ซู่เหยรู้สึกก้นร้อน ๆ แหงสิ เปลวไฟนั่นลนอยู่ที่ก้นของมัน แต่ถึงกระนั้นกลับไม่ทำให้มันรู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด
และสิ่งที่ทำให้มันลำพองใจยิ่งกว่าก็คือ …ข้าซู่เหย ได้นั่งบนหัวของกิเลนด้วย วะฮ่าฮ่า!
เรื่องนี้ยอดเยี่ยมพอที่มันจะนำไปคุยโวโอ้อวดได้หลายพันปีเลยทีเดียว
“เจ้านี่คือหนูอย่างนั้นหรือ เนื้อเยอะดีจัง” ลูกไฟน้อยโยกศีรษะไปมาพลางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความสงสัย
“เจ้าสิเป็นหนู!” ซู่เหยเมื่อได้ยินวาจาของลูกกิเลน ก็กระโดดไปมาบนศีรษะของอีกฝ่ายด้วยความไม่สบอารมณ์
“ข้าเป็นอสูรเทพ กระรอกหาสมบัติต่างหากเล่า!”
ลูกไฟน้อยเบิกตาโพลงทันที ก่อนจะร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น “เจ้าฟังที่ข้าพูดรู้เรื่องด้วยหรือ?”
“ก็ใช่น่ะสิ อย่างไรเสียข้าก็เป็นถึงอสูรเทพนะ!” ซู่เหยเอ่ยจบกลับรู้สึกกระดากกระเดื่อง ที่ถูกเรียกว่าอสูรเทพกระรอกหาสมบัติ และมีคนคุยโวไปต่าง ๆ นานา แท้จริงแล้วกระรอกหาสมบัติเป็นเพียงสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประเภทกระรอก ที่กลายพันธุ์มาก็เท่านั้นเอง
“นับตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าจะเป็นน้องของข้า!” กิเลนน้อยกระโดดไปมาด้วยความดีใจ
บนยอดเขาอวิ๋นเฟิงแห่งนี้ อาจารย์ของนายหญิงถือเป็นพี่ใหญ่ นายหญิงเป็นพี่รอง ส่วนมันเป็นน้องเล็ก และในที่สุดตอนนี้มันก็ไม่ใช่คนที่อยู่ล่างสุดอีกแล้ว!
“เดี๋ยว ๆ ๆ ข้าอยู่มานานกว่าเจ้า เจ้าต้องเป็นน้องข้าสิถึงจะถูก!” ซู่เหยสะบัดหางไปมา พลางเชิดหน้าอย่างเย่อหยิ่ง
ลูกไฟน้อยไม่ยอมแพ้ “แต่เจ้าสู้ข้าไม่ได้!”
“แค่ก ๆ!” ซู่เหยถึงกับสำลักน้ำลาย “สามหาว!”
ลูกไฟน้อย “???”
ซู่เหยกระโดดลงจากศีรษะของลูกไฟน้อย “เจ้าเคยได้ยินชื่อผลกิเลนหรือไม่?”
“เจ้ารู้อย่างนั้นหรือว่าที่ไหนมีผลกิเลน?” ลูกไฟน้อยมีท่าทางตื่นเต้นทันที
ผลกิเลนสูญพันธุ์ไปตั้งแต่หนึ่งหมื่นปีก่อนแล้ว บัดนี้ต่อให้พลิกทั้งดินแดนเสวียนอู่ก็ไม่แน่ว่าจะเจอ!
ผลกิเลนสามารถทำให้ลูกไฟน้อยเติบโตได้เร็วกว่าเดิม และเข้าสู่ช่วงโตเต็มวัยได้เร็วยิ่งขึ้น แต่ดูจากพัฒนาการในตอนนี้แล้ว กว่าจะเข้าสู่ช่วงโตเต็มวัยอย่างน้อยคงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองร้อยปีเป็นแน่
“เป็นอย่างไร หากเจ้ายอมเป็นน้องข้า เจ้าจะไม่ถูกเอาเปรียบอย่างแน่นอน!” ซู่เหยเชิดหน้าขึ้นอย่างได้ใจ ใจจริงมันอยากลูบหัวของลูกไฟน้อย แต่น่าเสียดายที่ส่วนสูงไม่ถึง แขนของมันก็ยาวไม่พอ
ลูกไฟน้อยทำได้แค่ข่มขู่ “หากเจ้ากล้าหลอกข้าละก็ ข้าจะกินเจ้าซะ!”
“แค่ก ๆ ข้าไม่หลอกเจ้าแน่นอน เพียงแต่...” ซู่เหยประดักประเดิดเล็กน้อย “ข้ายังไม่เคยเห็นผลกิเลนด้วยตาตัวเองมาก่อน”
“นี่เจ้าคิดจะหลอกข้าอย่างนั้นหรือ!” เปลวไฟบนร่างของลูกไฟน้อยลุกโชนขึ้นทันตา
ซู่เหยเห็นดังนั้นก็ตกใจกลัวอย่างมาก “ช้าก่อน ๆ แม้ข้าจะไม่เคยเห็นด้วยตาตัวเอง แต่เมื่อหลายพันปีก่อนข้าเคยเจอม้วนหนังสัตว์แผ่นหนึ่ง ด้านบนมีบันทึกเอาไว้ว่า มีคนเจอผลกิเลนที่แดนลับแห่งหนึ่ง!”
เปลวไฟบนกายของลูกไฟน้อยค่อย ๆ สงบลง มันเอ่ยถามอย่างไม่วางใจ “เจ้าไม่ได้หลอกข้าแน่นะ?”
“ข้าขอรับประกันด้วยเกียรติของข้า เรื่องนี้เป็นความจริงแน่นอน!” ซู่เหยเอ่ยพลางชูอุ้งเท้าหน้าของตนขึ้น เพื่อแสดงความจริงใจ
ลูกไฟน้อยยังไม่อยากจะเชื่อเท่าไรนัก มันพิจารณากระรอกตรงหน้า รู้สึกว่าการเป็นน้องของหนูตัวหนึ่ง ช่างเป็นเรื่องอัปยศสิ้นดี
“หากเจ้าสามารถช่วยข้าตามหาผลกิเลนได้ ข้าจะยอมเป็นน้องของเจ้า” แววตาของลูกไฟน้อยดูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกมา เพราะสำหรับมันแล้ว ผลกิเลนสำคัญมากจริง ๆ
ซู่เหยดวงตาเป็นประกาย “ตกลงตามนั้น!”
ยังไม่ทันจะได้ดีใจ ลูกไฟน้อยก็เอ่ยต่ออีก “แต่ถ้าหากเจ้าโกหกข้าละก็ ข้าจะกินเจ้าซะ!”
ซู่เหย “...”
----------
ภายในกระท่อม
“ในที่สุดก็เจอสักที”
ข้าวของต่าง ๆ ที่มีผ้าห่อเอาไว้ถูกมู่เชียนจิ่วรื้อออกมาจากใต้เตียงจนหมด ไม่รู้ว่าผ่านมาสามร้อยกว่าปีแล้ว ของพวกนี้จะยังใช้ได้อยู่หรือไม่
เมื่อเปิดห่อผ้าออก ภายในนอกจากหม้อและกระทะแล้ว ยังมีมีดขนาดใหญ่อีกหนึ่งเล่ม มีดเล่มนี้เป็นอาวุธชิ้นแรกที่นางฝึกหลอมด้วยตัวเองในตอนนั้น!
คิดถึงตอนนั้น ฉายา ‘ตัวป่วนแห่งสำนักชิงอวิ๋น’ ของนางไม่ใช่ว่าได้มาเล่น ๆ จริง ๆ แต่น่าเสียดายที่มีดเล่มนี้เป็นเพียงสมบัติเวทธรรมดา ต่อมานางจึงค่อย ๆ หลงลืมมันไป
เรียกได้ว่าของทุกชิ้นในห่อผ้านี้ล้วนเต็มไปด้วยความทรงจำ สำหรับนางแล้วถือเป็นของที่ประเมินค่าไม่ได้
โชคดีที่นางไม่ได้พกของเหล่านี้ติดกาย
ไม่เช่นนั้นคงสูญหายพร้อมกับแหวนเก็บสมบัติของนางไปนานแล้ว
“สิ่งนี้สามารถหลอมใหม่ได้” มู่เชียนจิ่วหยิบมีดเล่มใหญ่ขึ้นมาควงเล่นเล็กน้อย มีดเล่มนี้ง่ายต่อการใช้งาน จับถนัดกว่ากระบี่ยาวทั่วไปมาก
หลังจากเก็บของที่เหลือทั้งหมดแล้ว มู่เสียวจิ่วในร่างใหม่ก็เตรียมหวนคืนสู่งานเก่า ในแหวนเก็บสมบัติของนางตอนนี้มีของวิเศษหายากอยู่หลายชิ้น สามารถนำมาหลอมโอสถได้พอดี!
อีกทั้งอาจารย์ไม่อยู่ นางจึงสามารถคิดค้นและทดสอบได้อย่างเต็มที่ นางไม่ขออะไรมาก แค่สามารถหลอมโอสถพลังกายขั้นสุดยอดได้สักเม็ด ให้ตัวเองแข็งแกร่งกว่านี้อีกสักหน่อยก็พอแล้ว!
ชาติก่อนเป็นเพราะนางกลัวเจ็บ จึงไม่ได้ฝึกฝนกายเนื้อให้แข็งแกร่ง ทำให้กายเนื้ออ่อนแอไม่มีชิ้นดี จึงดับสูญอย่างง่ายดาย ชาตินี้มู่เสียวจิ่วในร่างใหม่จะไม่ยอมให้ตัวเองพลาดอีกอย่างแน่นอน!
รอให้นางได้อันดับหนึ่งในการฝึกฝนของสำนัก จากนั้นนางก็จะเลือกเคล็ดวิชาพลังกายในหอตำรามาสักเล่ม เพื่อทำตามเป้าหมายที่นางตั้งไว้
นั่นก็คือ นางจะต้องเป็นคนหนังเหนียวที่สุดในดินแดนเสวียนอู่ให้จงได้!
และจะต้องเหนียวจนคนตกตะลึงอ้าปากค้าง!
หลังจากเก็บห้องให้กลับสู่สภาพเดิม มู่เชียนจิ่วรีบร้อนออกมานอกกระท่อม จากนั้นก็ชูมือขึ้นเรียกหม้อสารพัดนึกออกมา และนำของวิเศษออกมากองหนึ่ง
“ลูกพี่ ท่านจะทำอะไรหรือขอรับ?” ซู่เหยหรี่ตามอง สายตาเต็มไปด้วยความสงสัย
ลูกไฟน้อยใจเต้นรัว เท้าทั้งสี่ก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว พร้อมหลบออกไปไกลจากตรงนั้นทันที
“นายหญิงจะหลอมโอสถ!”
“หลอมโอสถ?” ความสงสัยในแววตาของซู่เหยเพิ่มมากขึ้น …แค่หลอมโอสถไม่ได้หลอมพวกเขาเสียหน่อย เหตุใดเจ้ากิเลนต้องหลบไปไกลถึงเพียงนั้นกัน?
ลูกไฟน้อยไม่ได้ตอบกลับแต่อย่างใด หนำซ้ำยังหลบออกไปไกลกว่าเดิม
มู่เชียนจิ่วยืนลูบคางอยู่ตรงหน้าหม้อสารพัดนึก การจะหลอมโอสถพลังกายนั้นไม่ยาก แต่การจะหลอมโอสถพลังกายคุณภาพสูง กลับไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
วิธีการหลอมโอสถมากมายพลันปรากฏขึ้นในหัว หลังจากผ่านไปหลายอึดใจ ดวงตาของมู่เชียนจิ่วก็เป็นประกาย
สิ่งนี้แหละ!
โอสถเลือดมังกร!
โอสถเลือดมังกรเป็นโอสถพลังกายขั้นสูง นางไม่มีเลือดมังกรก็จริง ทว่าในแหวนเก็บสมบัติของจวินอู๋เสียกลับมีเลือดของเจียวหลงอยู่ น่าจะใช้แทนเลือดมังกรได้กระมัง!
แม้อาจจะได้ผลลัพธ์ที่แย่กว่าเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอกับตบะบารมีของนางตอนนี้แล้ว หากหลอมได้สำเร็จ ของวิเศษที่มีระดับต่ำกว่าสมบัติวิญญาณ เกรงว่าคงยากที่จะทำให้นางบาดเจ็บได้อีก!
รอให้นางก้าวสู่ระดับหลอมอธิกเมื่อใด ค่อยหลอมโอสถพลังกายที่สูงกว่านี้ ในเมื่อตัดสินใจจะเสริมกายเนื้อให้แข็งแกร่ง ก็ต้องแข็งแกร่งให้ถึงที่สุด!
“ขึ้นมา!” มู่เชียนจิ่วโยนหม้อสารพัดนึกออกไปกลางอากาศ จากนั้นเลือดของเจียวหลง หญ้ากระดูกมังกร และของวิเศษอีกมากมายก็ถูกโยนลงไป
หม้อสารพัดนึกสั่นเล็กน้อย ไอพลังแห่งสรรพสิ่งแผ่ลงมา ทำให้ไอวิญญาณของยอดเขาอวิ๋นเฟิงเกิดความปั่นป่วน โชคดีที่ยอดเขาอวิ๋นเฟิงมีค่ายกลที่อาจารย์วางเอาไว้ ขอเพียงไอวิญญาณยังทำงานอยู่ ภายนอกก็จะไม่สามารถสัมผัสถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ได้
การหลอมโอสถเดิมเป็นเรื่องที่น่าเบื่ออยู่แล้ว มู่เชียนจิ่วจึงนั่งขัดสมาธิรออยู่ด้านล่างของหม้อสารพัดนึกเป็นเวลาถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน!
เช้าวันต่อมา เมื่อแสงตะวันตกกระทบบนใบหน้า
หนังตาของมู่เชียนจิ่วกระตุกเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ลืมขึ้น จากนั้นก็บิดขี้เกียจเล็กน้อยแล้วลุกขึ้นยืน ทันใดนั้นหม้อสารพัดนึกกลางอากาศก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
*วิ้ง*
“เร็วเพียงนี้เชียวหรือ?” มู่เชียนจิ่วพลันดีใจ นางเกือบลืมแล้วว่าหม้อสารพัดนึกเป็นอาวุธเซียน การหลอมโอสถจึงย่อมดีกว่าเตาหลอมโอสถธรรมดาหลายเท่า!
ทว่าขณะที่หญิงสาวกำลังดีใจ จู่ ๆ เหนือศีรษะของนางมีเมฆสีดำกลุ่มหนึ่งเคลื่อนเข้ามาปกคลุม พลานุภาพบางอย่างปกคลุมไปทั่วยอดเขาอวิ๋นเฟิง
.
.
.