เล็กน้ำใจเต้นโครมคราม เเทบทุกสายตากระหน่ำมองมาเป็นตาเดียว ขณะภาวะมึนงงเเละสับสนพุ่งจู่โจมไม่ทันได้ตั้งรับ ภายในห้วงจิต พลันปรากฏเรื่องราวของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ประเดประดังไม่ขาดสายราวกับม้วนฟิล์มฉายหนัง เขาฉุกคิด หรือนี่อาจจะเป็นทางรอดเดียว หลังอึกอักอยู่หลายอึดใจ เล็กน้ำไม่ลังเล รีบบอกเล่าไปตามฉากตอนพวกนั้นด้วยท่าทีตื่นผวา!
" ผะ... พวกเราเดินกันขาลาก เหนื่อยเเทบขาดใจ เเต่ก็อยากจะไปให้ถึงบ้าน ' สายลมสงัด ' ก่อนพลบค่ำ พอจวนเจียนจะเข้าถึงเขตหมู่บ้านได้สำเร็จ ป่าทั้งผืน... เงียบกริบ ไร้เสียงเเห่งไพรอย่างที่เคยเป็น... "
" หมอก... หมอกหนาทึบเต็มไปหมด มองไปทางไหนก็เห็นเเต่สีขาวมัวกระจัดกระจาย ยากจะเเยกเเยะเส้นทางสายเดิมได้ " เล็กน้ำเสมือนถูกบทบาทเจ้าหนุ่มในภาพจำสวมทับ เเละคืนสู่ห้วงเวลาสุดระทึกในทันใด ลูกตาเขาไหวระริก ภาวะหวาดผวาเข้ากัดกินเรือนกายใต้ผ้าคลุมจนสั่นเทา " ไม่... ในนั้นยังมีเสียงยั่วยวนของหญิงสาว ผสานกับเสียงหวีดร้องเขย่าขวัญ... "
" พวกเราไม่รู้เลยว่าต้องทำยังไง จะไปต่อก็ผิดทิศจนหลงทางเหมือนวนอ้อมเป็นวงกลมอยู่เเบบนั้น ครั้นจะหันหลังกลับ จู่ๆ ก็เกิดเสียงฝีเท้ามากมายดังมาจากทุกทิศทางล้อมเราเอาไว้ พวกมันสูงใหญ่เหมือนเงามืด ดวงตาเเดงก่ำลุกวาว เเต่สิ่งที่ทำให้พวกเราต้องวิ่งเตลิดอย่างไม่คิดชีวิต ก็คือ... ก็คือ... "
เล็กน้ำประหนึ่งเลอะเลือน สองมือกุมหัวด้วยความหวาดกลัวรวดร้าว เหงื่อเย็นหลั่งทะลักอาบร่าง เขากัดฟันดังครืด พยายามปลดปล่อยสาระสุดท้ายที่จุกเเน่นในลำคอ ก่อนจะทิ้งตัวสลบไป " มันคือเงาดำเเขนขายาวเหยียด... สูงใหญ๋ยิ่งกว่าช้างพลาย! "
ความเงียบงันคือนิรันดร์ ภายในอาศรมเสมือนถูกกดทับด้วยบรรยากาศหนักหน่วง ใครหลายคนจนในคำพูด ลูกบ้านบางส่วนยังไม่ทันได้ร่ำลา ก็พรวดพราดออกไปเก็บข้าวของ ดั่งต้องการหนีจากขุมนรกที่กำลังเฉียดกรายมาเยี่ยมเยือน
" หรือว่าจะเป็น... " ชายโพกผ้าเเสดงสีหน้าหนักใจขณะเหลียวไปมองเฒ่าหน้ากากบนตั่งไม้ " ซากอสุภตายพราย! "
" ไม่น่าจะเป็นไปได้ " ไม้เบื่อไม้เมาคนเดิมกล่าวเเย้ง " จันทราโลหิตเมื่อหลายสิบปีก่อน ดวงจิตมันถูกทำลายจนเเตกซ่านไปแล้ว เจ้าเเละข้าต่างเห็นเองกับตา "
" พามันไปพักผ่อนก่อนเถิด " เฒ่าหน้ากากกรีดนิ้ว ส่งสายลมเเผ่วเบาพยุงร่างไร้สติของเล็กน้ำให้เอนอ่อนลอยออกไป เเต่ทันใดนั้น มันผินหน้าไปทางทิศใต้ เเล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงพึงใจ " กลับกันมาเเล้ว ไอ้ ' แผน ' เอ็งไปรับพวกมันที "
ธงทิวหลายเฉดมากมายนับไม้ถ้วน ประดับเอาไว้ตามเสาเรือนราวกับต้นเงินพุ่มใหญ่ในงานกุศลบุญ หนึ่งในนั้นดีดผึงออกมากลายร่างเป็นไก่ฟ้าสยายปีกสีเเดงเพลิง ชายโพกผ้าไม่รอช้า สะกิดปลายเท้ากระโดดขึ้นคร่อม วาดวงเเขนคล้องคอ พากันควงสว่านไปทางทิศใต้ของหมู่บ้านเหมือนรู้ใจ
ฟิ้วววว!
ชั่วชาอุ่นผันผ่าน ลานดินหน้าอาศรมพรักพร้อมด้วยชายหนุ่มกำยำหลายคน อสูรวิญญาณไก่ฟ้าหลังเอี้ยวคอเล็มขนตรงแผงอกเล็กน้อย ก็คืนร่างเป็นธิงทิวบินกลับเข้าที่ บุญเเผนพินิจมองชายหนุ่มรูปหน้าละม้ายคล้ายกับมันอยู่ชั่วครู่ เห็นว่าอีกฝ่ายมีเหล่าผีบรรพบุรุษยังเกื้อหนุนปราณี ไม่มีจุดใดเสื่อมทรุดก็เบาใจ พลันร้องเร่ง " เจ้า ' รัม ' รีบพากันไปพบพ่อเฒ่าก่อน "
ชายหนุ่มผิวคล้ำกำยำสันทัด สวมเสื้อเเขนกุดหนังเสือดาว โชว์วงเเขนเเข็งเเกร่งดุจเหล็ก ผมเผ้าประบ่า ใบหน้าคมเข้ม หว่างคิ้วผุดประกายเที่ยงธรรมโดดเด่น หลังพยักหน้ารับคำก็นำทาง
" ข่าวดีขอรับพ่อเฒ่า ท่าน ' ทองถม ' ผู้นำสูงสุดเเห่งบ้าน ' ภูผาตระหง่าน ' จะให้ความช่วยเหลือพวกเราเต็มที่ " บุญรัมมีสีหน้ายินดี พอเอ่ยปากก็เข้าประเด็นทันที ขณะกล่าวขึ้นก็ไม่ลืมผายมือออกไปด้านข้าง " ท่านนี้คือหัวหน้าหมู่บ้านน้อย ได้เเสดงความจริงใจเดินทางมาด้วยตนเองพร้อมพี่น้องเหล่านี้ขอรับ "
" ดี... ดีมาก " เฒ่าหน้ากากพยักหน้าเบาๆ พลางลูบเคราอย่างผ่อนคลาย " ชาติเสือไม่เคยมีลูกสุนัข ใจเด็ดเหมือนพ่อเจ้า "
" ทองพันน้อมคารวะผู้อาวุโส ' ผีไร้หน้านิวโรบุญนำ ' ขอรับ " ชายหนุ่มสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลา ผิวขาวอมฟ้าดูเเปลกตา นุ่งห่มชุดคลุมขนนกสีดำดั่งยามค่ำคืน ขณะค้อมกาย ประกายตาเฉียบคมลอบสอดส่องถึงรูปโฉมภายใต้หน้ากากขาวเกลี้ยงเกลาใบนั้น เเต่ก็ต้องผิดหวัง " ท่านพ่อได้ฝากฝังให้ทองพันทำตามประสงค์ของท่านผู้เฒ่าทุกประการ โปรดชึ้เเนะเข้มงวด "
" มิกล้าๆ ไปพักผ่อนก่อนเถิด ยามพลบค่ำมาเยือน ' วารีผกผัน ' เเห่งนี้ จะจัดงานเลี้ยงต้อนรับให้กับพวกเจ้า " นิวโรบุญนำจบคำ หญิงสาวด้านข้างก็สืบเท้าเข้าหา " ดาหวัน เจ้าจงนำทางทองพันกับพวกพ้องไปพำนักในเรือนชานที่ดีที่สุดของเรา "
" เจ้าค่ะ "
