บันทึกเซียนลู่อิงหมิง(อ่านฟรี)

    บทที่ หกสิบเอ็ด

    บทที่หกสิบเอ็ด

             

            “ขุนพลเฉิน”

            หญิงสาวในอาภรณ์ขาวตัดกับชุดคลุมสีเขียวมรกตบางเบากล่าวทักคนที่กำลังเดินออกจากโถงตำหนักหลังเข้าไปสนทนากับผู้เป็นนายอยู่นานสองนาน

            “ท่านเซียน”ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วลู่อิงหมิงไม่ได้เอ่ยปากว่านางคือเซียนคนนั้นมากำเนิดใหม่แต่สวีจ้าวหรงปักใจเชื่อไปแล้วทั้งยังบอกคนอื่นว่านางคือเซียนลู่อิงหมิงอีก เฉินหยวนโค้งศีรษะให้นางถึงเอ่ยต่อ“มีเรื่องอะไรหรือ?”

            “ท่านกำลังจะกลับใช่ไหม ข้าจะไปเดินเล่นพอดี เดินไปด้วยกันเถอะ”

            หลังจากที่อีกฝ่ายพยักหน้าทั้งสองก็เดินออกมาพร้อมกันเมื่อถึงสวนด้านนอกแล้วลู่อิงหมิงก็เอ่ยเรื่องที่ตั้งใจ

            “ช่วงนี้ท่านว่าทัพสวรรค์เงียบไปหรือไม่อ่อ..แล้วเรื่องหยางเหว่ยอี้เป็นอย่างไรบ้าง? เห็นว่าท่านออกติดตามครั้งก่อน”นางเอ่ยถามรวดเดียวเรื่องที่ตนอยากรู้

            ชายหนุ่มได้ยินก็ขำออกมา“เห็นทีท่านคงไม่ได้จะมาเดินเล่น คงมีจุดประสงค์สืบข่าวเสียมากกว่า”

            ก็ใช่นะสิไม่ว่านางจะถามกับสวีจ้าวหรงอย่างไรเขาก็ไม่ยอมบอก เอาแต่เอ่ยว่า ‘ไม่ต้องกังวล’บ้างล่ะ ‘ข้าจัดการเอง’ บ้างล่ะ แล้วอย่างนี้นางจะได้รู้เมื่อไร

            “ถ้าท่านจอมมารไม่บอกท่านเซียนก็คงมีเหตุผลแม้แต่ท่านเองก็ยังไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นใครเลย”จะมาสืบเรื่องคนอื่นทำไมนางถึงโดนตอกกลับเรื่องตัวเองลู่อิงหมิงเม้มปากไม่กล้ากล่าวสิ่งใดต่อ “ข้าไม่ได้จะกดดันท่านเซียน อย่ากังวลไป”

            นางออกเดินไปกับเฉินหยวนได้เพียงไม่กี่ก้าวก็เปิดเรื่องใหม่ขึ้นมาสนทนาเพราะคำตอบของผู้เป็นหัวหน้าเผ่างูเมื่อครู่ทำให้นางนึกขึ้นได้“ตอนที่เขารู้ว่าเซียนผู้นั้นตาย เขาเป็นอย่างไรบ้าง”ลู่อิงหมิงถามเช่นว่าตนเองเป็นคนนอกเป็นดั่งบุคคลที่สามของเรื่องนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

            “ตอนนั้นหรือ..?” เฉินหยวนหยุดฝีเท้าเขาหันมาหาหญิงสาวที่เดินมาด้วยกัน “ท่านก็น่าจะพอรู้บ้าง”เรื่องนั้นสะเทือนเลื่อนลั่นทั้งสามภพ ที่จอมมารบุกขึ้นแดนสวรรค์ตวัดดาบเฉือนเอาชายขอบสวรรค์ยึดมาเป็นของตนสร้างความไม่พอใจให้พวกเทพเซียนอย่างมากแต่ยกทัพสวรรค์มาบุกกี่ครั้งก็ไม่สามารถชิงคืนได้

            “ข้าพอรู้ข่าวลือมานิดหน่อย แต่ข้าอยากฟังจากท่านขุนพล”

