ชายายอดพิษ พิชิตใจอ๋องมัจจุราช [นิยายแปล]

    บทที่ 32 อาจารย์ข้าคือเจียวโซ่ว (เปิดฟรีวันที่ 24 ธันวาคม 2568)

    วันนั้น ฉู่จี้เฟิงเสร็จสิ้นงานของหน่วยชื่อหลงแต่หัววัน จึงพาฉางอู๋อิ่งกลับจวนก่อนเวลา

    พอเดินเข้ามาในลาน ฉางอู๋อิ่งก็เห็นสตรีรูปร่างอ้อนแอ้นยืนอยู่ใต้ต้นไม้ นางเกล้ามวยเรียบง่ายแต่ดูอ่อนช้อย ชุดกระโปรงสีน้ำเงินอ่อนขับให้นางดูสง่างามบริสุทธิ์

    แม้จะยังไม่เห็นใบหน้า แต่เพียงสัมผัสถึงกิริยา ก็รู้ได้ว่านางต้องเป็นหญิงงามแน่

    “นี่เป็นสาวงามที่ไหนกัน” ฉางอู๋อิ่งเผลอพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว

    พอดีในขณะนั้น สตรีผู้นั้นหันศีรษะเล็กน้อย ครึ่งใบหน้าที่เผยออกมาขาวเนียนกว่าหิมะ งดงามหาใดเปรียบ 

    มิใช่ซูอิ่นเย่ว์หรอกหรือ!

    ซูอิ่นเย่ว์กำลังสั่งให้บ่าวไพร่ขนย้ายตู้ยาเข้าไปในห้อง นางจึงไม่ทันสังเกตว่าพวกเขามาถึง จนกระทั่งจี้หมัวมัวที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นเข้า จึงรีบเตือนขึ้นว่า “พระชายา ซื่อจื่อกลับมาแล้ว!”

    นางยิ้มกว้าง สองคนนี้อยู่จวนเดียวกันแท้ๆ แต่กลับไม่ได้พบหน้ากันมาหลายวัน จี้หมัวมัวแทบจะร้อนใจจนทนไม่ไหว

    ซูอิ่นเย่ว์เห็นว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงก้าวไปข้างหน้าพร้อมคารวะ “ซื่อจื่อกลับมาแล้ว”

    ฉู่จี้เฟิงมองไปยังตู้ยาเหล่านั้น ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าคิดจะทำห้องยาขนาดเล็กในลานเรือนหรือ”

    “ใช่” ซูอิ่นเย่ว์ตอบ “โรคของซื่อจื่อยังไม่คงที่ หากในเรือนมีตัวยาสำรองไว้ ก็จะไม่เกิดเรื่องเช่นครั้งก่อนอีก”

    ฉู่จี้เฟิงมองนางลึกซึ้ง แววตาอ่านไม่ออก “เข้ามาจับชีพจรให้ข้าหน่อย”

    ซูอิ่นเย่ว์ไม่ได้เหยียบเข้าไปในเรือนหลักมาหลายวันแล้ว กล่าวได้ว่าทั้งสองอยู่แยกกันอย่างชัดเจน แต่ช่วงนี้เขาออกแต่เช้ากลับมาดึก สีหน้าก็ดูไม่ค่อยดีนัก นางเองก็กลัวว่าเขาจะทนไม่ไหว จึงไม่ได้ปฏิเสธ

    ภายในเรือนหลักยังคงสะอาดไร้ฝุ่น ของทุกอย่างถูกจัดวางอย่างมีรสนิยม

    ไม่รู้เพราะเหตุใด บนเตียงหลัวฮั่นยังคงปูที่นอนและผ้าห่มที่นางเคยใช้ และฉู่จี้เฟิงก็เดินตรงไปนั่งพิงหมอนอิงทันที

    นางตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะ ไม่รู้ว่าเขากำลังตลกอะไร

    ฉู่จี้เฟิงเหลือบตามองนางแวบหนึ่งก่อนกล่าวว่า “ยืนอึ้งอยู่ทำไม”

    พูดจบ เขาก็ยื่นมือออกมา

    จี้หมัวมัวรู้กาลเทศะ นางได้นำล่วมยาให้ซูอิ่นเย่ว์ไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว

    ล่วมยานี้เป็นแบบที่ซูอิ่นเย่ว์ออกแบบเองแล้วให้ช่างไม้ทำขึ้น แม้จะไม่ใหญ่นัก แต่ก็สามารถใส่ยาและอุปกรณ์ที่จำเป็น รวมถึงมีดผ่าตัดได้ เป็นกล่องที่ออกแบบมาอย่างประณีต

    นางเปิดกล่องออก และหยิบหมอนนุ่มใบเล็กออกมารองไว้ใต้มือของเขา

    “จริงสิ” ซูอิ่นเย่ว์พูดขึ้นทันที “ข้าตรวจโรคให้ซื่อจื่อหนึ่งครั้ง ค่าตรวจสามสิบตำลึง ค่ายาและค่าฝังเข็มคิดแยกต่างหาก”

    สีหน้าของจี้หมัวมัวที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับชะงักไป

    ฉู่จี้เฟิงหรี่ตาลง “เจ้าว่าอะไรนะ”

    ฉางอู๋อิ่งเป็นฝ่ายตอบสนองรุนแรงที่สุด “เกินไปแล้ว! ยังจะคิดค่ารักษาแยกอีก?!”

    ซูอิ่นเย่ว์ทำหน้าตาเหมือนจงใจจะขูดรีดเงินเขา บัดนี้เมื่อนางกับฉู่จี้เฟิงเปิดเผยความสัมพันธ์กันแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บงำอะไรอีก

    จี้หมัวมัวเองก็พยายามเกลี้ยกล่อม “ท่านกับซื่อจื่อเป็นสามีภรรยากัน หากคิดค่ารักษาเช่นนี้ จะไม่กระทบความสัมพันธ์กันหรือ”

    ซูอิ่นเย่ว์เบ้ปากเล็กน้อย 

    ฉู่จี้เฟิงจะมีความรู้สึกใดต่อนางได้ อย่างมากก็มองนางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง

    แต่เขาเป็นคนที่อารมณ์แปรปรวนยากคาดเดา นางจึงไม่กล้าพูดเรื่องนี้ออกมาให้เป็นเรื่อง

    “หมัวมัว ข้าจำเป็นต้องทำเช่นนี้ สมุนไพรในห้องยา ซื่อจื่อเป็นคนจ่ายเงินให้ ข้ายังติดหนี้เขาอยู่เจ็ดหมื่นตำลึง” ซูอิ่นเย่ว์กล่าว

    จี้หมัวมัวได้ฟังเช่นนั้น จึงเข้าใจว่าเป็นฉู่จี้เฟิงที่เป็นฝ่ายคิดเล็กคิดน้อยก่อน

    นางมองเขาด้วยความไม่พอใจอย่างออกนอกหน้า 

    วันหน้าหากเขาไม่มีภรรยา ก็อย่ามาโทษนางแล้วกัน!

    นางไม่อยากอยู่ในเรือนหลักต่อไปอีก เดี๋ยวเผลอไปด่าใครเข้าจะเป็นเรื่อง

    ฉู่จี้เฟิงทำเหมือนมองไม่เห็นความไม่พอใจของจี้หมัวมัว แล้วกล่าวกับซูอิ่นเย่ว์ว่า “ได้ ตามที่เจ้าว่ามา”

    ซูอิ่นเย่ว์เห็นว่าเขาตอบตกลงง่ายดายนัก ก็ยิ่งแน่ใจว่าจะต้องหาโอกาสขูดรีดเงินจากเขาให้ได้

    นางตั้งสมาธิ ก่อนเริ่มจับชีพจร

    ร่างกายของฉู่จี้เฟิงเย็นอยู่เสมอเพราะพิษเจิ้นสุ่ย เมื่อปลายนิ้วของนางสัมผัสกับชีพจรของเขา กลับมีไออุ่นแผ่วเบา

    ไม่นานนัก ซูอิ่นเย่ว์ก็ขมวดคิ้วขึ้น เงยหน้ามองฉู่จี้เฟิงด้วยความไม่พอใจ “ชีพจรของท่านอ่อนแรงนัก ตกลงว่าช่วงนี้ไปทำอะไรมากันแน่!”

    เมื่อเห็นว่านางโกรธเพราะอาการป่วยของตนเอง เขากลับอารมณ์ดีขึ้นมาดื้อๆ ก่อนตอบด้วยท่าทีสบายๆ ว่า 

    “ไม่ได้ทำอะไร แค่ไปฆ่าคนมาสองสามคน”

    ซูอิ่นเย่ว์แทบสำลัก 

    นี่มันพูดกันคนละภาษาแท้ๆ!

    นางเม้มริมฝีปากก่อนกล่าวว่า “ข้าไม่ใช่เทพเซียน ท่านไม่ยอมทำตามคำแนะนำของหมอ ต่อให้ข้าเก่งเพียงใดก็รักษาท่านไม่ได้!”

    “แค่ไม่ตายก็พอแล้ว” ฉู่จี้เฟิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

    คนเป็นหมอรังเกียจผู้ป่วยแบบนี้ที่สุด แม้ว่าเขาจะใช้กำลังภายในกดพิษไว้ได้ แต่ก็ไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืน

    ซูอิ่นเย่ว์กล่าวว่า “ทางแก้ที่ดีที่สุดคือรีบถอนพิษออกจากร่างท่าน พิษกู่เจ็ดประสานนี้ท่านเป็นคนกินเข้าไปเองใช่หรือไม่ เช่นนั้นท่านย่อมรู้ส่วนประกอบของมัน ส่วนพิษเจิ้นสุ่ย นั่นเป็นเรื่องยุ่งยาก จำเป็นต้องใช้ไข่มุกเพลิง”

    ฉางอู๋อิ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ คราวนี้กลับมีโอกาสเยาะเย้ยนาง เขากอดอกพลางกล่าวว่า “แน่นอนว่าซื่อจื่อรู้ดี แต่หากหามาได้ง่ายๆ เช่นนั้น พิษคงไม่หลงเหลือจนถึงตอนนี้หรอก!”

    ซูอิ่นเย่ว์เข้าใจได้ทันทีว่า ไข่มุกเพลิงสามารถเกิดขึ้นได้เฉพาะในเขตภูเขาไฟเท่านั้น หาได้ยากยิ่ง บางทีอาจต้องใช้เวลาถึงร้อยปีกว่าจะเกิดขึ้นสักเม็ด

    นอกจากนี้ ฉู่จี้เฟิงใช้พิษกู่เจ็ดประสานเพื่อหลอกล่อฮ่องเต้ฉี่อู่ ดูท่าพิษเจิ้นสุ่ยคงมาจากฮ่องเต้ฉี่อู่เอง

    นางถามว่า “หรือว่าไข่มุกเพลิงอยู่ที่ฝ่าบาท?”

    ฉู่จี้เฟิงเห็นว่านางคิดอ่านได้เฉียบแหลม จึงไม่คิดปิดบังอีกต่อไป “ถูกต้อง ฝ่าบาทเคยพลาดท่าไปครั้งหนึ่ง จึงซ่อนไข่มุกเพลิงไว้อย่างดี หาเจอไม่ง่ายนัก”

    ซูอิ่นเย่ว์ไม่รู้ว่าทั้งสองมีความแค้นอันใด ถึงต้องปิดบังและคอยวางแผนสู้กันเช่นนี้ แต่ตอนนี้นางเลือกที่จะยืนข้างฉู่จี้เฟิง หากเขาสิ้นชีพไป นางเองก็คงไม่รอดเช่นกัน

    นางฉลาดพอที่จะไม่ถามอะไรต่อ ได้แต่กล่าวว่า “ข้าสามารถใช้ตัวยาอื่นที่มีฤทธิ์ร้อนแรงแทนไข่มุกเพลิงไปก่อนเพื่อกดพิษเจิ้นสุ่ยในร่างท่านได้ แต่ท่านต้องให้ตำรับพิษกู่เจ็ดประสานแก่ข้า ข้าจะได้รู้ว่าควรใช้ยาใดที่ไม่ตีกับพิษนั้น”

    ฉู่จี้เฟิงจึงสั่งให้ฉางอู๋อิ่งนำกระดาษและพู่กันมา แล้วเขียนตำรับพิษให้ซูอิ่นเย่ว์ทันที เขาจำส่วนผสมของพิษกู่เจ็ดประสานได้อย่างแม่นยำ ไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย

    ซูอิ่นเย่ว์กล่าวเพิ่มเติมว่า “ขอบอกไว้ก่อน ยาหนึ่งเม็ด สามพันตำลึง”

    ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ฉางอู๋อิ่ง แม้แต่ฉู่จี้เฟิงที่ปกติสงบนิ่งก็อดชะงักไปเล็กน้อยไม่ได้

    ขนตาดำยาวของฉู่จี้เฟิงกระดกขึ้นเล็กน้อย ทิ้งเงาบางใต้เปลือกตา “สมุนไพรที่ใช้ไม่ได้มากมายอะไร เจ้าควรคิดให้รอบคอบหน่อย อย่าทำให้ข้าไม่พอใจ”

    ซูอิ่นเย่ว์อธิบายด้วยสีหน้าจริงจังว่า “แม้ว่าสมุนไพรจะไม่ถึงสามพันตำลึง แต่ฝีมือของข้ามีค่า ต่อให้ข้าให้ตำรับยาแก่คุณชายฉิน เขาก็ไม่สามารถปรุงยานี้ได้”

    เห็นนางยิ้มอย่างภูมิใจ ฉู่จี้เฟิงก็ถามขึ้นมาทันทีว่า “ผู้ใดเป็นอาจารย์ที่สอนวิชาแพทย์ให้เจ้า”

    ซูอิ่นเย่ว์ตอบออกไปอย่างลวกๆ ว่า “เขาแซ่เจียว นามว่าโซ่ว [1] ”

    เพราะนางมีพรสวรรค์สูง อาจารย์ทั้งด้านแพทย์แผนจีนและแพทย์แผนตะวันตกจึงยินดีสอนนาง

    ตอนนั้นนางยังติดตามศาสตราจารย์ที่ศึกษาการหลอมยาในยุคโบราณ จึงได้เรียนรู้ศาสตร์การหลอมยาจากทุกยุคทุกสมัยจนเชี่ยวชาญ และจึงกล้าพูดเช่นนี้

    “เจียวโซ่ว?” ฉางอู๋อิ่งทวนคำอย่างสงสัย 

    เขาไม่เคยได้ยินชื่อคนผู้นี้มาก่อน

     

    เชิงอรรถเมื่อนำคำว่า ‘เจียว’ และ ‘โซ่ว’ มารวมกันจะได้คำว่า ‘เจียวโซ่ว’ ซึ่งในภาษาจีนแปลว่า ‘ศาสตราจารย์’

    คล้ายกับเรื่องชายายอดพิษ พิชิตใจอ๋องมัจจุราช [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน