนี้” อาร์คาน่ากล่าว “ไม่ได้สังเกตุเลยหรือ พวกอันเดดมันจงใจล่าแต่นายน่ะ พวกเราไม่ค่อยโดนล่าเท่าไหร่หรอกนะ”
“ใจกลางเมืองที่ล่มสลาย หรือที่พวกนายเรียกกันว่าเมืองของคนตายน่ะ” มาร์โก้กล่าว “มันปลอดภัยกว่ารอบๆกำแพงที่พวกนายสร้างเอาไว้เสียอีกนะ พวกเรามนุษย์ที่ไร้เวทอยู่กันที่นั่นแหละ”
“เสี่ยงเป็นบ้า” อามูกล่าว “แล้วพวกคุณรอดมาได้ยังไง ภายนอกมีทั้งอันเดด ปีศาจ และตัวตนแห่งภัยพิบัติอยู่เต็มไปหมด”
“พวกอันเดดและปีศาจมันพยายามเข้าหาจอมเวท ไม่ใช่พวกเรา” คราวนี้เป็นเฟลิซิตี้ที่กล่าว “พวกเราระวังแค่ตัวตนแห่งภัยพิบัติเท่านั้น ตัวตนแห่งภัยพิบัติชอบไล่ล่ามนุษย์และกินมนุษย์เป็นอาหาร แต่ทว่าพวกนี้เหมือนกับมนุษย์ทุกอย่าง เราจึงรับมือกับพวกมันได้อย่างไม่ยากเย็นนัก”
“หมายความว่ายังไง” อามูกล่าวด้วยความสงสัย “ตัวตนแห่งภัยพิบัติแข็งแกร่งกว่าจอมเวทบางคนเสียอีกนะ มนุษย์ธรรมดาน่าจะสู้ด้วยไม่ไหวหรอก”
“พูดไม่ดูตัวเองเลยนะ” มาร์โก้กล่าวก่อนจะอธิบาย “พวกตัวตนแห่งภัยพิบัติมันสู้แบบมนุษย์ ใช้วิธีแบบมนุษย์ และคิดแบบมนุษย์ เราซึ่งเป็นมนุษย์เหมือนกันเลยหลอกล่อ และใช้ยุทธิวิธีของมนุษย์สู้กับมันได้ ต่างจากอันเดดและปีศาจจำนวนมหาศาล ที่โจมตีมาแบบไม่กลัวตายและไร้สมอง หากให้เลือก มนุษย์อย่างเรายินดีสู้กับตัวตนแห่งภัยพิบัติดีกว่า”
“ในขณะที่เราต้องรับมือกับอันเดดที่แสนอ่อนแอในสายตาเรา” อามูกล่าว “แต่พวกคนเถื่อน...เอ้ย พวกมนุษย์ทั่วไป กลับต้องสู้กับตัวตนแห่งภัยพิบัติ ที่แข็งแกร่งกว่าแทนสินะ”
หลังจากนั้นอามูก็พูดคุยกับคนเถื่อนหลากหลายเรื่อง เขาพบว่าเหล่าคนเถื่อนที่ไร้เวทนั้นมีทักษะทางร่างกายเหนือกว่าจอมเวท พวกอาร์คาน่านั้นมีทักษะฟรีรั่นนิ่งที่ยอดเยี่ยม พวกเขาและเธอสามารถกระโดดข้ามตึก เหยียบริมตึก ปีนตึก ปีนเสาไฟฟ้า และเดินไต่สายไฟฟ้าได้อย่างชำนาญ ในขณะที่อามูต้องใช้เวทบินตาม ทำให้เขารู้แล้วว่ามนุษย์ธรรมดาอยู่รอดได้ยังไง ในโลกที่โหดร้ายแบบนี้
“นี่สินะ ที่เรียกว่าวิวัฒนาการ ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม” อามูกล่าวอย่างสนใจ ก่อนที่เขาจะลองพยายามทำเหมือนกับพวกอาร์คาน่า โดยไม่ใช้เวท
“นี่ อามู...ถามหน่อยสิ” อาร์คาน่าเดินเข้ามาใกล้เขา ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงกระซิบ “ทำไมจอมเวทส่วนใหญ่ ถึงรังเกียจพวกเรานักล่ะ แบ่งแยกเราออกจากที่ปลอดภัย และทิ้งให้พวกเราอยู่กับความตาย พวกจอมเวทไม่ได้คิดฟื้นฟูโลกใบนี้ เหมือนในอดีตหรอกหรือ”
“ฉันเองก็ไม่รู้” อามูกล่าว “ตั้งแต่ฉันลืมตาดูโลก ก็ถูกสอนมาแล้ว ว่าพวกคนเถื่อนพยายามจะทำร้ายเรา และไม่ยอมรับในพลังของเรา...แต่ตอนนี้ความคิดของฉันมันเปลี่ยนไปแล้วล่ะ ฉันเชื่อว่าสักวันมนุษย์และจอมเวท จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข”