"ยังมีปาฟลอฟจากมหาวิทยาลัยสงคราม ความแข็งแกร่งก็ประมาทไม่ได้เหมือนกัน"
"มหาวิทยาลัยสงครามตั้งอยู่ทางเหนือซึ่งเป็นดินแดนเหมันต์สภาพแวดล้อมที่โหดร้ายหล่อหลอมให้สิ่งมีชีวิตที่นั่นมีความดุดัน"
"สัตว์อสูรส่วนใหญ่จะเป็นพวกหมีและเสือแถมขนาดตัวก็มักจะใหญ่กว่าที่อื่นราวสามสิบเปอร์เซ็นต์"
"การต่อสู้กับสัตว์อสูรพวกนี้ เน้นการปะทะที่รุนแรงและถึงเนื้อถึงตัว"
"ดังนั้นรูปแบบการต่อสู้ของคนจากมหาวิทยาลัยสงครามส่วนใหญ่จะเป็นการโจมตีแบบตรงไปตรงมา"
"เมื่อเทียบกับโซเฟียแล้ว ปาฟลอฟยังถือว่ารับมือได้ง่ายกว่ามาก"
"สิ่งเดียวที่ต้องระวัง คือกัมปนาทสงครามของเขา"
กัมปนาทสงคราม?
เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงจืออวี๋ภาพการต่อสู้บนลานประลองยุทธ์เมื่อครู่ก็ผุดขึ้นมาในหัวของไป๋ฉางเซิงอย่างอธิบายไม่ถูก
ตอนแรกปาฟลอฟกับคู่ต่อสู้ก็ดูเหมือนจะสูสีกันดีแต่หลังจากปะทะกันไปสิบกว่ากระบวนท่า จู่ๆ ปาฟลอฟก็แหงนหน้าคำรามก้องทั่วทั้งตัวของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำในพริบตา
ปากก็ตะโกน'อูร่า' แล้วพุ่งเข้าใส่คู่ต่อสู้
ผลลัพธ์ก็คือจากสถานการณ์ที่สูสีกัน พลิกผันตกเป็นของปาฟลอฟอย่างสมบูรณ์ท่ามกลางเสียงตะโกนอูร่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สามหมัด!
ใช้เวลาแค่สามหมัดก็ซัดคู่ต่อสู้จนปลิว
ตอนนั้นไป๋ฉางเซิงรู้สึกประหลาดใจและหวาดหวั่นในใจอยู่ไม่น้อยพอตอนนี้ได้ยินเจียงจืออวี๋พูดถึง 'กัมปนาทสงคราม'จึงอดไม่ได้ที่จะนำทั้งสองอย่างมาเชื่อมโยงกัน
"กัมปนาทสงครามช่วยเสริมพละกำลังและความแข็งแกร่งของร่างกายได้อย่างมหาศาลทำให้ไร้ความรู้สึกเจ็บปวดไปชั่วขณะ แต่ระยะเวลาแสดงผลนั้นไม่นานนัก"
"ดังนั้นภายใต้สถานการณ์ปกติ หากคู่ต่อสู้ใช้กัมปนาทสงครามก็แค่หันหลังวิ่งหนี รอให้ผลของมันหมดไป เขาก็จะตกอยู่ในสภาวะอ่อนแอแทน"
ช่วงเวลาคลั่ง?
การที่เจียงจืออวี๋รู้เรื่องพวกนี้ดีไป๋ฉางเซิงไม่ได้แปลกใจอะไรนัก เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะถามคำถามที่สำคัญที่สุดออกไป
"กัมปนาทสงครามนี้ อยู่ได้นานแค่ไหน?"
ในการต่อสู้เมื่อกี้คู่ต่อสู้ของปาฟลอฟยังไม่ทันยื้อเวลาให้หมดช่วงเวลาคลั่งของอีกฝ่ายด้วยซ้ำไป๋ฉางเซิงจึงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเขาจะคงสภาวะเดือดพล่านเช่นนี้ไว้ได้นานแค่ไหน
เจียงจืออวี๋เม้มปากก่อนจะบอกตัวเลขที่ทำเอาไป๋ฉางเซิงถึงกับอึ้ง
"ห้านาที"
เท่าไหร่นะ?ห้านาที?
