วันที่ 126 เกมส์แห่งสงคราม
***ผู้กล้าหนอนหนังสือ [เอสเทอ]
ณ ศาลยุติธรรมใจกลางเมือง
มันเป็นอาคารที่ดูคล้ายกับรังไข่ของนางพญาแมลง มีขนาดใหญ่โตและสร้างจากดินที่ถูกเผาจนจับตัวแข็ง ถูกประสานโครงสร้างด้วยสารเคมีพิเศษของเผ่าอาร์โธร์โพดาจนกลายเป็นอาคารที่แข็งแรงประดุจสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กหนา
ศาลยุติธรรมที่เตรียมเอาไว้เพื่อคลายข้อขัดแย้งของทั้งห้าเผ่ากำลังจะถูกเปิดใช้งานเป็นครั้งแรกแล้ว
เหล่าบุคคลสำคัญ พยานหลักฐาน และนักข่าวรวมหนึ่งพันชีวิตไม่ขาดไม่เกินได้ถูกเรียกให้มารวมตัวเพื่อทำคดีแรกของเมือง
มันเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชนทั้งสี่ล้านชีวิตเป็นสายตาเดียวกัน
รวมไปถึงอาจเป็นคดีที่นำไปสู่การล่มสลายของคริสตัลซิตี้แห่งนี้ด้วย
นั่นคือคดี [ระเบิดสังหารเผ่าปักษา] ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้นั่นเอง
ฉันไม่รู้ว่าใครเป็นคนตั้งชื่อคดีนะดอง แต่ว่าตั้งได้ไม่รักษาความรู้สึกของเปอร์ไซด์เลยดอง
"ข้าเห็นกับตาว่ามีหนึ่งในเผ่าอาร์โธร์โพดาที่เรียกว่าระดับ [มดทาส] แอบไปทำลับ ๆ ล่อ ๆ ใต้เวทีนะ! "
บุรุษเผ่ายักษ์คนหนึ่งที่ทำงานเป็นทหารยามของงานพิธีเปิดเมื่อวานกำลังให้การต่อหน้าศาล
"ขอบคุณสำหรับคำให้การครับโบว~ ฝ่ายจำเลยต้องการจะค้านอะไรหรือไม่ โบว? "
ผู้ที่ดำเนินเป็นประธานของศาลคือ [โบตัน] ชายที่ทำงานในกระทรวงกลาโหมของเผ่าฉันเองดอง
สาเหตุที่มันได้รับเลือกเป็นประธานศาล นั่นก็เพราะสายตาที่ดุดัน กับน้ำเสียงที่เฉียบขาด และนิสัยตรงไปตรงมาของมันนะดอง
แน่นอนว่าระบบศาลของเมืองย่อมต่างออกไปจากที่ทุกเผ่าเคยรู้จักดอง
อย่างของเผ่าฉันนั้น มันไม่มีกฏหมายควบคุมนะดอง
ปกติแล้วจะใช้ระบบส่งรายละเอียดความผิดและรายละเอียดแก้ต่างไปให้คนทั้งเมืองทราบ แล้วกำหนดวันลงคะแนนเสียงว่ามีความผิดจริงหรือไม่
เป็นระบบตัดสินที่ใช้ความเห็นและความรู้สึกของคนทั้งเมืองเป็นหลักเกณต์นะดอง
ส่วนของเผ่าอาร์โธร์โพดาของสเลบนั้น จะไม่มีระบบยุติธรรม เพราะว่าตัวของราชินีคือความยุติธรรม
กฏหมายไม่มี ความถูกผิดล้วนแต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของราชินีเป็นที่ตั้ง
ถ้าหากว่ามีความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองอย่างราชินีด้วยกัน ส่วนใหญ่ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่อง พวกเขาก็จะทำสงครามตัดสิน
ฟังดูแล้วป่าเถื่อน แต่นี่เป็นวิถีชีวิตของพวกเขาที่สเลบเคยเล่าให้ฉันฟังนะดอง
ส่วนของเผ่ายักษาจะใช้กฏหมายในการตัดสินความผิดและความถูกต้องดอง
ถึงเผ่าของพวกเขามีร่างกฏหมายขึ้นมาเป็นบรรทัดฐาน แต่กลายเป็นว่าอำนาจใช้จริงกลับตกอยู่แค่องค์ราชากับขุนนางของพวกเขาเท่านั้น
สรุปคือไม่มีใครสามารถตรวจสอบความผิดถูกของผู้มีอำนาจได้
ถ้าได้ผู้ปกครองดีก็ดีไป แต่ถ้าเจอผู้ปกครองเลว มันก็คือนรกดี ๆ นั่นเองดอง
ส่วนเผ่ามนุษย์ของเอรีสนั้น เห็นว่าโลกของเธอจะใช้ระบบหลัก ๆ อยู่สองระบบคือระบบศาลเดี่ยวกับระบบศาลคู่ไปควบคู่กับกฏหมาย
นอกจากระบบหลักนี้แล้ว ยังมีแบ่งย่อยเป็นศาลปกครอง ศาลยุติธรรม ศาลทหาร และอื่น ๆ อีกมากมายดอง
ไม่รู้ว่าจะแยกอะไรกันมากมายนักหนานะดอง
ส่วนเผ่าปักษาของเปอร์ไซด์นั้น จะใช้วิธีร่างกฏหมายขึ้นมาเป็นบรรทัดฐาน แล้วให้อำนาจแก่ทุกคนในการลงโทษกันเอาเองโดยไม่ต้องผ่านคนกลางตัดสิน
นี่ก็เป็นระบบที่มั่วเกินไปนะดอง…
ก็อย่างที่เล่านะดอง เนื่องจากทุกเผ่ามีระบบและแนวคิดของความยุติธรรมต่างกันไป สุดท้ายเพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันใต้กฏหมายเดียวที่ยอมรับได้ เลยทำให้เกิดระบบ [สภาคริสตัล] ขึ้นมาดอง
มันคือระบบที่ให้พวกเราทั้งห้าเผ่าตกลงกันด้วยกฏหมายตัวหนึ่ง แล้วส่งตัวแทนเผ่าละสองร้อยคนจากทั้งห้าเผ่าจนครบหนึ่งพันคนในการเปิดศาลพิจารณาคดีความ
ถ้าหากว่ามีจำนวนคนไม่ครบหนึ่งพัน ก็ต้องเฉลี่ยจากเผ่าอื่นมาให้ครบเกิน 90% ถึงจะสามารถเปิดศาลได้
ตัวกฏหมายจะถูกร่างขึ้นอย่างคร่าว ๆ เพื่อเป็นบรรทัดฐาน แต่จะไม่ลงรายละเอียดมากนัก เพื่อไม่ให้เป็นเกิดกรณีขัดแย้งที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนของแต่ละเผ่า แล้วตัดสินว่าผิดหรือถูกจากผลโหวตเสียงส่วนใหญ่ของทุกเผ่าที่มารวมตัวกัน
ส่วนประธานศาลนั้นจะไม่มีอำนาจใด ๆ นอกจากควบคุมและดำเนินการไต่สวนให้เป็นไปอย่างราบรื่นนะดอง
ถึงจะฟังดูดียุติธรรมสำหรับกรณีที่เกิดจากการรวมตัวของหลายเผ่าพันธุ์ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับความรู้สึกและจิตใจมากกว่าตัวกฎเกณฑ์ แต่มันมีช่องโหว่เยอะมากเลยดอง
เพราะว่าในทางกลับกันแล้ว หากควบคุมข่าวสารและเล่นจิตวิทยากันหนัก ๆ พวกเขาก็จะสามารถพลิกผิดให้เป็นถูกได้ พลิกถูกให้เป็นผิดได้นะดอง
มันคือระบบที่ตั้งอยู่บนความเชื่อ [โลกสวย] นะดอง
ความจริงตอนเสนอระบบนี้ ฉันนี่แหละคือหนึ่งในเสียงหลักที่เห็นด้วย และจงใจให้มันมีช่องโหว่นั้นแต่แรกเองดอง
เพราะตอนแรกคิดว่าจะใช้แผนสกปรกสร้างเรื่องเท็จฉีกสัญญาก่อสงครามกับเผ่าอื่น แล้วป้ายความผิดเพื่อให้เปอร์ไซด์ทำลายคริสตัลของเผ่านั้นทิ้งนะดอง
แต่ทว่าช่องโหว่นั้นกลับกำลังย้อนกลับมาทำร้ายเพื่อนรักของฉันเสียได้ดอง
ฉันมันเลวดอง!
