ขุนปราบกามสวาท
ตอนที่ 6 | มนตร์นากินี
"น้องรออยู่บนเรือนก่อนนะ ประเดี๋ยวพี่ลงไปดูก่อนว่าใครมา" ทัพบอกมักกะลีสาวแล้วลุกขึ้นมาสวมเสื้อผ้า ก่อนที่จะร่ายมนตร์สะกดพลังมักกะลีของบุษบาไว้ดังเดิม พร้อมกับร่ายมนตร์ดับกลิ่นหอมหวนชวนฝันของนางที่คละคลุ้งอยู่ทั่วทั้งเรือน ตามด้วยคลายมนต์บังตาที่ร่ายเอาไว้ออก จากนั้นนางเดินออกจากห้องไปหาผู้มาเยือน
"มีอะไรล่ะพ่อ ะโเรียกฉันเสียลั่นเรือนเชียว" ทัพที่เดินลงเรือนมาแล้วเห็นเข้ากับทหารหนุ่มก็ถามขึ้น พลางเดินตรงไปหาเขา
"ขออภัยด้วยขอรับท่านขุน กระผมเห็นบนเรือนไม่มีผู้ใดอยู่ และก็ไม่เห็นบ่าวของท่านขุนด้วย กระผมก็เลยเสียงดังไปหน่อย" นาง
ยทหารหนุ่มตอบ
"ะโเรียกฉันเสียงดังเยี่ยงนี้มีเื่สำคัญอะไรเล่า" ทัพถามเพราะดูเหมือนว่าทหารหนุ่มผู้นี้จะมีเื่สำคัญที่จะพูดกับเขา
"ท่านพระยาเดชามีรับสั่งให้กระผมมาตามท่านขุนไปหาที่เรือนเ้าครับ" ทัพที่ได้ฟังแบบนั้น ก็รู้ได้ทันทีเลยว่าจะต้องมีเื่อะไรเกินขึ้นเป็แน่
"เยี่ยงนั้นล่วงหน้าไปก่อนเลย ประเดี๋ยวข้าตามไป" ทัพตอบพลางเดินกลับขึ้นเรือนไป
เขาที่แต่งเนื้อแต่งเนื้อตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ออกจากเรือนตรงไปยังเรือนของพระยาเดชาทันที เดิมทีเขาเองก็ต้องไปรายงานเื่การเสือสมิงกับพระยาเดชาอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะมีเื่ด่วนจนพระยาเดชาต้องให้ทหารมาตามตัวถึงที่เรือนแบบนี้ ทัพที่มาถึงเรือนของพระยาเดชาแล้ว ก็เห็นว่าเขากำลังนั่งทำหน้าเครียดอยู่บนม้านั่งที่กลางเรือน
"ไหว้ขอรับท่านพระยาเดชา" จากนั้นก็กล่าวทักทายท่านพระยาผู้เคร่งขรึม ก่อนที่จะนั่งลงที่มานั่งตรงหน้าเขา "มีเหตุอันใดท่านถึงได้ทำหน้าเครียดเช่นนั้น" ก่อนที่จะถามเขาด้วยความเป็ห่วง เพราะดูเหมือนมันเกี่ยวข้องกับภารกิจที่เขาต้องไปทำต่อจากนี้
"ข้าก็ไม่แน่ใจว่ามันจะเป็การรบกวนท่าขุนเกินไปหรือเปล่า แต่ดูเหมือนว่าข้าจะมีเื่ต้องรบกวนท่านอีกเสียแล้ว ทั้งๆ ที่พึ่งกลับมาจากดงพญาไฟแท้ๆ" พระยาเดชาตอบทัพกลับไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เพราะเขาเองก็รู้สึกเกรงใจทัพไม่ใช่น้อยเหมือนกัน ที่เรียกมาใช้งานบ่อยๆ แบบนี้ แถมครั้งนี้ยังเป็คำขอส่วนตัวตัวที่ไม่เกี่ยวกับราชการอีกต่างหาก
