บทที่13คำขอร้องของั
หลงเทียนจวินจ้องมองจ้าวเฟยหลงแล้วอธิบายต่อ
“วิถีดาบคือพลังแห่งดาบที่ได้มาโดยการรู้แจ้งในวิถีแห่งดาบเพราะนักดาบต้องใช้ดาบในการต่อสู้ ยิ่งใช้ดาบมากเท่าไรก็จะชำนาญมากขึ้นจากชำนาญก็จะกลายเป็เชี่ยวชาญแต่นั่นก็เพียงทักษะการใช้ดาบเท่านั้นต่อเมื่อนักดาบนั้นเชี่ยวชาญดาบจนร่างกาย จิตใจและิญญาผสานเข้ากับดาบจนเป็หนึ่งเดียวกันแล้วบรรลุเข้าสู่สภาวะดาบอนัตตา ไร้รูปไร้ความรู้สึก ไร้ห่วงหา ไร้คิดฟุ้งซ่าน ไร้อาทรในรสัั”
หลงเทียนจวินหยุดพูดสูดหายใจอย่างยากลำบากแล้วจึงพูดต่อ
“เมื่อนั้นวิถีดาบก็จะปรากฏต่อนักดาบผู้นั้นแล้วพลังที่ยิ่งใหญ่แห่งวิถีดาบก็จะเป็ของเขาผู้นั้น เพียงแค่ฟันดาบออกไป แม้เพียงปลายคลื่นของพลังวิถีดาบการทำลายล้างก็นับได้ว่าไร้ผู้เทียมทาน”
จ้าวเฟยหลงนิ่งอยู่ครึ่งเค่อเมื่อได้ฟังสิ่งที่อาจารย์ได้กล่าวเพราะวิถีดาบนั้นเป็แค่เื่เล่าและตำนานส่วนเนื้อหาของมันก็จบอยู่ที่ชื่อเท่านั้นแต่สิ่งที่เขาได้รับรู้เมื่อครู่นี้มันเปลี่ยนโลกของเขาไปอย่างสิ้นเชิง
“กว่าที่เ้าได้มาซึ่งวิถีดาบ คงต้องอำนาจดาบให้ได้เสียก่อนอีกทั้งต้องฝึกอย่างเอาเป็เอาตายอีกนาน”
หลงเทียนจวินกล่าวอย่างอ่อนล้า
“วิถีดาบนั้นแบ่งเป็สามขั้นคือก่อวิถี รวมวิถี แล้วจึงเป็ยอดวิถี แต่ละขั้นพลังดาบต่างกันราวฟ้ากับเหว”
หลงเทียนจวินเคลื่อนกรงเล็บของเขาไปแตะที่หน้าผากของจ้าวเฟยหลงพลันลำแสงสีทองอันอบอุ่นไหลผ่านปลายกรงเล็บผ่านเข้าสู่หน้าผากของจ้าวเฟยหลง
“อาจารย์มอบประสบการณ์และความรู้สึกในการฝึกดาบแก่เ้าจงใช้เป็แนวทางในการฝึกฝนวิถีดาบของตนเอง คิดว่ามันคงลดเวลาให้เ้าได้สักสองส่วน”
เมื่อได้รับประสบการณ์และความรู้สึกในการใช้ดาบของหลงเทียนจวินมาในฐานะศิษย์นี่คือบุญคุณอันใหญ่หลวง ในฐานะนักดาบนี่คือมหาสมบัติที่ประเมินค่าไม่ได้เพราะการจะเข้าสู่วิถีดาบได้ไม่ใช่เพียงการบ่มเพาะพลังหรือประสบการณ์ในการใช้ดาบเท่านั้นยังต้องมีโชควาสนาอีกด้วย
บางคนระดับการบ่มเพาะสูงส่งแต่ไร้วาสนาไม่มีโอกาสแม้แต่จะััวิถีดาบแต่บางคนระดับอ่อนด้อยแต่ด้วยเข้าใจในดาบก็อาจได้ัักับวิถีดาบอันยิ่งใหญ่ได้
จ้าวเฟยหลงประสานมือคารวะต่ออาจารย์อย่างสูงสุดเพื่อแสดงออกความสำนึกในบุญคุณของอาจารย์
“ศิษย์ขอบคุณท่านอาจารย์”
“แค่ก!...แค่ก!”
