หลังออกจากบ้านหลินสวีหว่านหนิงขอให้สวีเม่าถิงพาเธอไปที่โรงงานสาขาอีกครั้ง
สวีหว่านหนิงเรียกหยวนซินซุนอวี้ และเจี่ยงหานมาพบ
“ฉันต้องไปปักกิ่งช่วงที่ฉันไม่อยู่คงต้องฝากโรงงานกับพวกเธอสามคนด้วยฉันหวังว่าพวกเธอสามคนจะร่วมใจกันทำงาน มีเรื่องขัดแย้งอะไรไว้ฉันกลับมาแล้วค่อยจัดการ”
หยวนซินไม่ได้ถามสาเหตุของการเดินทางอย่างกะทันหันของสวีหว่านหนิงเธอแค่กล่าวว่า “เธอไปแล้ว ใครจะเป็นคนรับผิดชอบตรวจสอบคุณภาพด่านสุดท้ายล่ะ”
สวีหว่านหนิงหยุดคิดแล้วตัดสินใจเลือกผู้รับผิดชอบ
“หลินเฉวียนแล้วกันรสชาติที่เธอทำคล้ายกับรสชาติที่ฉันทำมากที่สุด เรียกเสิ่นเจาตี้มาช่วยด้วยก็ได้”
หลังสั่งงานเสร็จสวีหว่านหนิงก็เร่งสวีเม่าถิงให้ออกเดินทาง
เธออยากถึงปักกิ่งโดยเร็วอยากเจอหน้าหลินอันให้เร็วที่สุด แล้วถึงจะสบายใจ
หลังรถเคลื่อนที่แล้วสวีเม่าถิงจึงกล่าวว่า“เมื่อครู่พี่เจอผู้อำนวยการซุนเลยบอกเรื่องน้องต้องไปทำงานต่างถิ่นกับเขาวางใจได้ มีเขาช่วยควบคุมสถานการณ์ให้ จะไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติแน่นอน”
สวีหว่านหนิงนวดขมับที่กำลังปวดตุบๆแล้วถอนหายใจ “ฉันไม่กลัวคนอื่นรู้หรอกค่ะ แต่ฉันกลัวว่าพอฉันเดินทางไกลที่บ้านก็จะเหลือแค่แม่คนเดียวที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวของครอบครัว ถ้าแม่กระวนกระวายที่บ้านจะพากันร้อนใจไปหมด ฉันเลยยังไม่อยากให้แม่รู้”
หลังถึงปักกิ่งเมื่อได้เจอหลินอันแล้วเธอจะพิจารณาอีกครั้งว่าควรทำอย่างไรต่อไป
จากหมู่บ้านต้าเจียงขับรถกลับไปที่ปักกิ่งต่อให้ไม่กินไม่นอนก็ต้องใช้เวลาถึงสองวัน ดังนั้นก่อนสวีเม่าถิงจะออกเดินทางเขาจึงพาคนขับรถมาด้วยสองคน พวกเขาสองคนจะได้ผลัดกันขับ ช่วยประหยัดเวลาได้มาก
“ถ้าน้องเหนื่อยก็นอนพักสักหน่อยเถิด”
สวีหว่านหนิงส่ายหน้าก่อนจะถามคำถามที่รู้สึกข้องใจ “หลินอันเกิดเรื่องแล้วพี่รองรู้ได้ยังไงคะ”
สวีเม่าถิงไม่ตอบแค่มองมาด้วยสายตาซับซ้อน
แต่เขาพบว่าสวีหว่านหนิงทำหน้าเหมือนไม่รู้เรื่องจริงๆ
“น้องไม่รู้จริงหรือว่าที่หลินอันได้ย้ายไปสังกัดกองทหารที่ปักกิ่งเพราะอาสามเป็นคนช่วย”
พ่อของเธองั้นเหรอ?
