ตอนที่ 20
นายน้อยเฉิน
ยามราตรีที่เต็มไปด้วยผู้คนภายในโรงเตี๊ยม การประลองใต้ดินในค่ำคืนนี้ยังมิได้เริ่มขึ้น เพราะว่ารอหลิงเฉินจะมาถึง นายน้อยเฉินได้ผู้ที่เป็บุตรชายคนโตของสกุลเฉินนามว่า เฉินหลงซุน ได้ปิดเวทีการประลองในค่ำคืนนี้เอาไว้แล้ว
โดยเขาได้บอกกับเถ้าแก่เอาไว้แล้วว่าถ้าเขาสามารถนำตัวเด็กหนุ่มปริศนาผู้นั้นที่ปรากฏกายมาเมื่อเดือนที่แล้วมาได้การประลองก็จะเป็ไปตามปกติ แต่ถ้าเด็กหนุ่มผู้นั้นไม่ปรากฏออกมาเวทีแห่งนี้ก็จะกลายเป็ลานปะาแทน
บนชั้นที่สองของโรงเตี๊ยมแห่งนี้โต๊ะหนึ่งที่ตั้งติดอยู่กับลูกกรงไม้ที่สามารถมองเห็นเวทีลานประลองด้านล่างได้อย่างชัดเจน
บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารเลิศรสมากมายถูกตั้งเอาไว้จนเต็มโต๊ะ รอบๆเต็มไปด้วยผู้คุ้มกันมากมายยืนอยู่ ผู้ที่กำลังนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์อยู่นั้นคือบุรุษวัยสิบเก้าย่างเข้ายี่สิบปีที่สวมใส่อาภรณ์สีขาวโดยบนอาภรณ์มีตัวอักขระหนึ่งคำสลักอยู่ด้วยไหมสีทอง นั้นคือคำว่า เฉิน
รูปหน้าหล่อเหลาจมูกคมสันดวงตาคมกริบ มุมปากกว้างกำลังดี ผมสีดำสนิทถูกเก็บเอาไว้ด้านหลังเป็อย่างดี เขามีผิวกายเป็สีขาวเหมือนกับอาภรณ์ที่เขาสวมใส่อยู่
ขอเพียงแค่เขายกยิ้มที่มุมปากสตรีทุกผู้ก็ต่างมอบทั้งกายและใจให้ทั้งหมด
“ นายน้อยขอรับเถ้าแก่พาตัวเด็กหนุ่มคนนั้นมาแล้วขอรับ ” ผู้คุ้มกันคนหนึ่งเข้ามากล่าวรายงาน
เฉินหลงซุนยกยิ้มที่มุมปากก่อนที่จะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่นุ่มลึก “ พาตัวเข้ามา ”
บุรุษผู้นี้คือ เฉินหลงซุน บุตรชายคนโตของสกุลเฉินที่เป็ขุนนางรับใช้ราชวงศ์ิต่อกันมาหลายต่อหลายรุ่น ผู้นำตระกูลเฉินคนปัจจุบันเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างให้ความเคารพหรือแม้แต่ แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นิก็ยังไว้หน้าอยู่หลายส่วน
ไม่นานนักในขณะที่กำลังนั่งจิบชาอยู่อย่างสบายใจ หลิงเฉินก็เดินตามหลังของผู้คุ้มกันคนนั้นเข้ามาเพียงผู้เดียว
ดวงตาอันคมกริบของนายน้อยเฉินเหลือบไปมองเด็กหนุ่มที่เขาตามหามานาน ดวงตาของทั้งสองได้สบกันอยู่ซักพัก
“ เ้ากล้าดีเยี่ยงไรอยู่ตรงหน้านายน้อยเฉินแล้วยังไม่คำนับท่าน ” ผู้คุ้มกันที่เดินนำหน้าของหลิงเฉินกล่าวขึ้นมาด้วยความไม่พึ่งพอใจ
