ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 122 ชาร์จสุดแรงไม่ต้องกลัวโดนสวน!

            เมื่อได้ยินคำพูดของมอนเต้ไป๋ฉางเซิงก็แทบจะเก็บอาการไม่อยู่ 

            ไม่ใช่ละอะไรคือฉันไม่คู่ควร? 

            เมื่อก่อนตอนสายเลือดยังไม่ยกระดับแถมความแข็งแกร่งยังต่ำต้อย จะพูดแบบนี้ก็ว่าไปอย่างแต่ตอนนี้เลือดมังกรของเขาเลื่อนขึ้นสู่ระดับสี่แถมค่าพลังเลือดก็ถึงระดับแม่ทัพอสูรแล้ว ถ้ายังมาพูดแบบนี้อีกงั้นสายเลือดกับความแข็งแกร่งที่อุตส่าห์ยกระดับมาจะไม่เสียเปล่าหรอกเหรอ? 

            คนเราเกิดมาทั้งทีถ้าไม่สู้เพื่อศักดิ์ศรีก็อย่าอยู่เลย 

            อย่าว่าแต่ตอนนี้เจียงจืออวี๋ลงแข่งไม่ได้ต่อให้เธอต่อสู้ได้ ไป๋ฉางเซิงก็ต้องสั่งสอนหมอนี่ให้รู้สำนึกซะหน่อย 

            เพื่อถามมันให้รู้เรื่องว่าอะไรที่เรียกว่า 'ไม่คู่ควร'! 

            คล้ายจะสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของไป๋ฉางเซิงเจียงจืออวี๋จึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง 

            "หมอนี่ถือว่าเป็นนักศึกษามาตรฐานของมหาวิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์เลยล่ะ" 

            "เขาเดินบนเส้นทางแห่งศรัทธา แถมยังเรียนรู้วิชาปราการศักดิ์สิทธิ์แล้วด้วย" 

            "จุดเด่นคือพลังป้องกันที่ยอดเยี่ยม เมื่อมีปราการศักดิ์สิทธิ์คอยเสริมคนในระดับเดียวกันแทบจะทลายเกราะเขาไม่ได้เลย" 

            "แต่จุดด้อยก็ชัดเจนเหมือนกัน คือพลังโจมตีไม่เพียงพอทว่าข้อแม้ของเรื่องนี้คือนายต้องระวังอย่าให้เขาตั้งการ์ดป้องกันการโจมตีของนายได้" 

            "นอกจากนี้ การจะกระตุ้นปราการศักดิ์สิทธิ์เขาจะมีท่าเตรียมยกโล่ที่เห็นได้ชัดเจนมาก" 

            จังหวะท่าเตรียมร่ายเวทที่ชัดเจนขนาดนี้ต่อให้เจียงจืออวี๋ไม่บอก ไป๋ฉางเซิงก็สังเกตเห็นแล้ว 

            ความจริงแล้วการฝึกต่อสู้อย่างหนักหน่วงและบ่อยครั้งกับเจ้าทึ่มจู้ทำให้ประสบการณ์รบจริงของเขาพัฒนาไปไกลแบบก้าวกระโดด 

            จากตอนแรกที่โดนเจ้าทึ่มจู้ปั่นหัวเล่นเหมือนของเล่นจนตอนนี้สามารถรับมือและยื้อสู้ได้นานกว่าสิบนาทีพัฒนาการของไป๋ฉางเซิงเรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว 

            ความก้าวหน้าที่รวดเร็วแบบนี้แม้แต่เจียงจืออวี๋เองก็ยังแอบตกตะลึงอยู่บ่อย ๆ 

            ต้องรู้ก่อนว่าเจ้าทึ่มจู้คือผู้พิทักษ์เงินมายาที่ถูกสร้างมาเพื่อการต่อสู้โดยเฉพาะทักษะการต่อสู้ของมันจัดว่าอยู่ระดับแนวหน้าต่อให้ไม่มีพวกอิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดมาเสริมคนในระดับเดียวกันที่สามารถเอาชนะผู้พิทักษ์เงินมายาได้ก็แทบจะมีน้อยมาก 

