บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 37 | วิหารแห่งก็อปลิน อูโบโบ 5

            สายตาของกวีจดจ้องมองไปยังกองทัพของศัตรู เขาจำต้องเผชิญหน้ากับพวกมันเพียงลำพัง ในขณะเดียวกันกลับต้องต่อสู้กับเวลาและพาทุกคนออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด 

            เล็บนิ้วชี้ข้างซ้ายจิกเข้าไปยังกลางฝ่ามือข้างขวา หยดเลือดจึงไหลรินออกมากลายเป็นสีแดงสด 

            “เลิกมองแล้วรีบเข้ามาสักที..”

            ‘เสียเวลาชะมัดเลยว่ะ’

            วาจาของกวีเข้าทิ่มแทงจิตใจของเหล่าก็อปลิน เสียงคำรามแห่งความโกรธจึงก้องกังวาน ฝีเท้ามุ่งตรงเข้ามาอย่างบ้าคลั่งพร้อมกำกระบองหนามในมือขวาแน่นขนัดจนเส้นเลือดเกิดผุดขึ้น 

            พวกมันเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วประหนึ่งเสือชีตาห์ หนึ่งตัวปรากฏขึ้นอยู่เหนือหัวของกวี พร้อมกระบองยักษ์ถูกยกขึ้นอยู่เหนือหัว สีหน้าดุร้ายต้องการทำลายศัตรูด้วยความโกรธอันเหนือล้ำยากเกินจะพรรณนา 

            “ปรสิตเลือดอำพัน เกลด้า” เสียงถูกเปล่งขึ้น ทันใดนั้น หยดเลือดดังกล่าวได้แปรเปลี่ยนเป็นดาบทมิฬเล่มหนึ่ง ปัดป้องการโจมตีของก็อปลินนักล่าได้ในฉับพลัน 

            ความสามารถของกวีสร้างความประหลาดใจให้แก่กามู “ดาบนั่น.. มาได้ยังไง..” เสียงของเขาถูกเปล่งขึ้นในขณะที่แววตายังคงเฝ้ามองการต่อสู้ 

            “หนักมาก” แม้นจะรับการโจมตีเอาไว้ได้ ทว่ากวีกลับรู้สึกถึงความหนักแน่นที่ส่งผ่านจากดาบมายังร่างของเขา หากต้องวัดพละกำลังเพียงอย่างเดียว คงยากเกินที่เขาจะต่อกรได้เพียงลำพัง 

            หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาที ก็อปลินนักล่าอีกสองตนได้ปรากฏขึ้นจากด้านหลัง กระหน่ำการโจมตีเข้าใส่อย่างที่มิอาจจะยับยั้ง กระนั้นแทนที่กวีจะตอบรับ เขากลับแปรเปลี่ยนทิศทางของฝีเท้าย่างก้าวและหลบหลีกออกมาได้ในฉับพลัน 

            ศัตรูสูญเสียจังหวะราวสามวินาที กวีไม่รอช้าพลางเร่งฝีเท้ามุ่งตรงเข้าสังหารศัตรู 

            “ขอก่อนล่ะ !!” คมดาบพุ่งทะยานเข้าใกล้ศีรษะของหนึ่งในก็อปลินนักล่า ทว่ากลับมีบางสิ่งพุ่งตรงเข้ามาและยับยั้งการโจมตี 

            ลูกศรจำนวนสามนัดเพ่งเล็งมาที่ดวงตา เมื่อนั้นกวีจึงยกเลิกการโจมตีและยกดาบขึ้นป้องอย่างฉับพลัน

            “ทางไหน ซ้าย หรือขวา ?” กวีเร่งฝีเท้าเพื่อถอยห่างพลางกวาดสายตามองรอบกาย ทว่าพลันจ้องมองไปยังทิศทางที่ลูกศรจากมา กลับพบว่าไม่มีผู้ใดยืนอยู่ตรงนั้นแม้เพียงสักคน 

            พวกมันเหล่านี้มิได้เป็นเพียงอสูรผู้โง่เขลา พวกมันเปี่ยมไปด้วยปัญญา พลันสิ้นสุดการซุ่มยิง พวกมันจะเคลื่อนย้ายตำแหน่งไปยังจุดบอดที่ศัตรูมิอาจตามจับ 

            ทันใดนั้นเอง ก็อปลินนักล่าหนึ่งตนปรากฏตัวขึ้นจากด้านหลังในขณะที่เขากำลังพลั้งเผลอ

            “ไอ้พวกเวรนี่ !!” กวีสบถถ้อยคำออกมาด้วยความโกรธพร้อมปัดป้องการโจมตีด้วยดาบ ครู่ต่อมาลูกศรได้พุ่งทะยานเข้ามาจากทั่วทุกสารทิศกระนั้นกลับมิอาจควานหาตำแหน่งของศัตรู 

            พวกมันทำงานร่วมกันได้ดีเช่นเดียวกันกับมนุษย์ เหล่าพลธนูจะเข้าจู่โจมก็ต่อเมื่อมีก็อปลินนักล่าคอยล่อหลอกให้ และเมื่อใดที่ก็อปลินนักล่าใกล้ถูกปลิดชีพ คันศรจะถูกง้างเพื่อโจมตีแทรกแซงอย่างแม่นยำ 

            “ซุ่มม !” 

            ก็อปลินนักล่าอีกหนึ่งตนปรากฏขึ้นพร้อมกระหน่ำกระบองหนามเข้ามา ทว่าดาบของกวีกลับยังคงรับเอาการโจมตีของหนึ่งในพวกมัน ในขณะที่อีกหนึ่งตนเฝ้ารออยู่รอบนอกเพื่อรับมือหากศัตรูคิดหลบหนี

            กวีไม่มีทางเลือกอื่น จึงถ่ายโอนพลังงานมานาไปยังสองเท้าเพื่อเกาะติดไว้กับพื้นประหนึ่งกาว อีกส่วนของมานาส่งไปยังแขนซ้ายและยกขึ้นเพื่อรับการโจมตี 

            “ตู้มม !!” 

            กระบองหนามพุ่งทะยานเข้ากระทบกับแขนซ้าย แรงปะทะส่งผลให้กวีลอยละลิ่วปลิวออกไปประหนึ่งเศษกระดาษ แม้จะเสริมแกร่งด้วยมานาจำนวนมาก กระนั้นกลับมิอาจต้านทานพละกำลังของเหล่าก็อปลินนักล่า 

            กวีหยุดยั้งแรงผลักได้อย่างฉับพลัน ทว่าศัตรูกลับเดินหมากได้เร็วยิ่งกว่า สองตนปรากฏขึ้นจากซ้ายและขวาพร้อมตวัดกระบองยักษ์เพื่อบดขยี้ศัตรู 

            ใช้เวลาราวสองวินาที กวีเลี่ยงหลีกการโจมตีอย่างฉิวเฉียดแต่กลับได้รับบาดแผลถากๆ ถึงกระนั้น ความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วร่างกลับช่างมากมายมหาศาล ปราศจากมานาปกคลุมก็เปรียบเสมือนยืนตัวเปล่าท่ามกลางทุ่งหิมะอันหนาวเหน็บ 

            เมื่อสบโอกาส กวีจึงเร่งฝีเท้าถอยห่างจากแมรี่และพวกพ้องให้มากที่สุด ในขณะเดียวกัน ผู้ชมทั้งหมดกลับทำได้เพียงตะลึงงันไปกับการแสดงของชายหนุ่ม 

            “ไม่นึกเลยว่ากวีจะแกร่งขนาดนี้” แมรี่กล่าวชมราวกับกำลังไม่เชื่อสายตาของตนเอง

            “ก็จริงอยู่ที่การเคลื่อนไหวไม่ได้แย่เลย แต่ปัญหาคือพวกก็อปลินมันไม่เลือกวิธีการ ถ้าต้องการเอาชนะในเกมที่พวกมันถนัดอย่างการล่าเป็นกลุ่ม คงต้องใช้มากกว่าความสามารถจึงจะทำได้สำเร็จ” กามูอธิบายเพิ่มเติม ตัวเขานึกสงสัยยิ่งนักว่ากวีจะโค่นศัตรูทั้งหมดลงได้เช่นไร 

            กลับมายังลานเชือดของเหล่าก็อปลิน ลูกศรถูกยิงมาอีกครั้งจากหลากหลายมุม พลันกวีเหลียวมองกลับไป กลับพบว่าศัตรูมิได้อยู่ ณ จุดเดิมอีกแล้ว และทันทีที่เขาพลั้งเผลอ เหล่าก็อปลินนักล่าจะผลัดกันเข้าโจมตีอย่างบ้าคลั่งและตามแบบแผน 

            “ไปตายซะ !!” กวีจู่โจมกลับไป ปลายเท้าของเขาประทับอยู่ ณ กลางอกของก็อปลินนักล่า มันลอยละลิ่วปลิวออกไป ทว่าเมื่อสิ้นสุดท่วงท่า พวกมันอีกสองตัวกลับปรากฏขึ้นพร้อมตะบันกระบองยักษ์เข้าใส่อย่างรุนแรง 

            “อั่ก-”

            เป็นอีกครั้งที่กวีมิอาจเลี่ยงหลีกการโจมตี พวกมันจู่โจมทำให้ร่างเขาปลิวออกไปกระทบกับกำแพง ณ อีกฟากฝั่ง 

            เลือดไหลซึมผ่านริมฝีปาก เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า สายตาเริ่มต้นพร่ามัวเพราะศีรษะได้รับการกระทบกระเทือน 

            พวกมันก้าวเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มแห่งความปลื้มปีติ ทว่าแทนที่เขาจะสิ้นท่า กวีกลับเผยยิ้มออกมาเพื่อโต้ตอบ “ก็ได้ ชั้นจะเล่นกับพวกแกเอง” สิ้นสุดถ้อยคำว่ากล่าว ดาบทมิฬในมือขวาได้แปรเปลี่ยนไปกลายเป็นปืนสั้น 

            “ปั้ง ๆ ๆ !!”

            กระสุนแสงจำนวนหกนัดพุ่งทะยานตรงไปข้างหน้า ทว่าคงเพราะมือของกวีนั้นสั่นเทา กระสุนทั้งหมดจึงพลาดเป้าหมายไปอย่างน่าเสียดาย 

            ทว่ามิใช่เลย พลันกระสุนแสงเคลื่อนผ่านกายของเหล่าก็อปลินนักล่าไปยังเบื้องหลัง เมื่อนั้นเสียงของเหล่าพลธนูกลับเริ่มต้นดังกู่ก้อง 

            “เยี่ยม !!” กวีเร่งบรรจุกระสุนแสงเข้าสู่ดูนอีกครั้ง แปรเปลี่ยนมานาห้าหน่วยต่อกระสุนหนึ่งนัด พลันบรรจุกระสุนจนครบถ้วน กวีจึงเหนี่ยวไกออกไปอีกครั้งจนครบหกนัด 

            เหล่าพลธนูทั้งหมดสิ้นลงในชั่วพริบตา แม้มันจะหาตัวจับยาก กระนั้นกลับมีแบบแผนที่ตายตัว ห้าในสิบจะจู่โจมเข้าดวงตาและหัวใจ ส่วนที่เหลือจะเล็งมาที่ด้านหลังต้นขวาเพื่อลดทอนความสามารถในการเคลื่อนไหว หากล่วงรู้ถึงเพียงนี้ การจะคาดเดาถึงตำแหน่งของพวกมันในการโจมตีครั้งถัดไปก็มิใช่เรื่องยากเกินฝัน 

            ยังหลงเหลืออีกสามตน เมื่อนั้นปืนลูกโม่กระสุนแสงจึงแปรเปลี่ยนเป็นดาบงูพิษทมิฬอย่างรวดเร็ว 