สวีหว่านหนิงส่ายหน้า“หลินอันไม่ได้บอกค่ะ”
“เขาก็คงไม่รู้เหมือนกัน”
สวีเม่าถิงอธิบาย“หลังจากที่พี่กลับปักกิ่งช่วงก่อนตรุษจีน พี่เคยพูดถึงหลินอันกับอาสามอาสามไปสืบประวัติของเขา และทราบว่าเขาทำผลงานที่กองทหารประจำมณฑลเฮยได้ไม่เลว ทั้งยังได้รับการชื่นชมจากผู้บังคับบัญชาเป็นอย่างมากหลินอันเองก็อยากใช้ผลงานเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการขอย้ายไปสังกัดที่ปักกิ่งอาสามเลยแอบช่วยอย่างลับๆ”
อย่างนี้นี่เอง
ถ้าไม่มีคนบอกสวีหว่านหนิงคงเชื่อมโยงเรื่องนี้ไม่ได้
ร่างเดิมในใจมีแต่กู้จวิ้นแม้จะจดทะเบียนสมรสกับหลินอันและมีลูกกับเขาแล้วถึงสองคนแต่ในใจของเธอกลับไม่เคยมีหลินอันเลยสักนิด
ดังนั้นเนื้อหาในจดหมายที่ผ่านมา เธอมักจะบอกว่าตนแต่งงานมีลูกแล้ว แต่สามีคือใครเธอแทบไม่เคยกล่าวถึง
ตระกูลสวีใช่ว่าไม่เป็นห่วงร่างเดิมแต่หลังจากพยายามสืบข่าวแล้วไม่คืบหน้าจึงได้แต่ปล่อยไป
แต่หลังจากสวีหว่านหนิงทะลุมิติเข้ามาในนิยายเธอรู้สึกหวั่นไหวกับหลินอันดังนั้นหลายครั้งที่คุยกับสวีเม่าถิงจึงมักจะพูดถึงหลินอันและเอ่ยปากชมเขาหลายครั้ง
สวีเม่าถิงจดจำใส่ใจเมื่อกลับปักกิ่งจึงคุยกับอาสามหรือก็คือพ่อของสวีหว่านหนิงเรื่องของหลินอัน
เมื่อรู้ชื่อและสังกัดอาสามจึงสืบข่าวได้ง่ายขึ้น
เขากับพี่ชายแท้ๆของสวีหว่านหนิงจับตาดูหลินอันมาสักระยะ และรู้สึกพึงพอใจในตัวหลินอันมาก
ประกอบกับหลินอันเองก็อยากย้ายไปสังกัดที่ปักกิ่งยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกดีใจจึงตัดสินใจยื่นมือเข้าช่วย
ด้วยเหตุนี้คำสั่งย้ายของหลินอันถึงถูกอนุมัติอย่างรวดเร็ว
“อาสามกับสวีเม่าเหยียนคิดว่าในเมื่อหลินอันถูกสั่งย้ายไปสังกัดที่ปักกิ่งแล้วน้องก็คงต้องตามมาด้วยแต่นึกไม่ถึงเลยว่า ผ่านไปไม่ถึงสองเดือนดันเกิดเรื่องกับหลินอันเสียก่อนอาสามรู้สึกผิดจนนอนไม่หลับมาสามวันแล้ว”
นี่คือสิ่งที่เขารู้ก่อนออกเดินทางไม่รู้ตอนนี้อาสามของเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง
สวีหว่านหนิงเข้าใจความรู้สึกของพ่อ
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพ่อและพี่ชายฉันไม่มีใครโทษพวกเขาหรอกค่ะ โดยเฉพาะฉัน”
สวีเม่าถิงถอนหายใจ“ขอให้หลินอันปลอดภัย”
สองวันต่อมาในที่สุดสวีหว่านหนิงก็เดินทางมาถึงปักกิ่ง
“พี่รองช่วยพาฉันไปโรงพยาบาลก่อนได้ไหมคะฉันอยากรู้สถานการณ์ของหลินอันก่อนแล้วค่อยกลับบ้าน”
“ได้สิ”
ในห้องผู้ป่วยส่วนตัวหลินอันนอนนิ่งอยู่บนเตียง
ดูจากลมหายใจและการขยับตัวขึ้นลงของทรวงอกแล้วเขาเหมือนแค่หลับไป
แต่พยาบาลที่ดูแลหลินอันบอกว่าเขาอยู่ในสภาวะหมดสติ
สวีหว่านหนิงไม่รู้จะหาคำไหนมาอธิบายความรู้สึกของตัวเองในตอนนี้ดีเธอรู้สึกเหมือนมีบางอย่างจุกอยู่ในอก