            ไม่ต้องพูดเรื่องอื่นไกลในชาติก่อนของเธอ ตอนที่เธออยู่ในระดับเดียวกับไป๋ฉางเซิงก็ยังไม่มีประสบการณ์รบจริงที่น่าทึ่งขนาดนี้ 

            ด้วยเหตุนี้เองเจียงจืออวี๋ถึงตอบรับข้อเสนอของคณบดีจี้ 

            เพราะในสายตาของเธอความแข็งแกร่งของไป๋ฉางเซิงตอนนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่านักศึกษาปีหนึ่งคนไหนเลยต่อให้ต้องไปเทียบกับพวกยอดอัจฉริยะระดับท็อปก็ตาม 

            "เจียงจืออวี๋ เลิกซ่อนพลังได้แล้ว ลำพังแค่สัตว์อสูรของเธอตัวเดียวเอาชนะฉันไม่ได้หรอก" 

            มอนเต้ใช้กระบี่ยักษ์ในมือกระแทกลงบนโล่หนักๆ สามครั้ง เกิดเสียงดังตึง ๆ ที่ทุ้มต่ำ ดึงดูดสายตาของทุกคนให้จับจ้องมา 

            "จงใช้ท่าโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของเธอมาทลายการป้องกันของฉันซะ!" 

            คำพูดของมอนเต้เปี่ยมไปด้วยเจตจำนงแห่งการต่อสู้จนแยกไม่ออกว่าเขากำลังยั่วยุ หรือแค่มีความมั่นใจในตัวเองอย่างล้นเหลือกันแน่ 

            ไป๋ฉางเซิงไม่เข้าใจตรรกะของไอ้ฝรั่งคนนี้เลยเขารู้สึกแค่ว่าวิธียั่วยุนี้มันช่างตื้นเขินสิ้นดี 

            จะให้ใช้ท่าโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเองเพื่อให้แกตั้งการ์ดแล้วสวนกลับงั้นเหรอ? 

            ไป๋ฉางเซิงขยับตัวเข้าขวางระหว่างเจียงจืออวี๋กับมอนเต้อีกครั้งเขามองดูมอนเต้ที่กำลังฮึกเหิมพลางส่งเสียงขู่คำรามออกมา"คู่ต่อสู้ของแกคือฉัน" 

            "แกยังไม่มีคุณสมบัติพอจะให้เธอลงมือด้วยซ้ำ" 

            คำพูดนี้จริงสามส่วนเท็จเจ็ดส่วน 

            ไป๋ฉางเซิงมีความแข็งแกร่งพอที่จะดวลกับมอนเต้ตัวต่อตัวจริงแต่ที่เจียงจืออวี๋ไม่ลงมือ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เพราะมองว่าอีกฝ่ายไร้คุณสมบัติ 

            แทนที่จะต้องคอยพะวงปกป้องเจียงจืออวี๋เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลอบโจมตีสู้ดึงความสนใจของอีกฝ่ายมาที่ตัวเองทั้งหมดเลยจะง่ายกว่า 

            แต่มอนเต้กลับตีความหมายของไป๋ฉางเซิงผิดไปไกล 

            แค่ประโยคที่ว่า'ไม่มีคุณสมบัติพอจะให้เธอลงมือ' มอนเต้ก็แค่นเสียงเย็นชาออกมาเขาก้าวเท้าฉับ ๆ อย่างต่อเนื่องพลางลากกระบี่ยักษ์ไปกับพื้นพุ่งเข้าใส่ไป๋ฉางเซิงคมกระบี่ที่เสียดสีกับลานประลองยุทธ์โลหะผสมอย่างรุนแรงจนเกิดประกายไฟโชติช่วงกลับขับเน้นให้มอนเต้ดูราวกับหุ้มด้วยความดุดันที่ยากจะต้านทาน 