    “นอกจากลักพาร่างท่านเซียนช่วงชิงพื้นที่สวรรค์ที่ต่างลือกันไปงั้นหรือ” ชายหนุ่มเว้นช่วงไป“คงเรียกว่าทั้งขึ้นสวรรค์ลงนรกกระมัง”

            “ลงนรก? ยมโลกงั้นหรือ?” เรื่องนี้ลู่อิงหมิงพอจะทราบอยู่แล้วนางที่เคยผ่านยมโลกมากับจอมมารรู้ได้ว่านั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่สวีจ้าวหรงบุกแดนคนตาย

            “ใช่แล้ว ท่านเซียนก็ได้เจอเหยียนโหรวผู้ถือบัญชีคนตายแล้วสินะ”ผู้เป็นจอมมารได้เล่าเรื่องบางส่วนให้เขาฟังแล้วที่ทั้งสองไปผจญเรื่องที่ยมโลกมาด้วยกันลู่อิงหมิงเงยหน้านึกขึ้นได้ว่าตอนนั้นก็เจอผู้หนึ่งที่ปรโลกคงหมายถึงเหยียนโหรวคนนั้นนางจึงพยักหน้าตอบ“ท่านจอมมารบุกไปค้นบัญชีคนตายหวังจะเอาดวงวิญญาณท่านเซียนกลับมา แต่ไม่สำเร็จ”

            “เพราะ?” บุกไปถึงขนาดนั้นแล้วทำไมถึงไม่สำเร็จอีกเหยียนโหรวคงไม่มีอำนาจสู้สวีจ้าวหรงได้ด้วยซ้ำ

            “เพราะท่านไม่ใช่คนของที่นี่ ไม่มีบัญชีเป็นตายของท่าน”

            “...อึก” นางเผลอกลืนน้ำลายกับสิ่งที่ได้ยิน สวีจ้าวหรงรู้แล้วเขารู้แล้วว่านางไม่ใช่คนของภพภูมินี้แม้แต่ตัวนางเองก็ยังตกใจว่าตนไม่มีบัญชีเป็นตายที่นี่แน่สิจะมีได้อย่างไรเพราะถ้าจู่ๆ นางหายไปบัญชีก็ไร้ค่าอยู่ดี

            “ท่านก็รู้ตัวสินะ” เฉินหยวนสังเกตท่าทางของหญิงสาวนางไม่ได้มีท่าทีตระหนกว่าทำไมตนไม่มีบัญชีเป็นตายอย่างคนอื่นแต่ตระหนกเพราะถูกรู้ว่าไม่มีต่างหาก

            “ข้า..” ลู่อิงหมิงเสใบหน้าออกไปมองทางอื่นชั่วครู่ บัดนี้เข้าคิมหันต์แล้วใบไม้ประดับเขียวชอุ่มดอกไม้ผลิบาน กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยฟุ้งในอากาศดอกบัวที่สวนสระไม่นานก็คงผลิบานเช่นกัน ได้อยู่ดูอีกสักครั้งก็คงดีแล้วนางก็หันกลับมาหาเฉินหยวนใบหน้ายิ้มแย้ม“ข้าไม่คิดเลยว่าท่านจอมมารจะหาญกล้าถึงกับบุกยมโลกได้”เหมือนว่านางภูมิใจนักหนาถึงความเก่งกาจของจอมมาร

            “เดิมทีก็คงไม่ ต่อให้ฝึกวิชาสำเร็จ ท่านมีเชื้อสายเทพมารไม่เต็มตัวด้วยซ้ำแต่เพราะได้ปราณของเซียนและพลังแก้วผลึกสังสรรค์เลยมีพลังสูงดั่งอนันต์เช่นนี้” แต่ก็ยังพลาดท่าได้ตอนที่กลับไปเป็นร่างเด็กเพราะโดนกิเลนห้าสีกินความจำย้อนกลับนางคิดอะไรไม่ออกนอกจากว่าเป็นเพราะตนเองทำให้เขาเร่งร้อนไม่ระวังตัว

            สวีจ้าวหรงในนิยายไม่มีจุดอ่อนเพราะไร้รักต่างกับสวีจ้าวหรงคนนี้ที่มุทะลุและขาดสติได้ตลอดหากเกี่ยวกับนาง ‘ตัวนางเป็นจุดอ่อน’ของเขา ทั้งที่สำนักเหนิงซือ ทั้งกิเลนห้าสียิ่งนางมีตัวตนอีกหน่อยก็คงหาเรื่องมาให้อีก

            “จริงสิ เสี้ยวผลึก!” นางรู้แล้วว่าร่างเซียนของนางหายไปแต่ไม่รู้ว่าเสี้ยวผลึกที่เก็บไว้กับร่างนั้นยังอยู่หรือไม่ตอนที่กลับไปที่สวนสระไม่มีอะไรอยู่ที่ห้องด้านในแล้ว “มันยังอยู่ดีไหม?”

