เรือนหลังใหญ่ของหลวงอรรคพันธุ์ที่ตั้งอยู่ในพระนคร ติดถนนดำเส้นแรกของเมืองไทย ถนนเจริญกรุง พื้นที่ พิกัดนั้นใช่ว่าคนทั่วไปจะมีได้ หากไม่ได้สืบสายเื พระน้ำ พระยา ที่มีบรรดาศักดิ์ คงไม่สามารถเรือนหลังนี้ได้
ภายในบ้านเป็เรือนไทยสองชั้นมีโถงเปิดโล่งและลานนั่งตรงกลาง ห้องด้านข้างซ้ายมีตู้หนังสือและมุมทำงานคุณหลวงเปิดตู้เพื่อค้นหาบางสิ่ง
“รื้ออะไรเป็หนักเป็หนากองหนังสือกระจัดกระจายไปหมดแล้ว ไม่ใช่หัวที่คุณหลวงอรรคพันธุ์ อยากได้เหรอเ้าคะ”แม่รำเพย เมียแต่งคุณหลวง แม่ของอรรคพันธุ์เอ่ยถาม
“ตำราโหราศาสตร์ของโบราณอาจารย์ข้าจดไว้ แม่รำเพยหยิบไปใช้บ้างหรือไม่” พูดพลางรื้อต่อไป ใกล้มือใกล้เท้าคุณหลวงมีบ่าวคนสนิทชื่อพวง สอยมาจากนักเลงหัวไม้ หน้าตาดุดันเอาไว้รับใช้และข่มขวัญคนอยู่บ้าง
“เปล่าเ้าค่ะใครจะกล้ามารื้อตู้หนังสือของคุณหลวงอรรคพันธุ์ เ้ากรมราชการ พาลได้ถูกหลวงริดหัวเกิดอะไรหายสาบสูญขึ้นมา”
“แม่รำเพยก็หยอกข้าเกินไปแค่จะดูฤกษ์ยามงานแต่งให้ลูกชายเราเสียหน่อย”
“ถึงเวลาแล้วเหรอเ้าคะหรือทางนั้นเร่งมา ลูกเราก็เพิ่งสึก หัวยังเป็ทิดอยู่เลย แต่งไปตอนนี้จะเป็เื่น่าขันให้พวกปากไม่ดีเอานะเ้าคะ”
“ไปสนใจอะไรกับพวกนั้นปากหอยปากปู มันจะรู้อะไร”
“อะไรที่ว่าคืออะไรล่ะเ้าคะ”
“อะไรที่ว่าไม่มีใครรู้ ภาษาทันสมัย เขาเรียกว่า อนาคต หมายถึงกาลก่อนหน้าที่ยังมาไม่ถึงไม่มีใครรู้ชัดแจ้งหรอก แต่หากเตรียมการแต่วันนี้ตัวเราเองนั่นแหละที่จะรู้กาลก่อนหน้าของตัวเอง”
“หมายถึงรู้อนาคตของตัวเองเหรอเ้าคะตายล่ะสิ แล้วอย่างนี้ พวกทรงเ้าเข้าผี มิตกงานกันเหรอเ้าคะ ถ้าทุกคนเตรียมการ แล้วหยั่งรู้เื่ตนเองได้”
“ทรงเ้าเข้าผีก็ไม่นับเป็สัมมาชีพแล้วหรือเปล่าแม่รำเพย เชื่ออะไรอย่างนั้น”คุณหลวงพูดติติงก่อนจะเขม็งตาไปในซอกหลืบเจอหนังสือโหราศาสตร์พอดี ล้วงมาปัด
“ที่หาอยู่ก็ศาสตร์ลี้ลับนะเ้าคะเกลียดตัวอย่ากินไข่สิคะ คุณหลวง” เมียก็พอกัน ไม่ยอมแพ้
“หยอกได้แต่ในเรือนนะแม่รำเพยถึงเวลาด้านนอก อย่ามาหยอกกันแบบนี้ พาลคนอื่นเขาจะไม่นับถือข้า”
“ไม่กล้าหรอกเ้าค่ะอย่างไรเสีย คุณหลวงก็สืบเชื้อสายมาจากขุนน้ำขุนนางพี่สาวก็ถวายงานหน่อเนื้อในรั้วในวัง ข่าวว่าขึ้นแท่นเป็เ้าจอมคนโปรดด้วยฉะนี้แล้วอีรำเพยหรือจะกล้า”
“รู้ตนเท่ากับรู้ตัวเป็การดีแล้วแม่รำเพย แม้จะสนิทสนมแต่คุณหลวงยังองอาจข่มเมียให้อยู่ใต้ฝ่าเท้าเสียเรื่อย”
“นั่นมาแล้วพ่อทิดเ้าบ่าว มาๆ มาฟังฤกษ์แต่งของพ่อรำเพยปรายตาเห็นลูกชายเดินเข้ามาอย่างสุขุม
“ไปไหนมาเ้าลูกชาย”
“ไปที่วัดมาขอรับ่นี้สอบเปรียญ คนโขอยู่เชียว”
“หึเพิ่งจะออกจากวัดป่า มาเข้าวัดกรุง ซึ้งรสพระธรรมแล้วสินะ” คุณหลวงเปรยบ่าวชายมองตามหลุกหลิก ก่อนยกมือประหลก “สาธุ”
“พอเลยมึงไอ้พวง”
“ไม่สาธุให้ทำอะไรได้ครับเ้านายเพิ่งไปบวชมาแท้ๆ” บ่าวหนุ่มเอ่ยถาม ก่อนที่คุณหลวงจะหันไปบอกลูกชาย
“ส่งไปบวชเพื่อให้เบียดเท่านั้นยังไงเอ็งก็ต้องทำหน้าที่ พ่อมีลูกชายคนเดียว ไม่แต่งไม่ได้” คุณหลวงเอ่ยคำมั่นลูกชายผู้ไม่เคยหืออือใดๆ รับสภาพอยู่แล้ว
“พ่อบอกผมมาั้แ่เกิดผมรับรู้ข้อนั้นดี เื่แต่งแค่บอกมาว่าวันไหน”
“อย่าพูดกับพ่อแบบนั้น”คุณหลวงยังตวัดเสียงเข้ม
“อ้าวลูกเราเขาก็ไม่ได้ขัดขืน ทำไมพูดอย่างนี้ล่ะเ้าคะ” แม่รำเพยเอ่ยถามด้วยความงุนงง
“พ่อตอบไม่ได้ตำราเล่มนี้จะบอกเอง ว่าลูกต้องแต่งกับแม่กะรัตเมื่อใด” คนเป็พ่อชูตำราโหราศาสตร์เขาเชื่อเื่นั้นเป็มั่นเหมาะ
วิวกลางคืนของแม่น้ำสายหลักเ้าพระยา ไหลมาแต่ภาคเหนือ สู่ภาคกลาง และท้องน้ำพระนคร ก่อนเข้าสู่ใจกลางเมืองจะเป็ท่าน้ำสำหรับค้าขาย ยุคนั้นทั้ง เกลือ พริกไทย เครื่องเทศ ฯลฯเป็ที่นิยมของชาวต่างชาติ ตระกูลจ่อซัวโชติ ดำเนินการค้าขายแบบผูกขาดเป็รายใหญ่มาสามชั่วอายุคนแล้วไม่น่าแปลกที่เขาจะมีเรือนหลังใหญ่กว่าหลวงอรรคพันธุ์อยู่โขหนำซ้ำเป็เรือนริมน้ำที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมฝั่งอีกด้าน ก่อนถึงเขตวังพระนครเป็ที่เื่ลือ
ห้องนอนของเ้าสัวเป็ห้องที่ใหญ่ที่สุดภายในเรือนหลังนี้ ภายในประกอบด้วย ถ้วยโถโอชากระเบื้องเครื่องเคลือบ ลวดลายแปลกตานักสำหรับชาวสยาม ไม่คุ้นชินกับนานาสัตว์ กุ้งหอย ปู ปลา ที่วาดประดับ เพราะชินกับลายฉลุ ทรวดทรงตวัด เฉกเช่นลายกนกต่างๆทั้งนี้จ่อซัวมีเชื้อสายจีน และกระเบื้องต่างๆ ถูกสั่งสมมาั้แ่บรรพบุรุษ ความจริงจ่อซัวโชติ เกิดมาก็ค้าขายแล้ว ไม่ค่อยสนใจศาสตร์แห่งศิลปะเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับทองอยู่ ซึ่งเป็คนไทย และเชื่อเื่โชคชะตาเป็สำคัญ
ค่ำคืนนี้เรือนของจ่อซัวก็ตรวจโมงแห่งฤกษ์ยามเช่นกัน
“การแต่งงานอย่างหนึ่งคนโบราณถือกันมากจำเป็ต้องดู ดิถีประกอบเรียกว่าดิถีเรียงหมอนหรือดิถีแมลงปอ ถ้าเลือกดิถีตรงตามดังนี้ถือว่าดีนักคือข้างขึ้นตรงกับ ๗, ๑๐, ๑๓ ค่ำข้างแรมตรงกับ ๔, ๘, ๑๐, ๑๕ ค่ำ ถ้าไม่ตรงตามนี้ไม่นิยม” ทองอยู่อ่านตำราหาฤกษ์แบบโบราณ มาสะดุดตากับยามอุบากอง
“เฉยทำไมตรวจตราสิ อีประแส อีทับทิม” จ่อซัวดุ บ่าวในเรือนคนสนิท คู่แม่ลูกสั่งให้กวดตำราปฏิทิน ไม่เอาข้างขึ้นข้างแรมดังกล่าว ขีดฆ่าเป็การด่วน
“ในการเลือกวันอันเป็มงคลสำหรับฤกษ์นั้นมีหลักการว่าต้องเลือกวันที่ไม่ตรงกับวันร้าย”
“แบบไหนคือวันร้ายเ้าคะคุณทองอยู่”
“วันจันทร์ดับวันสุริยุปราคาหรือจันทรุปราคา ก่อนหลัง ๗ วันด้วย”
“อะไรปะราคานะเ้าคะไม่เป็ยังไง บ่าวไม่รู้” ทับทิมเด็กสาวรุ่น ถามด้วยความใสซื่อเธอยังไม่รู้ประสาจริงๆ
“เป็ปรากฏการณ์บังแสงสว่างสุริยะหมายถึงอาทิตย์ จันทรุหมายถึงพระจันทร์”
“ก็ไม่มีแสงสว่างเลยสิเ้าคะมองยังไง”
“จะมองยังไงได้มืดไปหมด เป็ปรากฏการณ์ฟ้าห้าม แล้วแต่จะเสกสรร มีบุญเท่านั้นแหละถึงได้เห็นบางคนเกิดมา่ชีวิตยังไม่ได้เห็น” ประแส ผู้เป็แม่ ผ่านโลกมาเยอะกว่า ตอบลูกสาว
“แล้วแม่เคยเห็นเหรอ”
“เหอะอย่างข้า อย่าว่าแต่ปะราคาทั้งสอง เดือนตะวันธรรมดายังไม่ได้เห็นเลย”บ่าวกลางคนพูดลอยๆ แต่คำนั้นไปกระทบใจบางคน
“อีประแสเมิงว่ากูขังมึงไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันงั้นรึ ถึงพูดแบบนี้ออกมา” จ่อซัวโชติเป็คนโมโหง่าย แต่ก็หายเร็ว ครานี้โกรธจนต้องลุกขึ้น
“บ่าวไม่ได้พูดถึงใครไม่มีใครทำแบบนี้ซะหน่อย” ประสาหลบสายตาจ่อซัวมองตามประแสไปเห็นกระจกที่ส่องตัวเองชัดๆ
“หรือจ่อซัวเห็นคนทำแบบนั้นพอดีล่ะเ้าคะ”
“อีแส”จ่อซัวมองบ่าวหญิงกลางคน ตาเขม็ง ถ้าเป็คนอื่น คงไล่ตะเพิดแล้ว
“หยุดๆคู่นี้อะไรกัน ต่อปากต่อคำกันอยู่ได้ มาช่วยกันหาฤกษ์ให้ลูกสาวข้ายังดีกว่าเสียปะไรดูๆ ฟังตามนะ แล้วขีดฆ่าวันอัปมงคลทั้งหลาย ฤกษ์แต่งของพ่ออรรคราชและแม่กะรัตจะต้องดีที่สุด ต้องไม่มีอะไรผิดพลาดในชีวิตคู่ของลูกสาวเรา…เจอแล้ว”ทองอยู่ร้องเสียงหลง
จ่อซัวโชติรีบวิ่งเข้ามาแย่ง“ไหนๆ วันที่ ๑๓ หรือศุกร์ ๑๓ นี่เหรอทองอยู่”
“ไม่ใช่เ้าค่ะหมายถึงเจอแล้ว วันอุบาทว์หรือโลกาวินาศประจำปี วันที่ ๑๓ ไม่เอา แล้วก็วันที่ ๗หรือ ๘ วันอังคารกับวันเสาร์ ห้ามฤกษ์มงคลอยู่แล้ว ยังมี วันทรทึก วันมฤตยูวันอัคนิโรธ วันทินสูรย์ วันบอก ฯลฯ ไม่เอาทั้งหมด”
“แล้วมันวันอะไรอีกบ้างล่ะเ้าคะ”บ่าวทับทิมเอ่ยถาม
“ยังอีกมากมายแต่ในตำรานี้ เขาไม่ประสงค์บอก เพราะเกรงใจฟั่นเฟือนให้ไปหาอ่านเอาในตำราโหราศาสตร์เพิ่มเติม”
“เอ้ามีแต่ห้าม ไม่มีแนะ สรุปว่าฤกษ์ไหนดีล่ะเนี่ย”ขนาดบ่าวไม่รู้ความยังงงเป็ไก่ตาแตก ทั้งจ่อซัวและทองอยู่ก็เช่นกัน
“ไม่มีวันเป็ไปได้หรือเ้าคะคุณหลวง วันเดือนปีตั้งมากมาย แต่ฤกษ์แต่งลูกชายกลับไม่มีวัน”รำเพยร้องเสียงหลง หลังจากคุณหลวงอรรคพันธุ์หาฤกษ์แต่งให้ลูกชายทั้งคืน
ริมท่าน้ำคุณรำเพยตื่นมานั่งเฝ้าลูกชาย ถูกรบเร้าให้ตื่นขึ้นมาใส่บาตรทำบุญคุณรำเพยถวายอาหารคาว ขนมหวาน ก่อนจะพนมมือสาธุคุณเ้าแล้วเดินเลี่ยงมาทางคุณหลวงซึ่งยืนรอทีท่า
อรรคราชรับ่ต่อไม่ผลุนผลันไป ค่อยๆ พนมมือสาธุคูณ ถวายดอกไม้และน้ำดื่มบริสุทธิ์ ก่อนพนมมือหลวงพ่อที่อยู่บนเรือสวดให้ศีลพร แล้วส่งสัญญาณให้เด็กวัดผู้ติดตามพายเรือไปยังท่าน้ำเรือนต่อไป บ่าวรับใช้มีหน้าที่เก็บสิ่งของ
“ทำยังไงได้ฤกษ์ยามของงานแต่งงาน เขาห้ามไว้” คุณหลวงตื่นมาพร้อมหลักฐาน อ่านตำราเกือบทุกหน้าตรวจตราถ้วนถี่
“มีแต่คนเขาพูดฤกษ์งามยามดี แต่ทำไมตำราเล่มนี้ ห้ามนัก ห้ามหนาเ้าคะ หาฤกษ์ทั้งคืน ยังไม่เจอ”
“นั่นน่ะสินี่ เขาห้ามแต่งงานวันพุธ ในทางโหราศาสตร์ “ดาวพุธ” มีวงโคจรที่ไม่แน่นอนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เดี๋ยวช้าเดี๋ยวเร็วสมัยโบราณเชื่อกันว่าถ้าแต่งงานวันพุธจะทำให้เ้าบ่าวหรือเ้าสาวเกิดอาการโลเลไม่แน่นอน อาจนำไปสู่ปัญหาการนอกใจและหย่าร้างได้”
“ลูกชายเรามีท่าทีว่าจะนอกใจหรือเ้าคะ” รำเพยเหนื่อยหน่ายแต่ก็ไม่คิดขัด
“อีกอย่างห้ามแต่งงานวันเสาร์ คนโบราณเชื่อกันว่าวันเสาร์เป็วันทุกข์โทษ เป็วันแรงจะทำให้ชีวิตพบแต่อุปสรรค ครอบครัวไม่มีความสุข”
“เชื่อมากจะไม่มีวันแล้วนะคะ”รำเพยเปรย คุณหลวงจึงเลื่อนโพยไปอย่างรวดเร็ว
“ฤกษ์บอกให้แต่งงานในเดือนคู่ได้แก่ เดือน ๖ เดือน ๑๗ เดือน ๒ และเดือน ๔ เดือนคู่ เป็มงคลแก่คู่บ่าวสาว”
“เป็ว่าไม่ต้องแต่ละปีนี้เพราะนี่ เดือน ๙ เ้าค่ะ”
“เดือน ๙ยกเว้น! แต่งงานเดือน ๙ ถือเคล็ดเื่ความก้าวหน้ามีข้อสำคัญแค่ ห้ามแต่งงานวันพระ เนื่องจากพระสงฆ์ต้องทำวัตร ั้แ่เช้าจรดค่ำไม่ควรนิมนต์พระไปทำกิจอย่างอื่นอีก วันแต่งงานที่ถือว่าเป็วันกิเลสมีการส่งตัวเข้าหอและหลับนอนของคู่บ่าวสาว”