เสียงไอของหลงเทียนจวินดังขึ้น “ท่านอาจารย์!ท่านเป็อย่างไรบ้าง”
จ้าวเฟยหลงใต่อสิ่งที่เห็นเขาไม่คิดว่าเลยว่าัก็จะสามารถป่วยได้แล้วเหตุใดอาจารย์ของเขาถึงมีอาการอย่างนี้
“เื่ธรรมดาของชีวิตอย่าได้ใส่ใจ”หลงเทียนจวินกล่าวอย่างเฉยชาราวกับว่าอาการของเขานั้นไม่มีผลอันใดเลย
“อาจารย์ที่ร่างกายของท่านเป็เช่นนี้เพราะมอบเืเทพให้ข้าใช่หรือไม่”
จ้าวเฟยหลงถามพร้อมกับมองร่างของอาจารย์อย่างคาดหวังในคำตอบหากเป็เช่นนั้นเือีกห้าหยดที่ยังลอยบนอากาศเขาจะส่งคืนเพื่อรักษาอาจารย์ของเขาอย่างแน่นอน
“เฟยหลงเอ๋ย....เฟยหลง เ้าช่างเป็คนฉลาดและมีน้ำใจแต่สิ่งที่อาจารย์ทำลงไปคือการไตร่ตรองอย่างดีแล้วเ้าไม่ต้องกังวลอะไรอีก”
“แต่ว่า...อาจารย์”
“ไม่มีแต่!”เสียงของหลงเทียนจวินขัดขึ้นก่อนที่จ้าวเฟยหลงจะได้กล่าวต่อ
“หากเ้าไม่รับเืเทพอีกห้าหยดไปที่อาจารย์ทำทั้งหมดนี้ก็ไร้ความหมาย เ้าจะตอบแทนน้ำใจของอาจารย์เช่นนี้หรือ”หลงเทียนจวินเอ่ยต่อไปอีกเมื่อเห็นสีหน้าของลูกศิษย์ยังขมขื่นอยู่
“จงกตัญญูต่ออาจารย์โดยรับเืเทพไปใช้มันอีกสองหยดเมื่อจะทะลวงสู่ขั้นบรรชนยุทธ์ส่วนสามหยดที่เหลือใช้เมื่อจะทะลวงขั้นเทพยุทธ์”
“ศิษย์ทราบแล้ว ขออาจารย์โปรดวางใจ”จ้าวเฟยหลงเอ่ยขึ้น
“ยังไม่หมด แค่กๆ...เมื่อตายแล้วร่างัของข้าคือยอดสมบัติที่หลงเหลืออยู่หากทิ้งไว้คงไม่เกิดประโยชน์อะไร”
เสียงของัอ่อนแรงลงเรื่อยๆแต่ก็พยายามสั่งเสียแก่จ้าวเฟยหลงอย่างมิให้ตกหล่น
“อาจารย์...ได้โปรดอย่ากล่าวเช่นนี้เลยข้ามาถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะท่านแต่มันกลับทำให้ท่านต้องแลกมาด้วยชีวิต ข้าช่างอกตัญญูจริงๆ”
จ้าวเฟยหลงคุกเข่าสองข้างพร้อมทั้งโขกหัวลงพื้นเสียงดัง ตึก! ตึก! หน้าผากมีรอยเืซึมออกมา
“เฟยหลง! หยุด...แล้วฟังอาจารย์”
จ้าวเฟยหลงเงยหน้าขึ้นมองหลงเทียนจวิน ั์ตาเปียกชื้นมีร่องรอยของน้ำตาอาบแก้ม
“ศิษย์พร้อมแล้ว” เขานิ่งฟังอย่างตั้งใจ
“ร่างของันับเป็สมบัติล้ำค่าในทุกดินแดนหากว่าเ้าปล่อยให้ร่างของอาจารย์ถูกกลบฝังที่นี่นั่นคือเ้าเป็คนโง่อย่างที่สุดเพราะเ้าสามารถนำร่างกายของอาจารย์ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมากมาย แล้วถ้าหากวันใดมีผู้มาพบเข้าเขาจะเป็ผู้ได้รับประโยชน์แทนและอาจเป็ศัตรูกับเ้าเช่นนั้นอาจารย์ก็คงเสียใจจริงๆ และถ้าหากข่าวเื่นี้แพร่ออกไปจะต้องมีผู้คนล้มตายอีกไม่น้อยเลยทีเดียวเ้าจะปล่อยให้ผู้บริสุทธิ์ต้องตกตายเพราะเ้าได้หรือ”
เหตุผลที่หลงเทียนจวินบอกแก่เขาทำให้จ้าวเฟยหลงได้สติกลับมา สายตาของเขาแน่แน่ว สติควบคุมความคิดให้รอบคอบ
“อาจารย์ศิษย์ทราบแล้ว....ศิษย์จะทำตามที่ท่านปรารถนา”
“เพียงแต่ร่างกายอันใหญ่โตนี้ข้าจะนำไปด้วยเช่นไรหากต้องแบกร่างของท่านออกจากเขานั่นก็เท่ากับป่าวประกาศให้โลกรู้เื่นี้แล้ว”
จ้าวเฟยหลงทั้งโศกเศร้าและครุ่นคิดเหมือนกับรู้ว่าจ้าวเฟยหลงกำลังคิดอะไร
“เฟยหลงเ้าไปนำของจากโครงกระดูกทั้งสามนั่นมาซิ”
จ้าวเฟยหลงลุกขึ้นเดินไปที่โครงกระดูกทั้งสามใช้เวลาไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมห่อผ้าเล็กๆ ในนั้นมีแหวนสามวง สองวงมีอัญมนีสีครามอีกหนึ่งวงอัญมณีสีน้ำเงิน ดูแล้วเหมือนแหวนทั่วไป
“นี่คือ แหวนมิติ”
สิ่งที่สามารถเก็บสิ่งของเอาไว้ข้างในได้ทำให้สะดวกในการขนสัมภาระสะดวกสบายกว่าถุงหนังสัตว์อสูร มีราคาแพงระยับขนาดตระกูลจ้าวคนเดียวที่มีแหวนมิติก็คือจ้าวเย่ซงเท่านั้นและยังเป็ของที่คุณภาพต่ำที่สุดอีกด้วยแต่ตอนที่ซื้อแหวนมาลือกันว่าเขาใช้ทรัพย์สินเกือบครึ่งหนึ่งของตระกูลแลกเปลี่ยนมา
“เฟยหลงจงใช้พลังจิตของเ้าคลายผนึกที่ปกป้องแหวนเสีย”
จ้าวเฟยหลงใช้พลังจิตของเขาคลายผนึกที่ปกป้องแหวนทุกวงใช้เวลากว่าสองเค่อจึงสำเร็จแล้วปล่อยกระแสจิตเข้าไปตรวจสอบของที่อยู่ภายใน
เมื่อตรวจดูทุกวงแล้วแล้วพบเม็ดยาระดับปราณขั้นกลางหลายขวดคัมภีร์ยุทธ์ระดับจิตขั้นต้นหนึ่งเล่ม ระดับปราณขั้นสูงสองเล่มยุทธภัณฑ์ระดับปราณขั้นสูงสามชิ้น ขั้นกลางอีกสามชิ้นแล้วก็ยังมีหินปราณระดับต้นรวมแล้วสามหมื่นก้อน ระดับกลางสองร้อยก้อน และจ้าวเฟยหลงยังพบแผนที่อีกแผ่นหนึ่งมันเก่าแก่มากแต่ก็ยังพออ่านได้
“อาจารย์ของทั้งหมดอยู่นี่แล้วขอรับ”จ้าวเฟยหลงรายงาน
“อืม....ของอย่างอื่นก็แล้วแต่เ้าแต่ตอนนี้คงรู้ว่าจะจัดการกับร่างของอาจารย์อย่างไรแล้วใช่ไหม”หลงเทียนจวินเอ่ยถาม
“ศิษย์ทราบแล้ว...แหวนสีครามกว้างราวห้าจั้งส่วนแหวนสีน้ำเงินกว้างราวสิบจั้ง”
“ร่าง...ร่างของท่านสามารถบรรจุในแหวนสีน้ำเงินได้ขอรับ”
น้ำเสียงอันเศร้าสร้อยของจ้าวเฟยหลงเอ่ยขึ้นและหยิบแหวนสีน้ำเงินมาสวมใส่นิ้วเก็บแหวนอีกสองวงเอาไว้ในแหวนของเขา
“แค่ก!...แค่ก! สิ่งสุดท้ายที่อาจารย์จะพูด คืออยากขอร้องเ้าเื่หนึ่ง...แค่ก!...แค่ก!”