            ศัตรูไม่มีทางปล่อยให้กวีถือครองไพ่เหนือกว่า พวกมันเริ่มต้นโจมตีอีกครั้ง เช่นเดียวกับทุกครา หนึ่งในสามจะเข้าบุกทะลวงซึ่ง ๆ หน้าเพื่อล่อหลอกความสนใจ อีกสองรายที่เหลือจะเฝ้ารอ จนกระทั่งสบโอกาส พวกมันจะเข้าจู่โจมจากมุมอับสายตาด้วยความเร็วสูงสุด

            ถึงกระนั้น รูปการณ์ของการต่อสู้กลับผิดแปลกไปเล็กน้อย เพราะแทนที่กวีจะเป็นฝ่ายถูกไล่ต้อน ทว่าเขากลับรับการโจมตีของศัตรูได้อย่างแม่นยำในขณะที่ดวงตายังคงปิดสนิท 

            “นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่ ?” แมรี่ด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยหลากหลายอารมณ์ ไม่เพียงกวีจะสามารถเลี่ยงหลีกการโจมตีได้อย่างงามหยด ทว่าเขากลับป้องกันจุดตายควบคู่กันได้อย่างพร้อมเพรียง

            ร่างกายของเขาแผ่ขยายความน่าสะพรึงออกเป็นวงกว้าง มานาสีเทาแผ่พุ่งพลางปัดป้องการโจมตีด้วยดาบเพียงเล่มเดียว

            ทันใดนั้น ก็อปลินนักล่าตัวหนึ่งได้ปรากฏตัวอย่างรวดเร็ว มันตนนี้เป็นตัวล่อ กวีย่อมรู้เป็นอย่างดี เขามิได้ตวัดดาบเพื่อปัดป้อง ทว่ากลับย่างเท้าไปข้างหน้าพร้อมส่งปลายเท้าข้างขวาเข้าประทับกระบองยักษ์อย่างรุนแรง 

            กระบองยักษ์หักเป็นสองส่วนในทันที ส่งผลให้ก็อปลินนักล่าตนนั้นเสียหลักไปครู่หนึ่ง เมื่อนั้นกวีจึงประทับฝ่าเท้าเข้าสู่กลางอก มันกระเด็นขึ้นสู่เบื้องบนโดยที่แรงโน้มถ่วงก็มิอาจหยุดยั้ง

            นับตั้งแต่การต่อสู้ยกที่สองได้เริ่มขึ้น กวีมิได้รับมือกับพวกมันด้วยวิธีการปกติ เขาปิดกั้นการรับสัมผัสไปถึงสี่ส่วน กลิ่น รสชาติ การได้ยิน รวมไปถึงการมองเห็น และมุ่งเน้นการจดจ่อทั้งหมดไปยังการสัมผัส

            เพราะการกำจัดพลธนูลุล่วงไปด้วยดี การใช้สายตาและหูเพื่อควานหาศัตรูจากระยะจึงมิได้มีความจำเป็น ศัตรูที่เหลือจึงมีเพียงผู้ที่สามารถจู่โจมในระยะประชิด สัมผัสจากผิวกายจะเป็นสิ่งสำคัญต่อการรับมือกับพวกมัน 

            พลันหนึ่งตัวสิ้นท่าลง อีกหนึ่งตัวจึงปรากฏขึ้นอยู่เหนือศีรษะของกวี ตัวสุดท้ายเข้าแทนที่เพื่อพันธนาการศัตรู เขาไม่รอช้า เร่งฝีเท้าหลบหลีก ความหุนหันส่งผลให้หนึ่งตัวด้านหน้าเขางุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อนั้นกวีจึงเคลื่อนกายไปด้านหลังของมัน พลันใช้สองมือเพื่อหมุนคอจนใบหน้าหันกลับไปราวร้อยแปดสิบองศา

            ตัวแรกสิ้นชีพอย่างง่ายดาย ในขณะที่เหนือหัวของกวียังมีอีกหนึ่งตน มันกระหน่ำกระบองเหล็กเข้ามา ทว่ากวีกลับเลี่ยงหลีกได้อย่างทันท่วงที พลันศัตรูหยุดชะงักลง ออร่าสีเทาจึงเปล่งปลั่งขึ้นมา ณ เท้าซ้ายของเขา ตวัดไปข้างหน้าอย่างรุนแรง พร้อมตัดขาดศีรษะของมันให้สะบั้นออกจากร่างกายในทันที 

            ลูกเตะของมนุษย์นั้นมีระยะการโจมตีที่กว้างไกลกว่าหมัดมากนัก เมื่อพวกมันถูกเคลือบด้วยมานา เมื่อนั้นก็เปรียบเสมือนดาบเล่มยาวที่แหลมคมมากพอจะตัดขาดได้ทุกสรรพสิ่ง

            รวมระยะเวลาทั้งหมดคือสิบวินาที สองในสามได้สิ้นชีพลงเหลือเพียงหนึ่ง ซึ่งในขณะที่พวกพ้องของมันโรยราไปทีละตัว ร่างกายของก็อปลินนักล่าตนสุดท้ายพึ่งกำลังร่วงหล่นใกล้กระทบกับพื้นดิน 

            ทันใดนั้น ร่างกายของกวีได้หายไปอย่างฉับพลัน “ไปตายซะ” เขาปรากฏตัวขึ้นจากด้านบน พร้อมตวัดเท้าขวาเตะเข้าไปยังเบ้าหน้าของศัตรูอย่างรุนแรง 

            “ตู้ม !!”

            ร่างกายของมันประทับเข้ากับกำแพง จมูกถูกเตะจนแนบชิดกับแผ่นหน้าประหนึ่งขนมปัง มันสิ้นชีพในทันที กวีร่วงหล่นลงสู่พื้นดินพร้อมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เสื้อกล้ามสีขาวที่เคยเปื้อนโคลนยามนี้กลับแปดเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดง 

            “เจ้าหมอนี่เป็นใครกันแน่ ?” เรเชลเอื้อนเอ่ยถามด้วยความสงสัย ทว่าในขณะเดียวกัน กลับมีความกลัวเล็ก ๆ ผสมปนเปอยู่ภายใน

            กวีก้าวเดินกลับมาหาทุกคน สิ่งที่เขากระทำลงไปล้วนสามารถกล่าวได้ว่าช่างน่าอัศจรรย์ 

            ทว่าในความเป็นจริงนั้น เขากลับรู้สึกขอบคุณการฝึกอันสุดแสนหฤโหด ณ ห้วงแห่งแรกเริ่ม ปฏิภาณและไหวพริบ ความคล่องตัว การตอบสนองต่อสิ่งเร้า ความแข็งแกร่งทางกายภาพ พละกำลังและความอึด ทุกสิ่งล้วนพัฒนาขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด และยิ่งไปกว่านั้น หากต้องเทียบความแข็งแกร่ง ระหว่างราชาแห่งเผ่ากระทิงกับเหล่ากองทัพก็อปลิน คงต้องกล่าวว่า พวกมันมิอาจเทียบเคียงแม้เพียงครึ่งหนึ่งของผู้พิทักษ์แห่งดันเจี้ยนด้วยซ้ำไป 

            “หนีไปเถอะค่ะ ดูเหมือนพวกเราคงใกล้จะหมดลมในอีกไม่ช้า พวกเราจะกลายเป็นตัวถ่วงของคุณ อย่างน้อยก็กลับไปรอที่ปากทางเข้าดันเจี้ยน จนกระทั่งคุณจอสและพวกคุณเซลฟิสจะสามารถปิดดันเจี้ยนได้” แมรี่รีดเค้นแรงกายเพื่อเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นครั้งสุดท้าย ขณะที่วันเวลาล่วงผ่านไปในแต่ละวินาที พิษร้ายกลับแบ่งตัวและแผ่ขยายไปทั่วทั้งร่าง และอีกไม่นานนัก ความตายจะเข้ามาเยือนแม้พวกเธอจะไม่ต้องการก็ตาม 

            ทว่าแทนที่กวีจะปฏิบัติตามคำขอของเธอ เขากลับทำในสิ่งที่ต้องกันข้าม สองเท้ามุ่งตรงไปยังซากศพของเหล่าพลธนูที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกทิศทาง เขาจ้องมองพวกมันอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นจึงนั่งยองพลางเอื้อมมือเข้าไปค้นตัวพวกมัน 

