หลังจากที่เสวี้ยเจ๋อสามารถช่วยเทพศพโลหิตออกมาได้ แม้ว่าตอนนี้ระดับพลังของเทพศพโลหิตจะเป็นชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ชั้นต้น แต่ความสามารถอันหลากหลายที่สามารถบรรลุได้ในสมัยที่ยังเป็นชนชั้นเทวะก็ยังคงอยู่ ความแข็งแกร่งของเขาย่อมไม่เหมือนกับชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ทั่วไป
“เป็นอย่างไรบ้าง พบเจอสิ่งที่ต้องการหรือไม่” เสวี้ยเจ๋อกล่าว พร้อมกับหันไปมองอวี้จางที่กำลังเดินออกมาจากห้องสมบัติ ของโบราณสถานแห่งนี้ แต่ดูจากหน้าของอีกฝ่ายที่มีราวกับกำลังมีอารมณ์ดี คงได้รับของมีค่ามาไม่น้อยเลยทีเดียว
“มีสมุนไพรที่มีคุณสมบัติธาตุแสง หลายอย่างภายในห้องเก็บสมบัติ รวมถึงทรัพยการมากมายของตระกูลโอวหยาง ข้านำของทุกสิ่งภายในห้องนั้นออกมาหมดแล้ว หวังว่าเจ้าคงไม่ว่าอะไรนะ โอวหยางไป๋หลง” อวี้จางกล่าวพร้อมกับหันไปมองโอวหยางไป๋หลง ราวกับว่ากำลังทดสอบขีดจำกัดของโอวหยางไป๋หลงอยู่เพราะว่าตอนนี้ สิ่งที่อวี้จางทำคือการขโมยสมบัติวิเศษและโอสถวิเศษจำนวนมากจากโบราณสถานของโอวหยาง
“อยากได้อะไรก็เอาไป สิ่งที่ข้าต้องการมีเพียงสองอย่างเท่านั้น” โอวหยางไป๋หลงตอบ เขาไม่ได้สนใจเกี่ยวกับสมบัติวิเศษและโอสถวิเศษภายในโบราณสถานแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย พร้อมกับหันไปหาเสวี้ยเจ๋อแล้วกล่าวว่า "คงไม่ลืมข้อตกลงของเรานะ"
"ข้าไม่มีทางลืมอยู่แล้วการล่มสลาย ของตระกูลโอวหยางและห้ามทำอะไรกับมู่หรงเสวี่ย แต่ว่าเจ้าก็ต้องควบคุมมู่หรงเสวี่ยให้ได้ ห้ามให้นางมาขวางทางแดนจันทราโลหิตเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นข้าก็ไม่อาจรับประกันความปลอดภัยของนางได้"เสวี้ยเจ๋อกล่าว พร้อมกับมองไปยังโอวหยางไป๋หลง
"ไม่ต้องห่วงข้าจะควบคุมนางเอง"โอวหยางไป๋หลงกล่าว
จากนั้นคนทั้งหมดที่เข้ามายังโบราณสถานแห่งนี้ก็ได้ เดินออกมาภายนอกอีกครั้ง
“พวกเราจะไปยังโบราณสถานของแดนจ้าวสมุทร เป้าหมายที่เราต้องการอยู่ที่นั่น” เมื่อเดินออกมาเสวี้ยเจ๋อก็ได้บอกถึงจุดหมายที่ทุกคนจะต้องไป แต่ก่อนที่ทุกคนจะได้ทันเดินทางเทพศพโลหิตที่มีประสาทสัมผัสดีที่สุดได้มองไปยังฟากฟ้าพร้อมกับบอกว่า “เดี๋ยวก่อน มีศัตรู”
