ผู้มาเยือนคือเสนาบดีฝ่ายตุลาการของแผ่นดินต้าเว่ย จางจื่อวู่
ใบหน้าที่เย็นยะเยือกมาโดยตลอดของกู่เซี่ยนจวินถอดสีลงเล็กน้อย
หากเป็นอินซานโจ๋วกับหม่าอันเยี่ยน แม้พวกเขาจะกระทำโดยอ้างหลักศีลธรรมหรืออ้างเหตุผลที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน ทว่าอย่างไรเสีย ก็ไม่ใช่เรื่องในความรับผิดชอบของพวกเขาอยู่ดีดังนั้น แม้การกระทำของพวกเขาจะถูกตามศีลธรรม ก็ไม่ถูกหลักกฎหมาย
เหตุที่นางกล้าสังหารศิษย์ที่บุกเข้าไปในสำนักเทียนหลานต่อหน้าพวกเขาเพราะนางรู้ดีว่าแม้คนเหล่านี้จะยกขบวนมาล้อมสำนัก แสร้งทำเป็นทรงอำนาจแสร้งอ้างเรื่องคุณธรรมเพียงใด ล้วนเป็นเพียงการกระที่ผิดต่อหน้าที่ทั้งสิ้นยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาย่อมไม่กล้าผิดใจกับนางที่เป็นมหาอำนาจแห่งดินแดนทางเหนือเพราะเรื่องนี้ด้วย
แต่จางจื่อวู่ต่างออกไป เพราะไม่ว่าแท้จริงแล้วเขาจะทำไปเพราะได้รับคำสั่ง หรือทำไปเพราะความแค้นส่วนตัวก็ตาม แต่เขาคือตัวแทนของกฎหมายแห่งพระราชสำนักอยู่ดี
หากเป็นศัตรูกับเขา เท่ากับเป็นศัตรูกับพระราชสำนักไปด้วย
ซึ่งนั่น นับเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม
แม้กู่เซี่ยนจวินจะมั่นใจว่าหากตนขัดขวางขึ้นมาจริงๆไม่ว่าอย่างไรจางจื่อวู่ก็ไม่กล้าสังหารตนแน่ แต่คนผู้นี้ไม่มีทางคำนึงถึงผลที่จะตามมาจนไม่กล้าลงไม้ลงมือกับตน เหมือนที่อินซานโจ๋วกับหม่าอันเยี่ยนทำแน่เมื่อถึงตอนนั้น หากต้องประมือกัน นางไม่มีทางสู้จางจื่อวู่ได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น นางยังจะถูกจับกุมตัวและถูกใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่ครอบครัวที่อยู่ดินแดนทางเหนือเสียอีก
แต่เวลานี้เป็นช่วงสำคัญในการฝึกพลังของซูฉางอัน หากนางยอมถอยให้ พวกคนไม่ประสงค์ดีทั้งหลายต้องพาตัวซูฉางอันไปแน่
เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้...
กู่เซี่ยนจวินขมวดคิ้วมุ่น แสร้งทำเป็นนิ่งเฉย แล้วกล่าวขึ้น“ซือหม่าสวี่เป็นใครมาจากไหนกัน? ยังไม่ได้รับอนุญาตจากฝ่าบาทด้วยซ้ำพวกเจ้าคิดจะจับผู้ดูแลสูงสุดแห่งสำนักเทียนหลานแล้วเช่นนั้นหรือ?”
นางพูดถูก สำนักเทียนหลานมีตำแหน่งและฐานะพิเศษไปจากที่อื่นผู้ดูแลสูงสุดของสำนักเทียนหลาน สูงส่งกว่าอ๋องและชนชั้นสูงทั่วไปด้วยซ้ำ เป็นรองก็เพียงองค์จักรพรรดิแต่เพียงผู้เดียวซึ่งพิธีศพของอวี้เหิงที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และมีธรรมเนียมเหมือนพิธีศพของจักรพรรดิแผ่นดินทุกประการได้แสดงให้เห็นแล้วไม่ใช่แค่ในราชวงศ์ต้าเว่ย หรือมีเพียงอวี้เหิงเท่านั้นที่ได้รับเกียรติมากเช่นนี้แต่ผู้ดูแลสูงสุดของสำนักเทียนหลาน ล้วนได้รับเกียรติเช่นนี้ทั้งสิ้น และเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ราชวงศ์ก่อนแล้ว
เหตุนี้ การจับกุมผู้ดูแลสูงสุดของสำนักเทียนหลานที่มีตำแหน่งสูงส่งเสียยิ่งกว่าองค์ชายเพียงเพราะคำสั่งของอัครมหาเสนาบดีเช่นนี้ ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลอยู่ดี
แต่เห็นได้ชัดว่าจางจื่อวู่เดาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่ากู่เซี่ยนจวินต้องพูดเช่นนี้เขากระตุกเคราเหนือริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ข้าเป็นเพียงเสนาบดีเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น จึงได้แต่ทำตามคำสั่งของเบื้องบนส่วนเรื่องที่ว่า การจับกุมครั้งนี้ได้รับการอนุญาตจากฝ่าบาทหรือไม่ท่านอัครมหาเสนาบดีย่อมชี้แจงกับมหาจักรพรรดิด้วยตนเอง โหวเยน้อย อย่าได้กังวล”
หลังพูดจบ เขาก็กลอกตาอย่างครุ่นคิด ก่อนจะยกมุมปากขึ้น แล้วมองไปที่อินซานโจ๋วกับหม่าอันเยี่ยนที่อยู่ข้างๆ“ผู้อาวุโสทั้งสองท่านรักในคุณธรรม จึงต้องการจะแบ่งเบาภาระของฝ่าบาท ศิษย์ทุกท่านที่มาในวันนี้ก็เช่นกันแม้จะมีอายุน้อย แต่ก็เต็มไปด้วยความอาจหาญ ไม่ต้องการอยู่ร่วมกับคนชั่วช้าข้ารู้สึกนับถือยิ่งนัก เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ทุกท่านเข้าไปจับกุมปีศาจชั่วตนนั้นพร้อมกับข้าเลยเถิด”
เมื่อสิ้นเสียง อินซานโจ๋วกับหม่าอันเยี่ยนก็เผยความปีติยินดีขึ้นมา แม้รู้ว่าจางจื่อวู่ต้องการหลอกใช้แต่ก็ยังเป็นไปตามความต้องการของคนทั้งสองอยู่ดีเพราะจางจื่อวู่ให้อำนาจกับพวกเขาแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาก็สามารถบุกเข้าไปในสำนักตรงหน้าได้อย่างถูกต้องและถูกกฎหมายจึงไม่ต้องกังวลสิ่งใดอีก คนทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนอินซานโจ๋วจะตะโกนสั่งศิษย์ที่ยืนหวาดระแวงอยู่หน้าสำนัก“ยังมัวยืนนิ่งกันอยู่ทำไม รีบเข้ามาช่วยท่านเสนาบดีจางจับโจรชั่วนั่นเร็ว!”
เดิมที การสังหารที่อำมหิตของกู่เซี่ยนจวินทำให้ศิษย์ทั้งหลายหวาดกลัวจนตัวสั่นแต่เพราะการปรากฏตัวของจางจื่อวู่ความโลภในใจที่เพิ่งมอดดับของพวกเขาจึงถูกจุดขึ้นอีกครั้ง พวกเขามองหน้ากันครู่หนึ่งต่างคิดว่าครั้งนี้ กู่เซี่ยนจวินคงไม่กล้าลงไม้ลงมือต่อหน้าขุนนางของราชสำนักเหตุนี้ จึงพากันก้าวเข้าไปในสำนักอย่างระมัดระวัง
กู่เซี่ยนจวินหน้าถอดสีลงอีกครั้ง
แต่หลังลังเลอยู่หลายอึดใจ ในที่สุดนางก็ตัดสินใจอีกครั้ง
นางก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว จากนั้นระเบิดพลังอำนาจภายในร่างออกมาทันทีพลังวิญญาณที่เย็นยะเยือกเช่นหิมะของดินแดนทางเหนือปะทุจากร่างบางกระบี่ยาวถูกเหวี่ยงออกไป พลันพลังแห่งคมกระบี่กระจายไปทั่ว
“ใครข้ามประตูมา! ตาย!” เมื่อสิ้นเสียงบงกชแห่งพลังก็เบ่งบานขึ้นที่กลางอากาศ กู่เซี่ยนจวินพุ่งเข้าโจมตีศิษย์ทั้งหลายอีกครั้ง
ศิษย์ทั้งหลายสั่นสะท้านไปทั้งตัว เตรียมจะถอยกลับออกไปทันที
ทว่าจางจื่อวู่กลับเลิกคิ้วขึ้น เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกโมโหไม่น้อยเขาตะโกนดังสนั่น “กู่โหวเยถูกโจรชั่วหลอกล่อ จับตัวนางเอาไว้!”
องครักษ์ชุดดำที่มาด้วยกันเคลื่อนไหวทันทีที่สิ้นเสียงพวกเขามีพลังที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือระดับอรุณรุ่งทั้งสิ้นยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังแสดงท่าไม้ตายของตน ล้อมเข้าหากู่เซี่ยนจวินโดยไม่คำนึงถึงฐานะของนางแม้แต่น้อย
กู่เซี่ยนจวินสะดุ้งตกใจ นางรู้ดีว่าครั้งนี้ คนเหล่านี้ไม่ได้หวาดกลัวในตระกูลกู่เช่นที่อินซานโจ๋วกับหม่าอันเยี่ยนเป็นดังนั้น นางจึงจำต้องเก็บกระบี่ที่กำลังจะโจมตีศิษย์กลับมาป้องกันการโจมตีขององครักษ์ทั้งหลายเอาไว้อย่างไม่มีทางเลือก
แม้การโจมตีขององครักษ์เหล่านี้จะรวดเร็วและรุนแรงแต่เพราะมีระดับพลังต่ำกว่ากู่เซี่ยนจวินถึงหนึ่งระดับ แถมกู่เซี่ยนจวินเป็นถึงยอดอัจฉริยะด้านกระบี่ผู้เลื่องชื่อลือนามจึงแข็งแกร่งกว่านักรบระดับไท่ยีทั่วไปมาก เหตุนี้ เพียงกระบวนแรกกู่เซี่ยนจวินก็ตอบโต้จนองครักษ์นับสิบถอยกลับไปได้แล้ว แต่นางกลับยังไม่หยุดลงเพียงเท่านั้นกู่เซี่ยนจวินเผยรังสีอำมหิตขึ้นในแววตา ก่อนกระบี่ในมือจะระเบิดแสงขึ้น จากนั้นนางหมุนตัวกลับไปเหวี่ยงดาบใส่กลุ่มศิษย์อีกครั้งศิษย์นับสิบที่อยู่ด้านหน้าสุดจึงจำต้องถอยกลับออกไปดังเดิม ซึ่งในครั้งนี้ มีศิษย์สิ้นชีวิตลงใต้คมกระบี่ของนางเพราะถอยหนีออกไปไม่ทันอีกสองสามคนทีเดียว
เมื่อเห็นเช่นนั้น เคราเหนือริมฝีปากของจางจื่อวู่พลันกระตุกรุนแรงยิ่งขึ้น
“ผู้อาวุโสทั้งสอง รีบจับเจ้าเด็กนี่เอาไว้เสีย!”
ทั้งสองรู้ทันทีว่าจางจื่อวู่อยากให้พวกเขาช่วยแบ่งเบาความโกรธของตระกูลกู่ด้วยกันซึ่งแม้จะไม่เต็มใจ แต่หากต้องการได้รับส่วนแบ่งจากสำนักเทียนหลาน พวกเขาจำต้องทำตามอย่างไม่อาจเลี่ยงได้
เหตุผลนั้น ทำให้ทั้งสองตัดสินใจได้อย่างเด็ดเดี่ยว
ทันใดนั้น คนทั้งสามกลายร่างเป็นลำแสง พุ่งหากู่เซี่ยนจวินทันที
ทั้งสามล้วนเป็นนักรบระดับปราบวิญญาณ ต่อให้ทั้งสามไม่ลงมือพร้อมกัน เพียงคนเดียวกู่เซี่ยนจวินก็ไม่อาจรับมือได้แล้ว แต่ที่พวกเขาลงมือพร้อมกันเช่นนี้ เพียงเพราะต้องการแบ่งเบาการแก้แค้นจากตระกูลกู่ในภายภาคหน้าเท่านั้น
กู่เซี่ยนจวินไม่อาจต้านการโจมตีเช่นนี้เอาไว้ได้อยู่แล้ว หลังต้องหลบการโจมตีอย่างอเนจอนาถเพียงครู่เดียวอินซานโจ๋วก็จับช่องโหว่ได้ พุ่งกรงเล็บเข้าใส่ทันที การโจมตีนั้น ทำเอากู่เซี่ยนจวินลอยถลากลับออกไปอย่างต่อเนื่องก่อนเลือดสดจะพุ่งออกมาจากริมฝีปากบาง พลังอำนาจท่วมท้นที่เคยมีลดลงอย่างฮวบฮาบเช่นกันเห็นได้ชัดว่านางได้รับบาดเจ็บหนักจากการโจมตีนี้ ทว่ากลับไม่มีใครสังเกตว่าเลือดสดของนางมีสีทองเจือปนอยู่ด้วย
“ล่วงเกินแล้ว!” อินซานโจ๋วกล่าวด้วยแววตาเย็นยะเยือกเขาควบคุมพลังในการโจมตีได้ยอดเยี่ยม... ทำให้กู่เซี่ยนจวินบาดเจ็บ แต่ไม่ถึงแก่ชีวิตทั้งยังบรรเทาความโกรธแค้นที่เคยมีได้อีก
กู่เซี่ยนจวินยันกระบี่ลงบนพื้นดิน นางพยายามลุกขึ้นยืนอีกครั้งแต่เพราะได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงไม่อาจทำตามที่ปรารถนาได้สำเร็จเลือดสดพุ่งออกมาจากปาก ย้อมให้อาภรณ์ขาวเปลี่ยนไปเป็นสีแดง แต่ถึงกระนั้น นางก็ไม่อาจยืนขึ้นได้ทำได้เพียงมองคนเหล่านั้นด้วยความโกรธแค้นเท่านั้น
“กู่โหวเย รักษาตัวให้ดี พวกเราจะไปจับเจ้าโจรถ่อยนั่นเดี๋ยวนี้”จางจื่อวู่หรี่ตาเล็ก แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม จากนั้นโบกมือขึ้นไปในอากาศคนพวกนั้นกำลังจะเข้าไปในสำนักแล้ว...
กู่เซี่ยนจวินระเบิดความร้อนรนขึ้นในใจแต่ก็ไม่อาจขับเคลื่อนพลังเพื่อรั้งคนเหล่านั้นเอาไว้ได้เลย
ทว่าในตอนนั้น จู่ๆ ร่างบางของใครบางคนก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าคนทั้งหลาย
เจ้าของร่างมีใบหน้าที่งดงามเป็นอย่างมาก ทว่าร่างบางกลับอ่อนแอเหลือเกิน สตรีผู้นี้มีพลังอยู่ในระดับเก้าดาราเท่านั้นสำหรับกลุ่มคนที่กำลังจะพุ่งเข้าไปในสำนักราวกับน้ำป่าที่กำลังจะถล่มเมือง นางก็เป็นแค่กลีบดอกไม้ที่เพียงดีดนิ้วก็ทำลายจนแหลกได้แล้ว
เม็ดเหงื่อมากมายเกาะอยู่บนหน้าผากของนาง เห็นได้ชัดว่าสาวน้อยผู้นี้หวาดกลัวอย่างสุดหัวใจทั้งร่างบางยังสั่นน้อยๆ ไม่หยุดอีก
แต่ถึงกระนั้น...
นางก็ยังยืนขวางกระแสน้ำระลอกใหญ่เอาไว้อย่างเด็ดเดี่ยวอยู่ดี
นางกางแขนออก ราวกุหลาบที่กำลังจะโรยราทว่าก็คล้ายเทพธิดาที่โอบกอดโลกทั้งใบเอาไว้เช่นกัน
“พวกเจ้า... เข้าไปไม่ได้!” นางบอกแบบนั้น
เสียงของนางเริ่มจากเบาหวิว จากนั้นเปลี่ยนเป็นตะโกนดังลั่นในตอนท้าย
แววตาเปลี่ยนจากขลาดกลัวเป็นมุ่งมั่น
นางไม่เคยช่วยอะไรเขาได้เลย เพราะนางไร้ซึ่งพรสวรรค์ที่น่าสะพรึงเช่นกู่เซี่ยนจวินและไม่ได้มีตำแหน่งสูงส่งเหมือนเซี่ยโหวฟ่งอวี้
แต่นางยังจำได้เสมอ ว่าในคืนนั้น ในตอนที่พวกผู้ชายประมูลนางราวกับสิ่งของชิ้นหนึ่งเป็นชายผู้นั้นที่บังลมฝนและพายุทั้งหมดแก่นาง เป็นเขาที่พานางมายังสำนักแห่งนี้ทำให้นางได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขครั้งแรกในชีวิต
นางชอบสำนักเทียนหลานที่เป็นเช่นนี้ และชอบเขาที่เป็นเช่นนี้เหมือนกัน
ดังนั้น แม้จะหวาดกลัวเพียงไหน นางก็เลือกออกไปยืนขวางกลุ่มคนเอาไว้อยู่ดีต่อให้จะยื้อเวลาได้เพียงชั่วพริบตาก็ตาม แต่ไม่แน่ เวลาเพียงชั่วพริบตา อาจเป็นเวลาอันแสนล้ำค่าที่ทำให้ชายผู้นั้นพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปได้เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับนาง
ด้วยเหตุนี้ จางจื่อวู่จึงชะงักไป อินซานโจ๋ว หม่าอันเยี่ยนองครักษ์เกราะดำ และศิษย์ทั้งหลายก็เช่นกัน
พวกเขาครุ่นคิดอยู่หลายอึดใจว่าหญิงคนนี้เป็นใครมาจากไหนกันแน่...