“สรุปว่าวันพฤหัสที่๙ ก.ย. อุยตะ คุณพระคุณเ้า มันก็อีกสามวันข้างหน้าแล้วสิคะ”
“นั่นสิครับคุณพ่อ”
“ไม่ได้การละ”คุณหลวงคิดขึ้นมาได้ “ต้องไปบอกข่าวดี ให้จ่อซัวเตรียมการใหญ่ ฮ่าๆ” คุณหลวงผลุนผลันไปสั่งให้บ่าวพวงเอาตำราไปเก็บ
อรรคราชมองไปที่ตำราเขายังสงสัย หยิบมาแล้วลมพัดตึง เปิดไปที่หน้าสำคัญ
“เ้าราชตามพ่อมา” “เร็วลูก เราต้องไปบอกแม่กะรัตด้วยตัวเอง” อรรคราชรับคำก่อนจะยื่นตำราหน้านั้นให้บ่าวพวง
“ห้ามแต่งงานวันพฤหัสบดีเขาถือกันว่าเป็ “วันครู”จึงมีความเชื่อว่าหากแต่งงานวันพฤหัสบดีฝ่ายชายจะแพ้ทางฝ่ายหญิงอีกทั้งยังมีตำนานหากแต่งงานในวันพฤหัสบดี จะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนอกใจไปคบชู้”
“เสียดายอ่านหนังสือไม่ออกสักตัว” บ่าวพวงรำพัน
วันแต่งงานสร้างความชื่นมื่นให้กับสองตระกูลใหญ่ หลวงอรรคพันธุ์ พ่อของอรรคราชรับราชการในวัง มีผู้นับหน้าถือตามากมายไม่ต่างกับ “จ่อซัวโชติ” เศรษฐีคหบดีที่เติบโตจากการค้าขายและส่งออกสินค้าในสมัยนั้นอันที่จริง ทั้งหน้าตา ศักดินา ชาติกำเนิด ส่งให้กะรัตไปได้ไกลกว่านั้นหากถวายตัวเป็บาทบริจาริกา (ถวายงานพระเ้าแผ่นดิน)หากแต่จ่อซัวโชติมีลูกสาวคนเดียว เกรงจะไม่มีลูกหลานสืบนามสกุลถึงได้มองหาชายหนุ่มสามัญที่เหมาะสม มาช่วยกันต่อตระกูลสืบไป
ดวงชะตาช่างตรงกับหลวงอรรคพันธุ์ที่มีลูกชายเพียงคนเดียวทั้งคู่ทำงานเป็คู่ค้าสนิทสนมและถูกคอ ลึกลงไปแล้ว ท่านหลวงอยากได้ในทรัพย์สินของจ่อซัวโชติจึงมีความยินดีในการได้ในกะรัตมาเป็สะใภ้ ขณะที่จ่อซัวโชติเล็งแล้วว่าพี่สาวของหลวงเป็ถึง “เ้าจอม” อนาคตต้องสนับสนุนหลานชายคนเดียวอย่างอรรคราช ให้มีตำแหน่งใหญ่เป็แน่
วันหมั้น บิดามารดาฝ่ายชายจะให้เถ้าแก่นำขันหมากหมั้นไปให้แก่บิดามารดาฝ่ายหญิงซึ่งทางฝ่ายหญิงก็จัดหาเถ้าแก่ไว้คอยรับขันหมากหมั้นเช่นกันขันหมากหมั้นจะประกอบด้วยขันใส่หมากทั้งผล กับพลูในขันหนึ่งและอีกขันหนึ่งจะเป็ขันทองหมั้นตามนํ้าหนักที่ตกลงกันไว้พร้อมทั้งขนมนมเนยตามสมควร
ขันหมากหมั้นนี้ในกรณีที่บิดามารดาหรือผู้ปกครองของทั้งสองฝ่ายชอบพอกันก็อาจไม่ต้องมีก็ได้และในกรณีที่มีเหตุการณ์ทำให้ไม่สามารถแต่งงานกันได้เช่นฝ่ายชายผิดสัญญาไปแต่งงานกับหญิงอื่น ฝ่ายชายจะต้องยกของหมั้นนั้นให้ฝ่ายหญิงและถ้าฝ่ายหญิงผิดสัญญา ก็ต้องคืนขันหมากและของหมั้นให้ฝ่ายชายไป
หลังจากประกอบการหมั้นแล้วบิดามารดาของทั้งสองฝ่ายจะกำหนดวันเดือนที่จะทำการแต่งงานต่อไปโดยที่ฝ่ายชายจะต้องมาจัดปลูกเรือนหอในที่ของฝ่ายหญิงให้เสร็จเรียบร้อยก่อนวันแต่งงานการปลูกเรือนหอฝ่ายชายจะต้องปรุงตัวไม้มาก่อนให้เรียบร้อยแล้วนำมาปลูกให้เสร็จในวันที่ได้ฤกษ์ดี ทางฝ่ายหญิงจะต้องเลี้ยงดูผู้ที่มาช่วยปลูกเรือนหอด้วยหรือจะช่วยออกเงินบ้างตามแต่จะตกลงกัน
“เื่นั้นไม่เป็ไร แต่งแล้วก็ขึ้นเรือนใหญ่ได้เพราะกระผมมีลูกสาวคนเดียว ไม่ให้ออกเรือนเด็ดขาด ต้องแต่งเข้าเรือน”
จ่อซัวโชติยินดีทุกอย่าง แต่ไม่ยินยอมเื่แต่งลูกสาวออกนอกชานดังเจตนารมณ์ที่คิดไว้
“มีอย่างที่ไหนกัน มีแต่แต่งแล้วผู้หญิงต้องเข้าบ้านผู้ชาย จะธรรมเนียมจีนไทย ก็ไม่ต่างกัน” รำเพยพูดสวนด้วยหมั่นไส้ในที
“เื่นั้นกระผมทราบ แต่ดูเหมือนจะได้บอกคุณหลวงไว้ั้แ่หลายปีก่อน คราวที่ก่อนจะหมั้นแล้วนะขอรับคุณรำเพย”จ่อซัวโชติยังกล่าวตอบอย่างองอาจ คนอย่างเขา พูดคำไหนคำนั้นมีการตกลงกันไว้แต่แรกจริงๆ
“พอแต่งกันแล้ว เราก็เหมือนคนบ้านเดียวกันจะไปคิดอะไรให้มากความคะคุณรำเพย ลูกชายก็เหมือนข้าวเปลือกตกที่ไหนก็งอกงามและเป็เผ่าพันธุ์ของเรา” ทองอยู่ช่วยพูดอย่างอะลุ้มอะหล่วย
“แต่ผมขอไว้แล้วว่า ลูกชายคนแรกต้องใช้นามสกุลตระกูลผม”
“คนก็เอา ทายาทก็เอา จ่อซัวไม่ทิ้งนิสัยพ่อค้าจะเอาไปซะหมดเลยนะคะ” รำเพยยังหมั่นไส้บุคลิกราวคุณหญิงตราตั้งอย่างเธอดูจะไม่ตรงกับจ่อซัวจอมโลภ
“นี่ก็ตกลงไว้แล้ว คุณรำเพยอย่าคิดแต่ว่าผมเอาแต่ได้ตระกูลผมค้าขาย ไม่เอาเปรียบคน ข้อตกลงทั้งหมด คุณหลวงก็ได้เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่ยอมตกลง” จ่อซัวเถียงกร้าว มองไปที่คู่สัญญาด้วยสายตาสนิทสนม
“แม่รำเพยก็หยอกไปอย่างนั้นเอง” คุณหลวงพูด อะรุ่มอะหร่วย ก่อนมองไปที่อรรคราชและกะรัตคู่บ่าวสาวผู้ต้องเผชิญชะตากรรมอย่างแท้จริง “ใช่ว่าทั้งสองคนจะมีลูกคนเดียวเสียเมื่อไหร่ แต่งกันั้แ่อายุขนาดนี้ ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองแน่นอน จริงมั๊ย”
อรรคราช ยิ้มบางๆ เป็การรับ เพียงแค่นั้นก็ทำให้แม่หญิงกะรัตขวยเขินหน้าแดง งานแต่งแบบฉุกละหุกจึงเกิดขึ้น