“อะไรนะ!!” เสวี้ยเจ๋อที่ได้ยินแบบนั้นก็แทบจะไม่เชื่อหัวของตนเอง อย่าบอกนะว่าจะมีคนละรอดมาจากการลอบสังหารได้ แต่หากว่ามีคนรอดมาได้จะเป็นใครกันหรือว่ากู่ซือเอินและเสวี่ยหานเอ๋อร์หลุดออกมาได้
คนทั้งหมดหันไปมองบนกลางอากาศทิศทางเดียวกับที่เทพศพโลหิตมองไปแต่ว่าก็ไม่มีใครสามารถสัมผัสได้ถึงสิ่งใดเลย
“มีศัตรูจริงๆ งั้นเหรอ” ฮันเตอร์กล่าว ตัวเขาพยายามใช้จิตค้นหาระดับสูงของตนเองแล้วแต่ก็ยังไม่อาจสัมผัสถึงสิ่งใดได้เลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่ว่าตาแก่ที่พึ่งจะหลุดออกมาจากผนึก ประสาทสัมผัสจะผิดเพี้ยนหรอกหรือ
เทพศพโลหิต รับรู้ถึงความสงสัยของคนทั้งหมดที่อยู่ใกล้ๆ ตนเอง ยกมือขึ้นพร้อมกับส่งลำแสงสีแดงโจมตีไปยังฟากฟ้า เปรี้ยง!!! ลำแสงสีแดงที่แฝงไว้ด้วยพลังของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ กระทบเข้ากับบางสิ่งบางอย่างเหนือฟากฟ้า จากนั้นภาพบนฟากฟ้าก็ได้แตกออกราวกับกระจก กระจกนั้นราวกับภาพมายาที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อซ่อนบางอย่าง กระจกที่แตกออกเผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างหลังของกระจกเหล่านั้น
นั่นคือกระบี่สีม่วงขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นโดยเพลิงฟีนิกซ์ผลาญฟ้าและวารีจากลมปราณมหาสมุทร ยังมีวงแหวนอาคมดาราสิบแฉก อาคมเสริมพลัง ลมปราณอสูรจันทรา ลมปราณพิษ เจตจำนงแห่งดาบ เจตจำนงแห่งกระบี่ และยันต์อาคมจำนวนมาก ประสานเข้าสู่กระบี่สีม่วง เมื่อกระจกมายาถูกทำลายลงไปพลังอันยิ่งใหญ่ของกระบี่สีม่วงก็ระเบิดแรงกดดันอันมหาศาลออกมา กดดันคนทั้งหมด พลังมหาศาลของมันต่างทำให้ทุกคนที่มองขึ้นไปต่างหวาดกลัวอย่างรุนแรง แม้แต่เทพศพโลหิตที่แข็งแกร่งที่สุดก็ยังรู้สึกหวาดกลัวต่อกระบี่เล่มนั้น สัญชาตญาณของเทพศพโลหิตบอกว่ากระบี่เล่มอันตรายเป็นอย่างมาก
กระบี่สีม่วงพุ่งตรงลงมาอย่างรวดเร็ว และ กระบี่เล่มนั้นยังตรงไปยังร่างของ เทพศพโลหิต ราวกับว่ามันกำลังเล็งเล่นงานชนชั้นเทวะที่เพิ่งจะได้รับอิสระ แม้ว่ากระบี่เล่มนั้นจะมีความเร็วอย่างมหาศาล หลายคนที่เห็นดังนั้นต่างเคลื่อนตัวหลบอย่างรวดเร็ว แต่เทพศพโลหิตที่เป็นเป้าหมายของกระบี่สีม่วง แม้ว่าต้องการจะหลบแต่เขากลับไม่สามารถที่จะขยับขาได้
