ผม... ผมว่าผมกำลังจะ... อุ๊ย!”
จ้อยพยายามกลืนก้อนความคลื่นเหียนลงคออย่างยากลำบากในขณะที่เมฆาสปอร์ตที่เขาขี่มานั้นเริ่มเสียอาการอย่างหนัก มันไม่เพียงแต่ควงสว่านแต่มันเริ่มส่ายไปมาเหมือนไก่โดนยาเบื่อ กระแสลมจากวิชาที่จำมั่วมาจาก พระพายเริ่มตีกันมั่วซั่วกลางอากาศจนเมฆสั่นระริก
“จ้อย! ระวังข้างหน้า!”แม่หญิงจันทราอุทานลั่นเมื่อเห็นหน้าผาศิลาชันและปากถ้ำที่พักของนางลอยละลิ่วเข้ามาใกล้ในระยะประชิด
จ้อยทำสีหน้าเคร่งขรึมดูลึกลับพลางเอ่ยว่า“แม่หญิงจะไปรู้อะไร การบินแบบปกติน่ะเทวดาที่ไหนก็ทำได้แต่วันนี้ผมจะพาแม่หญิงมาลองอะไรที่มันตื่นเต้นกว่านั้น!”
“ตื่นเต้นอะไรของเจ้า?”แม่หญิงจันทราถาม
จ้อยเอ่ยเสียงเรียบ “การบินน่ะใครๆก็ทำได้ แต่การ ‘ทำเครื่องตก’ เนี่ย... จะมีใครทำเป็นเหมือนผมบ้าง?”
แม่หญิงจันทราหน้าถอดสี“อย่าบอกนะว่าเจ้าคุมมันไม่อยู่แล้วจริงๆ?”
“ก็ประมาณนั้นแหละครับ...ตอนนี้ผมอยากจะอาเจียนทิพย์เต็มแก่แล้ว!” จ้อยร้องโหยหวนออกมา
บนท้องฟ้าเหนือพื้นผิวดวงจันทร์กลุ่มเมฆสีขาวพุ่งทะยานเป็นเส้นโค้งที่ดูเหมือนสวยงามแต่มันกลับหมุนวนเป็นวงกลมแล้ววงกลมเล่า ก่อนจะดิ่งวูบลงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว!
ฟิ้วววว... โครมมม!
ฝุ่นหินทิพย์ฟุ้งกระจายไปทั่ว...
“มีอะไรตกลงมาน่ะ?”น้าขาม กระต่ายยักษ์ถือขวานกำลังตัดต้นกัลปพฤกษ์ยกมือขึ้นป้องหน้าผากพลางมองไปบนฟ้า“อ้อ... เจ้ากระรอกผีตัวนั้นเอง ตกมาตายซะได้ก็ดี ข้าจะได้จับมาย่างกินซะเลย...เอ๊ะ? ยังไม่ตายเรอะ? หนังเหนียวจริงๆให้ตายเถอะ”
“โอ๊ยยย... เอวฉัน...จ้อยเอ๋ย นี่มันไม่ใช่วิชาเหยียบเมฆาพยนต์แล้ว แต่มันคือวิชาดิ่งพสุธาฆ่าตัวตายชัดๆ!”แม่หญิงจันทรากุมเอวพลางนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ
หลังจากบ่นออกมาคำหนึ่ง นางก็ลองลูบๆคลำๆ ตามร่างกายแล้วอุทานอย่างประหลาดใจ “เอ๊ะ... จ้อย ตกจากที่สูงขนาดนั้นทำไมข้าถึงไม่ค่อยเจ็บเลยล่ะ แปลกจัง! จ้อย? จ้อยเจ้าอยู่ไหน? อย่าเงียบไปแบบนี้สิเจ้าอย่าทำให้ข้าตกใจนะ!”
“ถ้าแม่หญิงยังไม่ลุกขึ้น...ผมนี่แหละที่จะมีเรื่องจริงๆ ... ขอผมหายใจหน่อย...”เสียงอู้อี้ดังออกมาจากใต้บั้นท้ายของนางแม่หญิงจันทราหน้าแดงก่ำรีบสปริงตัวลุกขึ้นทันทีเมื่อก้มลงมองก็เห็นเจ้าจ้อยนอนคว่ำหน้า หัวปักมิดลงไปในดินทิพย์ราวกับตะปูเหลือเพียงบั้นท้ายอวบๆ กับหางฟูๆ ที่ยังสั่นดุ๊กดิ๊กไปมา
นางถึงกับหลุดขำออกมาอย่างเสียกิริยา“ฮ่าๆๆ! จ้อย เจ้าควรจะลดน้ำหนักบ้างนะ อ้วนจนหัวทิ่มปักดินดิ้นไม่หลุดแบบนี้ ดูสิก้นยังส่ายไม่หยุดเลย!”
จ้อยโต้กลับทันที “ยังจะว่าผมอีก บั้นท้ายแม่หญิงก็ใช่ว่าจะเบานะครับไม่เชื่อลองเอาตราชั่งมาวัดดูได้เลย เนื้อเยอะกว่าผมตั้งแยะ!”
แม่หญิงจันทราชายตามองค้อนใส่แต่จ้อยตัวแค่ไหนกันเชียว? ต่อให้อ้วนยังไงก็นิดเดียวเท่านั้นแหละนางยื่นมือไปจับที่พวงหางของจ้อยแล้วออกแรงดึงสุดแรง...
“โอ๊ยยยย!” จ้อยร้องเสียงหลง
“เป็นอะไรไป?” แม่หญิงจันทราถามด้วยความห่วงใย
จ้อยหน้าแดงก่ำพลางส่ายหัว“เปล่าครับ... แค่มันรู้สึกเสียวสันหลังแปลกๆ ...”จ้อยเพิ่งรู้ว่าหางของเขามันไวต่อสัมผัสเหลือเกิน พอโดนจับแรงๆแบบนี้ทำเอารู้สึกปั่นป่วนไปทั่วร่าง เขาแอบสงสัยว่าระบบประสาทของเขาวางผิดที่ผิดทางหรือเปล่าแต่เรื่องนี้บอกใครไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะห้ามโดนใครจับหางอีก!
“เอาละ ไม่เล่นแล้วกลับบ้านเราดีกว่า สบายใจกว่าเยอะ... ข้าอยากจะนอนพักสักงีบจริงๆ!”แม่หญิงจันทราบิดขี้เกียจจนเผยให้เห็นทรวดทรงส่วนเว้าส่วนโค้งที่งดงามจ้อยมองตาค้างพลางคิดว่า ‘หุ่นแม่หญิงนี่มันยอดเยี่ยมจริงๆ’
“แม่หญิงจะนอนแล้วเหรอ?”จ้อยถาม
จ้อยคิดดูแล้วถ้ากลับไปก็นอนแยกห้องกันอยู่ดี ไม่มีอะไรให้ลุ้นสู้เอาเวลามาฝึกวิชาเหยียบเมฆานี่ต่อดีกว่า “ผมยังไม่กลับครับกะว่าจะฝึกวิชานี้ต่ออีกหน่อย วันหน้าพาแม่หญิงไปไหนจะได้สะดวกขึ้น”
แม่หญิงจันทราหาวหวอดหนึ่งที“ตามใจเจ้าเถอะ ข้าไปล่ะ” ว่าแล้วนางก็เดินกลับเข้าถ้ำศิลาหินที่เป็นที่พักไป
จ้อยสูดลมหายใจเข้าลึกๆตั้งสมาธิแล้วตะโกน “เมฆาทะยานฟ้า!”
ทันใดนั้น เมฆก็ผุดขึ้นมาใต้เท้าแต่มันกลับลอยสูงขึ้นไม่ถึงคืบก่อนจะแตกดัง ปุ๋ง! จ้อยก้นกระแทกพื้นดัง แปะ!
“เห้ย!เมื่อกี้ยังบินได้อยู่เลย ทำไมตอนนี้แค่ลอยยังทำไม่ได้? ไม่เชื่อหรอก!”จ้อยกัดฟันกรอด คราวนี้ไม่ตะโกนชื่อวิชาแล้วเพราะกลัวเสียหน้าถ้าทำพลาดอีก
พอเริ่มโคจรพลังเมฆก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง จ้อยจ้องมันเขม็ง “แบกผมขึ้นไป... แบกผมขึ้นไป... แบก...เฮ้ยยย!”
จู่ๆเมฆมันก็พุ่งออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วแต่เท้าข้างหนึ่งของจ้อยดันขัดติดอยู่ในกลุ่มเมฆ ผลที่ได้คือเขาสมปรารถนา...เมฆมัน ‘แบก’ เขาไปจริงๆ แต่แบกแบบลากถูกไถไปกับพื้นหิน!
“หยุด! ผมให้แบกขึ้นฟ้าไม่ใช่ลากพื้นโว้ยยย!”
โครม! เมฆเลี้ยวโค้งกะทันหันจ้อยหน้าปะทะกับต้นไม้อย่างจัง
“ผม...” โครม!“หยุดเดี๋ยวนี้...” ตุ้บ! ตั้บ! โครม! “หยุด! อย่าวิ่ง! ยู่! ยู่! หยุดสิวะ!ข้างหน้ามันกองหินโว้ยยย!”
ตูมมม!
กลุ่มเมฆสลายตัวไปทิ้งร่างกระรอกหัวทิ่มปักอยู่ในซอกหิน ก้นโด่เด่อยู่นานกว่าจะเริ่มขยับ...
“จบสิ้นกันที...ไอ้มเมฆเฮงซวย...” จ้อยค่อยๆ แคะหัวตัวเองออกมาพลางนึกถึงเรื่องเล่าที่ว่ามีคนโดนกดทับไว้ใต้ภูเขาห้ากิโลเมตรแล้วก้นชี้ฟ้าแบบนี้‘โชคดีนะที่ตาขามไม่อยู่แถวนี้... ให้ตายสิ ใครบอกว่าวิชาเหาะมันง่ายกันนะ?หรือว่าราชสีห์ขนคำ (หรือสัตว์ทรงของพระพาย) มันให้สูตรปลอมผมมา?’
ในขณะเดียวกัน ณ วิมานของพระพาย...
“ฮัดเชิ้ว!” พระพายจามออกมาเสียงดังสนั่น ท่านขยี้จมูกพลางพึมพำ “ใครนินทาข้าเนี่ย?” ท่านมองดูท้องฟ้าพลางยิ้ม “อากาศดีจริงๆ ... เฮ้ย! ลืมไปเลย!ไอ้เคล็ดวิชาเหาะที่ข้ามั่วขึ้นมาตอนเมาน้ำอมฤตวันก่อนนั่นน่ะ ข้าดันเผลอทำตกไว้แถวถ้ำศิลานี่หว่า!”
ท่านขยี้หัวพลางพึมพำ“เจ้ากระรอกนั่นหนังหนาจะตาย คงไม่ถึงกับตกมาตายหรอกมั้ง... อืม ‘คนดีผีคุ้ม’อย่างมันคงไม่ตายง่ายๆ หรอก ขอให้โชคดีนะเจ้ากระรอก!”
บนดวงจันทร์ จ้อยยังคงไม่ยอมแพ้เขาพยายามเหาะขึ้นไปอีกครั้ง คราวนี้เขาบินได้ค่อนข้างนิ่ง ลอยสูงขึ้นไปเรื่อยๆจนเกือบจะถึงยอดผา
“ฮ่าๆๆ!ผมนี่มันอัจฉริยะจริงๆ ฝึกแปเดียวก็คล่องแล้ว ดูนะ... เร่งความเร็ว!”
ปุ๋ง! เมฆสลายตัวทันทีจ้อยร่วงหล่นลงมาพร้อมเสียงร้องโหยหวน
ตุ้บ!
ไม่นานนักเจ้ากระรอกตัวเดิมก็โซซัดโซเซปีนขึ้นไปบนก้อนเมฆ ลอยขึ้นฟ้าอย่างกระท่อนกระแท่นอีกรอบ...แล้วก็... ฟิ้ววว... โครม!