บทที่ 8 ความขื่นขม (รีไรท์)
หลิวไป๋ฮวาที่เห็นเช่นนั้นรีบยื่นมือเข้าไปช่วยอีกฝ่ายทันควัน โดยที่หญิงสาวจับเรียวแขนเล็กของเด็กน้อยเอาไว้กระทั่งมือของเธอและเขาัักันด้วยความบางเบา คล้ายกับว่ามีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านในตอนที่คนทั้งสองัักันโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ การกระทำของหลิวไป๋ฮวาทำให้ต้าเหวินโหร่วอดที่จะหันไปมองเธอเสียไม่ได้
ครั้นที่เห็นว่าหลิวไป๋ฮวาเองก็หันมามองตนก็รีบผันหน้าหนีทำราวกับว่าไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย ทำให้หลิวไป๋ฮวายกยิ้มออกมาในทันทีที่เห็นปฏิกิริยาเ่าั้จากเขา
จนในที่สุดเด็กน้อยเป่าเปาก็ได้รับการรักษาจนเสร็จสิ้น ทันทีที่เห็นเช่นนั้น ต้าเหวินโหร่วก็รีบขยับตัวออกห่างเพื่อเว้นระยะ ทั้งยังก้มหน้าลงราวกับไม่อยากสบตา
เอาอีกแล้ว เป็เช่นเดิมอีกแล้ว ทำไมต้าเหวินโหร่วถึงชอบแสดงท่าทีเ่าั้นักหนา…
“ตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้างเป่าเปา?” คุณหมอซ่งเอ่ยถามอาการพลางเก็บอุปกรณ์รักษาต่าง ๆ ลงกระเป๋ายาไปด้วย
“ฮึก เป่าเปาเจ็บมากเลยคุณหมอซ่ง เหมือนขาจะขาด เหมือนมือจะหักเลย” เด็กน้อยเป่าเปาเอ่ยเสียงแจ้ว ม่านตาที่เอ่อคลอไปด้วยของเหลวสีใสลดระดับสายตาลงมองมือของตนที่ถูกพันแผลเอาไว้ด้วยผ้าสีขาวสะอาดตา
“เป่าเปา…จะตายหรือเปล่า” เธอเอ่ยออกมาเสียงเบาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ตายอะไรกันล่ะ แผลเท่ามดกัดแค่นี้ไม่ถึงแก่ชีวิตหรอก กลัวพร่ำเรื่อไปได้ เดี๋ยวฉันจะให้ยาสมุนไพรแก้ช้ำใน บอกแม่ให้ต้มให้ดื่มเช้าเย็นนะรู้หรือเปล่า” คุณหมอซ่งเอ่ยบอกเด็กสาวตรงหน้า ทั้งยังทอดมองเด็กน้อยด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยเอ็นดูอย่างเห็นได้ชัด
“เป่าเปาไม่อยากดื่มเลย” เธอเอ่ยออกมาเสียงเบา ทั้งยังมีท่าทีจะร้องไห้ออกมาอีกรอบ กระทั่งหลิวไป๋ฮวาที่สังเกตเห็นท่าทีเปลี่ยนไปเ่าั้
“ถ้าไม่กินยาแผลอาจจะถึงขั้นเน่าเปื่อยเลยนะรู้หรือเปล่า ถ้าถึงตอนนั้นเป่าเปาอาจจะต้องโดนตัดมือจริง ๆ แน่” หลิวไป๋ฮวาเอ่ยขู่เด็กน้อยออกไปในทันที ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาก็เหมือนจะดีเกินคาด
“ฮึก จะ จริงเหรอ ถ้าอย่างนั้นเป่าเปาจะบอกให้แม่ต้มให้ดื่มทุกวันเลย” หลิวไป๋ฮวาหลุดหัวเราะออกมาเสียงเบาครั้นที่ได้ยินเด็กน้อยเป่าเปาตอบรับมาด้วยความขันแข็ง