“องค์ชายรีบหลบเร็วพ่ะย่ะค่ะ” เสวี้ยกังรีบคว้าตัวเสวี้ยเจ๋อที่กำลังยืนเหม่อมองไปยังกระบี่สีม่วงขนาดใหญ่ หลบออกจากตำแหน่งนั้นทันทีให้พลังทั้งหมดของตัวเองหนีไปทันหนี ไม่ใช่แค่เสวี้ยกังแต่คนอื่นๆก็รีบหนีอย่างเร็วที่สุดเช่นกัน
‘ขยับขาไม่ได้’ เทพศพโลหิตที่สัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาดที่บริเวณขาของตนเอง โคจรลมปราณของตนเองสร้างกระบี่ทับทิมโลหิตฟันไปยังรอบๆ ตัว ปรากฏว่ารอบๆ ขาของเขามีโซ่ที่ถูกซ่อนไว้ด้วยภาพมายาและจิตซ่อนเร้นระดับสูง อาจเป็นเพราะถูกผนึกมานานประสาทสัมผัสจึงยังไม่สมบูรณ์แบบ เทพศพโลหิตโดนความแข็งแกร่งของกระบี่ม่วงดึงความสนใจไปทั่งหมด ไม่ได้ระวังที่ขาของตนเองเลย เทพศพโลหิตจึงถูกทำให้เสียจังหวะในการหลบกระบี่สีม่วงไป
เมื่อไม่สามารถหลบได้อีกต่อไปเทพศพโลหิตจึงโคจรลมปราณของตนเองผนึกไปยังกระบี่ทับทิมโลหิต นอกจากนั้นยังแฝงไว้ด้วยเจตจำนงแห่งกระบี่ที่สูงส่ง แทงโจมตีสวนกลับไปยังกระบี่สีม่วงที่พุ่งลงมาอย่างรวดเร็ว แต่ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะมีพลังของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ก็ตามแต่การประสานพลังระดับนี้ก็ไม่ใช้สิ่งที่เทพศพโลหิตจะสามารถรับมือได้ กระบี่ทับทิมโลหิตค่อยๆสลายไปเมื่อปะทะกับกระบี่สีม่วง
ตูม!!!!! แรงระเบิดของกระบี่สีม่วงครั้งนี้รุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ การระเบิดภายในตระกูลโอวหยาง แรงระเบิดครั้งนี้กินรัศมีที่ครอบคลุมไปทั่วโบราณสถานของตระกูลโอวหยาง ลมกระโชกหลังจากที่แรงระเบิดออกมานั้นแทบจะสามารถทำให้กองกำลังจากแดนจันทราโลหิตที่สามารถหลบกระบี่ได้ถูกสายลมนั้นพัดจนปลิวไปคนละทิศละทาง แม้ว่าโบราณสถานของตระกูลโอวหยางจะถูกสร้างโดยวัตถุชั้นดี ภายในแดนเทพรกร้าง แต่ว่าแรงระเบิดมหาศาลก็ทำลายจนโบราณสถานนั้นแทบจะไม่เหลือโครงสร้างเดิม
แต่ถึงแม้ว่ากระบี่เล่มนั้นจะสามารถสร้างพลังทำลายล้างที่รุนแรงได้ แต่ที่ใจกลางการระเบิด ค่อยๆปรากฏเส้นเลือดจำนวนมากพร้อมกับที่เส้นเลือดเหล่านั้นค่อยๆ หลอมรวมจนกลายเป็นร่างของเทพศพโลหิตอีกครั้ง แสดงให้เห็นถึงพลังชีวิตอันมากล้นของพลังแห่งราชวงศ์ราชันโลหิตดั้งเดิม