คล้อยหลังกลุ่มของทองพันลับไป นิวโรนิ่งงันไปหลายอึดใจ ไม่รู้ครุ่นคิดสิ่งใด พาให้หลายคนเเลกสายตากันขวักไขว่ ยากนักจะคาดเดาความนัยได้ ผ่านไปพักหนึ่ง มันจึงเอ่ยปากถามไถ่บุญรัม น้ำเสียงเนิบช้า " ระหว่างทางไปขุนเขาตระหง่าน เจ้าได้พบเจอเหตุการณ์แปลกประหลาดใดหรือไม่ "
บุญรัมยกยิ้มน้อยๆ " การเดินทางของพวกเราราบรื่นมากขอรับพ่อเฒ่า ผืนป่าเส้นนั้นสมบูรณ์จนน่าตื่นตะลึง เเมกไม้หนาเเน่นเขียวชอุ่ม สัตว์ป่าน้อยใหญ่มีมาอวดโฉมตลอดรายทาง พวกเราต่างได้พฤกษาวิเศษติดไม้ติดมือกลับมาด้วยมากมาย "
" อืมม์ เก็บเอาไว้เถิด ถือเป็นวาสนาของพวกเจ้า " นิวโรโบกมือ ยามนี้ในโถงจึงเหลือเพียงตัวมันกับชายวัยหกสิบกลางๆ อีกสองคนที่เป็นดั่งไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งเเต่เยาว์วัย " บุญเเผนเจ้าคิดเช่นไร "
" เจ้ารัมทำการใดล้วนชัดเจนรอบคอบ " ชายโพกผ้าเอ่ยถึงบุตรชายด้วยความภาคภูมิ " ผีบรรพบุรุษจึงอำนวยพรให้เเคล้วคลาดปลอดโปร่ง เเต่เรื่องราวนี้เหมือนจะไม่ง่ายดายเช่นนั้น... "
" เจ้าล่ะ ว่าอย่างไร "
" ชายหนุ่มมากสามารถถือเป็นอนาคตของหมู่บ้านเเล้ว " บุญสรวงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ในเเววตาคล้ายเคลือบประกายเเปลกพิลึกวาบผ่าน ก่อนจะเลือนหายไปในเสี้ยวใจ " ข้าเห็นพ้องกับพี่เเผน เส้นทางสู่ภูผาตระหง่านยาวใกลเเละอันตรายกว่าทุกเส้นทาง มือมืดผู้วางหมากกระดานนี้ เหมือนต้องการผูกพวกเราไว้กับภูผาตระหง่านเพื่อดำเนินเเผนการบางอย่างในภายหน้า เเละดูเหมือนว่าเเผนการนี้ได้ก้าวไปอีกขั้นเเล้ว เพราะมันไม่หวาดกลัวที่จะปิดบังตัวตนอีกต่อไป "
" ไปได้... "
หลังทั้งคู่เคียงไหล่ผ่านประตูออกไป หนุ่มน้อยเด็กรับใช้ลงสลักกลอนประตูอย่างแผ่วเบา จบภารกิจในวันนี้ มันกลายเป็นกลุ่มควันสายหนึ่งลอยหายเข้าไปในธงทิว พร้อมกับเสียงถอนใจเบื่อหน่ายไล่หลัง เฒ่าหน้ากากคอตกเเน่นิ่ง มือไม้เเข็งเกร็ง ผิวพรรณเหี่ยวย่นกลายสภาพเป็นหยาบสาก ราวกับรูปสลักศิลาในทันใด
.....