ลานประลองนั่นกว้างแค่ห้าสิบเมตรต่อให้วิ่งหนี จะหนีไปได้ไกลสักแค่ไหน การจะยื้อเวลาบนลานประลองแคบๆแบบนั้นถึงห้านาที นี่มันตลกเหรอ?
ไป๋ฉางเซิงเงียบไปเจียงจืออวี๋เองก็ไม่ได้พูดอะไรดูเหมือนจะตระหนักได้เช่นกันว่าเรื่องนี้ค่อนข้างจะรับมือยากสำหรับไป๋ฉางเซิง
"ถ้าเป็นในป่า การจะถ่วงเวลาให้ผ่านไปห้านาทีก็ไม่ใช่เรื่องยากนัก"
"แต่บนลานประลองเห็นได้ชัดว่าทำไม่ได้"
"ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่รับมือกัมปนาทสงครามของเขาตรงๆเพื่อยื้อเวลาห้านาทีนี้ให้ได้ ก็ต้องจัดการเขาซะก่อนที่จะมีโอกาสใช้กัมปนาทสงคราม"
ไป๋ฉางเซิงเอ่ยถึงความเป็นไปได้สองทางแต่ดูเหมือนทั้งสองทางจะแทบเป็นไปไม่ได้เลย
ถ้าเขาสามารถต้านทานกัมปนาทสงครามได้ถึงห้านาทีเขาก็คงไม่ต้องมานั่งกังวลแบบนี้หรอก
และการที่ไม่สามารถทนได้ถึงห้านาทีก็หมายความว่าเขาไม่มีความสามารถพอจะจัดการอีกฝ่ายได้ในพริบตา
แต่ไป๋ฉางเซิงทำไม่ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าเจียงจืออวี๋จะทำไม่ได้
หากเจียงจืออวี๋ใช้เข็มผลาญวิญญาณต่อให้ทำให้ปาฟลอฟชะงักไปได้แค่สองวินาทีไป๋ฉางเซิงก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะปิดฉากการต่อสู้นี้ได้
เจียงจืออวี๋อ่านความคิดของไป๋ฉางเซิงออกอย่างทะลุปรุโปร่งแต่เธอกลับส่ายหน้าช้าๆ ภายใต้สายตาของเขา
"โครงสร้างของทะเลปราณแห่งที่สองยังไม่เสถียรดีนักฉันยังต้องแบ่งสมาธิเพื่อรักษามันไว้อยู่ตลอด"
"ตอนที่ช่วยนายเปิดเส้นชีพจรวิญญาณก่อนหน้านี้ก็เกือบทำให้ทะเลปราณแห่งที่สองพังทลายลงมาแล้ว"
ไป๋ฉางเซิงได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไร
เดิมทีก็เป็นเพราะเจียงจืออวี๋ต้องสร้างทะเลปราณแห่งที่สองนี่แหละเขาถึงต้องไปลงแข่งการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกครั้งนี้
หากตอนนี้ต้องมาเสียแผนเพราะการแข่งขันมันก็คงสูญเปล่าทั้งหมดไม่ใช่หรือไง
เพราะฉะนั้นทุกอย่างเขาต้องพึ่งตัวเองแล้ว
เพียงแต่คิดอยู่นานกว่าครึ่งชั่วโมงไป๋ฉางเซิงก็ยังคิดหาวิธีแก้ปัญหาไม่ออก สุดท้ายจึงส่ายหน้า คิดมากไปก็ไร้ประโยชน์สู้เอาเวลาไปฝึกฝนดีกว่า
หลังจากขอผงสงบวิญญาณเกรดสูงสุดจากเจียงจืออวี๋มาอีกเม็ดไป๋ฉางเซิงก็กลืนมันลงไป จากนั้นก็เข้าไปในถุงกักวิญญาณเพื่อขัดเกลาพลังจิตต่อ
พลังจิตส่งผลโดยตรงต่ออานุภาพของเพลิงสวรรค์และอัสนีบาต
ฝึกฝนให้มากขึ้นในตอนนี้พรุ่งนี้อาจจะแข็งแกร่งขึ้นอีกนิดก็เป็นได้
ค่ำคืนผ่านพ้นไปอย่างไร้สุ้มเสียง
รุ่งเช้าวันต่อมาเมื่อเดินออกจากห้องฝึกฝนไป๋ฉางเซิงก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามีผู้คนในสุ่ยมู่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