แต่ถึงแม้ว่าจะสามารถรอดชีวิตมาได้ระดับพลังของชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น ในตอนนี้หลงเหลือเพียงแค่ชนชั้นราชันชั้นสูงเท่านั้น การรอดชีวิตแลกมาด้วยกับการที่ต้องใช้โลหิตจำนวนมากที่พึ่งดูดกลืนมา แต่ยังไม่สามารถที่จะนำพลังของมันมาเป็นของตนเองได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อรักษาชีวิตไว้จึงจำเป็นต้องสละพลังบางส่วนที่พึ่งจะได้กลืนกินมา
“พวกแก!!!” เสียงของเทพศพโลหิตตะโกนขึ้นมาอย่างเดือดดาล พร้อมกับพลังมหาศาลของชนชั้นราชันขั้นสูง ระเบิดออกมาอย่างรุนแรง
“ดูเหมือนว่าพลังชีวิตของผู้ที่เคยเป็นถึงชนชั้นเทวะ จะสูงส่งเป็นอย่างยิ่งโดนไปถึงขนาดนั้นแล้วกับยังไม่ตาย” เสียงของบุคคลที่สมควรที่จะตายไปแล้วดังขึ้นมา นั่นก็คืออูหลินเฟิง
“ชนชั้นเทวะก็คือเทพแท้จริง พลังของเขาย่อมต้องลึกล้ำกว่าคนทั่วไป ต่อให้เป็นคนที่ถูกผนึกมานับพันปีก็ตาม” จงหมิ่นกล่าว
“นั่นสินะ” อูหลินเฟิงเห็นด้วยกับคำพูดของสหายของตนเอง หลังจากที่เสียงของคนสองคนที่สมควรจะตายไปแล้วปรากฏขึ้นมา ในตอนนั้นเองร่างของคนมากมายก็ได้ปรากฏขึ้นมารายล้อมคนจากแดนจันทราโลหิตเอาไว้
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสหายของอูหลินเฟิงทั้งหมด คนจะจากหอคอยวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นใครที่อยู่ในกองกำลังพันธมิตรไม่มีผู้ใดเสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว คนทั้งเก้าสิบคนกลับยืนอยู่ตรงนี้ไม่ขาดไปเลยแม้แต่คนเดียว
“ได้ยังไงกัน!!” เสวี้ยเจ๋อมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ แม้ว่าเขาจะวางแผนไว้ว่าหากมีผู้ใดหนีรอดไปได้แล้วจะต้องทำอย่างไร แต่ในค่ายกลวงเวทไม่ว่าอย่างไรเขาก็สัมผัสได้ว่าคนทุกคนถูกสังหารไปแล้ว พวกเขาทางตรวจสอบศพทุกศพอย่างดี และแน่ใจแล้วว่าศพแต่ละอันไม่ใช่ชิกิงามินายแบบที่เขาเคยโดนอูหลินเฟิงเล่นงานมาแล้ว 'ได้ยังไงกัน เราตรวจสอบศพดีแล้วว่านั้นไม่ใช่ชิกิงามิแน่นอน แล้วพวกมันยังรอดได้ยังไงกัน!!'
“เสวี้ยเจ๋อ เหมือนว่าเจ้าจะงงอยู่สินะ แต่การที่เห็นใบหน้าของเจ้าไร้รอยยิ้ม ข้ากลับรู้สึกดียิ่งนัก” อูหลินเฟิงกล่าว ปกติแล้วเสวี้ยเจ๋อมักมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ แต่ในตอนนี้ใบหน้าของอีกฝ่ายกลับเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด สิ่งนี้ย่อมทำให้อูหลินเฟิงอารมณ์ดียิ่งนัก
..
..