            “เสี้ยวผลึกยังถูกเก็บเป็นอย่างดี”

            เสี้ยวผลึกครึ่งหนึ่งอยู่ที่สวีจ้าวหรงอีกครึ่งหนึ่งนั้นนางเอาไปรักษาเด็กคนหนึ่งไม่ได้ยินข่าวอีกเลยนางก็นึกสงสัยขึ้นมา “แล้วอีกครึ่งหนึ่งละเด็กสาวคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?”

            แต่ไม่รู้ทำไมประโยคนั้นทำให้เฉินหยวนได้ยินแล้วนึกขำลู่อิงหมิงก็งุนงงพลางขมวดคิ้วหน้ายู่ใส่อีกฝ่าย

            “ข้าเข้าใจแล้วทำไมท่านจอมมารถึงรู้ว่าเป็นท่านเซียนถึงท่านจะไม่ยอมเผยตัวตนเสียที” หลังสร้างเรื่องขบขันให้เฉินหยวนยิ้มขำได้พอใจแล้วสีหน้าไม่สบอารมณ์ของลู่อิงหมิงก็ทำให้เขากลับมานิ่งได้

            “ข้าพูดอะไรผิด?” ก็เรื่องทั้งหมดมีอยู่ในบันทึกเซียนนี่"ข้าก็ถามจากที่รู้มาในบันทึกของท่านเซียนที่มีขายอยู่ทั่วหล้า"

    “ข้าก็ได้อ่านท่านจอมมารก็ได้อ่านแต่ถ้ารู้จากในบันทึกละก็จะไม่รู้หรอกนะว่าคนผู้นั้นคือเด็กสาว”

            “อะ..จริง..หรือ?” เฉินหยวนพยักหน้ารับทั้งที่แต่ก่อนนางจับผิดคนอื่นเก่งมากเลยเวลาโกหกแล้วจะหลุดอะไรแบบนี้ออกมาแต่พอเป็นตัวเองถึงเข้าใจ เพราะเวลาเราโกหกมากๆ เราจะสับสนว่าอะไรที่รู้ไม่รู้สุดท้ายก็เผยตัว แต่ช่างเถอะ นางเลิกสนใจแล้ว รู้ก็รู้ไปสิ! “แล้วเด็กคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง”

            “หลังจากที่ท่านเซียนให้ข้าพาทุกคนออกมาจากสำนักเหนิงซือพอท่านจอมมารฟื้นขึ้นมาก็ไปตามหาท่านเซียนที่แดนสวรรค์ตอนนั้นเด็กสาวคนนั้นก็หายไปพร้อมกับเสี้ยวผลึก จนตอนนี้ก็ไม่พบอีก”

    “ถ้ายังไม่ได้ข่าวหรือหาเสี้ยวผลึกไม่เจอก็แสดงว่านางยังปลอดภัยอยู่ดีแล้วล่ะ”

            ลู่อิงหมิงเดินกลับมาที่ตำหนักใหญ่ก็เห็นสวีจ้าวหรงยืนมือไพล่หลังรอสูงเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าประตูบานใหญ่ นางเกิดความคิดหนึ่ง‘เหมือนฮูหยินที่ยืนรอสามีกลับบ้าน’

            “เจ้าคุยอะไรกับเฉินหยวนนานนัก ข้ารออยู่ มีของให้เจ้า”เขาเอ่ยพร้อมใบหน้าที่ขมวดคิ้วไม่สบอารมณ์

            “กลับมาแล้วก็แล้วกันเถอะ ท่านมีอะไรให้ข้าหรือ?” พอได้ยินนางเอ่ยเช่นนั้นเขาก็พลันหายอารมณ์ยุ่งเหยิงทันทีทุกอย่างผ่อนเบาได้โดยง่ายทั้งมีสีหน้ายิ้มแย้มอีก

            “ไปที่ห้องเครื่องกัน” เขาจูงนางให้เดินตามไปเดิมที่ที่ตำหนักไม่มีส่วนที่เป็นห้องเครื่อง ที่นี่มีแต่มารและปีศาจชั้นสูงไม่จำเป็นต้องดื่มกิน ห้องเครื่องจึงไม่จำเป็นแต่ที่กระท่อมเล็กกลางสวนสระกลับมีครัวเล็กๆ ตั้งแต่สมัยที่ลู่อิงหมิงเป็นเซียนนางแอบปลูกพืชผักเอาไว้ทำอาหารกินพอนางย้ายเข้ามาสวีจ้าวหรงก็สั่งให้ทำห้องเครื่องใหญ่ในตำหนัก

            สวีจ้าวหรงดึงนางมาถึงห้องเครื่องตรงหน้ามีเครื่องครัวครบครัน นอกจากนั้นคือวัตถุดิบ ตอนอยู่กระท่อมมีแค่ผักเล็กๆน้อยๆให้ทำกินแก้ความอยากกินเท่านั้นแต่นี่มีทั้งเครื่องปรุงก็ยังมีเนื้อสัตว์หลายชนิด

            “นั้นๆๆ หอยตลับงั้นหรือ”หญิงสาววิ่งเข้าไปหยิบสิ่งหนึ่งขึ้นมาเป็นไหที่ถูกปิดเอาไว้ “นี่อะไร?” ไม่รอช้านางเปิดฝาออกกลิ่นเครื่องปรุงด้านในก็ลอยออกมา “เต้าชี่!”

            “เจ้าบอกชอบของกินอร่อยๆ ไม่ใช่หรือ ไม่สู้ทำเอง เห็นเจ้ามีแต่ผักง่ายๆข้าเลยให้เตรียมของพวกนี้ให้เจ้า”

            ของมากมายขนาดนี้ทำกินได้เป็นเดือนเลยพวกของหมักยิ่งเก็บได้อีกนาน ของละลานตาขนาดนี้นางสามารถตั้งเครื่องอย่างคนดำรงตำแหน่งฮองเฮาได้เลยนะเสียแค่ต้องทำเองนี้สิ

            “ให้ทำกินเยอะขนาดนี้ ข้ากินคนเดียวหมดนี่คงพุงแตก”

            “ใครจะให้เจ้ากินคนเดียว เจ้าก็ทำให้ข้าด้วย”ร่างสูงมีอากัปอาการน้อยใจได้น่าหมั่นไส้นัก เขาจิ้มที่หน้าผากลู่อิงหมิงซ้ำๆจะให้นางจำว่าต่อไปนี่มีอะไรก็ต้องรวมเขาเข้าไปด้วย

            “จริงสิ! เยอะขนาดนี้กินสองคนก็ยังไม่ดี พาทุกคนมาด้วยเสียเลย”ลู่อิงหมิงทุบมือเข้าหากันพร้อมสายตามุ่งมั่น “ข้าจะให้ขุนพลเฉินไปแจ้งแกทุกคนกู่อันหลี่อยู่ไหมหลิงฉีหรานก็ด้วย แต่จินอวี้หยูนี้สิ” ประโยคหลังๆ นางเริ่มไม่แน่ใจจินอวี้หยูคงกลืนอาหารที่นางทำไม่ลงหรอกแต่หลิงฉีหรานดูไม่ได้ต่อต้านนางเท่าไรถ้าชวนอาจจะยอมมา

            “ไม่ต้องคิดฟุ้งซ่าน เพราะข้าจะไม่ให้คนอื่นได้ลิ้มลองอาหารที่เจ้าทำหยุดฝันได้”

            “แล้งน้ำใจ” นางแอบบ่นเสียงกระซิบพอได้ยินสิ่งที่อีกคนเอ่ย

            “หืม เจ้าว่าอะไร?” แน่นอนว่าคำพูดนั้นไม่อาจจะเล็ดลอดหูทิพย์ของจอมมารไปได้ร่างสูงเชยคางเรียวของหญิงสาวให้เงยหน้าขึ้นสบสายตา

            “ข้าหมายถึงอาหารพวกนี้กินไม่หมดเดี๋ยวก็เน่าเสีย ไม่สู้แบ่งให้คนอื่น”

            “ข้าไม่สนเรื่องคนอื่น” ชายหนุ่มค่อยๆ เดินเข้าหาร่างบาง นางก็ถอยร่นจนตัวไปชิดที่ผนังห้องหมดทางหนี“ห้ามทำเพื่อคนอื่น เจ้าจะต้องทำเพื่อข้าคนเดียว”

            สวีจ้าวหรงยกแขนคร่อมผนังสองข้างกันไม่ให้หญิงสาวหลบหนีก่อนมอบความใกล้ชิดให้นางด้วยริมฝีปากที่บดเบียดหาอย่างนุ่มนวล

            “หลิงฉีหราน!” หญิงสาวอารมณ์ร้อนคนเดิมปรากฏกายที่เรือนของคนที่นางเอ่ยเรียกเสียงดังลั่นโดยปกตินางไม่มีทางโผล่มาหาอีกฝ่ายที่เรือนส่วนตัวแต่นี่ไม่ปกติจินอวี้หยูถึงต้องมาด้วยตัวเอง

            ผู้เป็นเจ้าของเรือนเดินออกมาหาคนที่ตะโกนเรียกถ้าไม่ออกมาก็คงไม่หยุด “มีอันใด?”

            “ทำไมเจ้ายังมีท่าทางสงบเช่นนี้ ยังไม่รู้เรื่องงั้นหรือ”

            “ส่วนเจ้าพึ่งรู้สินะถึงพึ่งมา ขุนพลเฉินมาพบข้าตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว”หลิงฉีหรานยังคงความสงบไว้ได้อย่างดีแต่ในใจรุ่มร้อนไม่มีใครรับรู้ได้“ไม่แปลกใจที่เจ้ารู้หลังสุด ขนาดกู่อันหลี่ยังรู้ก่อน”

            “แล้วทำไมเจ้าถึงยังนิ่งได้อยู่ นายท่านจะสละฐานะ แล้วเรื่องปกครองสามภพล่ะ!”จินอวี้หยูพุ่งเข้ามาหาหญิงสาวในชุดสีสีน้ำตาลอมส้มตัดกับลายปักกิ่งใบไม้สีเหลือง“ทำไมนายท่านถึงมาทิ้งทุกอย่างแบบนี้”

            “หึ สมเป็นเจ้า” นางแมงป่องยิ้มเยาะเย้ยใส่หน้าอีกฝ่าย

            แม้จินอวี้หยูจะไม่พอใจแต่ต้องกัดฟันทนหลังถอนหายใจระบายความอัดอั้นจึงเอ่ยถามต่อ “ถ้ารู้เจ้าก็พูดมาสิ”

            “วันนั้นเจ้าก็เจอนางหญิงสาวที่คนที่สามารถเข้าไปหานายท่านในตำหนักใหญ่ได้”

            “ผู้หญิงคนนั้นทำไม เจ้ารู้หรือว่านางคือใคร แล้วเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้”พูดถึงหญิงคนนั้นนางก็โมโหขึ้นมาอีกรอบ วันนั้นนางโดนอีกฝ่ายตอกกลับอย่างเจ็บแสบยังไม่ได้แก้แค้นเอาให้เลือดตกยางออกก็หนีไปก่อนเสียก่อน

            หลิงฉีหรานผายมือให้อีกฝ่ายแล้วเดินเข้ามาในเรือนเมื่อได้อยู่รั้วรอบขอบชิดจึงเริ่มบทสนทนาอีกครั้ง“อย่างแรกขุนพลเฉินเรียกนางว่าท่านเซียนถ้าเจ้าจำได้”

            “ใช่ๆ ข้านึกออกแล้ว”

            “และข้าเคยเห็นหญิงคนนั้นเดินออกจากตำหนักใหญ่ไปพื้นที่ต้องห้ามอย่างขอบสวรรค์ที่นายท่านเคยเก็บร่างเซียนลู่อิงหมิง”

            เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ขนาดจินอวี้หยูก็ตาเบิกกว้างพื้นที่ขนาดเฉินหยวนยังไม่ได้รับอนุญาต อาคมรุนแรงที่สุดเพื่อป้องกันผู้บุกรุก

            “เจ้าเห็นจริงๆ หรือ”