            เมื่อเข้าถึงระยะสามเมตรจากตัวไป๋ฉางเซิงเขาก็เปลี่ยนจากการลากเป็นการงัดคมกระบี่ตวัดวาดขึ้นเล็งเป้าไปที่ใต้คางของไป๋ฉางเซิงอย่างรวดเร็ว 

            กระบี่นี้ทั้งหนักหน่วงและรุนแรงแม้พลังทำลายจะไม่เท่าท่าสับลงตรง ๆ แต่มุมองศานั้นถือว่ารับมือยากมาก 

            ถ้าไป๋ฉางเซิงเลือกเงยหน้าหลบเขาก็จะเปิดจุดอ่อนที่บอบบางที่สุดในร่างกายออกมา แต่ถ้าไม่เงยหน้าไม่ว่าจะหลบซ้ายหรือขวา มอนเต้ก็สามารถบิดทิศทางการโจมตีตามไปได้ทุกเมื่อ 

            ดูเหมือนไป๋ฉางเซิงจะตกอยู่ในสถานการณ์จนมุมแต่ในความเป็นจริง ท่านี้ในสายตาของไป๋ฉางเซิงนั้นเต็มไปด้วยช่องโหว่ 

            แทนที่จะถอยเขากลับพุ่งสวนเข้าไปไป๋ฉางเซิงอ้าปากหมายจะขย้ำมอนเต้ พร้อมกับส่งความนึกคิดเพียงนิดลูกไฟดวงหนึ่งก็พลันก่อตัวขึ้นที่ด้านหลังของมอนเต้ทันที 

            ไม่จำเป็นต้องใหญ่โตนักแค่ให้มอนเต้รู้สึกถึงการคุกคามก็พอแล้ว 

            และเมื่อลูกไฟควบแน่นอุณหภูมิที่ร้อนระอุทำให้มอนเต้ต้องเหลียวหลังไปมองตามสัญชาตญาณแล้วเขาก็เห็นลูกไฟกำลังพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของตัวเอง 

            เพียงชั่วพริบตาสถานการณ์ก็ถูกไป๋ฉางเซิงพลิกกลับอย่างสมบูรณ์ 

            แต่เมื่อเผชิญกับการโจมตีหน้าหลังพร้อมกันแววตาของมอนเต้กลับไม่มีความลนลานเลยสักนิดในขณะที่ยังคงเหวี่ยงกระบี่ยักษ์เข้าหาไป๋ฉางเซิงโล่ยักษ์ในมือก็ตวัดไปกันลูกไฟที่อยู่ด้านหลังพร้อมกับแสงทองทั่วร่างที่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง 

            มุกเดิมอีกแล้วสินะ? 

            ไป๋ฉางเซิงแค่นเสียงในใจร่างกายอันมหึมาพลันหดตัวและดีดกลับเหมือนหนังยางที่ถูกดึงจนสุดแล้วปล่อยเขาถอนกำลังและถอยฉากออกมาทันที แม้แต่ลูกไฟก็ถูกเขาสั่งให้ระเบิดกลางอากาศแทนที่จะรอให้มันกระแทกกับโล่จนระเบิดเอง 

            กระบี่ยักษ์วาดผ่านความว่างเปล่าจนเกิดเสียงแหวกอากาศเฉียดเกล็ดบนร่างของไป๋ฉางเซิงไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด 

            ดูเหมือนการปะทะครั้งนี้จะไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบแต่ความจริงแล้ว ไป๋ฉางเซิงจับจังหวะของมอนเต้ได้แล้ว 

            การโจมตีทุกครั้งต้องเหลือแรงเผื่อไว้สามส่วนเพื่อให้สามารถรุกรับได้อย่างอิสระ 

            แต่จังหวะแบบนี้นี่แหละที่ไป๋ฉางเซิงคุ้นเคยที่สุด! 

