Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 129 นายต้องเลี้ยงฉัน

    ตอนที่ 129 นายต้องเลี้ยงฉัน

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****



    เมอร์ลินอ่านหนังสือมามาก เขาได้รับรู้เรื่องราววุ่นวายของการเมืองเป็นอย่างดี เพราะความโลภของคน ไม่ว่าจะในดินแดนเวทมนตร์หรือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาก็ไม่ขาดแคลนคนโลภ ต่อให้เป็นนักบวชชั้นสูง จอมเวทชั้นสูง หรือจอมอัศวิน พวกเขาก็มีความโลภไม่ต่างกัน


    ดินแดนเวทมนตร์ตกอยู่ในความวุ่นวายมามากกว่าสองหมื่นปีก็เพราะความโลภเหล่านี้ 


    แม้มหาทวีปร้อยประเทศจะถูกก่อตั้งหลังจากนั้น แต่เรื่องราวของการเมืองก็ยังมีอยู่ หากไม่ได้สภาเวทมนตร์ข่มเอาไว้ ร้อยประเทศอาจประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนยุคร้อยอาณาจักรเป็นแน่


    ส่วนการเมืองในมหาวิทยาลัย ตอนแรกเมอร์ลินก็ไม่ได้คิดอะไร แต่เมื่อเขาถูกคณบดีวิวเกอร์ฟอร์ดเรียกเข้าไปพูดคุย เขาก็รับรู้ได้ถึงเรื่องวุ่นวายขึ้นมาทันที ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะส่งผลงานของเขาด้วยตัวคนเดียวโดยไม่มีที่ปรึกษาคอยตรวจทาน


    ซึ่งเรื่องนี้หากเมอร์ลินเป็นนักศึกษาทั่วไป ผลงานของเขาคงจะถูกนิตยสารวิชาการปัดตกในทันที


    แต่ทั้งสี่ผลงานที่เขาจะส่งไปนั้นมีนัยยะ เพราะหัวข้อของงานแต่ละชิ้นอยู่ในรูปแบบเดียวกัน นั่นคือการย่อสูตรเวทต้นกำเนิดแต่ละธาตุ ซึ่งสอดคล้องกับผลงานที่เขาพึ่งเผยแพร่ก่อนหน้านี้


    เมอร์ลินย่อมรู้ว่างานของตนเองนั้นเป็นประโยชน์อย่างมากต่อพวกนักประดิษฐ์ พวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นลูกค้าของเขาที่ใช้ผลงานของเขาไปอ้างอิง


    ในสายตาของนักวิชาการหนึ่งดาว หนึ่งแต้มคะแนนวิชาการอาจจะดูเหมือนมาก แต่สำหรับนักประดิษฐ์พวกนั้นแล้ว หนึ่งแต้มคะแนนนั้นนับว่าไม่เป็นอะไรเลย พวกเขาสามารถจ่ายได้อย่างไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ


    มหาทวีปแห่งนี้มีศาสตร์อย่างหนึ่งเรียกว่าเศรษศาสตร์ มันอธิบายเรื่องพฤติกรรมของมนุษย์และถูกตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือเผยแพร่ออกมาอย่างมากมาย


    ซึ่งศาสตร์นี้ถูกสร้างโดย “อดัม” จ้าวแห่งเศรษศาสตร์ เขาคือคนธรรมดาคนแรกที่ถูกยกย่องให้อยู่ในตำแหน่งจ้าว อย่างที่รู้กันว่าตำแหน่งจ้าวนี้จะต้องให้นักวิชาการทั้งหมดยอมรับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากเป็นอย่างมากสำหรับคนธรรมดาคนหนึ่งที่มีอายุขัยไม่ถึงหนึ่งร้อยปี


    การอ่านหนังสือจึงทำให้เมอร์ลินรู้จักกับการตลาด นั่นจึงทำให้เขาสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ ซึ่งวิทยานิพนธ์ที่เขากำลังจะส่งก็เป็นหนึ่งในนั้น


    “นายเอาจริงดิ” เคลบี้กล่าวอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง


    “จริงสิ ฉันเคยพูดเล่นด้วยหรอ?” เมอร์ลินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ


    เคลบี้ยกนิ้วโป้งให้กับเด็กน้อย


    “นายมันแน่มาก!”


    “เอาล่ะ ครั้งนี้นายส่งวิทยานิพนธ์ตั้งสี่ฉบับคงได้เงินมาไม่น้อย ฉันว่านายต้องเลี้ยงข้าวฉันบ้างแล้วล่ะ”


    เมอร์ลินหันไปมองอย่างเย็นชาและเอ่ย “ทำไมฉันต้องเลี้ยงนายด้วย”


    “ก็ฉันจะเอาวิทยานิพนธ์พวกนี้ไปส่งให้นายที่ห้องธุรการไง หรือนายจะเดินไปเองแล้วเสียเวลาในการอ่านหนังสือ” เคลบี้กล่าวพร้อมยักคิ้ว


    เมอร์ลินถอนหายใจออกมา “ฉันว่าการที่ฉันพูดคุยกับนายนั้นทำให้ฉันเสียเวลามากกว่าอีก”


    “เอาเถอะ ถ้านายจะอาสา ฉันก็ไม่ขัดศรัทธา”


    เมอร์ลินเก็บวิทยานิพนธ์ทั้งสี่ฉบับลงในซองเอกสารที่จ่าหน้าซองเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ยื่นมันให้กับเคลบี้


    “นายไว้ใจฉันได้เลย ฉันจะไปส่งมันถึงที่แล้วนายอย่าลืมเลี้ยงข้าวฉันล่ะ” เคลบี้กล่าวพร้อมกับเดินออกไปด้วยรอยยิ้ม


    เด็กน้อยไม่เคยเลี้ยงข้าวเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ครั้งนี้เคลบี้จึงหาเรื่องให้เด็กน้อยเสียเงินบ้าง นั่นเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของเขา และการกระทำนี้ก็ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาแนบแน่นกว่าเดิม


    เมอร์ลินต้องไว้ใจถึงจะให้เคลบี้ไปส่งวิทยานิพนธ์แทนตนได้


    สรุปแล้ววันนี้เคลบี้จะเลี้ยงข้าวเมอร์ลิน และวันที่วิทยานิพนธ์ของเมอร์ลินได้ตีพิมพ์ เมอร์ลินก็จะต้องเลี้ยงข้าวเคลบี้คืน


    เมอร์ลินที่เห็นชายหนุ่มเดินออกไปด้วยท่าทางที่ร่าเริงก็อดส่ายศีรษะไปมาไม่ได้ หลังจากนั้นเขาก็เดินออกไปหาหนังสือมาอ่านเหมือนเช่นทุกที


    “เมอร์ลิน” 


    ระหว่างที่เมอร์ลินกำลังเลือกหนังสืออ่านนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยทัก


    เมื่อเขาหันไปก็พบว่าเป็นเฮร่า บรรณารักษ์คนแรกที่เขารู้จักที่นี่


    “สวัสดีคุณเฮร่า”


    “ยินดีกับเธอด้วยที่ได้รับเข็มกลัดนักวิชาการ ฉันอ่านวิทยานิพนธ์ของเธอในนิตยสารแล้ว มันเยี่ยมมาก”


    “ขอบคุณครับ” เมอร์ลินยิ้ม


    “เธอนี่ขยันจริงๆ นะ ปิดเทอมแล้วเธอยังเข้ามาอ่านหนังสือที่นี่ได้อีก”


    “พอดีช่วงนี้พ่อผมยุ่งๆ น่ะครับ ถึงกลับไปคงไม่ได้เจอหน้ากัน ว่าแต่คุณเองก็ไม่ได้พักเหมือนกัน”


    “ฉันมาทำงานนะไม่ใช่มาเรียน จะมีปิดเทอมเหมือนพวกเธอได้ยังไง”


    ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนิทสนม เมอร์ลินแม้จะหน้านิ่งไปบ้าง แต่เขาก็ไม่ใช่คนไร้มนุษย์สัมพันธ์ เดิมทีนิสัยของเขาร่าเริงกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่เมื่อได้อ่านหนังสือมากๆ นิสัยของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป เขาดูโตขึ้นมากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่สามารถเป็นเพื่อนกับเคลบี้ได้


    พวกเขาพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานเฮร่าก็จากไปกับคำอวยพร


    “ฉันขอให้โชคดีกับผลสอบนะ”


    การสอบพึ่งเสร็จสิ้นไป อีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้าก็จะประกาศผลสอบ ซึ่งเป็นการเปิดภาคเรียนใหม่พอดี


    พวกนักศึกษานอกจากจะต้องตรวจสอบผลสอบของตนเองแล้วต้องลงทะเบียนวิชาที่เรียนในเทอมต่อไปอีกด้วย


    ดังนั้นระยะเวลาปิดเทอมหนึ่งอาทิตย์จึงเป็นเวลาที่สั้นนัก นักศึกษาหลายคนจึงเลือกที่จะไม่กลับบ้านหรือออกจากมหาวิทยาลัยไปที่อื่น


    ด้านเคลบี้เขานำวิทยานิพนธ์ของเมอร์ลินไปส่งยังห้องธุรการ โดยนำตรานักศึกษาของเมอร์ลินไปด้วยเพื่อแสดงตัวตนในการส่ง


    พนักงานห้องธุรการไม่ได้ถามอะไรมาก เพราะปกติแล้วเหล่าบรรดาศาสตราจารย์ก็มักจะฝากลูกศิษย์มาส่งเอกสารพวกนี้อยู่แล้ว


    ชื่อของเมอร์ลินพึ่งถูกตีพิมพ์ลงนิตยสารระดับประเทศ ฝ่ายธุรการเช่นพวกเขาย่อมต้องรู้เรื่องดี ดังนั้นเอกสารของเมอร์ลินจึงถูกจัดการอย่างรวดเร็ว


    ไม่กี่วันต่อมาที่สำนักงานนิตยสารเวทมนตร์ออโรร่า หญิงสาวที่นั่งข้างโต๊ะบรรณาธิการวินสัน เธอได้รับซองเอกสารมากมายที่มาวางบนโต๊ะตั้งแต่เริ่มทำงาน


    “ทำไมถึงได้เยอะขนาดนี้เนี้ย?” หญิงสาวกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบื่อหน่าย


    วินสันเงยหน้าขึ้นมาด้วยรอยยิ้มและเอ่ย “มันก็ดีแล้วไม่ใช่หรอที่มีงานให้ทำ”


    “แต่คุณดูนี่สิทำไมวันนี้มันถึงมีมากกว่าปกติ ถ้าเอกสารเหล่านี้ดีจนมีคุณสมบัติที่จะตีพิมพ์ฉันจะไม่ว่าอะไรเลย แต่นี่ผ่านมาอาทิตย์หนึ่งแล้วฉันยังไม่เจองานดีๆ เลย” เธอบ่นออกมา


    “ทำไงได้ก็ประเทศเรามีสำนักพิมพ์นิตยสารวิชาการเพียงแค่ที่นี่ที่เดียว แถมรัฐบาลยังส่งเสริมพวกเขาให้ส่งมาที่นี่ด้วย” วินสันกล่าวพร้อมกับพลิกดูเอกสารในมือของเขาต่อไป


    “ถ้าเป็นงานของพวกนักวิชาการเก่งๆ ก็ดีสิ แต่นี่มันอะไรกันมีแต่งานของนักศึกษามหาวิทยาลัยทั้งนั้น” หญิงสาวบ่น แต่มือของเธอก็หยิบซองเอกสารที่อยู่บนสุดออกมาแกะดูตามหน้าที่


    แต่ทันทีที่เธอเห็นเอกสารในซองมีรายงานถึงสี่ฉบับ ใบหน้าของเธอก็เหมือนกับกินยาขม


    “นักศึกษาพวกนี้กำลังเล่นบ้าอะไรกัน?” เธออดที่จะบ่นพึมพำออกมาไม่ได้

    คล้ายกับเรื่องSilver Dust : Merlin ที่คุณอ่าน