ฉันเข้าใจว่าความมืดที่ทำลายโลกมันบีบคั้นให้คนเป็นบ้าก่อสงครามกัน
ฉันเข้าใจดีว่าการทรยศหักหลังเพื่อให้เผ่าตัวเองรอดเป็นเผ่าสุดท้ายคือสิ่งที่เข้าใจได้
เข้าใจเป็นอย่างดีเลยดอง
แต่ความสงบสุขในปัจจุบัน ความแปลกใหม่ของการมีเพื่อนต่างเผ่าอย่างเอรีส สเลบ เปอร์ไซด์ บานา (ที่หายตัวไปไหนไม่รู้) การร่วมวิจัยกับเทคโนโลยีที่แปลกประหลาดกับยะมะโตะหรือฟรีด้า สิ่งเหล่านี้มันเริ่มทำให้ฉันเปลี่ยนไปดอง
ฉันชอบและรักความสุขนี้ดอง
รักความสุขนี้จนอยากทุ่มพลังเพื่อการวิจัยหยุดยั้งการล่มสลายของโลกมากกว่าเอาเวลาไปวางแผนร้ายทรยศเพื่อนต่างเผ่าไปเสียแล้วดอง
ฉันอยากแก้ปัญหาของทุกเผ่าที่ไม่อาจมีบุตรได้อันเนื่องจากคำสาปของสิ่งที่แอบอ้างว่าเป็นเทพเจ้า
ฉันอยากกวาดล้างอาวุธร้ายของเผ่าอื่นให้น้อยลงในระดับที่ไม่ทำให้เกิดสงคราม
ฉันอยากรักษาสภาพที่สงบสุขนี้ให้คงอยู่นานเท่าที่จะทำได้
เพราะแบบนั้นฉันจึงโกรธมากดอง
โกรธเจ้าพวกที่บังอาจมาทำลายสิ่งที่ฉันรักดอง
รวมถึงโกรธตัวเองที่ปล่อยให้เกิดระบบศาลบ้า ๆ นี้จนกลายเป็นอาวุธทางอ้อมที่ใช้ทำร้ายเพื่อนพ้อง
ดังนั้นการขึ้นศาลในคราวนี้ฉันเลยตัดสินใจว่าจะช่วยเจ้าสเลบแบบเต็มกำลังที่ตัวเองมีดอง
แต่ทว่า---
"กระผมขอค้านครับ การที่จะมีคนของเผ่าของกระผมไปเดินบริเวณนั้น มันเป็นเรื่องปกติครับ เพราะว่าพวกเราทั้งห้าเผ่า ต่างก็ได้รับมอบให้จัดงานร่วมกันไม่ใช่หรือครับ? "
"แต่อาวุธนั้นเป็นของเผ่าเจ้าไม่ใช่หรือ? "
"ใช่ ๆ! นั่นละคือหลักฐานมัดตัวชั้นดี! "
"เผ่าเขี้ยวเชื่อถือไม่ได้! "
"ไอพวกแมลงอัปลักษณ์คงอิจฉาริษยาความน่ารักของเผ่ามนุษย์นกเลยลอบฆ่าทิ้งสินะ! "
"มีความผิด! "
"ทำลายคริสตัลของเผ่าตัวเขี้ยวทิ้งซะ! "
"ทำลายทิ้งเดียวนี้! "
"รบกวนท่านดิออนกับคนอื่นรักษามารยาทด้วย โบว~"
อย่างที่เห็น ไม่ว่าสเลบจะพยายามชี้ประเด็นอะไรออกไป เขาก็มักจะถูกพูดแทรกกลับอย่างเสียมารยาท อีกทั้งยังโดนฟันธงมากกว่า 70% ของคนในห้องไปแล้วว่าเป็นคนร้าย
นี่มันแปลกมากดอง
เหตุการณ์มันพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่ทำไมทุกคนถึงถูกโน้มน้าวใจให้เชื่อว่าเผ่าของสเลบเป็นผู้ร้ายไปเสียแล้วละดอง?
หลักฐานสำคัญก็ไม่มี ประเด็นที่พยายามแย้งว่าอาจถูกเลียนแบบอาวุธ หรือมีการลักลอบเอามาใช้ก็ถูกปัดตกแบบไม่ฟังด้วยดอง
ราวกับว่ามีกลุ่มคนคอยสร้างกระแสเกลียดชังใต้น้ำมาก่อนหน้านี้นานแล้ว
"เออ…"
คนของเผ่าสเลบรวมถึงตัวสเลบเองต่างกำลังสับสนกับสถานการณ์ที่เจออยู่ ณ ตอนนี้
ถ้าไม่รีบทำอะไร เจ้าสเลบคงโดนลงโทษเป็นแพะรับบาปไปแน่เลยดอง
"ทุกคนในศาลที่เคารพ ฉันว่าเรื่องนี้แปลกเกินไปดอง"
ฉันพูดแทรก ณ ช่วงเวลาที่วุ่นวาย แล้วเริ่มไล่เรียงเหตุการณ์ใหม่ขึ้นมาให้ทุกคนฟัง
อย่างแรก ระเบิดนั้นคืออาวุธที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยเผ่าของสเลบ
อย่างที่สองคือมันถูกนำออกมาใช้
ฉันเปิดเผยว่าตัวเองมีส่งลูกน้องไปเฝ้าคลังแสงของทุกเผ่าเอาไว้ และจากรายงานที่เป็นลายลักอักษรรวมไปถึงภาพบันทึกนั้น ยังไม่พบการเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยเลยสักนิดในช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมานี้
ความจริงจะมองว่าเป็นฝีมือของเผ่าอาร์โธร์โพดาที่วางระเบิดก็ได้ แต่นั่นจะทำไปเพื่ออะไรละดอง?
พวกเขาน่าจะรู้ดีว่าระเบิดแบบนั้นไม่สามารถฆ่าเปอร์ไซด์ได้ แล้วจะทำไปเพื่ออะไร?
เพื่อให้เผ่าของตัวเองต้องตกมาอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบแบบนี้หรือ?
ไม่ว่าจะคิดยังไงมันก็ไม่เข้าท่าดอง
หรือจะบอกว่าเป็นเพราะวันก่อนที่ฉันสั่งให้ไปทำลายคลังแสงของเผ่ามันทิ้งไปในตอนนั้น จะมีเล็ดลอดหลุดออกไปสู่มือของเผ่าอื่นนะดอง?
อันนี้เป็นไปได้สูง
เพราะว่าฉันใช้วิธีทำลายโครงสร้างดินแล้วปล่อยให้มันถล่มทับคลังแสงใต้ดินโดยไม่ใช้ระเบิด ดังนั้นถ้าจะมีสักเผ่าไปแอบขุดขึ้นมาทีหลัง มันก็ไม่แปลกนะดอง
และเผ่าที่น่าสงสัยมากที่สุดคือเผ่ามนุษย์ดอง
เพราะพวกเขาคือเผ่าแรกที่ตะโกนว่า [นั่นคือระเบิดของเผ่ามนุษย์มด] !
คือ… ขนาดฉันยังไม่รู้เลยว่าอาวุธลับที่พวกสเลบสร้างนั้นมีอาวุธประเภทไหนบ้าง แล้วทำไมเขาถึงรู้ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะว่ามีส่วนหนึ่งถืออยู่ในมือนะดอง?
ไม่ว่าจะคิดยังไง ไอคนที่ร้อนตัวตะโกนก่อนใครเพื่อนนั่นละคือคนร้าย
“เพราะแบบนี้ เผ่าที่เป็นคนร้ายลอบวางระเบิดพวกเปอร์ไซด์ ก็อาจจะเป็นใครก็ได้นะดอง”
ฉันพูดทุกอย่างออกมาอย่างหมดเปลือกด้วยความซื่อตรง
ถ้าหากจะพูดความจริง ฉันก็ต้องพูดความจริงทั้งหมดรวมไปถึงเรื่องที่ตัวเองเคยสั่งเล่นงานคลังแสงของเผ่าอาร์โธร์โพดาด้วย
เอาจริง ๆ มันก็ไม่ใช่ความลับอะไรหรอก เพราะเหตุการณ์ในวันนั้น ถ้าไม่ใช่คนโง่ ยังไงก็ต้องรู้ว่างานเทศกาลปั้นโกเลมเป็นแค่ฉากบังหน้านะดอง
“คุณเอสเทอแห่งเผ่าภูติ ท่านพูดเหมือนว่าเผ่าของกระผมจะเป็นคนร้ายเลยนะครับ? ”
ชายเผ่ามนุษย์ที่ชื่อดีอ้อนพูดจาด้วยน้ำเสียงที่สุภาพและเป็นธรรมชาติ
เป็นธรรมชาติเกินไปจนน่าสงสัยมาก
แถมยังร้อนตัวแบบไม่จำเป็นด้วยดอง
ฉันว่าวายร้ายคือเจ้าหมอนี่แน่นอน
[ดีอ้อน] ผู้นำองค์กรทางศาสนาที่นับถือเทพเจ้าทั้งสามอันชั่วร้าย
จากรายงานของลูกน้อง เห็นว่าในช่วงที่สร้างเมืองนั้น มีกลุ่มคนทางศาสนาของเผ่ามนุษย์เคลื่อนไหวแปลก ๆ ไปทั่วเมืองอยู่ตลอดเวลา
บางทีนั่นอาจจะเป็นการเคลื่อนไหวใต้น้ำในการกระจายข่าวลือด้วยปาก สร้างกระแสใต้น้ำให้ทุกเผ่ารวมไปถึงคนจากเผ่าภูติของฉันให้เกลียดชังเผ่าอาร์โธร์โพดาของสเลบ
“ไม่ได้ใส่ร้าย แค่อยากชีประเด็นว่าพวกเราควรหาหลักฐานแน่ชัดมากกว่านี้ ก่อนที่จะเริ่มลงโทษใครอย่างจริงจังนะดอง”
“แต่ที่ท่านพูดมันเป็นแค่คำพูดคาดเดาลอย ๆ ของท่านเท่านั้นมิใช่หรือครับ? ”
“ถ้าจะกล่าวอ้างเช่นนั้น ทางท่านเองก็กำลังกล่าวหาลอย ๆ อยู่เช่นกันมิใช่หรือดอง? ”
เกิดเสียงพึมพำดังขึ้นมาไปทั่วศาล
แต่แค่นี้ยังไม่สามารถเปลี่ยนใจเสียงส่วนใหญ่ที่เชื่อปักธงไปแล้วได้หรอกนะดอง
ฉันต้องยืดเวลาออกไป เพื่อหาหลังฐานมาช่วยเผ่าของสเลบ
“เพื่อเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และเป็นการหาคนร้ายที่แท้จริงซึ่งไม่ใช่แพะรับบาป ฉันอยากเสนอให้เลื่อนการตัดสิน แล้วไปหาหลักฐานมาสู้คดีกันก่อนนะดอง”