แต่ก็ไม่น่าแปลกใจนัก
การประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกครั้งนี้ดำเนินมาถึงจุดดุเดือดแล้ว
และการแข่งขันก่อนหน้านี้ก็ได้แสดงให้ชาวโลกเห็นถึงรากฐานและความแข็งแกร่งของสี่สถาบันใหญ่อย่างครบถ้วน
นักศึกษาทั้งสิบสองคนที่เหลืออยู่ในสี่ชั้นปีล้วนมาจากสี่สถาบันใหญ่ทั้งสิ้น
พูดง่ายๆก็คือ สี่สถาบันใหญ่ผูกขาดการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกครั้งนี้ไปแล้วส่วนมหาวิทยาลัยสายต่อสู้อื่นๆ ไม่ว่าจะหน้าไหนก็ยังไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะเหรียญทองแดงเลยด้วยซ้ำ
สถิติที่น่าทึ่งขนาดนี้ย่อมดึงดูดความสนใจจากผู้คนนับไม่ถ้วนเป็นธรรมดา
พูดถึงเรื่องนี้ปีนี้สุ่ยมู่มีนักศึกษาเข้ารอบชิงชนะเลิศถึงสามคน
นอกจากไป๋ฉางเซิงแล้วยังมีหลี่ฉางหมิงนักศึกษาปีสี่ และรุ่นพี่ปีสองอีกหนึ่งคน
แต่ใครที่ได้ดูการแข่งขันของรุ่นพี่คนนั้นก็จะรู้ว่าความแข็งแกร่งที่ทำให้เธอเข้ามาถึงรอบชิงสามอันดับแรกได้นั้นถือว่ามาถึงขีดสุดแล้ว ผลลัพธ์สุดท้ายก็คงได้แค่อันดับสามแล้วก็จบกันไป
"ไม่ต้องตื่นเต้นไปหรอก มันก็แค่การประลองครั้งหนึ่งถึงผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาไม่เป็นอย่างที่หวัง ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากมาย"
"แน่นอน ถ้าคว้าแชมป์มาได้ก็ย่อมดีที่สุด"
คณบดีจี้ในฐานะ'โค้ชผู้คุมทีม' กำลังทำหน้าที่ปลอบใจก่อนการแข่งขัน
ได้ผลหรือไม่ไม่รู้ แต่อย่างน้อยก็เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ อย่างน้อยที่สุดก็สำหรับเขาเองล่ะนะ
"วางใจเถอะครับคณบดีจี้ ไม่ว่ายังไงผมก็จะเอาแชมป์ของชั้นปีสี่กลับมาให้ได้แน่นอน"
คนที่พูดคือชายหนุ่มสวมแว่นตากรอบทองสิ่งที่ดูไม่เข้าพวกกับบรรยากาศรอบๆ คือ ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆส่วนใหญ่สวมชุดป้องกันอย่างหนาแน่น ดูเตรียมพร้อมเต็มที่
แม้แต่เจียงจืออวี๋วันนี้ก็ยังเปลี่ยนจากชุดกีฬามาสวมชุดเกราะป้องกันที่บางเบากว่า
แต่ชายหนุ่มคนนี้กลับสวมชุดสูทสีดำ ในมือถือเพียงคทาเวทมนตร์ยาวราวสามสิบเซนติเมตรเท่านั้น
ดูเผินๆเหมือนเขาไม่ได้มาแข่ง แต่มางานเลี้ยงอาหารค่ำเสียมากกว่า
ไป๋ฉางเซิงที่อยู่ในถุงกักวิญญาณพอเห็นการแต่งกายของเขา แวบแรกก็ไม่กล้าคิดว่าเขาเป็นผู้เข้าแข่งขันด้วยซ้ำแต่ความจริงแล้วเขาใช่
"หลี่ฉางหมิง มีความมั่นใจก็เป็นเรื่องดี แต่การที่นายทำแบบนี้ดูจะประมาทไปหน่อยนะ"
คณบดีจี้มองดูชุดสูทสีดำของเขาก่อนจะตัดสินใจพูดตักเตือนในที่สุด
"หากถูกศัตรูประชิดตัว แล้วไม่มีชุดป้องกันเกรงว่าคงทนรับการโจมตีไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว"