ระบบแลกเปลี่ยนไขมัน

    บทที่ 51 กำจัดฉันไม่ได้หรอก

    บทที่ 51 

    กำจัดฉันไม่ได้หรอก 


    เมื่อเห็นอู๋ตี้ยืนขึ้นมา ชายหนุ่มก็แสดงรอยยิ้มภูมิใจและเหยียดหยามออกมา ส่วนหญิงสาวเองก็มองไปยังแฟนหนุ่มด้วยความรักด้วย


    คนพวกนี้มักยกตนสูงส่งและทำตัวเหนือผู้อื่นตลอดเวลา มองการแกล้งผู้ที่อ่อนด้อยกว่าว่าเป็นเรื่องน่ายินดี 


    ครั้งนี้แหละ จะแสดงให้เห็นเองว่าความสุขจากสิ่งเหล่านั้นมันไม่ยืนยาวหรอก


    *ฉั้วะ!*


    ความหนาวเย็นวิ่งทะลุผ่านผิวแก้มก่อนจะตามมาด้วยความรู้สึกเจ็บปวด


    ของเหลวข้นอุ่นไหล่ออกมาจากจุดที่เคยเย็นเฉียบ เขารีบยกมือขึ้นปาดของเหลวนั้นอย่างรวดเร็วและมองว่ามันคืออะไร ทันใดนั้นเขาก็ต้องขบฟันแน่น


    มือของเขานั้นเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดง และต้นแผลนั้นเป็นหลุมยาวราวๆครึ่งนิ้วและพาดไปบนแก้มของเขา ซึ่งแม้จะปาดเลือดไปแล้วแต่มันก็ยังไหลอยู่ 


    แต่ทั้งๆที่จนถึงตอนนี้ มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย แล้วแผลนี่มาได้ยังไง? เขายังไม่เห็นอะไรเลยแท้ๆ!


    “อั่ก!? หน้าของฉัน! บัดซบ ใครมันทำวะ! แสดงตัวออกมานะเว้ย! ฉันจะฆ่าแก!”


    เขาเดาไปทั่วว่าใครมันจะทำร้ายเขาได้บ้าง อาจจะเป็นคนที่มีหนังสติ๊ก หรือไม่ก็อาจจะเป็นอะไรสักอย่างที่เขวี้ยงเข้ามา 


    ทว่า ภายในร้านตอนนี้มีคนอยู่ไม่มากนักแถม ณ ตอนนั้น คนเหล่านั้นก็ตีตัวออกห่างเขาไปแล้วด้วย 


    ตอนนี้ถึงแม้ว่าจะเพราะเสียงเอะอะโวยวาย แต่ทุกสายตาที่มองมายังจุดที่เขายืนอยู่กลับเปี่ยมไปด้วยสีหน้าสงสัยและยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น 


    กลับกันนั้น อู๋ตี้ผู้ที่ยืนอยู่เองก็ไม่ได้ขยับไปไหน เขาทำเหมือนกับว่าเขานั้นแค่ยืนอยู่เฉยๆ 


    แท้จริงๆแล้วมือขวาที่ซ่อนอยู่ด้านหลังนั้น กำลังกำมีดหั่นสเต๊กซึ่งหยิบมาจากบนโต๊ะอยู่


    ยิ่งไปกว่านั้น ที่คมมีด มันมีเลือดสีแดงเปื้อนอยู่ด้วยนิดหน่อย 


    มองไปยังชายหนุ่มที่กำลังโกรธและมองไปรอบๆ อู๋ตี้ก็แสยะยิ้มมากกว่าเดิม 


    อู๋ตี้เป็นคนลงมือมาตั้งแต่ต้นแล้ว ตั้งแต่แทงเขาด้วยมีดเนี่ยแหละ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าอีกฝ่ายจะไม่เห็นการกระทำของเขาได้อย่างชัดเจน ดีไม่ดีเขาเองก็ไม่คาดคิดด้วยว่าคนทำจะเป็นอู๋ตี้เช่นนี้ 

    เมื่อ 2 คืนก่อน อู๋ตี้ได้เข้าสู่ห้วงฝันประหลาดนั้นอีกครั้ง ด้วยความเคยชิน เขาก็เข้าไปหาดูในระบบแลกเปลี่ยนไขมันนั้นว่ามีอะไรให้ใช้บ้าง และครั้งนี้เขาก็ไปสะดุดตากับ ยาเคลื่อนไหวชั่วพริบตา จากหมวดหมู่ ยา ที่ซึ่งโดดเด่นสุดๆ 


    ยาเคลื่อนไหวชั่วพริบตานั้น เป็นยาอายุวัฒนะชั้น 2 ที่จะช่วยเพิ่มความเร็วได้ 20 เท่าในเวลา 15 นาทีโดยที่ไม่มีผลข้างเคียงอะไร มันใช้ไขมันเพียง 2.5 กิโลกรัมเท่านั้นสำหรับการแลกเปลี่ยน 


    เหตุผลที่อู๋ตี้เลือกที่จะแลกเปลี่ยนเจ้าสิ่งนี้มานั้นมีเพียง 2 อย่าง นั่นก็คือ 1 ยาเคลื่อนไหวชั่วพริบตานั้นไม่มีผลข้างเคียง ตัวเขาเองไม่อยากจะมีประสบการณ์ซ้อมตายเป็นครั้งที่สองเหมือนตอนใช้ยาปลุกสมรรถภาพเมื่อครั้งนั้นอีกแล้ว


    ส่วนข้อ 2 ยาปลุกสมรรถภาพนั้นมันจาบจ้วงและยากเกินกว่าจะควบคุมเกินไป ถ้าหากไม่ระวังดีๆละก็ เขาอาจจะฆ่าคนได้เลย และนั่นจะทำให้ปัญหาเข้าถึงตัวแน่ๆ เพราะงั้นเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นหากเขาเลือกเอายาเคลื่อนไหวชั่วพริบตามา


    ความเร็วเพิ่มขึ้น 20 เท่านั้น เร็วชนิดที่ว่า หากคุณยื่นแขนออกไป ความเร็วในการยื่นแขนของคุณจะเร็วจนอีกฝ่ายมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวนั้นเลย ซึ่งมันจะทำให้การเคลื่อนไหวใดๆก็ตามรวดเร็วเสียจนมนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้


    และจากเหตุการณ์ด้านบน ในตอนนี้ ความเร็วของอู๋ตี้เร็วขึ้นถึง 20 เท่าแล้ว เขาสามารถทำให้ใบหน้าของชายหนุ่มเกิดรอยแผลด้วยมีดหั่นสเต๊กได้โดยที่ไม่มีแม้แต่รอยเงาเสียด้วยซ้ำ ความเร็วนี้ทำให้เขาไม่ต่างจากเดอะแฟลชที่มาจากค่าย DC Superhero เลย แถมพอทำลงไปแล้วอีกฝ่ายก็ยังไม่รู้ตัวอีกด้วย


    เสียงตะโกนโหวกเหวกของชายหนุ่มนั้นดังอยู่นาน และเมื่อท้ายสุดไม่มีใครยอมรับ ชายผู้หยิ่งผยองนั้นก็ทำได้เพียงเงียบลงไป


    อย่างไรก็ตาม เขาหันกลับมาจ้องมองที่อู๋ตี้อีกครั้งพร้อมกับเริ่มที่จะใช้ถ้อยคำรุนแรงใหม่อีกรอบ “ออกไปจากตรงนี้ซะ! ให้ตายเถอะ อย่าให้ฉันเจอนะว่าไอ้เด็กเปรตคนไหนมันเป็นคนทำ ถ้าเจอตัวละก็จะฆ่าทิ้งให้หมดเลย”


    ขณะที่เขากำลังบ่นด่า ใบหน้าของเขาก็ต้องปะทะกับลมกระโชกแรงอีกครั้ง จากนั้นก็ตามด้วยความรู้สึกเย็นที่ใบหน้าพร้อมๆกับรอยแผลๆใหม่ที่ลึกพอที่จะทำให้เลือดมันไหลออกมาอีกแผล 


    ทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม เขามองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น มันรวดเร็วมาก รู้ตัวอีกทีใบหน้าเขาก็ถูกกรีดเพิ่มอีกแล้ว 


    “อ๊ากกกกก!”


    ในครั้งนี้ชายผู้หยิ่งผยองนั้นกู่ร้องอย่างเจ็บปวดออกมา ทั้งสองมือนั้นลูบหน้าตัวเองไว้พร้อมกับแววตาที่แสดงออกถึงความหวาดกลัว


    หญิงสาวที่มากับเขาเองก็ป้องปากไว้ด้วยความหวาดกลัวๆพร้อมๆกับถอยหลังไปหลายก้าวเลย สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันแปลกเกินไปแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ตนโดนลูกหลง เธอจึงไม่รอช้าที่จะถอยห่างจากเขาในทันที


    “ใครมันทำวะ! ถ้าแกแน่จริงก็ยืนขึ้นมาสิเฮ้ย!”

    ชายผู้หยิ่งผยองกระทืบเท้าด้วยความโกรธ แต่เมื่อเขามองทั้งซ้ายและขวาแล้วก็ยังไม่พบอะไรเช่นเดิม มีแต่สายตาของคนอื่นๆที่มองมาด้วยความสงสัย 


    อู๋ตี้ที่อยู่ตรงหน้าเขาก็ยังคงยืนโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรเช่นเดิม อย่างไรก็ตาม ภายในเขานั้นกับพยายามข่มรอยยิ้มไว้แทบจะไม่อยู่แล้ว 


    มันน่าสนใจตรงที่ว่า อีกฝ่ายไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าเขาที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นเป็นคนทำ


    เขาน่ะชื่นชอบอะไรแบบนี้จริงๆ การที่ได้เห็นพวกยโสโอหังโดนลูบคมเนี่ย ดูสิ ท่าทางจะโกรธจนแทบบ้าขึ้นมาแล้ว แต่ก็นะ ไม่มีทางเลือกให้หรอก 


    จะให้พูดอะไรกับเขาดี? ทั้งๆที่มองมาทางนี้ก็เจอคนทำแล้วแท้ๆ แต่เสียใจด้วยนะที่ไม่สามารถจัดการฉันได้ มันเหมือนกับครั้งนั้นเลย เหมือนกันมากๆกับตอนที่จับเจ้าพวกนั้นไปห้อยบนต้นไม้ 


    “หน็อยแน่! ถ้าไม่มีใครยอมรับละก็ ฉันจะสั่งรื้อไอ้ร้านเฮงซวยนี่ซะเลย! ในเมื่อสามัคคีกันไม่ยอมรับดีนักละก็!”


    ภายใต้ความโกรธเกรี้ยวนี้ ชายหยิ่งผยองก็เริ่มกลายเป็นบ้ามากขึ้นไปอีก เขาหยิบเอาโทรศัพท์ขึ้นมาและกดหมายเลขเพื่อจะเรียกตำรวจมาจัดการกับสถานการณ์ตอนนี้ 


    “ฮัลโหล! พี่สี่! เรียกพวกพี่มาเคลียร์เลย ผมมีเรื่องอยู่ที่ชั้นดาดฟ้าที่ห้างเฟอร์นิเจอร์ฮั่วเชียงเนี่ย มาให้เร็วเลยนะ!”


    หลังจากที่โทรศัพท์ถูกโทรออกแล้ว อู๋ตี้ที่ไร้ซึ่งอารมณ์นั้นก็เตรียมที่จะเข้าไปจับตัวไว้ ดูเหมือนว่าหมอนี่น่ะแค่อยากจะหาใครก็ตามมาระบายความโกรธแล้วเท่านั้น 


    “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”


    ในตอนนั้นเอง เสียงเสียงหนึ่งก็ดึงขึ้นจากด้านหลัง 


    ชายร่างสูงในชุดจีนโบราณรีบเดินออกมาพร้อมๆกับบริกรหนุ่มที่เจอด้านหน้าประตูทางเข้า 

    เขาคนนั้นสูงถึง 1.9 เมตร เขาสูงมากๆ อายุน่าจะราวๆ 40-50 ปี ใบหน้าที่เหลี่ยมนั้นแสดงออกถึงความทรงเกียรติมิใช่น้อย 


    หนุ่มผู้เย่อหยิ่งมองไปยังชายผู้ที่สูงเหนือหัวเขาไปอีก และทันใดนั้นท่าทีของเขาก็ดูเปลี่ยนแปลงไป ท่าทางความสูงนั้นจะเป็นตัวแปรสำคัญในการระงับความบ้าของคนคนหนึ่งเหมือนกันนะเนี่ย 


    “นาย นายเป็นใคร?” ถึงแม้ว่าชายผู้มาทีหลังจะสูงเหนือหัว แต่ชายคนแรกก็ยังคงโกรธ แต่เห็นได้ชัดว่าความโกรธนั้นเบาลงอย่างเห็นได้ชัด 


    ชายในชุดจีนโบราณนั้นใจเย็นและพูดด้วยเสียงเบา “ผมคือผู้จัดการของร้านนี้ครับ ถ้าคุณมีปัญหาอะไรละก็ ช่วยบอกผมมาด้วย”


    ทันทีที่ได้ยินว่าคนที่มาทีหลังนั้นเป็นผู้จัดการร้าน ความหยิ่งผยองของเขาก็กลับมาอีกครั้ง 


    “โอ้ นายเองสินะผู้จัดการร้านเส็งเคร็งนี่ โอเค! ฉันจะบอกนายให้ นายน่ะต้องจ่ายเงินให้ฉันวันนี้ ดูนี่ซะ ใบหน้าของฉันได้รับบาดแผลก็เพราะร้านเก่าๆเฮงซวยนี่มันถล่มลงมา! แล้วก็จะบอกอะไรให้อีกนะว่าถ้านายไม่ตอบแทนจนฉันพอใจละก็ ฉันจะให้คนมาถล่มร้านนี้ให้เละเลย!”