เธอนั่งลงข้างเตียงแล้วจับมือของหลินอัน
ฝ่ามือของเขายังคงใหญ่และอบอุ่นแต่เขากลับตอบสนองเธอไม่ได้
สวีเม่าถิงยืนอยู่หน้าห้องเขารู้สึกปวดไปทั้งใจเมื่อเห็นสวีหว่านหนิงไม่พูดไม่จา เอาแต่ร้องไห้เงียบๆ
“หว่านหนิงกลับบ้านกับพี่ก่อนดีไหม ไปนอนพักสักตื่นหนึ่ง เร่งเดินทางมาสองวันแล้วน้องคงไม่สบายตัวเหมือนกัน”
“พี่รองพี่ไม่ต้องห่วงฉัน ฉันอยากอยู่เป็นเพื่อนหลินอันก่อนเกิดฉันเพิ่งกลับไปแล้วเขาฟื้นขึ้นมาล่ะคะ”
สวีเม่าถิงเกลี้ยกล่อมน้องสาวไม่สำเร็จอีกทั้งยังมีงานที่ต้องสะสาง เขาจึงต้องขอตัวกลับก่อน
หลังจากกลับมาถึงห้องทำงานเขาก็โทรไปที่บ้านของอาสาม เพื่อบอกว่าสวีหว่านหนิงมาถึงปักกิ่งอย่างปลอดภัยแล้ว
มือของสวีหว่านหนิงสัมผัสคิ้วของหลินอันอย่างแผ่วเบา
ไม่รู้ว่าเขากำลังฝันหรือเปล่าคงฝันเห็นเรื่องไม่ดีนัก คิ้วถึงได้ขมวดมุ่นแบบนี้
แต่หลังจากเธอลูบคิ้วของเขาไม่ทันไรคิ้วที่ผูกเป็นปมก็คลายตัวออก
“หลินอัน คุณได้ยินเสียงฉันไหมรีบฟื้นขึ้นมาได้หรือเปล่า ฉันไม่กล้าบอกแม่กับต้าชุนและเยาเม่ยว่าคุณกำลังหมดสติดังนั้นคุณจะต้องให้ความร่วมมือกับฉัน รีบฟื้นเถอะนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะบอกแม่และลูกๆยังไง”
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่นิ้วมือของหลินอันขยับเล็กน้อยระหว่างที่เธอกำลังพูด
เพราะฉะนั้นเธอถึงพยายามพูดกับเขาต่อไป
แต่แม้จะพูดจนคอแห้งเขาก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง
ระหว่างเดินทางมากรุงปักกิ่งสวีหว่านหนิงปลอบใจตัวเองตลอดว่า หลินอันเป็นพระเอกของเรื่องเป็นพระเอกของโลกใบนี้ เขาจะต้องไม่เป็นอะไร
ไม่อย่างนั้นเรื่องราวจะดำเนินต่อไปอย่างไร?
แต่เมื่อได้เห็นหลินอันนอนหมดสติกับตาตัวเองจู่ๆ เธอก็เริ่มไม่มั่นใจ
ในเมื่อตอนนี้นางเอกไม่ได้รู้สึกพิเศษกับหลินอันแล้วเขายังจะเป็นพระเอกอยู่หรือเปล่า?
อีกอย่างเพราะการทะลุมิติเข้ามาในนิยายของเธอ ส่งผลให้หลายต่อหลายเรื่องผิดแปลกไปจากกงล้อของโชคชะตาที่ควรจะเป็น
โลกในนิยายตอนหลังหลินอันก็ได้ย้ายไปสังกัดกองทหารของปักกิ่งเช่นกันแต่เป็นตอนที่เขาอายุสี่สิบแล้ว ห่างจากตอนนี้ถึงสิบกว่าปี
อีกอย่างตอนนั้นเขาก็มีตำแหน่งสูงเป็นระดับผู้บัญชาการที่คอยสั่งงานอยู่เบื้องหลัง น้อยครั้งที่จะต้องลงสนามรบเอง
เหตุการณ์ที่ทำให้เขานอนหมดสติอยู่ในตอนนี้เดิมทีเขาไม่จำเป็นต้องมีส่วนร่วมเลยสักนิด
ในนิยายไม่เคยเขียนบรรยายเหตุการณ์นี้มาก่อนดังนั้นสวีหว่านหนิงก็ไม่รู้ว่า มันคือเหตุการณ์ที่ต้องมีคนสูญเสียชีวิตหรือเปล่า
ช่วงพลบค่ำจู่ๆ ก็มีคนกลุ่มใหญ่บุกเข้ามาในห้องผู้ป่วยที่เคยเงียบงัน
สวีหว่านหนิงมองใบหน้าคุ้นเคยเหล่านั้นแล้วทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะเธอได้แต่นิ่งอึ้งอยู่ที่เดิม