"ไม่เป็อันใดเลย ท่านขุนมีเื่ไม่สบายใจอันใดบอกกระผมมาเถิด หากช่วยได้ฉันก็จะช่วย" ทัพที่ได้ฟังแบบนั้น ก็ตอบพระยาเดชากลับไป
"เื่นี้มันเป็คำขอส่วนตัวของข้าไม่เกี่ยวอะไรกับงานราชการเลย ท่านขุนรู้จักเ้าเมืองแห่งเมืองสองแควหรือไม่" พระยาเดชาถามทัพ พลางมองหน้าเขาไปด้วย ทัพที่ได้ยินเพียงชื่อแต่ไม่เคยพบหน้าก็ส่ายหัวแทนคนตอบช้าๆ "เขาเป็เพื่อนสนิทของข้า เมื่อวันก่อนเขาส่งจดหมายมาบอกข้าว่า ลูกสาวคนเล็กของเขานั้นโดนคุณไสย แต่ว่าไม่มีใครแก้มันได้เลย เขาก็เลยอยากจะให้ท่านขุนช่วยไปแก้คุณไสนั้นให้ลูกสาวเขา ดูเหมือนว่าชื่อเสียงของท่านมันจะดังไปถึงเมืองสองแควเลย เขาถึงได้เจาะจงเป็ท่านขุนเพียงผู้เดียว" ทัพที่ได้ฟังแบบนั้น ก็ครุ่นคิดอยู่สักพัก เพราะคุณไสยที่ไม่มีผู้ใดในเมืองสองแควแก้ได้นั้น คนที่ทำใส่นางต้องเป็ผู้ที่มีอาคมแกร่งกล้าทีเดียว
"เื่นั้นท่านพระยาไม่ต้องห่วงเลย กระผมจะเดินไปทางเมืองสองแคว แล้วแก้คุณไสยให้ลูกสาวของท่านเ้าเมืองเอง เพียงแต่ว่ากระผมอาจจะเดินทางได้ในวันพรุ่งนี้ เพราะสัญญากับแม่บุษบาเอาไว้ว่าจะไปไหว้พระกับนาง" ทัพตอบรับคำขอของพระยาเดชา พลางยิ้มออกมาเล็กน้อย ตอนที่พูดถึงแม่หญิงบุษบา ทำเอาพระยาเดชายิ้มตามที่เห็นว่าเขารักเมียสาวคนสวยขนาดนั้น
"ขอบใจท่านมาก วันไหนก็เลย แค่ท่านขุนตอบรับคำขอของข้า ข้าก็รู้สึกขอบคุณแล้ว" หลังจากที่คุยธุระกันเสร็จแล้ว ทัพก็อยู่ทานข้าวเย็นที่เรือนของพระยาเดชา เพราะตอนที่เขาคุยธุระกันเสร็จก็จวนจะค่ำแล้วพอดี และพระยาเดชาเองก็เอ่ยปากชวนด้วย จะปฏิเสธก็ไม่ได้เพราะมันดูเสียมารยาท เขาก็เลยต้องอยู่ทานข้าวเย็นที่นี่ ก่อนที่จะกลับเรือนไปใช้เวลาทั้งคืนบรรเลงเพลงรักเพลงสวาทกับมักกะลีสาว จนกลิ่นสวาทนางหอมคลุ้งไปทั่วทั้งเรือน
"น้องดีใจยิ่งนักที่ได้มากราบพระด้วยกันกับพี่ในวันนี้" บุษบาพูดพลางหันไปมองทัพที่นั่งไหว้พระอยู่ข้างๆ ซึ่งสิ่งที่มั้งสองเอามาไหว้พระในครั้งนี้ก็คือมาลัยดอกแก้วที่บุษบาตั้งใจร้อยเมื่อวาน
"พี่ก็ดีใจเหมือนกัน ที่ได้มากราบพระด้วยกันกับน้อง" ทัพเองก็หันไปตอบนางด้วยประโยคเดียวกัน