            “เจอแล้ว” กวีเผยยิ้มออกมาพร้อมกล่าว ในมือของเขาปรากฏขวดใสซึ่งบรรจุของเหลวสีเหลืองอ่อน

            พลันได้เห็นถึงการกระทำของเขา แววตาของทุกคนจึงเปล่งประกายความตกตะลึงออกมาอีกครั้ง

            “เจ้าหมอนี่..” กามูกล่าวเหมือนล่วงรู้เป็นนัยๆ เพราะหากสิ่งที่อยู่ในมือของกวีเป็นดั่งที่ถูกทุกคนคาดคิด..

            ‘มันก็คือยาถอนพิษ’

            การต่อสู้จบลงโดยชัยชนะได้ตกเป็นของฝั่งผู้ท้าทาย ยังไม่เพียงเท่านั้น กระนั้นกลับสามารถช่วยชีวิตของทุกคนให้รอดพ้นจากพิษร้ายไปได้อย่างพร้อมเพรียง 

            เพียงแต่ว่า ด้วยความสามารถอันมากล้น รวมไปถึงไหวพริบอันมากล้น จึงทำให้เรเชลเริ่มต้นการครุ่นคิด

            .

            < ทำไมเจ้าหมอนี่ถึงรู้ว่าพวกมันมียาถอนพิษ ? >

            .

            เรเชลคาดเดาถึงหลากหลายความเป็นไปได้ วิเคราะห์และสกัดออกมาได้ถึงสามสาเหตุ 

            หนึ่ง เขามีความสามารถในการตรวจสอบสิ่งของรอบกาย 

            สอง เขาเพียงคิดจะปล้นสมบัติของพวกมัน จากนั้นก็ค้นเจอยาถอนพิษได้โดยบังเอิญ

            หรือสาม เขานั้นฉลาด จึงสามารถคาดเดาได้เองว่าพวกมันจะต้องมีอยู่

            แม้กระนั้น เรเชลกลับไม่กล้าเอื้อนเอ่ยถามออกไป จนกระทั่งแมรี่ได้เริ่มต้นว่ากล่าวออกมา “ทำไมคุณถึงรู้ว่าพวกมันมียาถอนพิษกันคะ ?” ในสถานการณ์เช่นนี้ ความใสซื่อของแมรี่กลับส่งผลดีมากกว่าผลร้าย 

            “ก็เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วไม่ใช่รึไงครับ” กวีเริ่มต้นตอบคำถาม “ลองคิดดูให้ดีสิ คงไม่มีหมองูคนไหนอยากตายเพราะพิษงูของตัวเองหรอกใช่รึเปล่า ย่อมมีโอกาสที่พวกมันจะถูกพิษร้ายของตนเล่นงาน เพราะฉะนั้น ความเป็นไปได้ที่พวกมันจะมียาถอนพิษอยู่ก็มีมากกว่าครึ่ง เพียงแค่นี้ก็คุ้มค่าพอให้ลองเสี่ยงแล้วครับ”

            เป็นอันตัดสิน การได้รับยาถอนพิษมิใช่เพราะโชคหรือทักษะเฉพาะตัว กระนั้นกลับเป็นเพราะไหวพริบของชายหนุ่มแทบทั้งสิ้น

            แม้นจะโชคดีที่ชายผู้นี้อยู่ฝ่ายตน กระนั้นเรเชลกลับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ผิดแปลกไป 

            .

            < เจ้าหมอนี่.. >

            .

            < น่ากลัวเกินไปแล้ว !! >

            .

            เธอครุ่นคิด พลางลองจินตนาการ ว่าหากตนต้องเป็นศัตรูกับชายผู้นี้ คงไม่มีทางเลยแม้แต่น้อย ที่พวกเธอจะโค่นล้มเขาลงได้โดยปราศจากการสูญเสีย 

    คล้ายกับเรื่องบันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer ที่คุณอ่าน