            "ไอ้เด็กเมื่อวานซืน แกคงไม่รู้ล่ะสิว่าเจ้านั่นที่ฉันซ้อมด้วยทุกวันน่ะมันชอบการปะทะแบบแตกหักขนาดไหน!" 

            เมื่อเห็นแสงสีทองเลือนหายไปไป๋ฉางเซิงก็ไม่เปิดโอกาสให้มอนเต้ได้ตั้งหลักรวบรวมพลังโจมตีอีกหางขนาดมหึมาสะบัดฟาดออกไปอย่างรวดเร็วเสียงหางแหวกอากาศที่ดังสนั่นทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกเหมือนว่าเขาทุ่มกำลังทั้งหมดลงไปในการฟาดครั้งเดียว 

            แต่ความจริงกลับเป็นว่ามอนเต้ยกโล่ขึ้นกันอีกครั้ง และขณะที่เขากระตุ้นปราการศักดิ์สิทธิ์หางที่เดิมทีควรจะฟาดลงมาอย่างรุนแรงกลับผ่อนแรงลงอย่างฉับพลันแม้สุดท้ายจะเกิดเสียงกระแทกดังตึงแต่แรงปะทะนั้นกลับไม่ต่างจากการเคาะประตูเลยสักนิด 

            มอนเต้ที่รู้ตัวว่าโดนปั่นหัวอีกครั้งเริ่มเกิดความร้อนรนในใจ 

            แสงทองสลายไปเขาก็เงื้อกระบี่หมายจะฟันใส่ไป๋ฉางเซิงทันทีแต่ลูกไฟอีกดวงกลับรอจังหวะอยู่ก่อนแล้ว 

            จังหวะที่จับไว้ก็คือช่วงพริบตาเดียวกับที่มอนเต้สลายแสงทองไปพอดีเป๊ะ! 

            "ตู้ม!" 

            ลูกไฟระเบิดออกก่อนจะพาคลื่นเพลิงกว้างหลายเมตรพุ่งกระจายไปรอบทิศทางมอนเต้ที่โดนเข้าจัง ๆ ถึงกับลอยละลิ่วกระเด็นไปตกไกลกว่าสิบเมตร 

            เมื่อเทียบกับความโอหังในตอนแรกตอนนี้มอนเต้ไม่อาจหยิ่งผยองได้อีกต่อไป แถมยังดูสะบักสะบอมอย่างมาก 

            ลูกไฟเมื่อครู่นี้เขาป้องกัน... แต่ไม่ได้ป้องกันทั้งหมด 

            มอนเต้ที่โดนหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าปักใจเชื่อว่าครั้งนี้ไป๋ฉางเซิงก็จะแกล้งโจมตีหลอกๆ อีก เขาจึงแค่ยกโล่ขึ้นบังเล็กน้อยเพื่อทำท่าหลอกให้ไป๋ฉางเซิงถอนกำลังกลับไปเอง 

            แต่ความจริงกลับเป็นว่าลูกไฟดวงนี้ ไป๋ฉางเซิงรีดเร้นธาตุไฟออกมาจนถึงขีดสุดแล้ว! 

            จริงคือเท็จเท็จคือจริง 

            การโดนลูกไฟอัดเข้าไปเต็มๆ ทำเอามอนเต้มึนงงไปหมด และที่ทำให้เขามึนงงยิ่งกว่าก็คือครั้งนี้ไป๋ฉางเซิงเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้กล้าเสี่ยงเขาไม่กลัวว่าตัวเองจะกระตุ้นปราการศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาอีกหรือไง? 

            สำหรับเรื่องนี้ไป๋ฉางเซิงมีคำอธิบายไว้เพียงสั้น ๆ ว่า "ชาร์จสุดแรงไม่ต้องกลัวโดนสวน!" 

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน