บทที่1:วันธรรมดาที่เริ่มไม่ธรรมดา
แสงแดดยามเช้าสาดลอดผ่านหน้าต่างม่านสีหม่นปลิวไสวไปตามแรงลมเย็นของกรุงลอนดอน ผมชื่อ ริน เอเวอร์ฮาร์ท(Rin Everhart) และเช้านี้ดูเหมือนจะเริ่มต้นแปลกกว่าปกติร่างของผมขยับตัวอย่างเชื่องช้าใต้ผ้าห่ม ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอย่างมึนงง
ความรู้สึกแรกที่พุ่งเข้ามาไม่ใช่ความง่วง...แต่เป็ความรู้สึกแปลกแยกที่อธิบายไม่ได้
ผมกวาดสายตาไปทั่วห้องนอนมันเป็ห้องของผม แน่สิ ผมอาศัยอยู่ที่นี่มานานแล้ว... ใช่ไหม?
แต่วันนี้ทุกอย่างดูต่างออกไปเล็กน้อยราวกับว่าสิ่งรอบตัวถูกปรับเปลี่ยนไปโดยที่ผมไม่รู้ตัว
กลิ่นของอากาศที่ไม่คุ้นเคย หมอนบนเตียงดูเหมือนจะถูกวางผิดตำแหน่ง
นาฬิกาดิจิทัลข้างเตียงแสดงเวลา 07:42น. ผมควรจะรู้สึกปกติแต่มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนว่าผมไม่เคยนอนที่นี่มาก่อนเลย
"บ้าจริงคิดมากไปเองหรือเปล่า?"
ผมสะบัดหัวเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงเดินไปที่ห้องน้ำ เงยหน้ามองกระจก... และรู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติ
ภาพสะท้อนของผมในกระจกดูปกติทุกอย่างแต่เมื่อผมขยับหัวไปทางซ้าย เงาในกระจกกลับเคลื่อนตามช้าไปเสี้ยววินาที
ผมหยุดนิ่งจ้องไปที่เงาสะท้อนอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะยกมือขึ้นมาโบกเบาๆคราวนี้มันขยับตรงกัน... แต่เมื่อครู่มันเหมือนเคลื่อนที่ช้ากว่าเวลาปกติ
"...ฉันคิดมากไปเองสินะ"
ถอนหายใจยาวก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำตรงไปที่ครัวเพื่อหาอะไรกิน ผมหยิบกล่องซีเรียลขึ้นมา
รสมะม่วง?
"ฉันเคยซื้อรสนี้ด้วยเหรอ?"
ผมไม่แน่ใจเลยแม้ว่ามันจะอยู่ในครัวของผมเองก็ตาม
ความรู้สึกแปลกๆค่อยๆแทรกซึมเข้ามาลึกขึ้น ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูรายชื่อในเครื่องพยายามหาบางอย่างที่ช่วยให้ผมมั่นใจว่าทุกอย่างยังปกติอยู่
แต่เบอร์โทรของคนในครอบครัว... หายไป
ผมหยุดนิ่งสายตาจับจ้องที่หน้าจอราวกับมันเป็สิ่งแปลกปลอม เบอร์ของเพื่อนร่วมงานเบอร์ของร้านอาหารที่เคยโทรไปยังอยู่ครบหมด แต่ไม่มีเบอร์ของครอบครัวเลย
"สงสัยฉันคงลบเบอร์พวกเขาไปเองตอนเคลียร์เครื่อง"
ผมพึมพำ ลองค้นหาในแชทเก่าๆแต่ไม่พบข้อความใดจากพวกเขาเลย… มันเหมือนพวกเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่จริงๆ
ผมไถหน้าจอเลื่อนดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าหัวใจเต้นแรงจนรู้สึกเหมือนมันจะกระแทกออกมานอกอก มือของผมเย็นเฉียบ ความรู้สึกว่างเปล่าก็ถาโถมเข้ามา
"นี่มัน...เกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
หลังจากพยายามทำให้ตัวเองใจเย็นลงผมหยิบกุญแจออกจากโต๊ะ เดินออกจากอพาร์ทเมนต์เพื่อเริ่มต้นวันเหมือนอย่างเคย อากาศข้างนอกเย็นกว่าปกติแม้ว่าจะเป็่สายของวันแล้วก็ตาม
ระหว่างที่เดินไปยังป้ายรถเมล์ ผมเริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติอีกอย่างป้ายชื่อสถานีรถเมล์ตรงมุมถนน มีตัวอักษรหนึ่งที่สะกดผิด
"ทำไมฉันไม่เคยสังเกตเห็นเลย...?"
ผมหรี่ตาเล็กน้อยป้ายเดิมที่เคยเห็นทุกวัน ตอนนี้กลับรู้สึกแปลกตาขึ้นมามันอาจจะเป็เื่เล็กน้อย แต่ทุกอย่างรวมกันกำลังทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจ
เมื่อรถเมล์มาถึงผมก้าวขึ้นไปนั่งด้านใน เงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง และสบตากับชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่อีกฝั่งของถนน
เขากำลังจ้องมาที่ผม มองด้วยสายตาที่นิ่งสนิทราวกับกำลังเฝ้าดูอะไรบางอย่าง แววตาของเขาเ็าราวกับไม่มีชีวิต ชายคนนั้นยืนนิ่งใบหน้าของเขาซีดขาว แววตาไร้อารมณ์ ริมฝีปากของเขาขยับเบาๆแต่ไม่มีเสียงเล็ดรอดออกมา… เขากำลังพูดอะไรบางอย่างโดยไม่มีเสียง
ความเย็นวาบแล่นผ่านแผ่นหลังของผม
พอรถเมล์เคลื่อนตัวออกไปผมหันกลับไปมองอีกครั้ง เขาหายไปแล้ว
หัวใจผมเต้นแรงขึ้น ผมพยายามหาเหตุผลให้กับตัวเองว่าอาจจะแค่คิดมากแต่บางอย่างในใจบอกผมว่า มันไม่ใช่เื่บังเอิญ
เมื่อถึงที่ทำงานผมพยายามโฟกัสกับงานตรงหน้าแต่กลับทำไม่ได้ เสียงในหัวของผมยังคงถามคำถามเดิมซ้ำๆ
"ทำไมฉันถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไป?"
ผมทำงานเป็ นักข่าวสายสืบสวน ในบริษัทข่าวออนไลน์แห่งหนึ่งงานของผมคือการค้นหาข้อเท็จจริง ขุดลึกในเื่ราวที่ซับซ้อน และเปิดโปงความจริง
แต่ในวันนี้ความจริงที่ผมพยายามเปิดโปงกลับเป็ ตัวเอง
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งลองค้นหาชื่อของตัวเองในอินเทอร์เน็ตหวังว่าจะเจอข้อมูลอะไรบางอย่างที่ช่วยให้ผมมั่นใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติ
สิ่งที่ผมเจอคือข้อมูลทั่วไป ชื่อของผมประวัติเล็กๆ น้อยๆ บัญชีโซเชียลมีเดียปกติทุกอย่าง
แต่สิ่งที่ทำให้ผมหยุดหายใจไปชั่วขณะก็คือ...ไม่มีข้อมูลอะไรเลยเกี่ยวกับครอบครัวของผม
ไม่ใช่แค่เบอร์โทรของพวกเขาที่หายไปจากโทรศัพท์แต่ไม่มีบันทึกอะไรเกี่ยวกับพวกเขาเลย
ไม่ว่าผมจะค้นหาชื่อของพ่อแม่หรือญาติพี่น้องที่ผมคิดว่าควรจะมี มันก็ขึ้นมาว่า ไม่มีข้อมูล
หัวใจของผมเต้นแรงขึ้นกว่าเดิมมือเริ่มสั่นเล็กน้อย ขณะที่ความคิดเริ่มวนเวียนไปมา
"เป็ไปไม่ได้... ฉันต้องมีครอบครัวสิ"
"ฉันอาศัยอยู่กับใครตอนเด็ก?ฉันโตมายังไงกันแน่?"
และนั่นคือ่เวลาที่ผมพบสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างในหัวพังทลายลง
ผมพยายามค้นหาทุกอย่างที่อยู่ภายในห้องทำงานของผมเผื่อว่าอาจจะมีอะไรซักอย่างที่เป็ข้อมูลให้กับผมได้บนกองหนังสือที่ถูกวางซ้อนกันเยอะแยะไปหมด มีซองเล็กสีขาวดูเก่าถูกวางทับไว้
ไม่มีชื่อผู้ส่งมีเพียงลายมือที่ดูคล้ายของผมเอง แต่... ผมจำไม่ได้ว่าผมเคยเขียนมัน
มือของผมยังคงสั่นเล็กน้อยขณะที่ดวงตาจับจ้องอยู่ที่ซองจดหมายเก่าๆ ตรงหน้า มันดูเก่ากว่าที่ควรจะเป็กระดาษซีดเหลือง รอยพับเป็เส้นลึก และตราประทับข้างหลังเริ่มจางหายไปตามกาลเวลา
ผมกลืนน้ำลายลงคอช้าๆพลิกซองจดหมายในมือ รู้สึกถึงกระดาษด้านในที่สากมือราวกับมันถูกเขียนไว้เป็เวลานานมากแล้ว
ลมหายใจของผมติดขัดผมหยิบคัตเตอร์จากลิ้นชัก ค่อยๆ กรีดปลายซองอย่างระมัดระวัง พอแง้มเปิดออกกระดาษข้างในก็เผยให้เห็นลายมือที่จางลงไปตามกาลเวลา
"นายต้องจำให้ได้"
นั่นเป็ประโยคแรกของจดหมาย
ดวงตาของผมเบิกกว้างหัวใจเต้นแรงขึ้นอีกระดับ
"อย่าปล่อยให้มันลบเลือนถ้านายจำไม่ได้ พวกมันจะมาเอาตัวนายไป"
พวกมัน? ใคร?
ผมอ่านบรรทัดถัดไปอย่างรวดเร็วแต่หมึกที่เขียนไว้กลับซีดลงไปมาก จนแทบมองไม่เห็น ผมพยายามเพ่งสายตา แต่ก็ไม่ได้ผลมันอ่านไม่ออก ผมหยิบกระดาษอีกแผ่นขึ้นมา มันเป็บัตรสมาชิกห้องสมุดที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
ขณะที่ผมกำลังจมอยู่กับความคิดโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะ สั่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน เสียงสั่นครืดคราดก้องไปทั่วโต๊ะผมหยิบมันขึ้นมาและมองหน้าจอ เบอร์แปลก
ผมลังเล ก่อนจะค่อยๆกดรับสายและแนบโทรศัพท์เข้ากับหู
"......"
อีกฝั่งหนึ่งไม่มีเสียงใดๆ มีเพียงลมหายใจแ่เบาราวกับคนที่กำลังรอฟังบางสิ่งจากผม
"ใครน่ะ?" ผมถามเสียงต่ำ พยายามทำให้มั่นใจว่ามันไม่สั่นไหว
"...จำได้หรือยัง?"
เสียงนั้นกระซิบลอดออกมาเบาๆน้ำเสียงเย็นเฉียบ ไร้อารมณ์
ผมหัวใจเต้นรัว เงียบไปชั่วขณะก่อนจะตอบออกไปช้าๆ "...คุณเป็ใคร?"
ปลายสายยังคงเงียบ ก่อนเสียงคลื่นรบกวนจะดังขึ้นมาแทน
และจากนั้นเสียงกระซิบสุดท้ายก็ดังผ่านลำโพงมา
"ลืมมันไปซะอย่าพยายามค้นหาความจริง"
สัญญาณถูกตัดทันที
ผมกำโทรศัพท์แน่น ใจเต้นรัวไปหมด
ผมต้องกลับไปที่อพาร์ทเมนต์ ผมหยิบเสื้อคลุมคว้ากุญแจ และรีบออกจากที่ทำงานโดยไม่ได้บอกใคร ความรู้สึกกดดันให้ผมก้าวเร็วขึ้นเสียงฝีเท้าของตัวเองสะท้อนในทางเดินยาวของออฟฟิศ
พอออกมาถึงถนนใหญ่ลมหนาวของลอนดอนพัดผ่านตัวผมจนรู้สึกเย็นเข้าไปถึงกระดูก
ผมก้าวขึ้นแท็กซี่บอกที่อยู่ของอพาร์ทเมนต์ด้วยเสียงที่ฟังดูร้อนรน
ตลอดทางผมนั่งเงียบ กำซองจดหมายในมือไว้แน่น
ผมไม่รู้ว่าที่อพาร์ทเมนต์จะมีอะไรแต่ลางสังหรณ์ของผมบอกว่า คำตอบที่ผม้าอยู่ที่นั่น
ผมหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องของตัวเอง ในมือกำกุญแจไว้แน่นจนรู้สึกได้ถึงเหงื่อที่ซึมออกมาบนฝ่ามือ
สูดลมหายใจลึกๆ ก่อนจะค่อยๆเสียบกุญแจแล้วหมุนมันช้าๆ
แกร๊ก
ประตูเปิดออกด้วยเสียงเงียบงัน ผมค่อยๆก้าวเข้าไปข้างใน อากาศข้างในเย็นเฉียบเสียงลมจากหน้าต่างที่ปิดไม่สนิททำให้ม่านขยับไหว
ห้องดูเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่มีบางอย่างเปลี่ยนไป
กลิ่นอากาศ… มันมีกลิ่นฝุ่นและกระดาษเก่าๆที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ผมพยายามทำให้ตัวเองสงบลง หายใจลึกผมตรงไปยังห้องเก็บของที่ไม่ได้เปิดเข้าไปมานาน ลังกระดาษเก่าถูกทับอยู่ที่มุมห้องเก็บของผมต้องออกแรงดึงออกมา ท่ามกลางฝุ่นที่ฟุ้งกระจายสมุดบันทึกเล่มหนึ่งร่วงลงมากระแทกพื้น… แต่หน้าหลักสำคัญบางส่วนถูกฉีกออกไปใครบางคนไม่อยากให้ผมอ่านมัน
"ถ้านายลืม…ให้อ่านนี่"
ข้อความนี้เขียนไว้ด้วยหมึกที่ดูใหม่กว่าหน้าอื่นๆเหมือนมีใครบางคนตั้งใจเขียนให้ผมกลับมาอ่านในอนาคต
ดวงตาของผมเบิกกว้างขณะที่อ่านประโยคถัดไป
"อย่าปล่อยให้พวกมันลบฉันไปจากนายถ้านายลืม… นายอาจจะไม่มีวันจำได้อีก"
หัวใจผมเต้นแรงขึ้น นิ้วมือสั่นเบาๆผมพลิกไปหน้าถัดไป…
ผมไล่นิ้วไปตามตัวอักษรจางๆ ที่เขียนว่า"เขาเป็คนที่สอนผม..." แต่ประโยคขาดหายไปหมึกบางส่วนเลือนรางจนแทบมองไม่เห็น ใครบางคนพยายามลบสิ่งนี้ออกไปจากอดีตของผม
มันเป็บันทึกเต็มไปด้วยความทรงจำเกี่ยวกับคนที่หมือนจะเป็‘พี่ชาย’ ที่ผมจำไม่ได้
แต่ไม่มีชื่อของเขา ไม่มีภาพของเขาทุกอย่างเป็แค่ตัวหนังสือ ผมจ้องมองตัวหนังสือที่จางลงไปตามกาลเวลาตัวอักษรดูคุ้นเคยราวกับเป็ลายมือของผมเอง...แต่ผมจำไม่ได้เลยว่าผมเคยเขียนสิ่งนี้
ผมค่อยๆ ลากกล่องออกมา เอกสารเก่าหนึ่งซองถูกทับอยู่ก้นกล่องข้างในมีรูปถ่ายเก่าๆหนึ่งใบ
มันเป็ภาพของผมตอนเด็ก กำลังยืนข้างๆใครบางคนที่ผมจำไม่ได้
ด้านหลังภาพมีข้อความสั้นๆ เขียนไว้ด้วยลายมือเดียวกับในบันทึก“ทุกอย่างเริ่มต้นที่ห้องสมุด”
ทันใดนั้น ลมเย็นบางอย่างก็พัดผ่านต้นคอผมหันขวับไปทางหน้าต่าง แต่มันปิดสนิท แต่ในเงาสะท้อนของกระจกผมเห็นบางอย่างกำลังเคลื่อนที่อยู่ข้างหลังผม