" ท่านพ่อ เป็นเช่นไรบ้าง "
ฝีเท้าไม่ทันก้าวข้ามธรณีประตูดี หลังม่านผืนบางบังเกิดเสียงอิดโรยโพล่งถามขึ้นอย่างยากจะห้ามใจไหว สีหน้าเครียดขรึมของบุญสรวงเเปรเปลี่ยนเป็นยิ้มอ่อน ไม่ว่าภาพลักษณ์ของมันจะติดตาว่าเเข็งกร้าวเเค่ไหน ถ้อยวาจาจะดุเดือดเพียงใด เมื่อกลับถึงเรือนมันจะละวางทุกเรื่องราวไว้เบื้องหลังเสมอ ปล่อยให้เรือนไม้หลังนี้เป็นโลกอิสระใบน้อยที่มีเเต่มันกับบุตรชายหัวเเก้วหัวเเหวนเท่านั้น
" เจ้ารัมกลับมาเเล้ว มาพร้อมทองพัน " รอยยิ้มละมุนผุดพรายขณะเอนกายลงฟูกนุ่มนิ่มบนเตียงไม้ พลางเอื้อมมือจัดเเจงปอยผมรกลงข้างเเก้มให้กับชายหนุ่มตรงหน้าจนเรียบร้อย
" พ่อเฒ่าส่งคนออกไปสี่ทิศทาง เพื่อขอความช่วยเหลือจากสี่หมู่บ้าน สองหมู่บ้านก่อนหน้านั้น คนของเราหายไป ไร้ร่องรอยให้สืบเสาะติดตาม ส่วนหมู่บ้านที่สี่ไปห้ากลับมาได้เเค่สาม... " น้ำเสียงอิดโรยกล่าวขึ้น
" ตอนนี้เหลือเเค่ ' นารัน ' เเล้ว " บุญสรวงทอดถอนใจ
" ท่านว่ากระไรนะ " ม่านตาสีสนิมของชายหนุ่มพลันหดเกร็ง พ่อลูกไร้คำกล่าวไปชั่วขณะ ประหนึ่งห้องหับนี้ ปรากฏปราการสุญญากาศกั้นขวางทั้งคู่ไว้
" อยู่เเต่ในห้องมืดอับเช่นนี้... " ทอดตามองบานหน้าต่างลงกลอนเเน่นหนาทุกบาน ดวงใจบุญสรวงสุดเจ็บปวด ดวงเเสงเดียวในห้องเเคบๆ นี้ คือความเลือนลางส่งต่อจากม่านผืนบางอีกทอดหนึ่ง " พ่อขอเปิดหน้าต่างสักบานได้หรือไม่ "
ชายหนุ่มส่ายหน้าเหมือนทุกที บุญสรวงรู้เเก่ใจดี ทุกครั้งเมื่อเอ่ยขอ คำตอบต้องเป็นเช่นนี้ เเต่ไม่ว่าจะเนิ่นนานเพียงใด ยังคงอยากจะไถ่ถามต่อไป อาจเป็นเพราะเหล่านี้คือบทบาทอันจำเจของผู้เป็นพ่อกระมัง " เเต่ข้าอยากออกไปรับลมนอกชาน "
" เฮ้อ... หา! เจ้า! เจ้า! เจ้า! " เเทบไม่อยากจะเชื่อในวาจาของบุตรชายที่เข้าหู บุญสรวงเอ่ยไม่เป็นภาษาเเล้ว ใบหน้าเปื้อนริ้วรอยเเห่งวัยวุฒิ คล้ายโดนลอกออกไปหลายชั้น หนุ่มเเน่นทันตา บุตรชายสุดที่รัก ความหวังทั้งมวลในช่วงชีวิตของมัน กาลก่อนเคยหลุดลอยไป บัดนี้โผผินบินกลับสู่อ้อมกอดดั่งนางเเอ่นคืนรัง " เจ้าฉิม! เจ้าฉิม! ไอ้ฉิมโว้ย!! "