หมู่บ้านเฝิงเหอ ชายแดนป่าทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
วันที่หกของการเดินทาง
ป่าทึบเปิดออกอย่างกะทันหัน
ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ไม่มีต้นไม้ที่ค่อย ๆ โปร่งขึ้น เพียงแค่เดินผ่านแนวพุ่มไม้หนาเส้นสุดท้ายแล้วโลกก็เปลี่ยน จากความมืดทึบและกลิ่นดินชื้นกลายเป็ทุ่งหญ้าเขียวอ่อนที่ลาดเอียงลงไปสู่หมู่บ้านเล็ก ๆ ในหุบเขาตื้น บ้านหลังคาฟางสิบกว่าหลังเรียงตัวอยู่รอบบ่อน้ำส่วนกลาง ควันจากปล่องเตาลอยขึ้นเป็เส้นตรงในอากาศนิ่งของเย็นวันนั้น กลิ่นข้าวสุกและน้ำมันกระเทียนลอยมาตามลม
ซูหลิงเยิ่นหยุดก้าวที่ปากป่า ยืนมองหมู่บ้านข้างล่างอยู่ครู่
"เฝิงเหอ" เว่ยหันเฉินพูดจากบนหวงเจิน "หมู่บ้านชาวนา ห่างจากเมืองใหญ่ที่สุดสี่สิบลี้ ตระกูลเซาไม่น่าจะมีคนวางไว้ที่นี่ ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย"
"แปลว่าพักได้คืนหนึ่ง?"
"คืนหนึ่ง" เขายืนยัน "พรุ่งนี้เช้าออก"
ซูหลิงเยิ่นหายใจออกยาว เป็ลมหายใจของคนที่ตึงมาหลายวันแล้วได้คลายออกเล็กน้อย เธอเดินลงทุ่งหญ้าด้วยก้าวที่เบากว่าเดิม
หมู่บ้านเฝิงเหอรับแขกเดินทางเป็ครั้งคราว มีบ้านหลังหนึ่งที่เ้าของแบ่งห้องชั้นบนให้เช่าในราคาถูก อาหารรวมอยู่ในค่าเช่า ไม่หรูแต่จริงใจ
ผู้หญิงอ้วนท้วนอายุห้าสิบกว่าเปิดประตูรับพวกเขาด้วยรอยยิ้มที่ไม่ได้แกล้งทำ มองดูทั้งสองอย่างอยากรู้อยากเห็นแต่ไม่ถาม พาขึ้นชั้นบนไปยังห้องสองห้องเล็ก ๆ ที่มีหน้าต่างมองเห็นทุ่งนาสีทองอ่อน ๆ ของข้าวที่กำลังออกรวง
"ข้าวเย็นอีกชั่วโมง" เธอบอกแล้วลงไป
เว่ยหันเฉินเข้าห้องของตัวเอง วางสัมภาระ ถอดเสื้อคลุมเทาที่มีรอยไหม้จากแส้ปราณออกตรวจดู รอยไหม้เป็เส้นที่ซูหลิงเยิ่นรักษาแล้วจางลงมาก แต่รูที่ผ้าไหม้ยังอยู่ เขาพับเสื้อเก็บไว้ หยิบเสื้อคลุมสีเทาอีกตัวที่เก็บไว้ในสัมภาระออกมาใส่แทน เสื้อตัวนี้เก่ากว่าแต่ยังไม่มีรอย
แล้วก็นั่งลงบนขอบเตียง หยิบกล่องไม้เล็กออกมาเปิด
ผลึกสองเม็ดนอนอยู่ในนั้นเหมือนเดิม ผลึกเม็ดแรกที่เขาฝังให้ซูหลิงเยิ่นโดยที่เธอไม่รู้นั้นเชื่อมโยงกับเม็ดที่สอง เม็ดที่สองคือตัวรับสัญญาณที่เขาพกไว้กับตัวตลอดเวลา
เขามองผลึกอยู่นาน
ความจริงคือเม็ดปราณยามที่ฝังในตัวเธอนั้น เขาไม่ได้ฝังตอนที่พบกันในตรอก เขาฝังมันั้แ่ก่อนหน้านั้น ก่อนที่เธอจะรู้จักหน้าเขาด้วยซ้ำ
แต่นั่นเป็เื่ที่เขายังไม่พร้อมจะอธิบาย แม้แต่กับตัวเอง
เขาปิดกล่อง เก็บลงกระเป๋า แล้วลุกไปล้างหน้าที่อ่างน้ำริมหน้าต่าง
ห้องอาหารชั้นล่างมีโต๊ะสี่ตัว เย็นนั้นนอกจากเว่ยหันเฉินและซูหลิงเยิ่นแล้ว ยังมีพ่อค้าขายผ้าสองคนจากเมืองใต้ที่นั่งคุยกันเสียงดัง และชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่มุมตรงข้ามโดยหันหลังให้ประตู
เว่ยหันเฉินเห็นั้แ่ก้าวเข้ามา
เสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มที่มีรอยปะที่ข้อศอกขวา
หลิวซาน
ชายที่เดินไปทางซ้ายที่สามแพร่งเมื่อสองวันก่อน
เว่ยหันเฉินไม่หยุดก้าว เดินไปนั่งที่โต๊ะกลางห้องโดยเลือกตำแหน่งที่มองเห็นทุกคนในห้องได้ ซูหลิงเยิ่นนั่งลงข้าง ๆ โดยไม่รู้ว่าเขาสังเกตเห็นอะไร
หลิวซานยกหัวขึ้นมองมา รอยยิ้มเดิมปรากฏที่มุมปาก แต่ไม่ทำอะไรก่อน
เว่ยหันเฉินสั่งข้าวต้มหมูและผักดองสำหรับสองคน รอจนเ้าของบ้านนำอาหารมาวางแล้วเดินออกไป จึงพูดขึ้นโดยไม่หันหน้า เสียงพอให้หลิวซานได้ยินแต่ไม่ถึงโต๊ะพ่อค้า
"ทางซ้ายไปหุบเขาตะวันตก แต่มาลงที่เฝิงเหอได้"
หลิวซานหัวเราะเบา ๆ ยกถ้วยชาขึ้นทักทาย "เส้นทางในป่าวกวนครับ บางทีซ้ายก็ไปถึงขวาได้"
"นั่งด้วยกันได้ถ้า้าพูด"
ครั้งนี้หลิวซานลุกขึ้น ยกถ้วยชาและชามข้าวของตัวเองมาวางที่โต๊ะของพวกเขา นั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างเป็ธรรมชาติ
"ขอบคุณครับ ท่านเว่ย" เขาพูด แล้วโน้มหัวเล็กน้อยไปหาซูหลิงเยิ่น "และสวัสดีครับ คุณหนู"
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้าตอบ สายตาระวัง
"พูดเลย" เว่ยหันเฉินตักข้าวต้มใส่ชาม ไม่มองหลิวซาน "สามแพร่งท่านพูดถึงตระกูลเซาโดยไม่มีเหตุผล คนที่พูดแบบนั้นมักมีอะไรจะบอก"
หลิวซานวางถ้วยชาลง แววตาที่เคยเล่น ๆ เปลี่ยนเป็สีหน้าที่จริงจังกว่า "ผมเป็นักดาบรับจ้างจริง แต่ไม่ได้รับจ้างส่งจดหมาย"
"รับจ้างทำอะไร?"
"สืบข่าว" หลิวซานพูดตรง "ผมรับงานจากพ่อค้าและขุนนางหลายคนที่้ารู้ว่าตระกูลเซากำลังทำอะไรใน่นี้ ตระกูลนั้นขยายตัวเร็วผิดปกติในสองปีที่ผ่านมา มีเงินทองไหลเข้ามากผิดสัดส่วน และมีการเคลื่อนไหวที่ชี้ว่าพวกเขากำลังมองหาบางสิ่งที่เฉพาะเจาะจงมาก"
เว่ยหันเฉินตักข้าวต้มกิน ไม่แสดงปฏิกิริยา
"ที่สามแพร่งผมเห็นคุณหนูแล้วรู้ทันทีว่าเธอน่าจะเป็สิ่งที่ตระกูลเซามองหา" หลิวซานพูดต่อ เสียงต่ำลง "ผมไม่ได้เป็ศัตรูกับท่านทั้งสอง และผมไม่ได้ทำงานให้ตระกูลเซา แต่ผมมีข้อมูลที่ท่านน่าจะ้า"
ซูหลิงเยิ่นตักข้าวต้มกินอย่างช้า ๆ ตาจ้องที่หลิวซาน
"ข้อมูลอะไร?" เว่ยหันเฉินถาม
หลิวซานเอนหลังพิงเก้าอี้ "ปู่เซาไม่ใช่หัวเื่ที่แท้จริง เขาเป็แค่ผู้รับจ้างระดับล่าง คนที่อยู่เื้ัคือองค์กรที่เรียกตัวเองว่า 'สมาพันธ์หยูหลิน' มีสามผู้าุโนำ แต่ละคนระดับชั้น 5 เหมยเซียน"
ห้องอาหารเงียบลงในส่วนของโต๊ะพวกเขา
เว่ยหันเฉินไม่วางช้อน แต่จังหวะการตักช้าลงเล็กน้อย
ชั้น 5 เหมยเซียน — ระดับที่ทำลายล้างเซียนได้ สูงกว่าเขาหนึ่งชั้น
"สมาพันธ์หยูหลิน้าสายเืเทียนชิงเม่ยเพื่ออะไร?" เขาถาม โดยไม่แสดงความใกับชื่อนั้น
หลิวซานหยุด แล้วยกคิ้ว "ท่านรู้เื่สายเืเทียนชิงเม่ยแล้ว"
"รู้"
"งั้นท่านน่าจะรู้ด้วยว่าสายเืนั้นสามารถทำอะไรได้มากกว่าแค่รักษาแผลและเสริมปราณ" หลิวซานพูดเงียบ ๆ "ถ้าใช้ในพิธีกรรมที่เฉพาะเจาะจงกว่านั้น สายเืเทียนชิงเม่ยสามารถ..." เขาหยุด มองซูหลิงเยิ่น "คุณหนู้าฟังเื่นี้ไหมครับ?"
ซูหลิงเยิ่นวางช้อนลง "บอกเลย ข้า้ารู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวเอง"
หลิวซานพยักหน้าช้า ๆ แล้วพูดต่อในเสียงต่ำ "สายเืเทียนชิงเม่ยสามารถใช้เป็กุญแจเปิด 'ประตูเทียนเต้า' ได้ ประตูที่กั้นระหว่างชั้น 5 กับชั้น 6 ที่นักฝึกปราณทุกคนถึงจุดหนึ่งแล้วก้าวข้ามไม่ได้ ถ้าสมาพันธ์หยูหลินได้สายเืนี้ไป ผู้าุโทั้งสามที่อยู่ชั้น 5 อาจก้าวขึ้นไปชั้น 6 เทียนเต้าได้"
ซูหลิงเยิ่นนิ่งอยู่กับความเงียบที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ
เว่ยหันเฉินวางช้อนลง มองหน้าหลิวซาน "ท่านรู้เื่นี้มาจากไหน?"
"จากคัมภีร์ที่ผมเคยอ่านในสำนักที่ผมเคยอยู่" หลิวซานพูด สายตาจ้องตอบมา ไม่หลบ "สำนักที่ท่านน่าจะรู้จักด้วย ท่านเว่ย"
ทั้งสองมองตากันอยู่นาน
ในดวงตาของหลิวซานมีสิ่งที่เว่ยหันเฉินอ่านออก ไม่ใช่การข่มขู่ ไม่ใช่การเปิดเผย แต่เป็การส่งสัญญาณว่า ฉันรู้ว่าท่านเป็ใคร
"ท่านรู้มากกว่าที่พูด" เว่ยหันเฉินพูดตรง
"ใช่ครับ" หลิวซานยอมรับทันที "และท่านก็รู้มากกว่าที่แสดงออกเช่นกัน สองคนที่รู้มากกว่าที่พูดน่าจะคุยกันได้โดยไม่ต้องอธิบายทุกอย่าง"
ซูหลิงเยิ่นมองสลับระหว่างชายสองคน ในดวงตามีคำถามเต็มไปหมด แต่เธอเก็บมันไว้ก่อน
เว่ยหันเฉินยกถ้วยชาขึ้นดื่ม
"ท่าน้าอะไรจากเรา?"
"ไม่้าอะไรเป็พิเศษ" หลิวซานพูด "แค่้าให้ท่านรู้ว่าสิ่งที่ท่านพาอยู่นั้นมีค่ามากกว่าที่ท่านประเมินไว้ และคนที่ตามมาไม่ใช่แค่ตระกูลเซา" เขาหยุด "และถ้าท่าน้า ผมมีข้อมูลเส้นทางที่ปลอดภัยกว่าจากที่นี่ถึงฉางอัน"
"ราคา?"
"ไม่มีราคา" หลิวซานพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงใจแปลกประหลาด "ผมมีเหตุผลส่วนตัวที่้าให้คุณหนูไปถึงฉางอันโดยปลอดภัย เหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับตระกูลเซาหรือสมาพันธ์หยูหลิน"
เว่ยหันเฉินมองเขา ประเมิน
ชายตรงหน้าไม่โกหก เขาอ่านออกจากน้ำหนักและจังหวะของคำพูด แต่ก็ไม่ได้พูดทั้งหมดที่รู้ มีบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในคำว่า "เหตุผลส่วนตัว"
"ให้ข้อมูลเส้นทางก่อน" เว่ยหันเฉินพูดในที่สุด "ผมพิจารณาเอง"
หลิวซานพยักหน้า หยิบไม้จิ้มฟันออกจากกระเป๋าและเริ่มวาดเส้นทางบนผ้าปูโต๊ะด้วยปลายไม้ เส้นทางที่เขาบอกวกออกทางตะวันออกไปไกลกว่าปกติก่อนจะหักเข้าหาฉางอันจากทางเหนือ หลีกเลี่ยงจุดสำคัญทุกจุดของเส้นทางหลัก
เว่ยหันเฉินมองเส้นทางบนผ้าปูโต๊ะ ในใจเปรียบเทียบกับแผนที่ที่จำไว้ในหัว เส้นทางของหลิวซานสมเหตุสมผล ไม่มีกับดักที่มองเห็นได้ชัด แต่ก็ยังต้องระวัง
"ผมจะคิดดู" เขาพูด
"เพียงพอครับ" หลิวซานลุกขึ้น หยิบชามข้าวของตัวเองกลับไปโต๊ะเดิม แล้วหันกลับมาพูดอีกครั้ง "ท่านเว่ย อีกอย่างหนึ่ง — คนของสมาพันธ์หยูหลินเร็วกว่าตระกูลเซา ถ้าพวกเขารู้ตำแหน่งของคุณหนูแล้ว จะมาถึงก่อนที่ท่านจะเดินทางถึงครึ่งทาง"
เว่ยหันเฉินไม่ตอบ แต่เขาเก็บคำพูดนั้นไว้
หลังอาหาร ซูหลิงเยิ่นนั่งอยู่บนระเบียงชั้นบน มองทุ่งนาที่เข้มข้นขึ้นในแสงอาทิตย์ตกดิน ลมเย็นพัดขึ้นมาจากหุบเขา นำกลิ่นหญ้าสดและดินชื้นมาด้วย
เว่ยหันเฉินออกมานั่งที่เก้าอี้ข้างเธอ
"ท่านรู้จักหลิวซานไหม?" เธอถามโดยไม่หัน
"ไม่รู้จัก แต่เขารู้จักเรา"
"เขาพูดว่าสำนักที่ท่านน่าจะรู้จัก" เธอหยุด "ท่านมาจากสำนักเดียวกับเขาหรือเปล่า?"
เว่ยหันเฉินไม่ตอบทันที มองออกไปยังทุ่งนาที่กำลังเปลี่ยนสี
"อาจจะ" เขาพูดในที่สุด
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้า ไม่ถามต่อ เธอเริ่มรู้แล้วว่าคำตอบแบบนั้นหมายความว่าเขารู้แต่ยังไม่พร้อมบอก และการกดดันไม่ทำให้ได้ผล
"เื่ที่หลิวซานพูดถึง สมาพันธ์หยูหลิน" เธอพูดหลังจากนิ่งอยู่ครู่ "ชั้น 5 สามคน..."
"ไม่ต้องกังวลตอนนี้"
"ข้าไม่ได้กังวล" เธอพูดช้า ๆ "ข้าแค่กำลังคิดว่า ถ้าสายเืของข้าทำให้คนขนาดนั้นออกมาตามหา แปลว่ามันสำคัญมากกว่าที่ข้าเคยคิด"
"ใช่"
"และถ้าสำคัญแค่นั้น..." เธอยกมือขึ้นแตะที่หน้าอกซ้าย ที่ที่ผลึกเม็ดเล็กฝังอยู่ "แปลว่าข้าเองก็มีหน้าที่รับผิดชอบบางอย่างที่มากกว่าแค่หนีไปซ่อนตัวกับลุงที่ฉางอัน"
เว่ยหันเฉินมองเธอ
ในดวงตาของซูหลิงเยิ่นไม่มีความกลัวแล้ว มีบางอย่างที่หนักและแน่วแน่กว่า ราวกับในคืนเดียวเธอรับน้ำหนักบางสิ่งที่เธอไม่รู้ว่ามีอยู่มาแบกไว้บนบ่าด้วยความตั้งใจ
"คิดทีละก้าว" เขาพูดเงียบ ๆ "ก้าวแรกคือถึงฉางอัน"
"และหลังจากนั้น?"
"หลังจากนั้นค่อยคิด"
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้า แล้วก็เงียบ แต่ไม่ใช่ความเงียบที่รับคำพูดเขาอย่างยอมรับ มันเป็ความเงียบของคนที่กำลังคิดด้วยตัวเอง
คืนนั้นเว่ยหันเฉินนอนไม่หลับ
ไม่ใช่เพราะระวังภัย คืนนี้เขาปล่อยให้ตัวเองนอนบนเตียงจริง ๆ เป็ครั้งแรกในรอบหลายวัน แต่ความคิดในหัวไม่ยอมสงบ
สมาพันธ์หยูหลิน
เขาเคยได้ยินชื่อนั้น แต่นึกไม่ออกในคัมภีร์ไหน ความทรงจำจากสำนักไท่อวี้นั้นยังอยู่ครบ แต่ถูกกดทับไว้ภายใต้สิบปีของการลืมตั้งใจ บางส่วนผุดขึ้นมาได้ บางส่วนยังจมอยู่ในที่ที่เขาไม่อยากไปเปิดดู
เขาลุกขึ้นนั่งบนเตียง หยิบกล่องไม้ออกมาอีกครั้ง
เปิด มองผลึกสองเม็ด
แล้วก็หยิบผลึกเม็ดแรกออกมาถือไว้ในฝ่ามือ
ผลึกนี้เขาสร้างขึ้นเมื่อสิบปีก่อนเพื่อผู้หนึ่ง และส่งต่อให้อีกคนเมื่อสามปีก่อนโดยไม่บอกว่ามันคืออะไร เขาไม่รู้ว่าผู้รับรู้ตัวไหมว่ามีมัน รู้แค่ว่าผลึกนั้นยังส่งสัญญาณอยู่ ยังอุ่น ยังมีชีวิต
ซูหลิงเยิ่นยังมีชีวิต
และนั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้
เว่ยหันเฉินวางผลึกลงในกล่อง ปิดฝา แล้ววางมือบนปกกล่องนิ่งอยู่ครู่
สิ่งที่หลิวซานพูดเื่สำนักที่เขา "น่าจะรู้จัก" นั้นหมายความว่าอะไร ชายคนนั้นรู้เื่สำนักไท่อวี้หรือเปล่า รู้เื่ที่เกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อนหรือเปล่า
ยังตอบไม่ได้
แต่หนึ่งอย่างที่เขาตอบได้ชัดเจนคือ — หลิวซานไม่ได้เป็ศัตรู อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ในตอนนี้ และข้อมูลที่เขาให้มานั้นมีคุณค่าจริง
พรุ่งนี้เช้าเขาจะตัดสินใจเื่เส้นทาง
ตอนนี้ขอแค่หลับตาก็พอ
เช้าวันรุ่งขึ้น เ้าของบ้านต้มโจ๊กข้าวฟ่างใส่เห็ดหอมมาวางบนโต๊ะ ร้อน หอม และมีปริมาณที่เพียงพอ ซูหลิงเยิ่นกินด้วยสีหน้าที่ดีกว่าคืนก่อน บางทีการได้นอนบนเตียงจริงและอาบน้ำอุ่นก็ทำให้จิตใจฟื้นตัวได้มากกว่าที่คิด
หลิวซานนั่งอยู่โต๊ะเดิม กินโจ๊กถ้วยใหญ่อย่างสบายใจ
เว่ยหันเฉินเดินผ่านไปหยุดข้าง ๆ โต๊ะเขา
"เส้นทางที่ท่านบอก" เขาพูดเงียบ ๆ "ผ่านหมู่บ้านหลิงชีก่อนเข้าฉางอันจากทางเหนือ"
"ใช่ครับ" หลิวซานพูดโดยไม่หยุดกินโจ๊ก
"มีด่านตรวจที่ช่องเขาเล็กก่อนหลิงชี"
"ด่านเก่าที่ไม่มีทหารประจำการแล้วสิบปีนี้ครับ ใช้ได้"
เว่ยหันเฉินพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเดินต่อไปนั่งที่โต๊ะของตัวเอง
นั่นคือการตอบรับโดยไม่ต้องพูดว่าตอบรับ
หลิวซานยกถ้วยโจ๊กขึ้นเป็การสลาม ดื่มด้วยใบหน้าที่สงบแต่มีแสงบางอย่างในดวงตาที่อ่านยาก ระหว่างโล่งใจกับอีกสิ่งที่ลึกกว่านั้น
ซูหลิงเยิ่นมองดูการสื่อสารที่ไม่มีคำพูดนั้น แล้วก็หันมากินโจ๊กของตัวเอง
"ท่านเว่ย" เธอพูดเบา ๆ "วันนี้ข้ารู้สึกดีขึ้นมาก"
"ดี"
"เพราะได้นอนบนเตียงจริงคืนเดียว" เธอพูดต่อ ในเสียงมีบางอย่างที่เบาและเป็ธรรมชาติกว่าปกติ "ตอนก่อนหนีออกมาข้าไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ได้ไหม ตอนนี้คิดว่าน่าจะได้"
เว่ยหันเฉินตักโจ๊ก
"เ้าจะได้" เขาพูดสั้น ๆ
ซูหลิงเยิ่นมองหน้าเขา แล้วก็ยิ้มเล็กน้อย
ยิ้มที่ไม่ได้แกล้งทำ ไม่ได้ฝืน แต่เป็รอยยิ้มของคนที่เชื่อในคำพูดที่ได้ยิน
ลมเช้าพัดผ่านหน้าต่างเปิดของห้องอาหาร นำกลิ่นดอกไม้ป่าจากทุ่งนามาด้วยเบา ๆ
วันที่เจ็ดของการเดินทางกำลังจะเริ่ม