การสอบรอบแรกเพิ่งผ่านพ้นไปแต่กลับสร้างคลื่นแห่งความตื่นตระหนกให้แก่นิกายบัว์เป็อันมากผู้าุโเว่ยถึงกับต้องละทิ้งหน้าที่ดูแลการสอบกลางคันเพื่อต้อนรับผู้าุโอีกสามท่านที่มาจากฝ่ายศิษย์สายในทั้งยังมีบุคคลพิเศษอย่างรองเ้านิกายมาร่วมดูการทดสอบด้วยตนเองอีกด้วย
“ข้าได้ยินข่าวเกี่ยวกับเด็กหนุ่มที่มีพร์ นึกไม่ถึงที่แท้กลับเป็เด็กตระกูลซ่งนี่เอง” ผู้าุโฟ่านหัวเราะอย่างอารมณ์ดีพลังของตระกูลซ่งนั้นเป็ที่ประจักต่อผู้คน ซ่งเจียหลานที่เป็ถึงศิษย์สายในอันดับสองและกำลังสอบเพื่อเลื่อนขั้นเข้าสู่ศิษย์หลักของนิกายเองก็เป็ศิษย์ที่เขาอบรมดูแลมากับมือ
“เื่ที่ว่าศิษย์สายนอกมีเด็กตระกูลซ่งที่โดดเด่นอยู่นั้นข้าเองก็เคยได้ยินมาทว่านั่นเป็ซ่งชางหยางที่ตอนนี้อยู่ที่อันดับสี่ของการสอบไม่ใช่ซ่งไป่หลางที่เป็อันดับหนึ่ง ผู้าุโเว่ยเด็กซ่งไป่หลางผู้นี้แท้จริงแล้วเป็ใครมาจากไหนเหตุใดข้าจึงไม่เคยได้ยินว่ามีอัจฉริยะเช่นนี้อยู่ในนิกายของเรา” ผู้าุโสุ่ยขัดขึ้นมาพลางส่งคำถามไปให้ผู้าุโเว่ย
ผู้าุโเว่ยถอนหายใจก่อนจะตอบไปตามตรง“ผู้าุโทั้งหลายซ่งไป่หลางผู้นี้แท้จริงแล้วเมื่อครึ่งปีก่อนเขามีพลังเพียงระดับสามก่อกำเนิดเป็เพียงผู้รับใช้ของนิกาย ถูกทอดทิ้งทั้งจากตระกูลและผู้ฝึกสอนของนิกายแห่งนี้ เขาหายตัวไปเมื่อหกเดือนก่อนหลังถูกทำร้ายโดยซ่งชางหยางและพรรคพวกบัดนี้เพิ่งจะหวนกลับมาที่นิกายโดยมีฉินจีเป็ผู้พามาด้วยตัวเองนี่คือทั้งหมดที่ข้าพอจะตอบต่อพวกท่านได้”
“ระดับสามเมื่อครึ่งปีก่อน อันใดกัน” ได้ยินดังนั้นเหล่าผู้าุโรวมทั้งรองเ้านิกายต่างตกตะลึงเป็อย่างมากควรทราบว่าเวลาครึ่งปีลำพังเลื่อนจากระดับห้าเป็ระดับเจ็ดได้ก็นับว่าน่าประทับใจอย่างมากแล้วแต่ซ่งไป่หลางผู้นี้กลับสามารถเลื่อนจากระดับสามมาเป็เจ็ดได้นับว่าน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
“สำหรับเื่นี้ ผู้าุโจางท่านอาจให้คำตอบที่ดีกับพวกเราได้”รองเ้านิกายหันมาสอบถามผู้าุโจางที่แท้คนผู้นี้คือผู้ที่ดูแลอบรมฉินจีั้แ่ยามที่นางเข้ามาเป็ศิษย์สายในผู้าุโคนอื่นๆต่างเชื่อว่าในเมื่อฉินจีรู้จักกับซ่งไป่หลางผู้าุโจางเองก็ควรจะรู้จักเช่นกัน