“เรียกทุกท่านที่เคารพ! เอสเทอนั้นเป็นเพื่อนมิตรกับชายที่ชื่อว่าสเลบของเผ่ามนุษย์มดครับ! กระผมขอชี้แจงว่าเขากำลังพูดเพื่อให้พวกเราลังเลและช่วยให้คนร้ายที่แท้จริงพ้นผิดครับ! เวลานี้คือเวลาสำคัญที่เผ่าของพวกเราทั้งห้าเผ่าได้มาเป็นมิตรกันแล้ว พวกเราจะปล่อยให้คดีนี้ยืดยาวออกไปไม่ได้ มิฉะนั้นที่พวกเราทำมาทั้งหมดคงได้พังทลายลง! และคงกลับสู่ยุคสมัยที่ทำสงครามกันเช่นเดิมอีกครั้งแน่ครับ! พวกเราต้องลงโทษเผ่ามนุษย์มดในวันนี้เท่านั้นครับ! ”
ดีอ้อนลุกขึ้นยืนแล้วพูดเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ประเด็นที่ฉันกำลังพูดได้อย่างหน้าตาเฉยเลยดอง
“ใช่ ๆ! เผ่ามนุษย์คนนั้นพูดถูกแล้ว! ”
“ทำลายคริสตัลของมันซะ! แค่ไม่ถูกจับฆ่าก็เป็นบุญแค่ไหนแล้วไอพวกตัวเขี้ยว! ”
แถมดันปลุกกระแสได้อีกด้วยดอง
นี่มันไปสร้างกระแสใต้น้ำได้ถึงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหรกันเนี่ยดอง?
ฉันไม่สามารถเปลีย่นกระแสความเกลียดชังที่เจ้าดีอ้อนไปแอบสร้างเอาไว้ได้เลย
ถ้าเป็นแบบนี้ พอเกิดการลงมติตัดสิน คะแนนเสียงมากกว่า 70% ของคนหนึ่งพันคนคงได้---
“เดียวก่อนค่ะทุกท่าน! ”
ในตอนนั้นเองที่เอรีสซึ่งกำลังกอดเปอร์ไซด์อย่างอ่อนโยนได้แผดเสียงดังก้อง
“ฉันเห็นด้วยกับเอสเทอค่ะว่าพวกเราควรสืบคดีนี้ให้มากกว่านี้ค่ะ ขอร้องละคะ ได้โปรดอย่าให้ตัวเองถูกใช้เป็นเครื่องมือ และทำให้ศาลนี้กลายเป็นอาวุธที่ใช้ทำร้ายฝ่ายตรงข้ามกันเลยค่ะ”
คำพูดของเอรีสที่เป็นคนจากเผ่ามนุษย์เช่นเดียวกับดีอ้อนนั้น ทำให้ทุกเผ่าเกิดอาการลังเลขึ้นมาชั่วขณะ
ดูเหมือนว่าคำพูดของเธอจะฟังดูน่าเชื่อถือกว่าฉันที่เป็นเผ่าภูติซึ่งไม่ได้พยายามโจมตีเผ่าของสเลบมาตั้งแต่แรก
“ไหนละคนวางระเบิด? ไหนละภาพบันทึกของคนร้าย? ไหนละรอยนิ้วมือ? ฉันไม่เข้าใจเรื่องยาก ๆ แต่ก็พอจะเข้าใจว่า [หลักฐาน] มันคืออะไรนะคะ! ขอให้ทุกท่านช่วยคิดให้ดีก่อนค่ะ ว่าตัวเองกำลังตัดสินด้วยความยุติธรรมจริง ไม่ใช่ตัดสินเพราะเกิดจากความรู้สึกส่วนตัวนะคะ”
ดีมาก พูดอีก พูดใส่เยอะ ๆ เลยดอง
แต่อย่าพูดเยอะจนกลายเป็นน้ำแล้วคนไม่ฟังกันนะดอง
“แต่ว่าคุณเอรีสครับ ท่านจะ---”
“พอแค่นั้นโบว~ วันนี้หมดเวลาทำการของศาลแล้วโบว ขอใช้อำนาจประธานศาลเลือนการตัดสินเป็นวันพรุ่งนี้ และขอสั่งกักตัวเผ่าอาร์โธร์โพดาทุกคนให้อยู่ในเขตของตนด้วยโบว หากฝ่าฝืน จะถือว่ามีความผิดจริงนะโบว ปิดศาลได้โบว! ”
หมดวันแล้วหรือดอง…
โชคดีที่เวลาตัดสินถูกเลื่อนออกไปก่อน
ฉันหันไปมองทางบุรุษที่เป็นทั้งสหายและคู่แข่งของฉัน
สเลบหันมาทางฉันพร้อมกับพยักหน้าให้แทนคำขอบคุณ
“ไม่ต้องห่วง ฉันจะหาหลักฐานมาช่วยแกให้ได้เลยดอง”
หลังจากพูดออกไป ฉันก็หันไปทางเปอร์ไซด์ที่ยังคงนั่งหง่อยอยู่ในอ้อมอกของเอรีส
“เปอร์ไซด์… ฉันขอสาบาน ว่าจะหาคนร้ายที่แท้จริงมาคุกเขาต่อหน้าเธอให้ได้เช่นกัน”
ฉันขอสาบานโดยเอาชื่อของฉันเป็นเดิมพันเลยดอง!
ในเวลาเดียวกัน
***นักรบยันเดเระ [แครอท]
“...”
“อุ๊ย~ คงตัวชาเพราะฤทธิ์ยาอยู่สินะ? แต่ไม่เป็นไร ต่อให้โดนบานาเกลียด แต่ที่ฉันทำทั้งหมด ก็เพื่อตัวบานาเองน้า~”
“...”
“ฉันรักบานานะ~ จุ๊บ~”
ฉันเข้าไปหอมแก้มบานาทีหนึ่งด้วยหัวใจที่ร่าเริง
ถึงจะโดนเขาเกลียด แต่นี่ก็เพื่อบานาเอง ถ้าหากว่าฉันสามารถทำลายคริสตัลทุกเผ่าสำเร็จ พอถึงเวลานั้น บานาคงเข้าใจฉัน แล้วกลับมารักฉันแน่ ๆ
ทำไมฉันถึงมั่นใจแบบนั้นนะหรือ? เพราะว่าฉันรักบานายังไงละ!
“ต่อไปก็เรื่องของอสูรปีก… นั่นสินะ โทเม ฉันจำเป็นต้องได้ตำแหน่งผู้กล้ามา เพราะงั้นเจ้านะไปรับใช้บานาในระหว่างนี้ก่อนแล้วกัน”
“โกรว…”
เจ้าโทเมส่งสายตาอ้อนมาทางฉันอย่างเศร้าสร้อย
อย่าส่งสายตาแบบนั้นมาสิ
ที่ด้านหลังของฉันนั้นมีอสูรปีกในตำนานขนาดใหญ่สูงห้าสิบเมตรกำลังยืนรอคำสั่งอยู่
การฝึกอสูรในตำนานนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด
พวกอสูรก็คืออสูรวันยังค่ำ แค่หาสมุนไพรที่มันชอบ แล้วเอามาผสมลงอาหารให้มันกินจนติด แค่นี้มันก็กลายเป็นสัตว์เลี้ยงตัวเชื่องเพื่อแลกกับสมุนไพรของฉันแล้ว
พวกอสูรมันก็ตะกละเหมือน ๆ กันทุกตัวนั่นละ
แต่เจ้านี่มันตัวใหญ่หน่อย แถมเสียเวลาปีนต้นไม้โลกเกือบอาทิตย์เพื่อลอบเข้าใกล้มัน เลยทำให้เสียเวลาไปตั้งนาน กว่ามันจะเริ่มติดสมุนไพรที่ฉันแอบผสมลงไปในอาหารของมัน
แต่ในที่สุดเจ้าอสูรทมิฬในตำนานก็กลายเป็นทาสอสูรของฉันแล้ว
“ฮุ ฮุ ฮุ ได้เวลากลับเมืองกันแล้วนะบานา~”