ตอนที่ 39 เหอจุนหยูช่วยนางอีกแล้ว
หลินหร่วนแสยะยิ้ม “เจ้าอย่าได้กลัวไปเลย ฝูงชนมาชมตั้งมากมายข้าอยากจะฆ่าเจ้าให้รู้แล้วรู้รอดไปเสีย ทว่ามันยังมิถึงเวลา ข้าเพียงแค่อยากจะเตือนให้เจ้าปิดปากเอาไว้ มิเช่นนั้นร่างของเจ้าอาจจะไปโผล่ที่ภูเขาเฉินวูก็เป็นได้”
ใบหน้าของหลินหยูซีดลงอย่างเห็นได้ชัดเดิมทีเขาคิดในใจว่าปล่อยให้หลินหร่วนได้ใจไปก่อนแล้วค่อยจัดการนางทีหลังก็ยังมิสาย
หากท่านย่าทราบว่าหลินหร่วนหักหน้าเขาแบบนี้ ท่านย่าคงมิปล่อยนางไปเป็นแน่!
แต่คาดว่าถึงว่าหลินหร่วนจะอ่านความคิดของเขาออก
หลินหยูกัดฟันแน่น เขาจำต้องก้มหน้ายอมรับกับความอับอายในครานี้
หลินหร่วนยิ้มร่าแล้วเอ่ยว่า “เจ้าไปได้แล้ว จงจำเรื่องในวันนี้ไว้เป็นบทเรียนวันหลังจะได้มิต้องพูดพล่ามอันใดแบบนี้อีก ในอนาคตหากเจ้ายังคงเห่าหอนมิเลิก ข้าก็มิรังเกียจที่จะสั่งสอนเจ้าเช่นกัน”
หลินหยูเดินออกไปด้วยสีหน้าท่าทางโศกเศร้าและหงุดหงิด
หลินหร่วนหันหน้าไปมองรอบ ๆ จากนั้นก็เผยรอยยิ้มออกมา“ขอบคุณพวกท่านยิ่งนัก มิใช่นั้นพี่น้องของข้าคงต้องพบกับความสูญเสียบางอย่างขอบคุณทุกท่านมากจริง ๆ ทว่าบัดนี้เรื่องราวได้คลี่คลายแล้ว ทุกท่านรีบกลับไปทำงานของตนเองเถิด”
แท้ที่จริงแล้ว คนเหล่านี้อยากเข้ามาชมความสนุกก็เท่านั้นแต่เยี่ยงไรก็สามารถทำให้หลินหยูหวาดกลัวได้
หลังจากที่ฝูงชนแยกย้ายออกไป หลินหานจึงเอ่ยขึ้นมาว่า“อาหร่วน การที่เจ้าทำเช่นนี้ เป็นการทำให้หลินหยูโกรธจนสามารถฆ่าเจ้าให้ตายได้เลยนะพวกเราต้องมีปัญหากับเขาหลังจากนี้เป็นแน่”
หลินหร่วนจ้องมองหลินหานด้วยความขำขัน“ดูเหมือนว่าปกติเขามิได้ทำตัวแบบนี้กับพวกเราเยี่ยงนั้นแหละ”
หลินหาน “......”
“ช่างเถิดเจ้าสบายใจได้ หากเขากล้าทำให้เจ้าต้องอับอายอีก เช่นนั้นเขาก็ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าคุ้มค่าที่จะลงมือหรือไม่”
หลินหานมิได้เอ่ยอันใดออกมาอีก เขาก้มหน้าลงหลังจากที่นิ่งเงียบไปชั่วครู่ก็เอ่ยขึ้นมาว่า “อาหร่วน ข้าอยากเข้าเรียนที่สำนักศึกษา”
“เจ้าคิดดีแล้วใช่หรือไม่? ”
หลินหานพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ข้าคิดดีแล้วข้าอยากร่ำเรียนตำรา ข้ามิอยากให้ผู้ใดมาข่มเห่งหรือรังแกพวกเราอีก ดังนั้นต้องทำอันใดสักอย่างเพื่อมิให้พวกเขามาข่มเหงรังแกพวกเราอีกแม้ว่าเจ้าจะเก่งเพียงใด แต่ก็มิเท่ากับการได้เป็นขุนนาง หากข้าได้เป็นขุนนางคนในตระกูลหลินย่อมมิกล้ามาข่มเหงรังแกพวกเราอีก อาหร่วน ข้าอยากเป็นขุนนางข้าจะได้ดูแลเจ้ากับหลินซิ่วได้ ! ”
หลินหร่วนรู้สึกว่าเจ้าเด็กผู้นี้คิดน้อยจนเกินไปเขาอยากเป็นขุนนางเพราะมิอยากให้ผู้ใดมาข่มเหงรังแก
ทว่าการมีเป้าหมายถือว่าเป็นเรื่องดีเช่นกัน
การมีเป้าหมายย่อมดีกว่าการเรียนไปวัน ๆ ยกตัวอย่างเช่นหลินหยูที่ร่ำเรียนตำรามาตั้งหลายปี ทว่าเขาก็ยังสอบมิผ่านสักที
หลินหร่วนพยักหน้ารับ “ตกลง ถ้าเช่นนั้นพวกเรากลับไปหาหลงจู๊เฉียนกันไปขอให้เขาช่วยเกี่ยวกับเรื่องการเข้าเรียน”
“หือ? เหตุใดถึงรีบร้อนเพียงนี้เล่า? ”
“หากรีบจัดการให้เสร็จตั้งแต่เนิ่นๆ เจ้าจะได้มีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น”
สามพี่น้องกลับมายังหอหอจุ้ยเซียนอีกครา เมื่อหลิวเสี่ยวเอ้อร์เห็นพวกเขากลับมาจึงรีบออกไปต้อนรับทันใด
“แม่นางหลินท่านลืมอันใดหรือไม่ ? ”
“ข้ามีเรื่องบางอย่างอยากจะเอ่ยถามหลงจู๊เฉียนและอยากไหว้วานให้หลงจู๊เฉียนช่วยเหลือสักหน่อย”
“ถ้าเช่นนั้นพวกท่านทั้งสามคนไปนั่งรอที่สวนด้านหลังก่อนเถิดประเดี๋ยวข้าจะไปตามเขามาให้”
เมื่อสามพี่น้องมาถึงสวนด้านหลัง พนักงานคนอื่นๆ ที่พบเห็นพวกนางต่างก็เอ่ยทักทายอย่างอบอุ่น
พวกนางนั่งรอได้มินาน หลงจู๊เฉียนก็เดินเข้ามาทั้งยังมีเหอจุนหยูติดตามเขามาด้วย
“แม่นางหลินมีเรื่องอันใดหรือไม่? สัญญามีปัญหาเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
หลินหร่วนรีบโบกมือทันใด “คุณชายเหอ หลงจู๊เฉียนสัญญามิได้มีปัญหาอันใด ข้ามีเรื่องให้หลงจู๊ช่วยสักเล็กน้อย”
หลงจู๊เฉียนเผยรอยยิ้มออกมา “แม่นางหลินเอ่ยมาเถิดจากความสัมพันธ์ของพวกเรา หากเป็นเรื่องที่ข้าสามารถช่วยได้ ข้าก็จะช่วยอย่างแน่นอน”
“ถ้าเช่นนั้นข้ามิเกรงใจแล้วอาหานของข้าอยากจะร่ำเรียนตำรา ดังนั้นข้าจึงอยากเอ่ยถามหลงจู๊เฉียนว่า...มีสำนักศึกษาใดรับสมัครศิษย์บ้างแล้วระเบียบเงื่อนไขเป็นเยี่ยงไร ? ”
หลงจู๊เฉียนหันหน้าไปมองหลินหานแล้วเอ่ยถามขึ้นมาว่า “อาหาน เจ้ายังมิเคยเรียนเลยใช่หรือไม่ ? ”
ใบหน้าของหลินหานขึ้นสีแดงระเรื่อพลางส่ายศีรษะเบา ๆ แล้วตอบว่า “ข้ายังมิเคยเรียนขอรับ”
หลินหร่วนเผยรอยยิ้มอบอุ่นพลางลูบหลังของหลินหานเพื่อปลอบประโลมเขาเบาๆ “อาหันพึ่งจะอยากเรียนเอาตอนนี้ แม้ว่าเขาจะอายุมากไปหน่อย ทว่ามันยังมิสายเกินไปที่จะเริ่มเรียน”
เหอจุนหยูพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ ๆ ๆ แม่นางหลินเอ่ยได้ถูกต้องสำหรับเรื่องการศึกษามิมีคำว่าสายเกินเรียนหรอก แปดปีสามารถเรียนได้ แปดสิบปีก็สามารถเรียนได้เช่นกันมนุษย์จำต้องเรียนรู้ไปชั่วชีวิต”
ดังนั้นหลงจู๊เฉียนจึงเอ่ยขึ้นมาว่า“หากยังมิเคยเรียน ข้าแนะนำให้เรียนในสำนักศึกษาใกล้บ้านก่อน ค่าใช้จ่ายย่อมจะถูกกว่า”
หลินหร่วนส่ายศีรษะเบา ๆ “ข้าอยากให้อาหานเข้ามาเรียนในเมืองแม้ว่าการเรียนที่สำนักศึกษาใกล้บ้านจะประหยัด ทว่าด้านสังคมหรือสภาพแวดล้อมยังมีปัญหาอยู่หากเขาตั้งใจที่จะเข้าเรียนแล้ว ข้าก็อยากให้เขาเข้าเรียนในสำนักศึกษาที่มีคุณภาพ มีอาจารย์ที่ดีเมื่อเป็นเช่นนี้ความรู้ที่ศิษย์จะได้รับก็จะดีตามไปด้วยเช่นกัน”
นี่คือต้นทุนการศึกษา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันยังมีความเลื่อมล้ำกันอยู่หากตระกูลใดมีต้นทุนที่ดี พวกเขาย่อมจะส่งบุตรหลานไปเรียนในสำนักศึกษาที่มีคุณภาพมากกว่าใช่หรือไม่?
เหอจุนหยูจ้องมองหลินหร่วนอีกครา แม่นางผู้นี้ชอบเอ่ยอันใดที่เกินความคาดหมายของเขาดังนั้นจึงทำให้เขารู้สึกประหลาดใจได้อยู่เสมอ
นางที่อาศัยอยู่นอกเมืองเข้าใจเรื่องแบบนี้ได้เยี่ยงไรกัน?
ดังนั้นเหอจุนหยูจึงหันหน้ากลับไปเอ่ยถามหลงจู๊เฉียนว่า“ในเมืองยู่หลิน อาจารย์คนใดมีชื่อเสียงบ้าง ? ”
หลงจู๊เฉียนครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เพียงมินานก็ตอบออกมาว่า“ทางตะวันตกของเมืองมีสำนักศึกษาเอกชนอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งดูแลโดยจางซิ่วไฉ มีผู้คนจำนวนมิน้อยส่งบุตรหลานไปเรียนที่นั่น”
เหอจุนหยูหันหน้าไปเอ่ยถามหลินหร่วน “หลินหร่วนเจ้าคิดว่าเยี่ยงไร ? ”
หลินหร่วนยังคงลังเลอยู่เล็กน้อย ทว่าหลงจู๊เฉียนกล่าวว่าที่นี่ดีเมื่อลองใคร่ครวญดูดี ๆ แล้วคาดว่ามิน่าเป็นปัญหาอันใด
“ถ้าเช่นนั้นก็เอาที่นี่แหละ”
ดังนั้นเหอจุนหยูจึงหันไปเอ่ยกับหลงจู๊เฉียนว่า“ลุงเฉียน เรื่องนี้ท่านต้องช่วยนางจัดการนะ แม่นางหลินยังเยาว์ ข้าเกรงว่าจะมีบางเรื่องที่นางอาจจะมิเข้าใจได้ท่านจงไปพบจางซิ่วไฉ แล้วเอ่ยถามเขาเกี่ยวกับเรื่องการสมัครเรียน”
หลงจู๊เฉียนตอบตกลง แต่ก็รู้สึกประหลาดใจมากยิ่งนักเหตุใดคุณชายต้องเป็นห่วงเรื่องของเด็กคนนี้ด้วยกัน ?
หลินหร่วนรีบสั่งให้หลินหานกล่าวขอบคุณคุณชายเหอกับหลงจู๊เฉียน
ถึงแม้ว่านางจะรู้สึกแปลกใจในการกระทำของคุณชายเหอทว่าในฐานะผู้ที่ได้รับประโยชน์ นางย่อมรู้สึกขอบคุณเขามาก ๆ เพราะคำเอ่ยของเหอจุนหยูที่ทำให้นางสามารถจัดการเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย
เหอจุนหยูเผยอยิ้มอย่างอบอุ่น รอยยิ้มนี้ทำให้พวกนางรู้สึกผ่อนคลายจากนั้นก็หันหน้าไปเอ่ยกับหลินหานว่า “แม้ว่ายังมิสายเกินเรียนแต่ก็ควรเรียนให้เร็วที่สุด เมื่อเจ้าได้เข้าเรียนแล้ว เจ้าต้องตั้งใจและพยายามให้มากเพื่อสอบเข้าสำนักศึกษาชิงซานต่อไป หากเจ้าสามารถเข้าไปร่ำเรียนในสำนักศึกษาชิงซานได้เจ้าก็จะได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อีกมากมายเลยทีเดียว”
สำนักศึกษาชิงซานแห่งเมืองยู่หลินเป็นอีกสาขาหนึ่งของสำนักศึกษาชิงซานแห่งเมืองฟู่เฉิง สำนักศึกษาแห่งนี้คับคั่งไปด้วยอาจารย์เก่งๆ มากมาย
สำนักศึกษาชิงซาน จะรับสมัครศิษย์ตั้งแต่อายุสิบปีขึ้นไปทว่ามีเงื่อนไขคือต้องสอบผ่านการคัดเลือกเสียก่อน ถึงจะมีคุณสมบัติที่ครบถ้วน และสามารถเข้าเรียนที่นั่นได้
เมื่อหลินหานได้ยินคำกล่าวของเหอจุนหยูก็รู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันใด
เขาจะต้องทำมันให้ได้ เขาต้องทำมันได้อย่างแน่นอน!
เมื่อเดินออกมาจากหอจุ้ยเซียนหลินหร่วนก็ได้พาหลินหานไปซื้อพู่กัน หมึก และกระดาษ
หลินหานรู้สึกมีความสุขเสียเต็มประดา ทว่าเขายังคงวางมาดอยู่
“อาหร่วนข้าคิดว่ายังเร็วเกินไปที่จะซื้อของพวกนี้ หลงจู๊เฉียนยังมิได้ไปถามให้เลยนี่”
“มิเป็นไรซื้อไปก่อน ของเหล่านี้วางทิ้งไว้ก็มิเน่าเสียหรอก”