ผู้าุโจางเดิมทีไม่อยากเอ่ยแต่เมื่อถูกจับจ้องมากเข้าก็ต้องตอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้“ตอบพวกท่านตามตรงฉินจีเพิ่งจะเล่าเื่ของเ้าหนุ่มนี่ให้ข้าฟังเมื่อสองเดือนก่อนตอนนั้นนางกลับมาจากการฝึกฝนในหุบเขาต้องห้าม เล่าว่าพบเจอกับเด็กหนุ่มประหลาดที่มีพร์อย่างยิ่งมันผู้นี้แม้มีระดับพลังเพียงระดับห้าก่อกำเนิดกลับสามารถฝึกฝนใต้น้ำตกลมปราณชั้นสามที่มีเพียงผู้มีพลังระดับห้าเที่ยงแท้จึงจะทนรับไหวได้ทั้งยังมีความเข้าใจในเคล็ดวิชาของนิกายที่สูงส่งกว่าผู้ใดถึงขั้นพัฒนาเคล็ดวิชาด้วยตนเองสำเร็จ”
“ฝึกฝนใต้น้ำตกลมปราณชั้นสาม”ได้ฟังเช่นนี้ยิ่งทวีความตื่นใต่อเหล่าผู้าุโเป็อย่างยิ่ง
“น้ำตกลมปราณชั้นสามนั้นอย่าว่าแต่ศิษย์สายนอกแม้แต่ศิษย์สายในยังไม่สามารถทนรับได้มีเพียงศิษย์หลักไม่กี่คนที่มีคุณสมบัติเพียงพอหรือกระทั่งพวกเราผู้าุโก็มีเพียงไม่ถึงสิบคนที่มีความสามารถเช่นนั้น”
“น่าสนใจยิ่งนัก ไม่แน่เด็กหนุ่มผู้นี้อาจได้รับวาสนาบางอย่างจากหุบเขาต้องห้าม” ดวงตาของผู้าุโฟ่านพลันปรากฏแววละโมบ
“ข้าเข้าใจแล้วเด็กหนุ่มผู้นี้มีพร์และดวงชะตาดียิ่งอย่างไรก็ตามมันเคยถูกทอดทิ้งจากทั้งตระกูลและนิกายของเรา ไม่แน่ว่าภายหลังเมื่อมีชื่อเสียงแล้วอาจมีนิกายอื่นมายื่นข้อเสนอดึงตัวมันไปก็เป็ได้” รองเ้านิกายถอนหายใจออกมา “ผู้าุโจางหากข้าคาดไม่ผิดเด็กหนุ่มผู้นี้กับฉินจีศิษย์ของเ้ามีความผูกพันธ์บางประการต่อกันดังนั้นข้าอยากให้เ้ารับมันเป็ศิษย์ อบรมเด็กหนุ่มผู้นี้ให้เป็กำลังหลักของนิกายต่อไปแต่หากพบว่าไม่สามารถควบคุมได้และมีแนวโน้มว่ามันจะก่อให้เกิดอันตรายจงแจ้งต่อข้าโดยตรง”
ผู้าุโจางพยักหน้าตอบรับในขณะที่ผู้าุโคนอื่นๆต่างเผยสีหน้าเสียดาย เช่นผู้าุโฟ่านที่คิดอยากรับซ่งไป่หลางมาเป็ศิษย์เพราะอยากรู้ว่าเด็กหนุ่มได้รับวาสนาอันใดจากหุบเขาต้องห้ามกันแน่
“ท่านรองเ้านิกายข้าจะอบรบให้มันเป็กำลังหลักของนิกายของเราได้อย่างแน่นอนอันที่จริงนี่ไม่ใช่เื่ยาก ที่ผ่านมาเด็กหนุ่มผู้นี้พบเจอแต่โชคชะตาที่โหดร้ายแม้แต่ตระกูลของมันก็ยังไม่ให้ความสำคัญ หากพวกเราใช้วิธีเติมเต็มสิ่งที่มันขาดหายให้ความสำคัญกับมันอย่างถูกต้อง มันจะต้องซื่อสัตย์ต่อนิกายมากยิ่งกว่าที่ซื่อสัตย์ต่อตระกูลเสียอีก” ผู้าุโจางเสนอวิธีการ
“ดี ตกลงใช้วิธีที่เ้าว่า” รองเ้านิกายพยักหน้าอย่างไรเสียมันก็ไม่อยากกำจัดคนมีความสามารถหากมั่นใจว่าสามารถควบคุมดูแลได้จริงซ่งไป่หลางย่อมไม่จำเป็ต้องถูกกำจัดออกไป
ผู้าุโจางลอบถอนหายใจครานี้นับว่าเป็งานที่ยากลำบากอยู่บ้างแต่เพราะศิษย์รักของมันฉินจีขอร้องให้มันช่วยเหลือซ่งไป่หลางมันจึงไม่มีทางเลือกต้องตอบรับ อันที่จริงมันนึกเวทนาซ่งไป่หลางไม่น้อย เด็กหนุ่มคนนี้ควรที่จะได้รับสิ่งดีๆชดเชยโชคชะตาอันโหดร้ายของตนเสียที
ซ่งไป่หลางบัดนี้อยู่ในการทดสอบด่านที่สองเนื่องจากเขาผ่านด่านแรกเร็วกว่าใครดังนั้นจึงมีโอกาสในด่านที่สองมากกว่าคนอื่นๆด้วยในด่านนี้ความยากของมันก็คือการหาทางออกเนื่องจากเป็พื้นที่เขาวงกตขนาดใหญ่ทั้งยังเต็มไปด้วยสัตว์ปีศาจแม้จะเป็สัตว์ปีศาจระดับหนึ่งแต่สัตว์ปีศาจบางตัวยังแข็งแกร่งจนแม้แต่ผู้มีพลังระดับเจ็ดยังรับมือได้ยากลำบาก
ซ่งไป่หลางเคลื่อนที่ไปตามเขาวงกตระหว่างทางพบเจอกับสัตว์ปีศาจไม่น้อยกว่าสิบตัวทว่าทุกตัวกลับถูกสังหารทิ้งในเสี้ยวพริบตา เนื่องจากการทดสอบนี้คนภายนอกสามารถมองดูได้ผ่านลูกแก้วลมปราณขนาดั์ที่นิกายนำมาตั้งเอาไว้ดังนั้นภาพที่ซ่งไป่หลางผ่านด่านแรกได้อย่างง่ายดายทั้งยังสังหารสัตว์ปีศาจลงตัวแล้วตัวเล่าจึงสร้างคลื่นความตื่นตะลึงให้เหล่าศิษย์ที่ไม่ได้ร่วมสอบครั้งแล้วครั้งเล่า
“อาจารย์ ท่านสามารถช่วยข้าหาทางออกได้หรือไม่”ซ่งไป่หลางรู้ว่าเซี่ยหยางอยากให้ตนได้รับอันดับหนึ่งเพื่อรางวัลพิเศษดังนั้นจึงคิดให้เซี่ยหยางช่วยเหลือชี้ทางแก่ตน
เซี่ยหยางตอบว่า “เ้าหนู แน่นอนว่าข้ารู้แต่ข้าไม่คิดจะช่วยเหลือเ้าหรอกนะ กะอีแค่ด่านทดสอบง่ายๆเท่านี้หากเ้าไม่ได้อันดับหนึ่ง ข้าจะลงโทษเ้าให้ฝึกฝนจนกระอักเื”
ซ่งไป่หลางไม่ได้พูดอะไรอีกในเมื่อเซี่ยหยางไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเขาก็ตั้งใจที่จะผ่านการทดสอบนี้ด้วยตนเอง
สัตว์ปีศาจระดับหนึ่งไม่ใช่ปัญหาสำหรับซ่งไป่หลางแม้แต่น้อยทันทีที่มันปรากฏตัวออกมาซ่งไป่หลางเพียงขยับตัวซัดฝ่ามือด้วยเคล็ดวิชาฝ่ามือบัว์ฝ่ามือเดียวของเขาก็สามารถปลิดชีพมันได้อย่างง่ายดาย
“ที่แท้ที่นี่มีค่ายกลกระดูกมายาเป็แกนหลัก”ซ่งไป่หลางหลังจากค้นหาไปได้ระยะหนึ่งก็ลอบถอนหายใจออกมา เื่นี้สำหรับศิษย์ทั่วไปอาจไม่รู้แต่ซ่งไป่หลางใช้เวลานับปีไปกับหน้าที่ดูแลหนังสือในหอคัมภีร์นอกจากคัมภีร์วิชาต่อสู้ที่เป็ข้อห้ามซึ่งเขาต้องลักลอบเรียนรู้อย่างระมัดระวังคัมภีร์หนังสือประเภทอื่นเช่นพวกค่ายกลนั้นไม่มีข้อห้ามไม่ให้ผู้รับใช้อ่านดังนั้นซ่งไป่หลางจึงนับได้ว่าเป็ผู้รอบรู้คนหนึ่งอย่างน้อยก็ในระดับที่นิกายบัว์มีบันทึกข้อมูลเอาไว้