ก่อนเสียงหัวเราะแสนผยองจะดังขึ้นตามมา
“เป็นแค่หญิงคณิกาชั้นต่ำแท้ๆ บังอาจมาขวางทางพวกข้าอย่างนั้นหรือ!”
แสงหนึ่งประกายขึ้น องครักษ์คนหนึ่งชิงลงมือก่อนพวกเขาคิดจะสังหารหญิงตรงหน้าในดาบเดียว แม้นางผู้นี้จะงดงามมากก็ตาม แต่เมื่อนำไปเทียบกับทรัพย์สินแสนมหาศาลของสำนักเทียนหลานความงามของนางก็ช่างด้อยค่าเหลือเกิน
และเป็นดังคาดลำแสงแห่งคมดาบทำให้เลือดสดสาดกระจายออกมาจากร่างบางในพริบตา นางถอยกลับออกไปหลายจั้งก่อนใบหน้าจะซีดเผือด และล้มลงไปกองอยู่บนพื้นทันที ไม่อาจทราบได้ว่านางยังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว
“หรูเยว่!” กู่เซี่ยนจวินร้อนใจแต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรนางได้เลย
“ไป!”จางจื่อวู่มององครักษ์ผู้ลงดาบด้วยความชื่นชม ก่อนแววตาจะฉายประกายเย็นเยียบแล้วกล่าวขึ้นอีกครั้ง
ทีนี้ คงไม่มีใครเข้ามาขวางอีกนะ... นั่นเป็นสิ่งที่ทุกคนคิดขึ้นในใจ
แต่เพียงเดินไปแค่ไม่กี่ก้าว พวกเขาก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปอีกครั้ง เพราะจู่ๆร่างของใครอีกคนปรากฏขึ้นในจุดที่ไม่ไกลออกไป
ร่างนั้นเป็นชายอายุราวสามสิบปี เส้นผมสยายยุ่งเหยิงแต่งกายไม่เป็นระเบียบ เขาถือกระบี่ใหญ่ไว้ด้วยมือหนึ่งข้าง ส่วนมืออีกข้างถือไหสุราแม้จะอยู่ในหน้าหนาว ทว่าชายผู้นี้กลับเผยแผ่นอกแข็งแรงออกมานอกชุดคลุมสีเทาราวไม่รับรู้ถึงความหนาวเย็นเขาเทบางอย่างในไหเข้าปาก ก้าวโซซัดโซเซเข้าหากลุ่มคน
จางจื่อวู่ชะงักไป เขายกมือขึ้น เป็นเชิงให้คนที่เดินตามมาหยุดลงเขามีสีหน้าหนักอึ้ง ขณะจับจ้องไปยังชายซึ่งกำลังเดินเข้ามาหาอย่างเชื่องช้า
“ข้าเป็นเซียนอยู่สันโดษกลางขุนเขา มิมัวเมาในอำนาจธารละโมบ”
“ทำทุกสิ่งพูดทุกคำตามที่คิด มิข่มจิตให้ก้มหัวต่อผู้ใด”
ชายผู้นั้นทำราวมองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เขาเดินเข้าหาด้วยท่าทีผ่อนคลายและแม้จะอยู่ห่างกันหลายจั้ง แต่คนทั้งหลายก็รับรู้ถึงกลิ่นสุราที่คละคลุ้งอยู่บนร่างของชายผู้นี้ได้ชัดเจน
ชายคนนั้นรำพันกลอน ‘รำพึงกระทำ[1]’ ออกมาอย่างต่อเนื่อง
“กลอนรำพัน สุรารำพึง แหงนมองราชัน...”
..................................
[1]กลอน ‘รำพึงกระทำ’ เป็นกลอนที่ถูกแต่งขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่งความหมายโดยรวมของกลอนก็คือ ผู้แต่งต้องการสื่อว่า ตนเป็นคนรักความอิสระชอบท่องไปในป่าเขา ไม่ชอบความวุ่นวายของพระราชสำนัก จึงไม่อยากรับราชการให้ยุ่งยากแต่ก็ยังมีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ จึงจำต้องทำงานราชการแผ่นดิน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังทำทุกสิ่งตามที่คิด โดยบอกว่านิสัยเอาแต่ใจตัวเองเป็นนิสัยที่มีมาแต่กำเนิดและไม่สามารถแก้ไขได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม