จากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรอีก ฮูหยินตระกูลต่างๆ ดูการแสดงก่อนจะแยกย้ายกันไป เสิ่นซิ่วเหลียนถูกฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นรั้งไว้ ทั้งยังให้คนไปเรียกชุยอี๋เหนียงมา ซิ่วอิ๋งรู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นจะเอาความกับชุยอี๋เหนียงแล้ว นางยิ้ม พร้อมที่จะเดินกลับเรือนกับมารดา
ตอนนั้นเองสาวใช้ก็มารายงานว่านายท่านสามเรียกซิ่วอิ๋งไปพบ
เมื่อซิ่วอิ๋งได้ฟัง ก็รู้ว่าอาสามเรียกนางไปฝึกคัดอักษร ตอนเช้าในบ้านมีแขกมา ตอนนี้พอแขกแยกย้ายกันไปแล้วเขาก็ไม่ยอมปล่อยนาง
ใบหน้าเล็กของซิ่วอิ๋งยับย่น เมื่อวานนางถูกอาสามตีมือ เพราะว่าท่องบทกลอนไม่ได้ วันนี้นางยังหนีไม่พ้นอีกหรือ?
เฟิงซื่อเห็นท่าทางหน้านิ่วคิ้วขมวดของบุตรสาวก็หัวเราะไม่หยุด รู้สึกว่าบุตรสาวช่างน่ารัก กำชับอยู่ไม่กี่คำก็เร่งให้นางรีบไป
ไม่คาด นางพึ่งเดินไปถึงระเบียงเรือนส่วนหน้า ก็เจอตู้อี้เฉิงกำลังตามอยู่ด้านหลังชายร่างสูงใหญ่เข้าพอดี และบิดานางกำลังคุยกับชายสวมรัดเกล้าหยกคนนั้น
เป็หย่งผิงโหวซื่อจื่อ...
ครั้งนี้ซิ่วอิ๋งจำคนได้ทันที เม้มปากคิดว่ารอสักพักแล้วนางค่อยเดินไป แต่นายท่านใหญ่เสิ่นเห็นนางเข้าแล้วจึงะโเรียกนาง “ยัยหนูอิ๋ง เ้ามาที่นี่ได้อย่างไร”
ซิ่วอิ๋งไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงก้าวไปข้างหน้า หันไปคารวะนายท่านใหญ่เสิ่นอย่างเป็ธรรมชาติ หลังจากนั้นนางก็หันไปคารวะหย่งผิงโหวซื่อจื่อ[1] ทั้งยังหันไปคารวะอันธพาลน้อยที่หยิกนางไปเมื่อครู่
ตู้อี้เฉิงยิ้มแยกเขี้ยวใส่นาง
ซิ่วอิ๋งรู้สึกถึงเจตนาร้ายในรอยยิ้มของเขา ฟันขาวๆ ของเขาก็ดูมืดหม่น
คนคนนี้อันตรายถึงขนาดนั้นได้อย่างไร?!
ซิ่วอิ๋งหลบไปอยู่ด้านหลังนายท่านเสิ่นใหญ่ จิตใต้สำนึกของนางเตือนว่าควรอยู่ให้ห่างจากเขาหน่อยถึงจะถูก
นายท่านเสิ่นใหญ่ไม่ได้ััถึง พอรู้ว่าน้องสามเรียกให้คนไปหา สีหน้าคลายลงเล็กน้อย หลังจากนั้นโบกมือให้นางไปได้
ก่อนซิ่วอิ๋งจะหันกลับไป ตู้อี้เฉิงก็ยิ้มและโบกมือให้นางทำให้นางรีบหันกลับไปในทันที ตู้อี้เฉิงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าตลอด สายตามองตามนางจนลับไป นายท่านใหญ่เห็นแบบนี้ ก็แอบใ
เหตุใดจึงดูเหมือนว่าบุตรชายสายตรงของหย่งผิงโหวซื่อจื่อปฏิบัติต่อบุตรสาวเขาต่างออกไป?
