หลังจากองค์หญิง ชิงถง เล่าข่าวลือต่างๆ ที่นางรับรู้ ออกมาให้ หลางซือ ได้รับฟัง หากนางได้ขึ้นไปด้านบนเทือกเขาสูง นางมีความมั่นใจมากกว่า5ส่วน ว่าจะพบเจอเบาะแส ที่ตั้งของสมบัติล้ำค่าอย่างแน่นอน
ชายหนุ่มที่ได้ยิน เขามีสีหน้าครุ่นคิดขึ้นมาไม่ตก ศัตรูที่ตามไล่ล่าชายหนุ่มใบหน้าสะอาดสะอ้าน เองก็ร้ายกาจไม่เบา ครั้นเขาเริ่มขยับเขยื้อนกายา
น้ำเสียงองค์หญิง ชิงถง รีบกล่าวพูดขึ้นมาทันใด ครั้นรับรู้บัดนี้ นางตกเป็นรองชายหนุ่ม ไม่อาจต่อรองได้อีกต่อไป “ข้าบอกทุกอย่างที่ข้าคาดเดา ให้เจ้ารู้ไปแล้ว อย่างไรเจ้าต้องพาข้าไปด้วย” ก่อนฝ่ามือ ชิงถงจะเขย่าแขนชายหนุ่ม จนตัวโยกคลอน บ่งบอกถึงความไม่จำยอมของนาง
หลางซือ ส่ายหัว พร้อมกับกล่าวพูดพึมพำออกมา “นี่ข้าเป็นพี่เลี้ยงเด็กไปแล้วเช่นนั้นหรือ” ก่อนเสียงถอนลมหายใจ ชายหนุ่มจะดังออกมายาว “เช่นนั้นต้องเบี่ยงเบนความสนใจ จากกลุ่มจอมยุทธ์ภายนอกเสียก่อน” ฉับพลันตุ๊กตาฟาง ที่อยู่ภายใต้สัมภาระ พะรุงพะรัง ก็มาอยู่ในฝ่ามือของ หลางซือ
แม้ขนาดตุ๊กตาจะไม่ใหญ่มากนัก ขนาดเท่าฝ่ามือของชายหนุ่มเท่านั้น ฉับพลันหลางซือ ดึงแขนองค์หญิง ชิงถง เข้ามากัดนิ้วมือนาง จนเกิดเลือดไหลซึม พร้อมใบหน้านางที่ตกใจ กล่าวพูดขึ้นมาทันใด “เจ้า!! เจ้า!! ทำบ้าอะไรของเจ้า”
หลางซือ เขาส่ายหัวออกมาน้อยๆ ก่อนส่งโลหิตนาง แต้มลงไปใส่ตุ๊กตาฟาง ในเสี้ยวฉับพลันนั้นปราณพลัง ที่ถูกสูบกลืนออกไป พร้อมกับการประสานอิน หมุนโคจรปราณพลัง จึงค่อยๆ ก่อเกิดเป็นร่าง องค์หญิงชิงถง ในชุดชายหนุ่มขึ้นมาอีกคน
ก่อนหลางซือ เขาจะคลี่ยิ้มออกมากว้าง เมื่อเห็นสีหน้าท่าทาง ของชายหนุ่มตกใจไม่น้อย ฉับพลันที่บังคับ ร่างตุ๊กตาฟาง ขององค์หญิง ชิงถง ออกไปจากเส้นด้ายปราณพลัง ที่มองไม่เห็นนับไม่ถ้วน เป็นตัวขับเคลื่อนประสาน ร่างองค์หญิงก็พุ่งปราดออกไป เบี่ยงเบนความสนใจจากศัตรูทันที
องค์หญิง ชิงถง นางกล่าวพูดออกมา ด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา “เจ้าฝึกทักษะการเชิดหุ่นเช่นนั้นหรือ ข้าได้ยินว่าช่วงนี้มี ชายหนุ่มผู้หนึ่ง ฝึกการเชิดหุ่น จนไปอยู่ระดับแนวหน้า ของเหล่าอนุชนคนรุ่นใหม่ คงไม่ใช่เจ้าหรอกกระมัง?”