“ดีแล้วเป่าเปา ส่วนแผลก็พยายามอย่าให้โดนน้ำ เดี๋ยวแผลจะอักเสบและสมานตัวได้ช้าลง ไม่อย่างนั้นอาจจะสร้างรอยแผลเป็เอาไว้ภายหลังได้” หมอซ่งเอ่ยเตือนอย่างใจดี
“ฉันคงต้องขอตัวกลับก่อนเพราะคนไข้ยังมีอีกเยอะ อย่าลืมระวังตัวให้มากขึ้นกว่านี้หน่อยก็แล้วกัน” คุณหมอซ่งเอ่ยจบก็หยิบกระเป๋ายาถือติดมือเดินออกไป ในขณะที่ต้าเหวินโหร่วเองก็เดินตามหลังคุณหมอซ่งออกไปเช่นเดียวกัน
หลิวไป๋ฮวาหันมองตามแผ่นหลังของต้าเหวินโหร่วที่ห่างออกไป ด้วยสายตาละห้อย ั้แ่เจอหน้ากันมาไม่มีคำทักทายใดหลุดออกจากปากเขาแม้แต่น้อย ซ้ำยังมีท่าทีเหมือนจะรังเกียจเดียดฉันท์กันอีกเช่นนั้น ก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาในทันที
“ละ แล้วเป่าเปาล่ะ พี่ไป๋ฮวา เป่าเปาจะกลับบ้านอย่างไร”
…
ยังไม่ทันได้เข้าเขตเขาหลงซานดี คุณหมอซ่งที่เพิ่งจะรับรู้ได้ว่าเขาไม่ได้เดินทางกลับเพียงลำพังก็หมุนตัวกลับไปยังด้านหลัง
“เหวินโหร่ว คุณตามผมมาทำไมกัน?”
แม้แต่เหวินโหร่วก็ยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ ชายหนุ่มทำเพียงแค่เงียบเพราะไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนี้อย่างไรดี เขาไม่กล้าที่จะอยู่กับหลิวไป๋ฮวาด้วยกลัวที่จะเห็นสายตาเกลียดชัง และไม่อยากฟังคำพูดด่าทอที่ขับไล่ไสส่งตน
“เดินตามผมมาเช่นนี้ แล้วไป๋ฮวาจะพาเด็กอ้วนเป่าเปากลับบ้านได้อย่างไร”
“ผม…” ต้าเหวินโหร่วชะงัก ครั้นที่เขาลืมคิดถึงเื่นี้ไปไม่รุ้ว่าปานนี้เป่าเปาจะนั่งร้องไห้อยู่หรือเปล่า
“ถ้าเช่นนั้นผมคงต้องส่งคุณหมอซ่งถึงตรงนี้…” เขาละล่ำละลักบอกทำให้คุณหมอซ่งหลุดหัวเราะออกมา
“ผมเองก็ไม่ใช่เด็ก ที่ต้องให้ผู้ปกครองเทียวรับเทียวส่ง ใช่ว่าผมจะไม่เคยเข้ามาในหมู่บ้านเสียเมื่อไหร่กัน อย่าห่วงผมเลย เพราะคนที่น่าเป็ห่วงคือหลิวไป๋ฮวาที่ต้องหามเป่าเปากลับบ้านคนเดียวต่างหากล่ะ” คุณหมอซ่งพะเยิดหน้าไปด้านหลังของชายหนุ่ม
ต้าเหวินโหร่วพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนที่เขาจะค้อมตัวลงเพื่อเป็การขอบคุณคุณหมอซ่งที่อุตส่าห์สละเวลามาให้การช่วยเหลืออย่างดี
“ขอบคุณคุณหมอซ่ง”
“ไม่เป็ไรหรอก เื่นี้เป็หน้าที่ของผมอยู่แล้ว อย่างไรผมก็คงจะฝากคุณดูแลต่อด้วยก็แล้วกัน”
“...ครับ” แม้จะอึกอักในตอนแรก แต่ก็ยอมตกปากรับคำแต่โดยดี
“กลับมาจากหยู่เปิงั้แ่เมื่อไหร่ล่ะ?”