เขาคิดเงียบๆ สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าจะไปถามบุตรสาวทีหลัง หากสามารถกระชับความสัมพันธ์กับหย่งผิงโหวซื่อจื่อได้ ก็จะดีที่สุด แต่ความคิดนี้พึ่งแวบเข้ามา เขาก็รู้สึกว่ามันช่างเหลวไหล บุตรสาวพึ่งโตขึ้นเท่าไหร่เอง บุตรชายสายตรงของหย่งผิงโหวซื่อจื่อก็พึ่งจะอายุแค่นี้ เข้าช่างใจร้อนเสียจริง เลอะเลือนแล้ว
“ตระกูลิ่ก็น่าจะเลือกเข้ากับสวี่เก๋อเหล่า เื่ปีนั้น ข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัด แต่ไม่น่ามีผลกระทบอะไรกับตระกูลของเ้า เ้าบอกน้องรองของเ้าให้ปฏิบัติตัวอย่างสุขุมหน่อยก็ได้แล้ว” หย่งผิงโหวซื่อจื่อพูดกับนายท่านใหญ่เสิ่นช้าๆ
นายท่านใหญ่เสิ่นถึงเลิกคิดฟุ้งซ่าน หันไปตั้งสมาธิคุยกับหย่งผิงโหวซื่อจื่อ ท้ายที่สุดจึงขอบคุณเขา หย่งผิงโหวซื่อจื่อยิ้มและตบไหล่เขาเบาๆ “เ้าไม่จำเป็ต้องขอบคุณ แค่คำพูดไม่กี่คำเท่านั้น ไม่ควรค่าแก่คำขอบคุณ อ๋อ ใช่แล้ว บทกวีในงานครั้งนี้ หลังจากเ้าจดบันทึกทั้งหมดแล้ว อย่าลืมคัดลอกให้ข้าด้วยเล่มหนึ่ง”
“แน่นอนขอรับ” นายท่านเสิ่นใหญ่โค้งคำนับให้หย่งผิงโหวซื่อจื่อ จากนั้นไปส่งคนที่หน้าประตูด้วยตนเอง
ในขณะเดียวกันซิ่วอิ๋งก็มาถึงเรือนของเสิ่นจวินเซี่ยวแล้ว เห็นเขานั่งอยู่บนเตียงเตา หน้าเตียงเตาว่างเปล่า นางแปลกใจเล็กน้อย โต๊ะหนังสือล่ะ?
เสิ่นจวินเซี่ยวโบกมือให้นางสีหน้าเรียบเฉย นางก้าวไปข้างหน้าแล้วนั่งลงตรงข้ามเขาอย่างว่าง่าย ไม่รู้ว่าทำไม ตอนอายุแปดปีนางกลัวอาสามสอนหนังสือนาง ตอนนี้นางสิบแปดแล้วเหตุใดยังกลัวอยู่อีก
บางทีการเผชิญหน้ากับเขา อาจมีแรงกดดันแบบเดียวกับการเผชิญหน้าอาจารย์จริงๆ ตีมืออะไรพวกนั้น ช่างให้ความรู้สึก…
“เจ็บหรือไม่”
เสียงที่ค่อนข้างต่ำและแหบแห้งของเสิ่นจวินเซี่ยวดังขึ้น บางทีอาจเพราะใกล้จะแตกหนุ่ม เสียงของเขาจึงเปลี่ยนไป ซิ่วอิ๋งถูกทำเอามึนงง นิ่งงันไปชั่วครู่จึงเข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร
“ไม่เจ็บ เพียงแค่ไม่โดนคนหยิกแบบนี้มานานแล้ว จึงโกรธเล็กน้อย” ในความทรงจำของนาง ก็นานมากแล้วจริงๆ
นางเป็คนตรงไปตรงมา คิดอย่างไรทำอย่างนั้น เสิ่นจวินเซี่ยวคิดถึงฉากที่ซิ่วอิ๋งกระทืบเท้าตู้อี้เฉิงอย่างกล้าหาญ แล้วอยากหัวเราะออกมา เด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้ ตอนนางอายุเท่านี้ก็มีนิสัยไม่เกรงกลัวอะไรแบบนี้หรือ
เสิ่นจวินเซี่ยวจำไม่ค่อยได้แล้ว ในความทรงจำของเขา เื่ราวหลังจากนางถึงวัยปักปิ่น[2]เยอะกว่ามาก ตอนนั้นนิสัยของนางเป็คนเก็บอารมณ์ความรู้สึกมาก เป็เหมือนมารดาของนาง สำรวมและใจกว้างยิ่ง แต่นางเองก็ต้องพบเจอกับเดรัจฉานแบบเดียวกับพี่ชายใหญ่ของเขา
เสิ่นจวินเซี่ยวคิดถึงเื่ในชาติที่แล้ว คิดไปถึงตอนรู้ว่านางสิ้นใจ กลิ่นอายของเขาเปลี่ยนเป็เหี้ยมเกรียมขึ้น
ซิ่วอิ๋งไม่รู้ว่าอาสามที่อยู่ตรงหน้านั้นเหมือนกับนาง ล้วนเป็คนที่เคยผ่านชีวิตมาแล้วชีวิตหนึ่ง เพียงแค่รู้สึกว่าที่อยู่ๆ เขาไม่สบอารมณ์เป็เพราะตนพูดผิดไป เขาจึงมองนางอย่างไม่พอใจ
หลานสาวคนโตมีดวงตากลมโต ดูไปแล้วคล้ายกวางน้อยที่หวาดหวั่น เสิ่นจวินเซี่ยวรู้ว่าปฏิกิริยาของตนทำให้หลานสาวใแล้ว รีบปลอบขวัญนางพลางยิ้มบางๆ “วันข้างหน้าหากใครรังแกเ้า เ้าก็โต้คืนไป ไม่ว่าจะเป็ชายหรือหญิง ถ้าหากเ้าเอาคืนไม่ได้ อย่างแรกเ้าก็หลีกให้ห่างจากคนผู้นั้นเสียหน่อย แล้วมาบอกข้า ข้าจะช่วยเ้าเอาคืนเอง”
ซิ่วอิ๋งได้ยินก็อ้าปากด้วยความประหลาดใจ ทำไมนางถึงรู้สึกว่าอาสามดูไม่ค่อยปกตินัก
นี่ควรเป็คำพูดที่สอนเด็กผู้หญิงหรือ
ความในใจของเด็กหญิงคาดเดาได้ง่ายจริงๆ ไม่ว่าจะเจออะไร ทุกอย่างก็ล้วนเขียนไว้บนใบหน้า เสิ่นจวินเซี่ยวเอื้อมมือมาลูบศีรษะนาง “เหยาเหย่า อาสามไม่ปรารถนาให้เ้าได้รับความไม่เป็ธรรม”
ซิ่วอิ๋งผงกศีรษะ
นางก็รู้สึกเช่นกันว่าบางครั้งหมัดของใครหนักกว่าคนนั้นก็มีเหตุผล เหมือนกับครั้งก่อนที่นางกระโจนเข้าไปตีเสิ่นซิ่วเหลียน
เสิ่นจวินเซี่ยวโล่งใจขึ้นมาบ้าง ชาตินี้เขาไม่ว่าอย่างไรจะต้องปกป้องพวกนางสองแม่ลูกให้ได้ พี่สะใภ้ของเขาถึงแม้จะได้รับความทุกข์ยากเ่าั้ แต่ความก้าวหน้าของตระกูลเสิ่นในวันนี้และวันข้างหน้า ล้วนต้องขอบคุณนางที่คอยผลักดันอยู่เื้ั ไม่เช่นนั้น ด้วยนิสัยของพี่ชายที่ชอบหาผลประโยชน์แบบนั้น คงโดนผู้อื่นทำร้ายจนตายไปแล้ว มีหรือจะได้ขึ้นเป็ขุนนางขั้นสามในวันข้างหน้า!
สองอาหลานกลับมีความคิดตรงกันโดยมิได้นัดหมาย หลังจากนั้นเสิ่นจวินเซี่ยวก็สั่งคนให้ไปยกโต๊ะมา
ซิ่วอิ๋งอยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา ไม่ใช่ว่านางหลบเลี่ยงได้สำเร็จแล้วหรือ?!
เสิ่นจวินเซี่ยวไม่ทันเห็นใบหน้าน่าสงสารราวลูกแมวน้อยของนาง เขาพิงหมอนแล้วหลับตาพักผ่อน อาการาเ็ที่หลังศีรษะของเขายังไม่ดีขึ้นทั้งหมด แม้รอยฟกช้ำจางไปจนเหลือเพียงเท่าเล็บมือแล้ว แต่วันนี้เขาต้องดูแลหลายสิ่ง กินแรงกายแรงใจไปมาก ทำให้รู้สึกเจ็บขึ้นมาเล็กน้อย
ซิ่วอิ๋งมีความมุ่งมั่นที่จะไม่โดนตีที่ฝ่ามืออีก เค้นพลังทั้งหมดออกมา เพื่อให้ข้อมือมีแรง เวลาจรดพู่กันลงบนกระดาษจะได้มั่นคงมากขึ้น หากโดนตีอีก นางคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว
นับว่าความพยายามของนางได้รับผลตอบแทน วันก่อนซิ่วอิ๋งโดนตีฝ่ามือไปสามที แต่วันนี้...นางโดนตีแค่ทีเดียว
หลังจากที่ซิ่วอิ๋งจากไป เสิ่นจวินเซี่ยวถือกระดาษคัดอักษรที่ยังโยเยอย่างเห็นได้ชัดอยู่ข้างหน้าต่าง แสงแดดตกกระทบใบหน้าของเขา แสงอ่อนๆ ยามพลบค่ำละลายความเ็าตรงหว่างคิ้วของเขาให้จางไป เผยความอ่อนโยนที่ยากจะได้เห็นของเขา
เขามองมันอยู่เงียบๆ แล้วมุมปากก็โค้งขึ้นเป็รอยยิ้มบางๆ เด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้ก้าวหน้าเร็วมากจริงๆ นี่เป็เื่ของความตั้งใจ อักษรตัวนี้คัดได้ดีกว่าตัวก่อนถึงสองเท่าตัว
ซิ่วอิ๋งเดินกลับเรือนของเฟิงซื่อท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่สาดส่อง ในห้องมีสาวใช้คุกเข่าอยู่บนพื้น สีหน้าของนางเรียบนิ่ง ผู้อื่นมองอารมณ์ของนางไม่ออก
เกิดเื่อะไรขึ้นหรือ?
“ท่านแม่ ลูกกลับมาแล้ว” ซิ่วอิ๋งเดินเข้าไปในห้องอย่างงงงวยแล้วนั่งลงข้างเฟิงซื่อ ถึงเห็นผู้ที่คุกเข่าอยู่ได้ชัดเจน
สาวใช้ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นที่แท้เป็สาวใช้ของเรือนชุยอี๋เหนียง นางจำได้ว่านางชื่อซู่เอ๋อ เหมือนกับซู่เสวี่ย ชุยอี๋เหนียงชื่นชอบพวกนางมาก
“จากที่กล่าว เป็พวกเ้าละเลยหน้าที่ ให้ทุกคนรับโทษโบยห้าไม้” เฟิงซื่อตีมือบุตรสาวเบาๆ พลางพูด
“ฮูหยิน!” ซู่เอ๋อสีหน้าขาวซีด พูดด้วยน้ำเสียงเศร้าโศก “ไม่ใช่บ่าวหลบหนีความผิด แต่หากอี๋เหนียง้าคนปรนนิบัติ…”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/7012340b7983053f1267ffdb04fe563d
[1] คำเรียกแสดงฐานะของผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์โหว
[2] วัยปักปิ่น คือ ่วัยของเด็กสาววัย 15 ปี ถือเป็วัยที่สามารถแต่งงานได้แล้ว