หลางซือ เขายิ้มออกมากว้าง ครั้นเห็นสายตาเขม็ง จ้องมาที่เขาอย่างไม่วางตา “เราไปกันได้แล้วกระมัง ก่อนที่ความจะแตก” ครั้นเมื่อได้ยินเสียง ไล่ล่าโจมตีดังออกไปก้องเป็นทางยาว
องค์หญิงชิงถง นางรีบพยักหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนพวกเขาจะสืบฝีเท้า ลัดเลาะช่องเขาแคบ หาทางขึ้นไปยังที่สูง ทว่าไม่นานหลางซือ เขาก็ต้องขมวดคิ้วมุ่น ขึ้นมาเป็นปม ครั้นรับรู้ว่า ร่างตุ๊กตาฟางที่เขาส่งออกไป ถูกทำลายอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาหน้ามืดทะมึนขึ้นมาไม่น้อย ครั้นรับรู้ว่า คนที่ไล่ล่าชายหนุ่มใบหน้าสะอาดสะอ้าน พวกเขามีพลังที่ไม่ธรรมดา ถึงกับฆ่าสังหารตุ๊กตาฟาง เขาได้ในเสี้ยวพริบตา โดยเฉพาะชายวัยกลางคน เกรงว่า เขาจะอยู่ในระดับขั้นพลัง ที่สูงกว่าพวกเขาไปมากโข จนชายหนุ่มอดสงสัยไม่ได้ ว่าชายหนุ่มใบหน้าสะอาดสะอ้าน ดูไม่มีพิษมีภัย ไปทำอะไรให้คนพวกนั้น คิดอยากจะฆ่าสังหารเขากัน
ทิศทางกลุ่มคนที่ไล่ล่า องค์หญิง ชิงถง โดยเฉพาะชายวัยกลางคนหัวหน้ากลุ่ม ที่ปลดปล่อยกลิ่นอายความตาย ออกมาคละคลุ้ง เขาถึงกับเดือดดาลเป็นโทสะ เมื่อรับรู้ว่า มีคนช่วยเหลือองค์หญิง ชิงถงอยู่ เขาถึงกับแค่นเสียงเดือดดาล ออกมาดังก้อง “รีบย้อนกลับไปทางเก่าเร็วเข้า แล้วฆ่าสังหารนางเสีย หากไอ้เวรคนใดขวาง ฆ่าสังหารไม่เว้น”
ทันใดเสียงฝีเท้า ฟึบ!! ก็ดังออกมาก้องไม่มีขาด จากเสียงฝีเท้าที่ห้อตะบึง ออกไปอย่างไม่เกรงกลัว ต่อลมพายุสีดำที่บ้าคลั่ง หลางซือที่รับรู้ว่า ไม่ช้าพวกกลุ่มคนที่ไล่ล่า จะต้องตามตัวพวกเขามาทันแน่ ชายหนุ่มที่ย่างก้าวเดินดุ่มไปอย่างรีบร้อน ส่งคำพูดไล่หลังออกมาบอกกล่าวทันใด “เราต้องรีบไปแล้ว” พร้อมฝีเท้าเขาก้าวออกไป อย่างไม่มีหยุดหยั้ง
องค์หญิง ชิงถง ฝีเท้านาง ช้าลงไปอย่างเห็นได้ชัด แถมมันยังเกิดการสั่นไหวไม่หยุด จากแรงกดดันที่รุนแรง ผิวกายของนางเอง เริ่มจะมีบาดแผล จากลมพายุที่เสียดแทงทั่วผิวกาย ลมหายใจที่หอบเหนื่อย หนักถี่ เริ่มจะเดินตามหลางซือไม่ทันอีกต่อไปก่อนนางจะกัดฟัน พยายามจะยันร่าง ลุกขึ้นเดินอีกครา ทว่าจู่ๆ ก็มีฝ่ามือ เอื้อมมาหาตัวนาง
ก่อนนางจะคลี่ยิ้มออกมากว้าง พร้อมกับดึงมือชายหนุ่มเอาไว้ “ข้านึกว่า พี่หลางซือ จะทิ้งข้าไปแล้วเสียอีก”
ด้านของหลางซือคลี่ยิ้มตาหยี “ข้าไม่ใช่คนใจร้ายเช่นนั้น” ก่อนพวกเขาจะพยุงร่างกันไปด้วยความทุลักทุเล ขึ้นไปยังเทือกเขาสูง ทว่าเมื่อเห็นใบหน้า องค์หญิง ชิงถง แดงขึ้นมาน้อยๆ มันก็อดไม่ได้ที่จะทำให้ หลางซือ หัวใจเต้นแรงขึ้นมา พร้อมกับกล่าวพูดพึมพำออกมา “หรือว่าข้าจะชอบไอ้หนุ่มนี่ เข้าเสียแล้ว”
แม้คำพูดของหลางซือ จะกล่าวพูดไม่ดังมากนัก แต่มันก็ทำให้ องค์หญิงชิงถง ที่แต่งตัวเป็นบุรุษหนุ่ม ได้ยินอย่างชัดเจน จากความใกล้ชิด ใบหน้านาง แดงขึ้นมาอย่างหนัก ถึงกับต้องหันหน้าหนี ไม่กล้าสบสายตา หลางซือ ตรงๆ อีกต่อไป
...พวกเขาที่เดินลัดเลาะขึ้นมาด้านบน เทือกเขาสูง พร้อมวิสัยทัศน์ที่ย่ำแย่ กวาดสายตามองออกไปรอบๆ ระหว่างที่เดินทางขึ้นไปอยู่ร่วมชั่วยาม องค์หญิง ชิงถง นางพยายามกวาดตามองออกไปรอบๆ ทว่านางก็ไม่คิดเช่นกันว่า ลมพายุด้านบนจะรุนแรงได้ขนาดนี้ ทำให้สายตานางมองออกไป ไม่ไกลอย่างที่คาดคิดไว้
แต่จู่ๆ เมื่อนางเห็นแสงสีทองศักดิ์สิทธิ์พร่างพราว แทงผ่านลมพายุดำมืดฟ้ามัวดิน เข้ามาภายในกรอบสายตานาง พวกเขาต่างก็หันขวับ มาจ้องหน้ากัน เอ่ยพูดออกมาอย่างพร้อมเพรียง “เจ้าเห็นแสงนั้นหรือไม่?”