“เพิ่งถึงมาเมื่อวานครับ”
“ถ้าอย่างนั้น ผมคงต้องกลับแล้วล่ะ”
ชายหนุ่มมองคุณหมอซ่งที่เดินออกไปไกล ก่อนที่เขาจะเดินกลับไปยังสถานที่เดิมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับไม่เห็นวี่แววของหลิวไป๋ฮวาและเป่าเปาเสียแล้ว ต้าเหวินโหร่วหันมองซ้ายขวา ทว่ากลับไม่มีวี่แววของร่างเล็กเลย
แม้จะมีงานที่ต้องไปทำต่อ ซ้ำค่าแรงยังสูงกว่าที่อื่น ๆ ที่เขาเคยทำมา แต่ชายหนุ่มกลับเลือกที่จะทิ้งงานนั้น และรีบไปตามหาหลิวไป๋ฮวาและเป่าเปาให้เจอ เพราะกลัวว่าทั้งสองนั้นจะเป็อะไรไป เนื่องจากแถวนี้ นาน ๆ ครั้งจะมีชาวบ้านเดินผ่านมา
คิดได้เช่นนั้น ต้าเหวินโหร่วก็รีบวิ่งไปยังบ้านของเด็กน้อยเป่าเปาในัทนทีเพื่อดูว่าอีกฝ่ายนั้นไปถึงบ้านอย่างปลอดภัยหรือเปล่า ครั้นที่ไปถึงหน้าบ้านของเด็กสาวแล้วเห็นร่างอ้วนฉุที่กำลังนั่งทานขนมด้วยความเอร็ดอร่อยก็รู้สึกโล่งใจไปเปราะหนึ่ง
ทว่าถึงอย่างนั้นก็ยังมีความกังวลหลงเหลืออยูาเนื่องจากเขาไม่เห็นหลิวไป๋ฮวาที่นี่ ต้าเหวินโหร่วเงียบไปอยากฉุกคิด ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าอีกฝ่ายนั้นคงจะอยู่ที่บ้าน เพื่อให้ได้เห็นกับตาว่าหลิวไป๋ฮวาถึงบ้านด้วยความปลอดภัน ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเดินทางไปที่บ้านอีกฝ่ายในทันที
บ้านของหญิงสาวอยู่เกือบถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน แม้จะมีระยะทางที่ไกล แต่ต้าเหวินโหร่วกลับใช้เวลาอันสั้นมาถึงรั้วประตูบ้านของเธอ แม้ประตูรั้วจะเปิด แต่เขากลับไม่กล้าที่จะเดินเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า ทำได้เพียงแค่ชะเง้อมองเข้าไปภายในแต่เพียงเท่านั้น
ก่อนจะเห็นเงาของใครคนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็หลิวไป๋ฮวา หากเขาจะเข้าไปจะต้องขออนุญาตอีกฝ่ายเสียก่อน ริมฝีปากหยักยิ้มบางขึ้นเมื่อเห็นว่าหญิงสาวอีกคนกำลังฉีกยิ้มพร้อมทั้งหยิบผลไม้ที่มีสีแดงสดเข้าปาก
รอยยิ้มของหลิวไป๋ฮวางดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอ ไม่ว่าจะสีหน้าหรือท่าทีที่แสดงออกมาล้วนทำให้คนมองรู้สึกมีความสุขไปด้วย ด้วยรอยยิ้มและแววตาของหลิวไป๋ฮวา ทำให้เขาตกหลุมรักเธอโดยง่าย แม้จะรู้ว่าเป็ไปไม่ได้แต่เขาก็ยินดีที่จะรู้สึกเช่นเดิม ถึงจะไม่กล้าที่จะเปิดเผยออกไปก็ตาม
เพราะความรักสำหรับเขาไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ก็จะยังเป็ความรู้สึกที่งดงามอยู่เสมอ
“หลิว…” ชายหนุ่มเตรียมใจอยู่นานกว่าจะกล้าเรียกอีกฝ่าย ทว่าจะไม่ทันที่จะได้เอ่ยออกไปเต็มประโยค เขากลับเห็นเงาของใครอีกคนหนึ่งปรากฏขึ้น
ร่างกายที่ดูหนาเกินกว่าจะเป็เรือนร่างของผู้หญิง ซ้ำทรงผมยังดูสั้นจนเกือบเกรียนนั้น แน่ชัดแล้วว่าไม่ใช่…
ฝ่าเท้าที่กำลังจะก้าวผ่านรั้วเข้าไปพลันหยุดชะงัก ก่อนที่เ้าของเงานั้นจะขยับลงมาให้เขาได้เห็นชัด ไม่ใช่คนในหมู่บ้าน ไม่ใช่คนที่เขาคุ้นหน้า แต่ทำไมถึงได้ดูสนิทสนมกับหลิวไป๋ฮวานัก ทั้งการแต่งกายที่ดูสะอาดเอี่ยม คล้ายคนมีฐานะ