ทัพที่ไปไหว้พระที่วัดกับนางเสร็จแล้ว ก็พาบุษบากลับมาส่งที่บ้าน ก่อนที่จะกอดลากัน จากนั้นทัพก็ควบเ้าสีนิลม้าอาคมตัวคู่ใจ มุ่งขึ้นทางเหนือสู่เมืองสองแควทันที ซึ่งเข้าก็ใช้เวลาเดินทางไปราวๆ 3 ชั่วโมง แต่ตอนที่เขาเริ่มเดินทางมันก็เป็่สายแล้ว กว่าจะมาถึงเมืองสองแควก็เลยปาไปบ่ายแก่ๆ
"ท่านเ้าเมืองขอรับ ท่านขุนมาแล้ว ท่านขุนกระทิงมาแล้วขอรับ" เ้าเมืองสองแควที่นั่งรอทัพอย่างร้อนใจอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงของบ่าวะโขึ้นมาจากใต้ถุนเรือน เขาที่ได้ฟังแบบนั้นก็นั่งไม่ติดทันที เขารีบลุกขึ้นมาแล้วเดินตรงไปยังหน้าประตูเรือนอย่างร้อนใจ แต่ทว่าทัพกลับเดินก้าวขาเข้าประตูเรือนมาก่อน
"ไหว้ขอรับท่านเ้าเมือง" ทัพกล่าวทักทายเ้าเมืองสองแควทันทีที่ขึ้นเรือนมา ส่วนเ้าเมืองก็แปลกใจไม่ใช่น้อยที่เห็นว่าท่านขุนกระทิงผู้เก่งกาจมากไปด้วยวิชาอาคม ยังหนุ่มถึงเพียงนี้
"ข้าไม่คิดว่าท่านจะมาถึงเร็วเพียงก็เลยไม่ได้เตรียมอะไรไว้ต้อนรับ เชิญนั่งก่อนสิ ประเดี๋ยวข้าจะให้บ่าวไปหาน้ำหาท่ามาให้ดื่ม" จากนั้นเขาก็พูดขึ้น พลางเดินนำทัพไปยังที่นั่งกลางบ้าน
"ไม่เป็หรอกขอรับท่านเ้าเมือง พาไปดูลูกสาวของท่านดูก่อนดีกว่า เท่าที่อ่านจากจดหมาย ดูเหมือนว่าอาการของนางจะสาหัสเอาการ" ทัพที่ได้ฟังแบบนั้นก็พูดขึ้น เพราะพิธีรีตองอะไรมันก็ไม่สำคัญเท่ากับชีวิตคนทั้งนั้น
"ได้สิๆ ตามข้ามาเลย" เ้าเมืองที่ได้ฟังแบบนั้น ก็รีบตอบปากรับคำ แล้วพอทัพเดินตรงไปยังห้องนอนของลูกสาวทันที เอกภรรยาของเขาที่เห็นแบบนั้นก็เดินมาติดๆ ด้วยเช่นเดียวกัน
ทัพที่เดินตามม่านเ้าเมืองเข้าไปในห้อง ก็เห็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง เท่าที่มองดูจากตรงนี้อาการของนางก็ไม่ได้หนักอะไรมากนัก เพียงแต่ว่าใบหน้าของนากดูซีดเซียวมากทีเดียว ทำให้ใบหน้าสวยๆ ของนางดูหม่นหมองมิใช่น้อย แต่ทว่าสิ่งที่น่าเป็ห่วงก็คือการไหลเวียนของกระแสจิตนางมันปั่นป่วนไปหมด
"หรือว่า..." ทัพพึมพำขึ้นมา พร้อมกับเดินตรงเข้าไปหานาง แล้วเปิดผ้าห่มที่คุมเรือนร่างบางของนางออก เผยให้เห็นเรือนร่างบางที่ซีดเซียวไม่ต่างอะไรกับใบหน้า จากนั้นเขาก็ท่องมนต์แล้วเป่าคาถาลงไปที่แขนข้างหนึ่งของนาง จากนั้นก็มีลอยสีแดงที่คล้ายกับเกล็ดงูขึ้นมาที่แขนข้างนั้นของนางครู่หนึ่ง ก่อนที่มันจะหายไป
"นั่นมันอะไรกัน" ทำเอาท่านเ้าเมืองพูดขึ้นมาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
"ท่านพี่ลูกเราจะไม่เป็อะไรใช่ไหมท่านพี่ ท่านขุนต้องช่วยลูกสาวฉันให้ได้นะเ้าคะ ไม่ว่าอะไรฉันก็จะให้ท่านขุนทุกอย่าง ขอแค่ท่านขุนช่วยลูกสาวฉันให้ได้ก็พอ" ซึ่งมันก็ทำเอาผู้เป็แม่เป็ห่วงลูกสาวจนจับใจ
"ไม่ต้องห่วงขอรับคุณหญิง กระผมจะช่วยลูกสาวคุณหญิงให้ได้" ทัพหันไปพูดกับคุณหญิงของเรือน จากนั้นเขาก็ย่อตัวลงไปนั่งอยู่ที่ข้างๆ เตียงของหญิงสาวคนนั้น "แม่หญิงผู้นี้ชื่ออะไรหรือขอรับ" แล้วพูดขึ้นโดยที่ยังไม่ละสายตาออกมาจากนาง
"จันทร์วาด ลูกสาวฉันชื่อจันทร์วาดจ้ะท่านขุน" คุณหญิงตอบกลับมา
"แม่หญิงจันทร์วาด แม่หญิงจันทร์วาดได้ยินฉันหรือไม่" เขาที่ได้ฟังแบบนั้น ก็เรียกชื่อนางขึ้นมาเบาๆ พลางขยับมือเขย่าตัวนางไปด้วย จากนั้นนางก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาสบสายตาเขาช้าๆ อย่างอ่อนแรง ซึ่งดวงตาของนางก็ดูอ่อนล้าไม่ต่างอะไรกับสีหน้าของนางเลย
คุณไสยที่นางถูกทำใส่นั้น มีชื่อว่ามนตร์นากินี ไม่แปลกที่คนเมืองนี้จะไม่รู้จัก เพราะมันอาคมโบราณที่ใช้ในการสาปแช่ง ผู้ที่คุณสาปแช่งด้วยคุณไสยนี้จะทุกทรมานปวดแสบปวดร้อนไปทั้งตัว และค่อยๆ กลายเป็งูไปในที่สุด จากเมื่อครู่ที่มีลายเกล็ดงูขึ้นมาบนผิวกายของนาง หมายความว่านางโดนคุณไสยนี้เล่นงานมาเป็เวลานานพอสมควร ถ้ายังแก้คุณไสยไม่ได้ในเร็ววันนี้ นางจะต้องกลายเป็งูในเร็วๆ นี้เป็แน่
ซึ่งสิ่งเดียวที่จะแก้มนตร์นากินีได้ก็คือ ยาที่ทำมาจากเกล็ดของนางพญางูขาว แต่กว่าที่เขาจะไปเอาเกล็ดนางพญางูขาวมาได้ นางก็อาจจะกลายเป็งูไปแล้ว จึงต้องทำให้มนตร์นากินีนั้นอ่อนลง เพื่อให้นางกลายเป็งูช้าลง ซึ่งมันก็มีเพียงแต่ทางเดียวที่จะทำให้มนตร์นากินีนั้นอ่อนลงได้ คือเขาต้องปล่อยน้ำมนต์อันหวานมันของตัวเองเข้าไปในตัวนาง เพื่อให้มันเข้าไปครอบแก่นดวงจิตของนางเอาไว้ด้วยการเสพสังวาส
โปรดติดตามตอนต่อไป
*ฝากกดถูกใจ หรือคอมเมนต์ช่วยดันเื่นี้ขึ้นมาหน้าฟีตหน่อยน้า จะได้มีคนเข้ามาอ่านกันเยอะๆ ขอบคุณครับผม*