หลิงเฉินเมื่อได้ยินว่าชายฉกรรจ์ที่นำพาเขาเข้ามาบอกว่าบุรุษที่นั่งอยู่นั้นคือนายน้อยเฉิน ดวงตาทั้งสองข้างของเขาก็หรี่เล็กลงเพื่อสังเกตดูชายหนุ่มที่สวมใส่อาภรณ์สีขาวผู้นี้ เขามีพลังิญญาแผ่ซ่านออกมาจากร่างกาย
เ้านี่เป็ผู้สืบทอดของสกุลเฉินงั้นรึ!!! หลิงเฉินกำลังถามตนเองในใจขณะที่จ้องหน้าของบุรุษผู้นี้
ในยุคสมัยที่เขาเป็จักรพรรดิอักขระตอนนั้นสกุลเฉินก็เป็ตระกูลที่รับใช้ราชวงศ์ิมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว เขามิได้รู้จักมักคุ้นเท่าไหร่กับสกุลเฉินแต่ ทักษะ ‘ยอดพยัคฆ์สยบมาร’ ที่เป็ทักษะเฉพาะของตระกูลเฉินนั้นต้องขอชื่นชม
ทักษะ ยอดพยัคฆ์สยบมาร เป็ทักษะระดับสีส้ม ที่กล่าวว่าเป็ยอดทักษะอีกหนึ่งทักษะในใต้หล้า กระบวนท่าบุก 6 ท่า กระบวนท่ารับอีก 4 ท่ารวมกันเป็ 10 ท่า เป็ยอดทักษะที่สมบูรณ์แบบ แต่สำหรับจักรพรรดิเช่นเขาถ้ารับมือกับวิชานั้นขอใช้เพียงแต่มือเดียวก็พอ
แต่ผู้ที่จะฝึกวิชา ‘ ยอดพยัคฆ์สยบมาร ’ ได้ต้องมีพื้นฐานของพลังิญญาที่สูงเอามากๆเพราะเช่นนั้น ผู้ที่สามารถฝึกทักษะนั้นได้ภายในตระกูลเฉินก็มีน้อยนัก ปัจจุบันนี้ไม่รู้ว่ามันสูญหายไปหรือยัง
แต่เมื่อประเมินจากสายตาของเขาแล้วบุรุษผู้นี้น่าจะพลังิญญาไม่ถึงระดับที่สามารถเรียนรู้ทักษะ ยอดพยัคฆ์สยบมาร ได้
หลังจากที่ประเมินอีกฝ่ายด้วยสายตาอยู่สักพักหลิงเฉินก็ยกมือทั้งสองขึ้นมาประสานกันแล้วคำนับตามมารยาท “ ข้าน้อยคำนับนายน้อยเฉิน ”
“ เ้าเด็กหนุ่มดูเหมือนว่าเ้าจะเป็ผู้ฝึกตนเช่นกันสินะ มา มา มานั่งก่อน ” เฉินหลงซุนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเป็มิตร
“ งั้นข้าไม่เกรงใจนะขอรับ ” หลิงเฉินเดินตรงเข้าไปนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของเฉินหลงซุน
หลังจากที่นั่งลงหลิงเฉินเป็ฝ่ายที่เริ่มพูดขึ้นมาก่อนทันที “ ข้าได้ยินจากเถ้าแก่ว่าท่านกำลังตามหาตัวข้าอยู่หรือขอรับไม่ทราบว่าท่าน้าอันใด ”
“ ข้าเห็นเ้าเป็ผู้ฝึกตนที่อายุน้อยข้าเลยอยากจะขอลองทดสอบเ้าดูสักหน่อย ”
“ ทดสอบหรือขอรับ ”
“ นี่!!! ” นายน้อยเฉินชี้มือของตนเองไปที่ผู้คุ้มกันร่างกายใหญ่โตที่ยืนอยู่ด้านหลังของเขา ผู้คุ้มกันผู้เป็บุรุษวัยประมาณยี่สิบหกปีที่มีร่างกายกำยำใบหน้านิ่งเฉย เขากำลังใช้ดวงตาของตนเองมองมาที่หลิงเฉินด้วยท่าทางคุกคาม
“ เขาเป็ผู้ฝึกตนเหมือนกันอยู่ในขั้น ก่อกำเนิด ขั้นที่ 5 พอดีว่าเขากำลังอยากได้คู่มือสักคนที่คู่ควรน่ะ ” เฉินหลงซุนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ระดับของพลังิญญามีทั้งหมดสิบระดับโดย ในแต่ละระดับก็จะแบ่งออกเป็สิบขั้น บุรุษผู้นี้อยู่ในระดับก่อกำเนิดขั้นที่ 5 แปลว่าเป็ระดับแรกของพลังิญญา
“ วันนั้นข้าเห็นเ้าที่มีพลังิญญาอยู่ในระดับ ก่อกำเนิดขั้นที่ 3 ก็เลยอยากให้เ้ามาเป็คู่มือกับเขาซักหน่อยได้หรือไม่ ”
หลิงเฉินมองอีกฝ่ายขนาดที่พูดเขากำลังคิดว่านายน้อยเฉินผู้นี้มีอันใดปิดบังอยู่ แต่ก็เอาเถอะเื่นั้นไม่เกี่ยวกับเขาอยู่แล้วสิ่งเดียวที่เขาสนใจอยู่ในตอนนี้ก็คือเงินต่างหาก
“ เรียนนายน้อยเฉินตรงๆนะขอรับการที่จะให้ข้าต่อสู้โดยเอาชีวิตเข้าแลกมันก็ต้องมีของที่สมน้ำสมเนื้อมาเดิมพันสิขอรับ ” หลิงเฉินกล่าวอย่างเ้าเล่ห์
“ บังอาจ!!! ” เสียงของผู้คุ้มกันที่เดินไปรับหลิงเฉินดังลั่นขึ้นมา ก่อนที่เขาจะหุปปากของตนเองไปเมื่อนายน้อยเฉินยกมือขึ้นมาเพื่อห้ามเขา
“ เ้าพูดเช่นนี้เ้าว่ามาว่าเ้าอยากได้อันใดกัน ”
“ สิ่งที่ผู้คน้าอย่างไรขอรับเงิน ”
“ โอ้!!! แล้วถ้าข้าไม่ให้เ้าแล้วจะตัดคอเถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมแห่งนี้แทนล่ะเ้าจะทนเห็นมันตายรึ ”
หลิงเฉินยกยิ้มพลันหลุดหัวเราะเบาๆ “ เขาไม่ใช่ญาติของข้าเหตุใดข้าต้องสนด้วยละ ”
หลังจากที่เขาตอบกลับไปเช่นนี้รอบข้างเต็มไปด้วยความเงียบก่อนที่เฉินหลงซุนจะหลุดขำออกมา “ ฮ่าๆๆ ข้าชอบเ้านะ ได้!!! ข้าจะให้เงินกับเ้าถ้าเ้าชนะ แต่ถ้าเ้าแพ้ก็ตาย ”
“ พวกเ้าเอาเงิน 2000 ตำลึงที่ข้าพกมาวางลงไป ” เฉินหลงซุนหันไปออกคำสั่งกับเหล่าผู้คุ้มกันหลายสิบคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง คำสั่งนั้นราวกับวาจาสิทธิ์ เงิน 2000 ตำลึงถูกวางลงตรงหน้าของหลิงเฉิน
เด็กหนุ่มอาภรณ์สีดำทมิฬที่แสนเ้าเล่ห์ฉีกยิ้กว้างแผนการของเขาสำเร็จได้ทั้งเงินจากนายน้อยเฉินและยังได้เงินพนันของผู้ชมตั้ง 9 ส่วน มันมากพอที่จะให้เขาตั้งตัวได้เลย
“ ได้ขอรับข้ารับคำท้าของท่าน!!! ” หลิงเฉินกล่าวอย่างหนักแน่น
จบบท