ช่วงเวลาการประชุมในคฤหาสน์รับรองของหอคอยวิญญาณ
“สัญลักษณ์ ก็คือแหวนวงนี้ แหวนสีแดงที่มีรูปดวงจันทร์สลักเอาไว้ เป็นแหวนมิติ ที่ไม่ว่าใครก็ต้องก็ต้องมี เป็นสิ่งของที่ไม่สะดุดตา แต่ว่าก็สามารถสังเกตได้ง่ายด้วยสีของมันเอง” อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมกับนำภาพของแหวนที่ได้รับมาจากความทรงจำจากจินฟ่านแสดงให้ทุกคนดู
“ต่อให้ภายในพรรคกระเรียนขาวมีคนที่อยู่ฝ่ายเดียวกันกับ แดนจันทราโลหิต แล้วมันเกี่ยวยังไงกับที่เจ้านำพวกเรามารวมตัวกันภายในที่แห่งนี้” ตงฟางชุนกล่าวถาม
“นั่นก็เพราะว่า ภายในกองกำลังที่จะไปยังแดนเทพรกร้าง มีจำนวนมากกว่าสามสิบคนที่ข้าเห็นว่าสวมแหวนวงนี้อยู่” อูหลินเฟิงกล่าว และยังเป็นจำนวนที่เขาเห็นและรับรู้เท่านั้นยังมีบางคนที่เขายังไม่ได้ส่งชิกิงามิไปสอดแนม
“อะไรนะ!! ” ตงฟางชุนกล่าวออกมาอย่างตกใจ ไม่ใช่เพียงแค่ตงฟางชุนเท่านั้นที่แสดงท่าทีตกใจ แต่คนภายในห้องนี้จำนวนไม่น้อยก็แสดงท่าทีเหมือนกัน การไปยังแดนเทพรกร้างแห่งนี้คนที่จะไปมีสิทธิ์อย่างมากที่จะปะทะเข้ากับแดนจันทราโลหิต แต่สิ่งที่อูหลินเฟิงกำลังจะบอกก็คือภายในกองกำลังพันธมิตรกลับมีไส้ศึกของศัตรูแฝงตัวอยู่ สิ่งนี้ย่อมต้องสร้างความตื่นตะลึงให้แก่คนจำนวนมากภายในแห่งนี้
“เดี๋ยวก่อนนะแหวนแบบนี้มัน” เยว่ฟงสังเกตเห็นถึงความผิดปกติบางอย่าง แหวนวงนี้มันเหมือนกับที่ ….
“มันคือแหวนแบบเดียวกับที่ศิษย์พี่ของท่าน สวมอยู่ตลอดเวลา คุณชายเยว่” อูหลินเฟิงกล่าว เขาเองก็สังเกตเห็นแหวนวงนี้ที่นิ้วมือของถิงถิง ศิษย์พี่ภายในสาขาเดียวกันของเยว่ฟง เพราะแบบนี้เขาถึงไม่ได้นำถิงถิงให้เข้าร่วมการประชุมลับครั้งนี้
“ไม่อยากจะเชื่อ” เยว่ฟงแทบจะไม่อยากเชื่อเลยว่า ศิษย์พี่ของเขาจะเป็นพวกเดียวกับแดนจันทราโลหิต พวกเดียวกับคนที่เคยส่งอสุรกายมาโจมตีเขาจนเกือบตาย
“ถ้างั้นแบบนี้เราจะทำยังไงต่อไป ในเมื่อฝ่ายเดียวกับพวกเรามีคนของจันทราโลหิต มีความเป็นไปได้ว่าพวกนั้นอาจจะวางแผนเล่นงานพวกเราทันทีที่ไปยังแดนเทพรกร้าง” เนี่ยหลุนกล่าว
“งั้นข้าขอลองเสนอแผนการบางอย่าง หากพวกมันอยากจะเล่นงานเรา เราก็ให้พวกมันเล่นงาน แล้วค่อยตลบหลังพวกมัน” อูหลินเฟิงกล่าว
“เจ้ามีแผนอะไรงั้นเหรอ” จงหมิ่นถาม
“ใช้ชิกิงามิของข้า สร้างร่างปลอมของทุกคนที่ไม่ใช่พันธมิตรของแดนจันทราโลหิต ให้พวกมันสังหารชิกิงามิของข้า เมื่อพวกมันสามารถสังหารชิกิงามิได้แล้ว พวกเราจะซ่อนตัวจนกว่าพวกมันจะเปิดเผยออกมาทั้งหมด แล้วค่อยลงมือตลบหลังพวกมัน” อูหลินเฟิงกล่าว
“เดี๋ยวก่อน...ญาติผู้น้อง ชิกิงามิไม่ว่าจะเป็นระดับต่ำ กลาง หรือ สูง มันจะมีความทนทานของมันเอง ต่อให้รูปร่างภายนอกของมันจะเหมือนกับคนมากเท่าไหร่ก็ตาม แต่ว่าเมื่อมันถูกการโจมตีไปถึงระดับหนึ่ง มันจะสลายหายไปกลายเป็นยันต์อีกครั้ง อีกอย่างหากใครก็ตามที่มีสัมผัสปราณหรือจิตสัมผัสที่ดี ย่อมต้องสามารถแยกแยะได้แน่นอนว่านั่นไม่ใช่ร่างจริง นี่ยังไม่รวมกับว่าชิกิงามิที่ถูกสร้างมาจากยันต์อาคมจะมีกระแสลมปราณไร้ธาตุเหมือนกับเจ้า การที่เจ้าจะใช้ชิกิงามิสร้างร่างของทุกคนออกมาย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะว่ากระแสพลังลมปราณของทุกคนในห้องนี้ต่างมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ยิ่งเป็นของศักดิ์สิทธิ์ยิ่งมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง” เนี่ยหลุนกล่าว แม้ว่าเขาจะไม่สามารถใช้วิชายันต์ได้ แต่ว่าเขาย่อมต้องมีความรู้เรื่องเกี่ยวกับวิชาภายในหอคอยวิญญาณไม่น้อย
“ถ้าหากเป็นพลังของข้าผู้เดียวย่อมต้องไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ว่าหากข้าสร้างชิกิงามิระดับต่ำ แล้วให้พี่หวังชุนใช้อาคมเสริมกำลัง เสริมความแข็งแกร่งให้กับชิกิงามิของข้า ให้เสวี่ยหานเอ๋อร์ใช้พลังพฤกษาเสริมพลังชีวิตให้กับชิกิงามิ ให้ท่านพี่เนี่ยใช้อาคมดาราสิบแฉก ปรับเปลี่ยนธาตุในร่างกายของชิกิงามิของข้าให้มีกระแสพลังที่ตรงกับร่างต้นแบบของชิกิงามิ รวมถึงให้แต่ละคนส่งพลังบางส่วนของตัวเองเข้าสู่ชิกิงามิ โดยการอาศัยเลือดของพวกท่านประสานเข้ากับการสร้างชิกิงามิ ชิกิงามิเหล่านั้นก็จะมีทั้งลมปราณธาตุที่ต่างกัน พลังชีวิตราวกับเป็นคนจริง ความทนทานที่ไม่หายไปหลังจากถูกโจมตีรุนแรง และ ยังมีโลหิตภายในร่างกาย” อูหลินเฟิงกล่าวอธิบายความคิดของตนเอง หากเขาเพียงผู้เดียวย่อมไม่สามารถที่จะสร้างชิกิงามิที่หลอกตาผู้คนได้ แต่ว่าหากร่วมมือกันย่อมต้องสามารถทำได้อย่างแน่นอน
“หากใช้พลังของหลายคนประสานกัน อาจจะมีความสามารถในการสร้างร่างปลอมที่เหมือนร่างจริงก็ได้” เนี่ยหลุนคิดตามสิ่งที่อูหลินเฟิงอธิบายก็พบว่าสิ่งนั้นสามารถเป็นไปได้ ชิกิงามิที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยการประสานพลังของหลายๆ คนจะช่วยเสริมพลังจนชิกิงามิสามารถทนต่อการโจมตีที่รุนแรงได้โดยไม่หายไป และ ยังมีกลิ่นอายที่เหมือนกับคนจริงๆ อีกด้วย
“และหลังจากสร้างชิกิงามิพวกนี้แล้ว เจ้าจะทำยังไงให้พวกนั้นสังหารพวกเรา” หลางจวินถาม
“เริ่มแรก เราต้องรีบเข้าไปภายในแทนที่รกร้างให้เร็วที่สุด หากการเข้าไปในแดนเทพรกร้างเหลื่อมล้ำกันเพียงไม่กี่วินาที อาจจะทำให้ปรากฏตัวในสถานที่ที่ห่างไกลกันหลายกิโลเมตร ถ้าเช่นนั้นเราก็ต้องอาศัยเพียงวินาทีเดียวในการเข้าไปให้เยอะมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ให้ทุกคนเข้าไปในจังหวะเดียวกัน” อูหลินเฟิงกล่าว
“แล้วหลังจากที่เข้าไปได้ล่ะ”
“ในตอนที่เข้าไปได้ ในจังหวะนั้นจะมีแต่พวกเราเท่านั้น ก่อนที่ไส้ศึกจากแดนจันทราโลหิตจะรู้ตัว แล้วตามมาสมทบได้ ข้าจะใช้จังหวะนั้นในการสร้างใช้ชิกิงามิที่เตรียมไว้ สร้างร่างของคนทั้งหมดขึ้นมา และให้ลุคจิตวิญญาณแฝดของข้า ใช้พลังมายาและพลังจิตซ่อนเร้นระดับสูง ซ่อนตัวจริงของพวกเราทั้งหมดแล้วหนีออกจากจุดที่เราเข้าไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นรอให้เกิดการรวมตัวของกองกำลังพันธมิตรครบทั้งหนึ่งร้อยหกสิบคน ข้าเชื่อว่าตอนนั้นแดนจันทราโลหิต ที่เข้าไปก่อน จะต้องวางค่ายกลเพื่อที่จะโจมตีเราอย่างแน่นอน” อูหลินเฟิงกล่าว
“เข้าไปก่อน?? เจ้าคิดว่าคนจากแดนจันทราโลหิตจะสามารถเข้าไปก่อนได้งั้นหรือ” จงหมิ่นถาม
“แดนเทพรกร้างเป็นมิติที่จะเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา มันจะเข้าใกล้มิติหลักของเราจากทางด้านของทวีปไร้ตะวัน จากนั้นค่อยเข้าสู่แดนกิเลนทองคำที่เราอยู่ ณ ตอนนี้ เพราะฉะนั้นหากพวกแดนจันทราโลหิตเดินทางไปทวีปไร้ตะวันและใช้พลังของเทพแท้จริงก็ย่อมสามารถเปิดประตูสู่แดนเทพรกร้างได้อย่างง่ายดาย และยังสามารถเข้าไปได้เร็วกว่าเราอีกด้วย” หลางจวินกล่าว เพราะว่าในทุกๆ ครั้งที่แดนเทพรกร้างได้เปิดออก คนจากทวีปไร้ตะวันจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้เข้าไปยังแดนเทพรกร้างเสมอ
“ใช่ และดูจากนิสัยของเสวี้ยเจ๋อ องค์ชายจากแดนจันทราโลหิต คนผู้นี้เป็นคนที่เตรียมพร้อมและเจ้าแผนการอย่างยิ่ง ขอเพียงเจ้านั่นมีข้อมูลของเราบางอย่าง อาจจะหาทางรับมือกับพวกเราไว้แล้วก็ได้ แล้วดูเหมือนว่าที่มันจะระแวงที่สุดอาจจะเป็นพลังจิตซ่อนเร้นของลุค เพราะฉะนั้นพวกมันจะต้องวางค่ายกลที่ยับยั้งภาพมายาและจิตซ่อนเร้นของลุค จากนั้นจะต้องพยายามที่จะสังหารพวกเราให้ได้โดยเร็ว"อูหลินเฟิงกล่าวเขาเองก็พยายามวิเคราะห์โดยคิดจากมุมมองของอีกฝ่ายเช่นเดียวกัน ดูเหมือนว่าเสวี้ยเจ๋อผู้นั้นและเขาจะมีนิสัยบางอย่างที่คล้ายๆ กัน เป็นประเภทพวกที่ชอบรู้ข้อมูลของตนเองก่อนที่จะลงมือ แม้ว่าเขาจะมีข้อมูลของแดนจันทราโลหิตที่จะเข้าไปยังแดนเทพรกร้างน้อยมากแต่ว่า หากเขาพยายามคิดโดยแทนตัวเองเป็นอีกฝ่ายอาจจะสามารถคาดเดาแผนการของอีกฝ่ายได้ไม่มากก็น้อย
..
..
จบตอน