ทันใดทั้งสองก็ต้องรีบละสายตา ออกจากกันอย่างฉับไว “ทางนั้นซินะ ของล้ำค่าที่ปรากฏขึ้นมา แล้วเหตุใดข้าต้องอายเจ้าด้วย” หลางซือที่กล่าวพูด เดินสืบฝีเท้า ตามแสงที่พวกเขาเห็นอยู่แวบหนึ่งไปทันที
ก่อนพวกเขาจะสีหน้าตึงเครียดขึ้นมา ครั้นเห็นกลุ่มคนไล่ล่า พบเจอพวกเขาแล้ว แผ่นยันต์ถูกหลางซือขับเคลื่อน เรียกหุ่นตุ๊กตาฝึกซ้อมหลาย10ตัว ออกมาขวางกั้น พวกเขาในทันใด หลางซือกล่าวพูด เราต้องรีบไปแล้ว พร้อมเขาที่อุ้มร่าง องค์หญิง ชิงถงขึ้นแล้วบินทะยานห้อตะบึง หนีออกไปอย่างรวดเร็ว
แม้หุ่นตุ๊กตาฝึกซ้อม จะถูกปรับอยู่ในหมวดที่เก่งที่สุด ทว่าก็ไม่อาจต้านทานพลัง ของกลุ่มคนที่ไล่ล่าได้ แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาไม่คิดก็คือ หุ่นตุ๊กตาฝึกซ้อม มันขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน เกรงว่าพวกเขาคงจะเสียเวลา ไปกับการจัดการ หุ่นตุ๊กตาฝึกซ้อมไปอีกพักใหญ่
องค์หญิง ชิงถง นางไต่ถามออกมาด้วยความยากลำบาก “พี่หลางซือ เราจะยื้อพวกเขาเช่นนี้ ไว้ได้อีกนานเท่าใดกันเชียว หากไม่แล้วท่านปล่อยข้าไว้ที่นี่ก็ได้”
“เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว เจ้าอย่าพูดเช่นนั้น แถมพวกเรายังใกล้ถึง ที่อยู่ของสมบัติล้ำค่านั้นแล้วด้วย จะมาทิ้งเจ้าไว้กลางทางได้อย่างไร” ครั้นพวกเขาจ้องมองไป ที่เนินหน้าผาสูง ที่อยู่ไม่ห่างจากพวกเขาอีกต่อไป มีแสงสีทองพร่างพราวรอบด้านต่างก็เต็มไปด้วยปราณพลังชีวิต ส่งให้เนินหน้าผาหินแห่งนี้ ผิดแปลกออกไปจากสถานที่อื่นๆ แม้แต่เต๋า ธรรมต่างๆ ยังไหลทะลักออกมาพรั่งพรู จนพวกเขารับรู้ได้อย่างชัดเจน
ทว่าระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังดีใจจนเนื้อเต้น จู่ๆ เขาก็ต้องสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันใด เมื่อเห็นมิติบนฟ้าสูงเบื้องหน้าเขา เกิดรอยแตกร้าวขึ้นมาเป็นช่องว่างมิติสีฟ้าใหญ่ พร้อมร่างชายวัยกลางคน สายตาชั่วร้าย สืบฝีเท้าย่างกายออกมา สู่ครรลองสายตา ก่อนชายวัยกลางคนจะหรี่ดวงตา จนเล็กแคบไปมอง บริเวณสมบัติล้ำค่าอยู่แวบหนึ่ง เมื่อเห็นร่างธรรม นั่งขัดสมาธิ
หลางซือ เขารับรู้ได้ทันทีว่า ชายวัยกลางคนผู้นั้น ขั้นพลังของเขา ระดับต่ำๆ ก็ขั้นเซียนสวรรค์ ระดับเทียบเท่าผู้อาวุโส ไม่ใช่ อะไรที่ตัวเขาจะต่อกรได้ ทำให้เขาหน้ามืดทะมึนขึ้นมาทันใด
แม้แต่องค์หญิง ชิงถง นางยังรับรู้ได้ถึงความตาย ขึ้นมาอย่างหนัก เมื่อรับรู้แรงกดข่มของ ขั้นพลังที่ชายวัยกลางคน ปลดปล่อยออกมาในฉับพลัน ส่งให้ร่างน้อยๆ ของพวกเขาทั้งสอง ทรุดลงกับพื้นในทันใด “อ๊ากๆๆ!! เจ้าไอ้เวร เจ้าไม่ได้อยู่ในขั้นเซียนสวรรค์ แต่เจ้าอยู่ในขั้นราชันสวรรค์ ไอ้เวรบัดซบเอ๊ย เป็นไปได้อย่างไร”