    หลังจากมองบาดแผลที่ลึกและตื่นจากทั้งสองฝั่งแก้มนั้นแล้ว ผู้จัดการร้านในชุดจีนก็ประหลาดใจเล็กน้อย นั่นก็เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเกิดรอยแผลมีดบาดแบบนี้ขึ้นที่ใบหน้าของคนตรงหน้านี่ได้ 


    แต่ท่าทีของชายผู้หยิ่งผยองนั้นมันแย่เสียจนเห็นได้ชัดเลยว่าผู้จัดการเองก็กำลังอารมณ์เสีย ดังนั้นแล้วเขาจึงถามด้วยเสียงเรียบ “ใครทำแบบนี้กันครับ? คุณควรจะไปให้คนที่ทำเป็นคนชดใช้ค่าเสียหายนะครับ ไม่ก็เรียกตำรวจมาจัดการปัญหานี้ซะ”


    “ตำรวจ? อย่ามาตลกเหอะน่า!” หนุ่มผู้โอหังเริ่มโกรธขึ้นมาอีกครั้ง 

    “นายรู้หรือเปล่าว่าลูกพี่ฉันเป็นใคร? ลูกพี่ฉันน่ะเป็นรองหัวหน้าประจำคฤหาสน์พยัคฆ์มังกรเลยนะเว้ย! ผู้จัดการร้าน       จิ๊บจ้อยอย่างนายรู้จักหรือเปล่า! วันนี้ฉันไม่ประทับใจมากๆ ถ้านายไม่อยากจะเปิดร้านแล้วเดี๋ยวฉันจะเรียกคนมารื้อถอนเอง! แต่ก่อนหน้านั้นทุกๆคนในร้านตอนนี้ห้ามออกไปไหนทั้งสิ้น! แม้จะต้องพลิกแผ่นดินหา ฉันก็จะต้องลากคอไอ้คนที่ทำให้หน้าฉันเป็นแบบนี้ออกมาให้ได้! แล้วฆ่ามันซะ!”


    แต่เดิมแล้วเขาคิดว่าการพูดข่มขู่แบบนี้จะทำให้ผู้จัดการที่สูงกว่าหัวเขานั้นหวาดกลัวจนต้องสั่นไปทั้งตัว 


    กลับกัน เขานั้นคิดผิด แถมยังผิดมากๆด้วย 


    ใบหน้าของผู้จัดการร้านร่างสูงแสดงออกถึงความเหยียดหยามในทันทีและพูดด้วยรอยยิ้ม “คฤหาสน์พยัคฆ์มังกรเหรอครับ? ผมคิดว่าจะเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นซะอีก เห็นขนาดบอกจะมารื้อร้านกันเลย สุดท้ายก็เป็นได้แค่ลูกหมาที่อยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลเย่นี่เอง เขาคนนั้นเป็นรองหัวหน้าสินะครับ? แถมยังดูเหมือนจะเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อไม่นานมานี้ด้วย เป็นแค่นี้แต่กล้ามาสร้างปัญหาโดยที่ไม่รู้สถานการณ์ของตัวเอง รวมถึงไม่คิดจะเอ่ยถามด้วยว่าที่นี่ใครใหญ่!”


    ช่วงท้ายของประโยคนั้น ชายหนุ่มผู้จองหองก็ช็อกขึ้นมาทันที ไม่เพียงแต่สมองแต่ทั่วทั้งร่าง ในตอนนี้เขานั้นสูญเสียความมั่นใจไปทั้งหมด และรีบถามขึ้นในทันที “แล้วใครกันล่ะที่ใหญ่ในที่นี้?”


    ผู้จัดการในชุดโค้ทจีนนั้นมีความภูมิใจเปี่ยมล้นเต็มใบหน้าไปหมด น้ำเสียงของเขานั้นหนักแน่นและทรงพลัง แถมน้ำเสียงเองก็ยังไม่ละทิ้งซึ่งความภาคภูมิใจที่มาจากก้นบึ้งของจิตใจอีกด้วย 


    “ตระกูลเก่าแก่กว่าร้อยปีแห่งตงหลิง ตระกูลหลานยังไงล่ะ!”


    คล้ายกับเรื่องระบบแลกเปลี่ยนไขมัน ที่คุณอ่าน