“ไม่เลวนี่เ้าหนูถ้ารู้จักค่ายกลกระดูกมายาเ้าก็คงหาทางออกจากที่นี่ได้ไม่ยาก” เซี่ยหยางเอ่ยปากชม
“จริงอย่างที่อาจารย์ว่าแต่ข้ากลับไม่คิดจะออกไปจากที่นี่เร็วนักยังต้องเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อีกสักเล็กน้อย” ซ่งไป่หลางเอ่ยจบก็มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ตนคำนวณเอาไว้แล้วเซี่ยหยางครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมา
“ดี เ้าถึงกับคิดเก็บเกี่ยวกระดูกปีศาจที่เป็แกนหลักของค่ายกลแม้มันจะไม่นับว่าเป็วัตถุดิบล้ำค่าอะไรมากนักแต่สำหรับระดับพลังขั้นเที่ยงแท้หากนำกระดูกปีศาจมาหลอมเป็อาวุธนับว่าเหมาะสมนัก”
กระดูกปีศาจสำหรับเซี่ยหยางแล้วไม่มีคุณค่าแต่สำหรับผู้มีพลังขั้นเที่ยงแท้และก่อกำเนิดนับว่าเป็วัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมอย่างมากสามารถนำมาใช้หลอมเป็อาวุธระดับสูงได้ผู้มีพลังขั้นเที่ยงแท้หากมีอาวุธระดับสูงในมือเท่ากับว่าสามารถเอาชนะผู้มีพลังขั้นเที่ยงแท้ระดับเดียวกันได้อย่างง่ายดาย
‘แต่การทดสอบคงไม่ง่ายดายเพียงนั้น’ เซี่ยหยางยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกสนุก
ในขณะที่ผู้เข้าร่วมสอบคนอื่นพยายามไล่ฆ่าสัตว์ปีศาจและหาทางออกเพื่อไปยังสนามสอบชั้นถัดไปซ่งไป่หยางกลับเคลื่อนไหวอย่างมีแบบแผนเป็อย่างยิ่งเพียงเวลาหนึ่งชั่วยามเขาก็มาถึงจุดที่มีไอพลังลมปราณหนาแน่นที่สุดของเขาวงกตที่นี่คือสถานที่ก่อกำเนิดค่ายกลกระดูกมายาทั้งยังเป็ที่ประทับของกระดูกปีศาจที่เป็แกนกลางของค่ายกลด้วย
“ฮ่าๆ อักขระหลอมปีศาจนับว่าเป็ลูกเล่นที่ไม่เลวทีเดียว”เซี่ยหยางหัวเราะออกมาอย่างเสียไม่ได้เขาคิดไว้แล้วว่าการจะนำกระดูกปีศาจไปนั้นคงไม่มีทางง่ายดายเป็อันแน่และก็เป็เช่นนั้นจริง บริเวณรอบๆแท่นวางกระดูกปีศาจนั้นเต็มไปด้วยอักขระหลอมปีศาจแม้จะเป็เพียงอักขระขั้นต่ำแต่ก็นับได้ว่าอันตรายอย่างมากสำหรับผู้มีพลังขั้นก่อกำเนิด
“เ้าหนู เ้าคงจะต้องถอดใจแล้ว” เซี่ยหยางเอ่ยออกมา
อักขระหลอมปีศาจระดับต่ำนั้นเป็กับดักรูปแบบที่จะทำงานก็ต่อเมื่อมีผู้ก้าวล้ำเข้าไปในเขตแดนของอักขระเมื่อเริ่มทำงานอักขระจะดึงพลังจากกระดูกปีศาจที่เป็แกนกลางของค่ายกลเพื่อทำการสร้างสัตว์ปีศาจขึ้นมาด้วยระดับของกระดูกปีศาจบวกกับพลังของอักขระขั้นต่ำสัตว์ปีศาจที่จะถือกำเนิดขึ้นมาคงหนีไม่พ้นสัตว์ปีศาจระดับสองที่แข็งแกร่งถึงขนาดต้องใช้ผู้มีพลังขั้นเที่ยงแท้ในการต่อสู้กับมัน
“อาจารย์ ข้าจะไปเอามันมา” ซ่งไป่หลางกลับไม่สนใจคำพูดของเซี่ยหยาง ดวงตาของเด็กหนุ่มทอประกายวาวโรจน์มุ่งหน้าเข้าไปหาอักขระหลอมปีศาจอย่างไม่เกรงกลัว
ด้านนอกสนามสอบผู้าุโเว่ยถึงกับปวดหัวเมื่อเห็นว่าซ่งไป่หลางกำลังมุ่งหน้าเข้าไปสู่กับดัก “เป็ไปได้หรือไม่ว่าเด็กนั่นไม่รู้ถึงความอันตรายของอักขระหลอมปีศาจ”
รองเ้านิกายหัวเราะ “เ้าเด็กนั่นรู้จักกระทั่งค่ายกลกระดูกมายาไม่มีทางไม่รู้จักอักขระหลอมปีศาจอยู่แล้ว ข้ากลับสงสัยว่ามันอาจมีความมั่นใจว่าจะสามารถกำจัดสัตว์ปีศาจระดับสองได้”
“หรือไม่ก็สามารถแก้ไขค่ายกลได้”ผู้าุโจางเอ่ยขึ้นมาทำให้ทุกคนถึงกับเงียบกริบ
“นั่นเป็ไปไม่ได้ ผู้าุโจางข้าเว่ยใช้เวลานับสิบปีเรียนรู้ศาสตร์แห่งอักขระและค่ายกลกว่าจะสามารถสร้างอักขระหลอมปีศาจขั้นต่ำขึ้นมาได้การแก้ไขยังยากยิ่งกว่าการสร้างข้าต้องใช้เวลาเรียนรู้นานถึงสิบห้าปีเด็กหนุ่มผู้นี้ย่อมไม่มีทางเข้าใจในศาสตร์ที่ลึกซึ้งของอักขระได้ถึงขั้นนั้น” ผู้าุโเว่ยส่ายหน้าไม่เชื่อถือ
ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย หากจะบอกว่าซ่งไป่หลางสามารถเอาชนะสัตว์ปีศาจระดับสองยังพอจะเชื่อถือได้บ้างแต่หากบอกว่ามันสามารถแก้ไขอักขระได้นี่นับว่าเกินเลยจินตนาการผู้คนไปมาก
แม้แต่อัจฉริยะในด้านค่ายกลของนิกายที่บัดนี้เป็ถึงศิษย์หลักก็ยังต้องใช้เวลาเรียนรู้นานถึงเจ็ดปีกว่าจะมีระดับความสามารถใกล้เคียงกับผู้าุโเว่ยคือสามารถสร้างและแก้ไขอักขระหลอมปีศาจได้สำเร็จ
‘ฉินจีเคยเล่าให้ฟังว่าเ้าหนุ่มนี่ถึงขนาดสามารถวิแคราะห์วิชาของนางและปรับแก้ได้ั้แ่ที่เห็นครั้งแรกไม่แน่ว่าในด้านการทำความเข้าใจมันอาจเป็อัจฉริยะเหนือผู้ใดทั้งหมดในนิกาย’ ผู้าุโจางคิดต่างออกไป
เมื่อซ่งไป่หลางก้าวเข้าไปจนเกือบจะถึงภายในเขตแดนอักขระเท้าของมันกลับหยุดลงก่อนหน้าเพียงเล็กน้อยเด็กหนุ่มย่อตัวลงจ้องมองอักขระหลอมปีศาจอย่างตั้งใจใช้เวลาเพียงห้าลมหายใจกลับปรากฏรอยยิ้มออกมา
“สลาย”เด็กหนุ่มชี้ปลายนิ้วเข้าหาอักขระตัวหนึ่งก่อนจะะเิพลังลมปราณซัดเข้าไปในกลุ่มอักขระพลังลมปราณของซ่งไป่หลางแทรกซึมเข้าไปในกลุ่มอักขระก่อนที่ทั้งอักขระหลอมปีศาจและพลังลมปราณของซ่งไป่หลางจะสลายไปพร้อมกัน
“เป็ไปไม่ได้”ทั้งเซี่ยหยางรวมถึงผู้าุโเว่ยอุทานออกมาพร้อมกัน
ทุกคนที่เห็นภาพนี้ต่างรู้สึกตกตะลึงโดยเฉพาะเซี่ยหยางที่คิดว่าตนเองคงไม่มีวันใกับอะไรในมิติแห่งนี้มาครานี้ยังรู้สึกตกตะลึงขึ้นมาจนได้ความรู้สึกที่มีต่อซ่งไป่หลางแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
‘หรือว่าแท้จริงแล้วนี่คือพร์แฝงของมัน’
วิธีแก้อักขระของซ่งไป่หลางนั้นผิดเพี้ยนพิสดารนักจะเรียกได้ว่าพลิกทุกตำราวงการอักขระเลยก็ไม่ผิดควรถูกจัดสรรเข้าไปอยู่ในหมวดนอกรีตเสียด้วยซ้ำแม้แต่เซี่ยหยางที่รู้จักวิชาอักขระอยู่ไม่น้อยทั้งยังเคยแก้อักขระขั้นสูงมาแล้วมากมายก็ยังไม่นึกว่าจะมีวิธีการแบบนี้อยู่บนโลก
“เ้าหนูเ้าไปเรียนรู้วิธีแก้อักขระแบบนี้มาจากที่ใดกัน” เซี่ยหยางสอบถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ซ่งไป่หลางมีสีหน้าประหลาดใจ “อาจารย์ ข้าไม่เคยเรียนวิธีแก้อักขระเพียงแต่เคยศึกษาเกี่ยวกับอักขระและค่ายกลจากตำราส่วนที่ข้าแก้อักขระเมื่อครู่ก็เป็เพียงการทดลองทำตามความเข้าใจของข้าเองเท่านั้น”
‘เป็ไปได้หรือ’ เซี่ยหยางยิ่งฟังยิ่งตื่นตระหนก “เ้าพอจะอธิบายได้หรือไม่เ้าใช้วิธีใดสลายอักขระหลอมปีศาจ”
“สิ่งที่ข้าทำก็คือการทำลาย ‘อักขระสำคัญ’ที่เป็ตัวเชื่อมโยงและร้อยเรียงพลังทั้งหมดในกลุ่มอักขระโดยการเพิ่มพลังให้กับมันจนเกินระดับที่เหมาะสม เมื่ออักขระสำคัญนี้ได้รับพลังมากเกินไปมันจึงสร้างการกระตุ้นที่ผิดพลาดให้กับอักขระตัวอื่นๆทั้งหมดจากนั้นจึงสลายไป ปกติแล้วคนทั่วไปก็แก้ไขอักขระกันแบบนี้ไม่ใช่หรืออาจารย์” ซ่งไป่หลางถามกลับด้วยความสงสัย
‘ผิดแล้วโดยทั่วไปผู้ใช้อักขระและค่ายกลจะใช้วิธีแก้ไขค่ายกลโดยการสร้างอักขระหรือแก้ไขตัวอักขระเดิมเพื่อให้ความหมายและเงื่อนไขของค่ายกลเปลี่ยนแปลงไปจนไม่สามารถใช้การได้แต่เ้าหนูนี่กลับใช้วิธีง่ายกว่านั้น เพียงแค่ทำให้อักขระทำลายตัวเองวิธีง่ายๆแบบนี้เหตุใดจึงไม่มีใครคิดได้กัน’ เซี่ยหยางได้แต่คิดในใจด้วยความตกตะลึง
อันที่จริงต้องยกคุณความดีให้กับหนังสือค่ายกลที่ซ่งไป่หลางได้อ่านเพราะในนั้นมีอธิบายไว้แค่วิธีการสังเกตและแก้ไขอักขระเบื้องต้นแต่กลับไม่มีการลงลึกถึงรายละเอียดเพราะเป็วิชาขั้นสูงเกินไปเมื่อซ่งไป่หลางศึกษาจึงได้คิดไปเองว่าคนทั่วไปคงจะแก้ไขอักขระด้วยวิธีทำลายอักขระสำคัญทั้งที่ในความเป็จริงแม้แต่ในบรรดาผู้ใช้อักขระมีเพียงไม่กี่คนที่จะสามารถเข้าใจได้ว่าอักขระสำคัญคือสิ่งใดและวางอยู่ในจุดไหนของค่ายกล
“แต่วิธีนี้ใช้ได้ยากหากเป็ค่ายกลระดับสูงเพราะมีอักขระสำคัญจำนวนมาก หากจะแก้ไขคงต้องใช้เวลา” ซ่งไป่หลางถอนหายใจออกมายังดีที่อักขระหลอมปีศาจเป็แค่อักขระขั้นต่ำมันจึงแก้ไขได้หากเป็อักขระขั้นสูงมันคงไม่กล้าเสี่ยงเช่นกัน
‘หึหึ เ้าหนูนี่เข้าใจผิดไปใหญ่แล้วแต่แบบนี้ก็น่าสนใจดี ปล่อยให้มันเข้าใจผิดไปด้วยความสามารถของมันอาจสามารถสร้างวิธีการใหม่ๆในการใช้อักขระได้แบบนี้เองที่เรียกว่ายิ่งไม่รู้ยิ่งเปิดกว้าง การสร้างสรรค์คือจุดเด่นของเ้าหนูนี่เราไม่ควรไปสร้างกรอบให้มันเด็ดขาด ในด้านอักขระและค่ายกลหากให้เวลามันฝึกฝนไม่แน่มันอาจกลายเป็อัจฉริยะคนใหม่ของโลกเลยทีเดียว’
เมื่อไม่มีอักขระหลอมปีศาจแล้วซ่งไป่หลางจึงเดินเข้าไปหาแท่นใจกลางค่ายกลกระดูกมายาและหยิบเอากระดูกปีศาจมาอย่างง่ายดายหลังจากกระดูกปีศาจที่เป็แกนกลางหายไปภายในเวลาห้านาทีค่ายกลกระดูกมายาจะสลายไปและการหาทางออกจากด่านทดสอบที่สองจะกลายเป็เื่ที่ง่ายดายสำหรับทุกคน
“เ้าหนู เพราะว่าเ้ามัวแต่มาเสียเวลากับกระดูกปีศาจเป็ไปได้ว่าอาจมีคนออกจากที่นี่ไปที่สนามทดสอบต่อไปก่อนเ้าแล้ว” เซี่ยหยางเอ่ยออกมา
“ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกันข้าควรรีบไปยังสนามต่อไปได้แล้ว”
ราวกับล่วงรู้ว่าเส้นทางที่ถูกต้องอยู่ที่ไหนซ่งไป่หลางมุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่งอย่างรวดเร็วเพียงไม่ถึงยี่สิบลมหายใจเขาก็พบกับประตูที่กำลังปรากฏออกมาเพราะพลังของค่ายกลที่อ่อนกำลังลง
“ผู้ใด”นอกจากซ่งไป่หลางแล้วยังมีอีกสองคนที่อยู่ใกล้บริเวณประตูนี้หนึ่งคือหญิงสาวที่ติดตามซ่งไป่หลางมาติดๆในรอบแรกและอีกคนหนึ่งคือซ่งชางหยางที่อยู่ใกล้ประตูที่สุด
“ข้าคือคนแรกที่จะออกไปจากที่นี่”ซ่งชางหยางหัวเราะอย่างย่ามใจและพุ่งตัวเข้าไปยังประตู
หญิงสาวที่อยู่ห่างออกไปกลับลงมือซัด มีดสั้นขัดขวางให้ซ่งชางหยางต้องหยุดชะงักชายหนุ่มคำรามด้วยความหัวเสียร่ายฝ่ามือฟาดปะทะเข้ากับอาวุธลับชิ้นนั้นแต่ทันทีที่มันเสียจังหวะร่างของหญิงสาวก็พุ่งทะยานผ่านพุ่งเข้าไปจนเกือบถึงประตูเป็คนแรก
“อย่าหวัง”ซ่งชางหยางะเิพลังลมปราณเรียกใช้อาวุธระดับกลางของตนคือหอกเพลิงปฐีทันทีที่ขว้างหอกออกไปปรากฏเป็คลื่นพลังอันเกรี้ยวกราดซัดเข้าใส่ร่างของหญิงสาวจากด้านหลัง
หญิงสาวจำต้องชะงักท่าร่างฝ่าเท้าััพื้นแ่เบาทั่วร่างบิดพริ้วงดงามชายเสื้อของนางโบกสะบัดรัดพันหอกเพลิงปฐีของซ่งชางหยางอย่างนุ่มนวลหากแต่แฝงไว้ด้วยเคล็ดอ่อนอันแยบคายสลายพลังซัดขว้างของซ่งชางหยางจนหมดสิ้น
ซ่งชางหยางแค่นเสียงกำลังจะพุ่งตัวเข้าปะทะกลับพบว่ามีเงาร่างหนึ่งพุ่งทะยานผ่านตนเองไปทั้งยังผ่านร่างของหญิงสาวด้วยความเร็วที่ไม่อาจสกัดกั้น
หญิงสาวเดาะลิ้นใช้หอกเพลิงปฐีที่บัดนี้หมดอานุภาพซัดขว้างออกอีกครั้งโดยมีเป้าหมายที่เงาร่างปริศนานั้น
ที่แท้เงาร่างนั้นคือซ่งไป่หลางหลังจากพบว่าทั้งหญิงสาวและซ่งชางหยางต่างขัดขวางกันเองทำให้มันมีโอกาสเร่งความเร็วแซงทั้งสองไปได้เหลืออีกไม่กี่ก้าวก็จะเข้าไปในประตูได้สำเร็จ ทว่าหอกเพลิงปฐีที่พุ่งตามมาไม่ใช่สิ่งที่จะละเลยได้
ซ่งไป่หลางตัดสินใจฉับพลันพลิกหมุนร่างกลางอากาศซัดฝ่ามือออกด้วยฝ่ามือบัว์ เงาของดอกบัวพุ่งทะยานเข้าปะทะกับหอกเพลิงปฐีดีดสะท้อนให้หอกระดับกลางปลิวกระเด็นไปทั้งยังเหลือคลื่นพลังรูปดอกบัวซัดเข้าหาหญิงสาวที่เป็ผู้ซัดหอกหญิงสาวอุทานออกมาหนึ่งคำดีดทะยานร่างหลบออกจากรัศมีดอกบัวพ้นทันท่วงที
คนที่รับเคราะห์จากการโจมตีครั้งนี้กลับเป็ซ่งชางหยางที่พุ่งร่างตามมาติดๆโดยไม่เห็นการปะทะกันของดอกบัวและหอกเพลิงปฐีเห็นเพียงแค่ตอนที่มันถูกดีดปลิวกระเด็นเท่านั้นหลังจากหญิงสาวเคลื่อนตัวหลบมันจึงเห็นเงาดอกบัวที่พุ่งเข้ามาใกล้จนไม่สามารถหลบได้ทันร่างของซ่งชางหยางปลิวกระเด็นพร้อมกับกระอักเืออกมาหอกเพลิงปฐียังลอยมาปักอยู่ข้างๆร่างของมันอย่างน่าหวาดเสียว
‘ไม่ได้อันดับหนึ่ง ช่างเถอะอย่างน้อยก็ยังได้อันดับสอง’หญิงสาวถอนหายใจออกมาก่อนจะพุ่งร่างเข้าไปในประตูตามซ่งไป่หลางไปติดๆ