เสียงประตูห้องของหวู่เชียนอี้ถูกกระแทกจนเกิดเสียงดังโครมใหญ่ ก่อนที่ร่างอวบอ้วนของหวู่เผิงหลงจะก้าวเท้าเข้ามา ใบหน้าของมันยามนี้บูดเบี้ยว แววตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวเต็มที่
“ทะ...ท่านพ่อเกิดอันใดขึ้นด้านนอกกัน ข้าได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังลั่น” หวู่เซียนอี้แม้นจะใที่เห็นบิดาถีบประตูเข้ามาด้วยท่าทางโมโห แต่นางก็ยังสงบนิ่งพอ ก่อนจะเอ่ยปากว่าด้านนอกมีอะไร
“มีอะไรงั้นหรือ....? นี่เ้าไม่รู้จริง ๆ หรือว่าแสร้งทำหน้าซื่อตาใสถามข้า” หวู่เผิงหลงจ้องเขม็งก่อนแค่นเสียงถามกลับ
“ขะ...ข้าไม่ทราบจริง ๆ แล้วเหตุใดข้าถึงต้องทำแบบนั้นด้วยเล่า....”
“เลิกโกหกพ่อได้แล้ว! ตอบมาว่าเมื่อเกิดอะไรขึ้น? ไม่สิ ตอบข้ามาว่า...ไอ้เด็กสารเลวจ้าวเยียนมันทำอะไรเ้า!!!” คราวนี้หวู่เผิงหลงตวาดเสียงดัง จนหวู่เซียนอี้ กับสาวรับใช้ของนางที่อยู่ข้างกายสะดุ้งใสุดขีด จากนั้นสองตาของหวู่เซียนอี้ก็พลันเบิกกว้าง ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬเริ่มปรากฏขึ้นบนหน้าผาก
“ระ...เื่นั้น.....” หวู่เซียนอี้ได้แต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ยามนี้นางน้ำท่วมปากเป็อย่างมากจะโกหกต่อก็ไม่ได้ จะบอกความจริงก็ยิ่งทำไม่ได้เช่นกัน
“ไสหัวออกไป...” หวู่เผิงหลงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะใช้สายตามองที่ไปสาวใช้ผู้นั้น นางถึงกับขนลุกเกรียว สองขาแข็ง ตัวสั่นระริก ราวกับเป็กระต่ายที่ถูกเสือจ้องมอง
“ไป๋ซู่ เ้าออกไปก่อนเถอะ” หวู่เซียนอี้เอ่ยขึ้นอย่างแ่เบา
“ตะ...แต่คุณหนู...”
“ไปเถอะ ข้ามีเื่จะคุยกับท่านพ่อเป็การส่วนตัว”
“จะ...เ้าค่ะ” พอหวู่เซียนเอ่ยพร้อมระบายยิ้มบาง ๆ ให้ ไป๋ซู่นางจึงค้อมตัว ก่อนพลันเดินออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว ครั้นเมื่อประตูห้องถูกปิดลง หวู่เผิงหลงจึงเอ่ยถามคำถามเดิมอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเ็า และด้วยยามนี้ในห้องเหลือเพียงแค่นางกับพ่อ หวู่เซียนอี้จึงไม่อายที่จะพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนระหว่างนางกับจ้าวเยียนอีกต่อไป ซึ่งแน่นอนว่าพอเล่าจบ หวู่เผิงหลงก็โกรธจนเส้นเืในสมองแทบจะะเิ มันไม่สนใจแม้แต่น้อย ว่าเื่ที่เกิดคือ บุตรสาวของตนเองโดนข่มเหงย่ำยี มันสนแค่ว่ายามนี้นางกลายเป็สินค้ามีตำหนิไปเสียแล้ว
“บัดซบ! แล้วแบบนี้ข้าจะขายเ้าให้ใครได้อีก ต่อให้ใส่ตะกร้าล้างน้ำก้ไม่รู้จะมีผู้ใดซื้อรึเปล่า” คำพูดประโยคนี้ของหวู่เผิงหลงมันช่างฟังดูโหดร้าย กับหวู่เซียนอี้ซึ่งเป็บุตรสาวยิ่งนัก
“ก็สมแล้วมิใช่หรือท่านพ่อ”
“สมอันใด?”
“สมกับความชั่วที่ท่านพ่อเคยทำไว้กับพวกเขา...ตอนแรกที่จ้าวเยียนบอก ข้าก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ยามนี้ ข้ามั่นใจแล้วสิ่งที่เขาบอกเป็เื่จริงทุกอย่าง ท่านพ่อฆ่าคน ทำลายครอบครัวของคนอื่น!! บาปกรรมเ่าั้เลยมาตกที่ข้า มันก็สมควรแล้วไง” หวู่เซียนอี้จากลูกคุณหนูที่แสนจะเรียบร้อยงดงาม ยามนี้นางกลับตวาดเสียงดังด้วยความโกรธ พร้อมน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้มงาม
“นะ...นี่เ้า...” หวู่เผิงหลงชะงักนิ่งไปชั่วขณะกับท่าทางของบุตรสาวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทว่า...แทนที่น้ำตากับการแสดงออกเ่าั้ จะทำให้มันรู้สึกสำนึกผิด และคิดได้ แต่เปล่าเลย...
สิ่งที่หวู่เซียนอี้ทำยามนี้กลับไม่ต่างจากการราดน้ำมันลงในกองเพลิงที่กำลังลุกโชน
“นัง...ลูกไม่รักดี! นังเด็กเมื่อวานซืนเช่นเ้าจะมารู้อะไรเื่ ข้าจะฆ่าใคร ข้าจะทำลายชีวิตใครก็ได้...เพราะข้ามีอำนาจ”
“ท่านพ่อว่าไงนะ อำนาจกระนั้นหรือ? หากมีอำนาจแล้วนำไปใช้ในทางที่ผิดเช่นนั้น อย่ามีมันซะเลยดีกว่า ข้าผิดหวังในตัวท่านยิ่งนัก ข้าไม่ควรเกิดเป็ลูกสาวท่านเลย ยามข้านี้เข้าใจแล้วว่าเหตุใดท่านแม่ถึงทอดทิ้งท่านไป” คำพูดของหวู่เซียนอี้คล้ายกรรไกรที่ที่ตัดฟางเส้นสุดท้ายของหวู่เผิงหลงจนขาดสะบั้น
“นัง...ลูก....สารเลวววว!!” หวู่เผิงหลงคำรามลั่น ก่อนที่ร่างของมันจะพลันพุ่งเข้าใส่หวู่เซียนอี้อย่างรวดเร็ว และใช้มือตบฟาดใบที่ใบหน้าของนางอย่างแรง หวู่เซียนอี้ถึงกับล้มลงบนเตียง
“ถ้ารู้ว่าโตมาแล้วเ้าจะทำตัวอวดดี ปีกกล้าขาแข็งเยี่ยงนี้ ยามนั้นข้าคงเอาขี้เถ้ายัดปากเ้าไปแล้ว จากนี้ไปจงอยู่แต่ในห้องนี้อย่าได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอีก อยู่ไปจนจนกว่ามีคุณชายตระกูลสูงศักดิ์สักคน ้าของมีตำหนิเช่นเ้าไปเล่นสนุก!!” หวู่เผิงหลงกล่าวเสียงแข็ง ก่อนที่มันจะสะบัดแขนเสื้อ หันหลังหมุนกายเดินออกจากห้องไป ส่วนหวู่เซียนอี้พอทราบว่าต่อไปนี้จะต้องสูญสิ้นอิสรภาพ นางก็พลันวิ่งตามหวู่เผิงหลงมาอย่างรวดเร็ว “ไม่...ไม่นะท่านพ่อ! ท่านจะขังข้าแบบนี้ไม่ได้” หวู่เซียนอี้วิ่งมาเกือบจะถึงหน้าห้อง ทว่า....ประตูก็ถูกปิดลงเสียก่อน พร้อมกับเสียงของหวู่เผิงหลงที่ตวาดสั่งเสียงดัง
“ต่อไปนี้หากไม่มีคำสั่งข้า ห้ามให้คุณหนูออกมาจากห้องเด็ดขาด พวกเ้าต้องเฝ้านางไว้ตลอดเวลาเข้าใจไหม หากผู้ใดคิดช่วยนาง หรือแอบปล่อยนางออกมา ข้าจะลงโทษมันอย่างสาสม!!”
“ขอรับนายท่าน!!”
พอสิ้นเสียงสั่ง หวู่เผิงหลงก็ย้ำเท้าเสียงดังปึงปังจากไปด้วยความโกรธ ส่วนในห้องก็มีเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนาของหวู่เซียนอี้ดังออกมา คนเฝ้าหน้าห้องทั้งสองแม้นพวกมันจะเห็นใจนางเป็อย่างมาก แต่ก็ทำอันใดไม่ได้ เพราะนี่คือคำสั่งโดยตรงจากผู้เป็เ้านาย...
ตัดกลับไปทางด้านของจ้าวเยียนกับหลินซินสองแม่ลูก ยามนี้พวกมันกำลังหนีการตามล่าจากคนของหวู่เผิงหลงอย่างเหน็ดเหนื่อย จ้าวเยียนยังหนุ่มแน่นแถมมีวรยุทธ์ขั้นพื้นฐานติดตัว มันจึงไม่เป็อันใดมาก ทว่า...ผิดกับหลิวซินที่เป็เพียงแค่สตรีธรรมดา การออกแรงหนีเป็ระยะยาวนานเช่นนี้ทำให้นางเหนื่อยเป็อย่างมาก
“จะ..จ้าวเยียนแม่...แม่ไปต่อไม่ไหวแล้ว เ้าทิ้งแม่ไว้ตรงนี้แล้วรีบหนีไปเถิด”
“ท่านแม่กล่าวอันใดออกมา ข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไรกัน? ให้ข้าหนีเอาตัวรอด แล้วปล่อยให้ท่านโดนจับตัวกลับไปโดนไอ้สารเลวอ้วนอัปลักษณ์นั้นทรมานกระนั้นหรือ... ผู้ใดจะทำได้ หากหนีไม่ทันจริง ๆ เช่นนั้นข้าขอสู้ตายกับพวกมัน” จ้าวเยียนกล่าวเสียงแข็ง พร้อมกับแววตาที่ดูมุ่งมั่นจริงจัง หลิวซินพอได้ยินก็รู้สึกเกิดความประทับใจอย่างประหลาด ทว่า...พริบตาเดียวความกังวลใจก็พลันเข้ามาแทนที่
“ท่านแม่หลบข้างหลังข้า” จ้าวเยียนเอ่ยเสียงแข็งพร้อมกำหมัดแน่น ก่อนมันจะก้าวไปยืนอย่างมั่นคงด้านหน้า เพื่อเตรียมต่อสู้กับพวกที่กำลังมาตามล่า
“พวกมันสองคนอยู่แถวนี้แน่ ๆ แยกกันค้นหาอย่าให้หนีรอดไปได้ ถ้าจับมันทั้งคู่กลับไปไม่ได้นายท่านเอาตายแน่ ๆ” เสียงทุ้มหนาของคนผู้หนึ่งะโขึ้น ก่อนที่แสงไฟจากคบเพลิงนับสิบ จะกระจายตัวออกจากกัน แม้นจะเห็นจากระยะไกลก็พอจะคะเนได้ว่ามีไม่ต่ำกว่าห้าสิบคน ซึ่งจำนวนมากมายขนาดนี้ จ้าวเยียนเพียงคนเดียวรับมือไม่ไหวเป็แน่
“เผิงหลงส่งคนมามากเหลือเกิน...แบบนี้เยียนเยียนรับมือไม่ไหวหรอก ข้าควรจะทำเช่นไรดี” ความวิตกกังวลปรากฏชัดบนใบหน้าของหลิวซิน ยามนี้นางเป็ห่วงบุตรชายเหลือเกิน ทว่า...ก็ไม่รู้จะหาทางช่วยอย่างไร ซึ่งในยามนั้นนั่นเองสายตาของนางก็พลันเหลือบไปเห็นถ้ำขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น
“เยียนเยียนดูนั้น” หลิวซินเอ่ยพร้อมชี้นิ้วไปยังปากถ้ำ ซึ่งมีกระดูกสัตว์สองสามชิ้นวางอยู่
“ถ้ำกระนั้นหรือท่านแม่..?”
“ใช่ แม่ว่าพวกเราไปหลบในนั้นกันเถอะ”
“เป็ความคิดที่ไม่เลวแต่...”
“แต่อันใด?”
“แต่ข้าเห็นกระดูกสัตว์กองอยู่แถวหน้าถ้ำ ถ้าให้เดาถ้ำนั้นน่าจะมีเ้าของ ไม่รู้เป็หมีหรือหมาป่า...ท่านแม่อยากเข้าไปจริง ๆ หรือ” พอหลิวซินได้ฟังเช่นนั้นนางก็ชะงักนิ่งไปเล็กน้อย
“หมีหรือหมาป่ากระนั้นหรือ...ฟังดูน่ากลัวไม่น้อย แต่ถ้าพวกเราไม่เข้าไปสุดท้ายก็ต้องโดนเจอตัวอยู่ดี เห็นทีเื่นี้คงต้องให้์ลิขิตแล้วเยียนเยียน หากเข้าไปแล้วเจอสัตว์ร้ายก็ถือเป็คราวเคราะห์ของพวกเรา แต่ถ้าไม่เจอก็ถือเป็เื่ดี และแม่ว่าบางทีกระดูกสัตว์เ่าั้อาจจะทำให้พวกที่ตามล่าไม่กล้าตามเข้าไปด้วย เ้าคิดเช่นไร”
“ที่ท่านแม่กล่าวก็ฟังดูเหตุผลอยู่หลายส่วน ยามนี้พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว งั้นพวกเราเข้าไปหลบในถ้ำกันเถิด หากเจอหมาป่าหรือหมีจริง ข้าอาจลองสู้ดูสักตั้ง สู้ไม่ไหวก็แค่ยอมเป็อาหารพวกมัน”
“เ้าอย่าพูดอะไรน่ากลัวเช่นนั้น ต้องคิดว่าไม่มีสิถึงจะถูก” สนทนาจบ สองแม่ลูกก็พลันเดินตรงปากถ้ำ ภายในนั้นมืด และเงียบสนิท จ้าวเยียนมิอาจคาดเดาได้เลยว่า หากก้าวเท้าเข้าไปแล้ว จะมีสิ่งใดรอพวกมันสองแม่ลูกอยู่ หรือบางทีอาจจะไม่มีเลยก็เป็ได้...
จบบท