จ้าวเฟยหลงมองดูปราณกำลังออกจากร่างอย่างรวดเร็วเกิดเป็ลมพัดจนเสื้อผ้าปลิวไสวจิตใจของเขาสั่นสะท้าน คราวนี้น้ำตาก็ไหลลงมาอาบแก้มราวกับแม่น้ำยามหน้าฝนแม้จะพยายามห้ามเท่าไหร่ก็ไม่เป็ผล
จ้าวเฟยหลงคุกเข่า ประสานมือกล่าวด้วยเสียงดังมั่นคง
“ศิษย์จ้าวเฟยหลง พร้อมทำตามความ้าของอาจารย์แม้ต้องตายก็จะต้องทำให้สำเร็จให้จงได้”
“ดี...ดี... นับว่าอาจารย์ดูคนไม่ผิดจริงๆฟังให้ดี คำขอของอาจารย์ก็คือเ้าต้องบรรลุสู่ระดับเทพยุทธ์ เปิดฟ้าผ่ามิติเหินสู่แดน์แล้วกลายเป็จักรพรรดิ์ให้จงได้”
จ้าวเฟยหลงเงยหน้าจ้องมองไปยังใบหน้าของหลงเทียนจวิน สายตามั่นคง ดวงจิตใจนิ่งสงบเปี่ยมด้วยสมาธิ ประสานมือแล้วกล่าวด้วยเสียงอันดัง
“อาจารย์โปรดวางใจ ศิษย์จะไม่ทำให้อาจารย์ต้องผิดหวัง”แล้วก็โขกหัวอีกสามทีเพื่อแสดงความเคารพต่ออาจารย์ ประโยคสั้นๆที่กล่าวไปแต่ว่าเต็มไปด้วยพลังอันหนักแน่นแห่งดวงจิตหลงเทียนจวินมีความสุขอย่างมากและแล้วในเวลาอีกไม่นานจากนี้เขาคงจะได้กลับบ้านของเขาอีกครั้งหลังจากที่จากมาถึงหนึ่งแสนปี
พลังลมปราณแตกซ่านออกมาจากร่างกายของัทองมากขึ้นและเร็วขึ้นทุกลมหายใจเห็นชัดว่าตันเถียนของหลงเทียนจวินได้แตกแล้วความเ็ปแผ่ขยายทั่วทั้งตัวแต่ใบหน้ายังคงยิ้มให้แก่จ้าวเฟยหลงอย่างอ่อนโยน
“เฟยหลงเอ๋ย... จงตั้งใจฝึกฝนตนเองอย่าได้ย่อท้อและมีความสุขกับชีวิตเมตตาผู้ที่คู่ควรเมตตา เด็ดขาดกับผู้ควรเด็ดขาดเพราะเส้นทางแห่งผู้ฝึกยุทธ์นั้นล้วนเจิ่งนองไปด้วยเื”
“ที่สำคัญที่สุด...รักษาตนเองด้วยนะศิษย์ข้าอาจารย์ขอลาก่อน...”
สิ้นเสียงของหลงเทียนจวินร่างของัทองค่อยร่วงลงมาจากเสาหินฉับพลันพลังที่พุ่งออกมาจากอกของจ้าวเฟยหลงก็เข้าห้อมล้อมร่างัเอาไม่ให้ร่วงลงสู่พื้นดินร่างที่ยาวกว่าสิบจั้งนอนนิ่งสงบภายในพลังนี้นี่คงเป็สิ่งที่ดีที่สุดที่ดวงจิตโลการมอบให้อดีตสหายโดยใช้พลังห่อหุ้มไม่ให้ร่างแปดเปื้อนมลทินใด
“ไม่!!! อ๊าก!!!!!”
“ฮือๆ ฮือๆ” เสียงร้องไห้ดังลั่นถ้ำเต็มไปด้วยความเสียใจของจ้าวเฟยหลง ถึงแม้จะเป็ศิษย์ได้เพียงไม่กี่เดือนแต่ว่าความผูกพันของศิษย์และอาจารย์นั้นแน่นแฟ้นอย่างมากความเสียใจคราวนี้จ้าวเฟยหลงรู้สึกราวกับตนเองได้สูญเสียบุพการีก็ไม่ปาน
หลังจากได้ปล่อยความโศกเศร้าเสียใจออกมาแล้วจิตใจก็เริ่มกลับมามั่นคงอีกครั้ง จ้าวเฟยหลงลุกขึ้นแล้วก้าวเดินไปทางผนังถ้ำเร่งเร้าพลังลมปราณควบแน่นเป็รูปดาบขนาดหนึ่งจั้ง ตวัดมือฟันไปที่ผนังถ้ำเขาทุ่มเทพลังลมปราณของตนเองเพื่อสร้างพระราชวังศิลาที่สวยงามใช้เป็ที่พักพิงให้แก่อาจารย์ของตน
จ้าวเฟยหลงตั้งชื่อที่แห่งนี้ว่า“พระราชวัง์จักรพรรดิเทพั”
ตรงกลางพระราชวังเป็โลงหินของหลงเทียนจวินป้ายหลุมศพศิลาสลักด้วยปราณดาบอันแหลมคมว่า
“ที่พำนักสุดท้ายแห่งจักรพรรดิเทพัหลงเทียนจวิน” ที่ฐานของป้ายหลุมศพสลักถ้อยคำ
“ด้วยความอาลัยจากศิษย์อกตัญญูจ้าวเฟยหลง”
นอกจากนั้น จ้าวเฟยหลงยังได้นำเกล็ดัหนึ่งเกล็ด เขี้ยวหนึ่งเขี้ยวและเืัอีกเจ็ดหยดใส่ขวดเจ็ดขวดลงในโลงศพของหลงเทียนจวินเป็ครื่องหมายของการพักผ่อนอย่างแท้จริงของอาจารย์ของเขา และไม่แน่ว่าภายภาคหน้าอาจมีผู้มีวาสนาต้องกับอาจารย์ของตนได้รับวาสนานี้อีกก็เป็ได้
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วจ้าวเฟยหลงเดินออกนอกถ้ำทำการปิดผนึกถ้ำัเอาไว้ป้องกันไม่ให้มีผู้มารบกวนสุสานของหลงเทียนจวิน “อาจารย์ศิษย์ขอลาท่านตรงนี้หวังว่าท่านจะช่วยคุ้มครองศิษย์ด้วย”
จ้าวเฟยหลงมิได้เดินทางออกจากเทือกเขาัเร้นกลับกันเขาเดินทางเข้าไปยังส่วนลึกของเทือกเขาเพราะเขายังต้องสะสางความแค้นกับกระทิงเขาเงินทั้งเจ็ดตัวนั้นก่อนที่จะทำอย่างอื่น
จ้าวเฟยหลงตามหาพวกมันกว่าสามวันต่อมาจึงพบร่องรอยผ่านไปอีกสองชั่วยามจึงได้พบกับพวกมันตอนนี้กระทิงเขาเงินทั้งเจ็ดตัวกำลังนอนกลางวันอย่างมีความสุขหลังจากอิ่มหนำสำราญ
จู่ๆกระทิงจ่าฝูงก็ััได้ถึงจิตสังหารพุ่งตรงมาที่มันอย่างแรงกล้าจิตสังหารนี้ไม่ได้ปกปิดด้วยซ้ำ แสดงว่าเ้าของของมัน้ามีเื่กับพวกมันอย่างโจ่งแจ้งแสดงว่าเ้าของจิตนี้โง่ยิ่งนักเดินเข้ามาให้กระทิงเขาเงินเจ็ดตัวรุมสังหาร“พวกเ้ายังจำข้าได้หรือไม่”
จ้าวเฟยหลง ไม่้ายืดเยื้อกับพวกมันใช้ยาตราเทพหงส์เพลิงเคลื่อนที่เข้าไปชิดกับกระทิงเขาเงินตัวที่ใกล้ที่สุด ซัดหมัดเปล่าๆออกไปทันทีด้วยระยะที่ประชิดบวกกับความเร็วของหมัดกระทิงเขาเงินตัวนั้นรู้สึกได้ถึงความตายที่เคลื่อนเข้ามาหามันอย่างรวดเร็วแต่มิอาจหลบหลีกได้
“ตูม!”สิ้นเสียงที่ดังสนั่นลั่นป่ากระทิงเขาเงินตัวมหึมาปลิวไปกระแทกกับหน้าผาที่อยู่ไกลอีกหนึ่งร้อยจั้งร่วงตกลงมาตายอย่างง่ายดายไม่มีแม้เสียงร้องโหยหวนเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพริบตาจนไม่อาจได้ทำให้ฝูงกระทิงตั้งตัว
“หึ! อ่อนแอนัก”เสียงจ้าวเฟยหลงดังขึ้นเยาะเย้ยกระทิงเขาเงินพวกมันเป็สัตว์อสูรระดับสามขั้นต้นกลับถูกนักยุทธ์ขั้นเก้าเอ่ยสบประมาทเช่นนี้จิตใจของพวกมันร้อนรุ่มดั่งไฟเผานักยุทธ์ตัวน้อยนี้มันต้องตกตายอย่างทรมาน
ดังนั้นกระทิงเขาเงินทั้งหกตัวจึงวิ่งเข้าหาจ้าวเฟยหลงพวกมันปล่อยคลื่นเสียงออกมาจากปาก พุ่งเข้าหาตัวจ้าวเฟยหลงหวังทำลายการรับรู้และประสาทััของเขาเมื่อร่างกายถูกควบคุมการถูกสังหารย่อมง่ายดาย การโจมตีแบบเป็ขบวนอย่างนี้ปิดการหลบหลีกอย่างแยบยลผู้ที่ตกอยู่กลางคลื่นเสียงนี้ย่อมออกมาได้ไม่ง่ายและต่อให้ออกมาได้ย่อมต้องาเ็อย่างน้อยหกส่วนจากสิบส่วน
จ้าวเฟยหลงมองดูคลื่นที่พุ่งมาอย่างสงบสายตาของเขามองเห็นการโจมของฝูงกระทิงเขาเงินอย่างชัดเจนหากเป็คนอื่นอาจตกตะลึงจนทำอะไรไม่ได้แต่สำหรับเขาที่สำเร็จกายะเทพเต่าทมิฬขั้นหลอมขัดโลหิตแล้วร่างกายของเขาแข็งแรงพละกำลังมากล้น ไม่ใช่สิ่งที่สัตว์อสูรเหล่านี้จะเทียบได้
จ้าวเฟยหลงวิ่งเข้าไปใช้ร่างกายปะทะกับคลื่นเสียงเสียงกระทบดังกึกก้องเกิดเป็วงคลื่นโค้งกลับเข้าหาต้นตอของพลังเป็ภาพที่สวยงามยิ่งนักคลื่นเสียงเมื่อถูกปะทะโดยร่างกายของจ้าวเฟยหลงก็แตกสลายไปในทันทีแต่เขาไม่ได้หยุดแค่นั้น ร่างกายยังพุ่งตรงไปที่ฝูงกระทิงเขาเงินในมือพลันมีดาบเพลิงตะวันปรากฏขึ้น
เมื่อดาบอยู่ในมือของจ้าวเฟยหลงพลังลมปราณของเขาก็ยิ่งรุนแรงขึ้น เกรี้ยวกราดมากขึ้น พลังลมปราณสีทองพุ่งขึ้นเป็เกลียวเหนือหัวของเขาสูงร้อยจั้ง
กระทิงทั้งฝูงรับรู้ได้ทันทีว่านี่คือพลังที่ยิ่งใหญ่สามารถเอาชีวิตของพวกมันได้อย่างง่ายดายพวกมันทั้งใตื่นกลัวและสงสัยเหตุใดเด็กหนุ่มที่พวกมันไล่ล่าเพียงผ่านไปไม่นานกลับมีพลังสูงส่งจนสามารถคุกคามชีวิตของพวกมันได้
จ้าวเฟยหลงรวบรวมพลังไปที่ดาบแล้วฟันดาบไปที่ฝูงกระทิงเขาเงินท่วงท่าการฟันนั้นสง่างาม เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยพลังทำลายล้าง เกิดเป็ปราณดาบสีทองพุ่งไปที่ร่างของกระทิวเขาเงิน
ปราณดาบเคลื่อนผ่านร่างกายและกระทบเข้ากับเชิงเขาด้านหลังฝูงกระทิงเขาเงินห่างไปอีกร้อยจั้งเสียงดังก้องป่าราวกับยอดเขาถล่ม
หลังจากรอเพียงไม่กี่อึดใจร่างไร้ชีวิตของกระทิงเขาเงินก็นอนแน่นิ่งอยู่ต่อหน้าจ้าวเฟยหลงเขาจบชีวิตพวกมันอย่างรวดเร็วเพราะ้าออกจากเทือกเขาแล้วและไม่้ามีพันธะใดๆค้างคาอยู่ที่นี่อีก
จ้าวเฟยหลงเก็บเอาร่างของกระทิงเขาเงินเข้าในแหวนมิติร่างกายของพวกมันมีราคา เนื้อใช้ทำอาหารเพิ่มพลังกายและพลังปราณเขาของมันใช้หลอมยุทธภัณฑ์ดวงจิตนั้นย่อมขายได้ราคาสูงที่สุดเพราะดวงจิตอสูรระดับสามนั้นเมืองตงเฟิงไม่ได้มีให้เห็นบ่อยนัก