            “เชื่อหรือไม่ก็เรื่องของเจ้า ช่วงก่อนนายท่านหายหน้าหายหน้าไป จู่ๆก็กลับมาพร้อมเซียนสาว ถึงจะเป็นเซียนที่ไหนก็ตามนายท่านก็คงไม่ยอมให้เข้าสวนสระ”

            “เดี๋ยวนะ นี่เจ้ากำลังจะหมายความว่าหญิงคนนั้นคือเซียนลู่อิงหมิงหรือ?”แม้ผู้นำเผ่าแมงมุมจะหุนหันเจ้าอารมณ์ แต่ก็ไม่ถึงกับโง่งมขนาดมีคนชี้ให้ฟังแล้วจะไม่เข้าใจ

            หลิงฉีหรานยังไม่เอ่ยตอบตรงๆยังพูดถึงข้อสังเกตอย่างต่อเนื่อง“และเดือนก่อนนายท่านก็ให้ย้ายร่างเซียนลู่อิงหมิงออกไปแล้วข้าไปตรวจสอบสถานที่เก็บใหม่นั้นแล้ว อยู่ๆก็ไม่มีอาคมป้องกันแล้วเหมือนไม่มีอะไรเก็บอยู่ด้านใน”

            “เรื่องจริงงั้นหรือ นายท่านหาวิธีคืนชีพได้จริงๆ หรือ”

            “จริงที่เราไม่เคยเจอเซียนลู่อิงหมิง ไม่อาจจะมั่นใจได้ว่าคือผู้นั้นแน่ๆแต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ธรรมดาแน่เป็นสิ่งที่ข้ามั่นใจ” หลิงฉีหรานกล่าวอ้อมๆไม่ได้อธิบายถึงสิ่งที่ตัวนางเห็นมากับตาว่าท่านจอมมารหลงหญิงสาวผู้นั้นขนาดไหนถ้าไม่ใช่เซียนคนนั้นหลิงฉีหรานก็ไม่คิดว่าจะมีใครอีกแล้ว“และเจ้าก็คงได้ยินเหตุการณ์จอมมารคนก่อนเพราะอะไรถึงทิ้งแผนการปกครองสามภพบิดาเช่นไรบุตรไม่ต่างกัน ถึงหญิงคนนั้นไม่ใช่เซียนลู่อิงหมิงแต่ก็คงเพราะนางแน่ๆ”

            “เพราะนางเซียนคนนั้นนี่เอง ตายก็ดีแล้วจะฟื้นขึ้นมาทำไม ได้!ข้าจะไปจัดการนาง!”

            สาวชุดแดงรีบรุดออกจากเรือนไปด้วยความเร่งร้อนจุดหมายไม่ใช่สิ่งเหนือความคาดหมายส่วนคนที่ยังรั้งอยู่ด้านในเพียงมองตามแล้วยิ้มน้อยๆ เท่านั้น “สิ้นคิดเสียจริง”

            โถงใหญ่ในตำหนักมีชายสองคนกำลังสนทนาคนหนึ่งอาภรณ์สีนิลอีกคนอาภรณ์สีคราม

            “กู่อันหลี่จะนำเผ่าคางคกถอนตัวออกไปเร็วๆ นี้ส่วนจินอวี้หยูข้าพึ่งแจ้งเรื่องกับนาง ไม่นานคงหาทางสร้างเรื่องให้ตัวเองสำหรับทางหลิงฉีหรานยังแสร้งทำตัวเป็นนิ่งเงียบอยู่”

            “ไม่ต่างจากที่คิด”

            “แล้วท่านเซียน? ท่านได้บอกนางหรือยังที่สละฐานะ”

            “ไม่ได้บอก หากแต่ข้าเตือนไปแล้ว หวังว่านางจะเชื่อข้าบ้าง”

            ไม่ว่าอะไรก็อยู่ในสายตาของสวีจ้าวหรงทั้งหมดเขารู้จักนิสัยของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาดี แต่ละคนจะมีการโต้ตอบอย่างไรหยางเหว่ยอี้เชื่อใจไม่ได้กลับกลอก จินอวี้หยูหุนหันอารมณ์ร้ายไม่คิดหน้าคิดหลังกู่อันหลี่เถรตรงแต่ความสามารถด้อยคิดการใหญ่ไม่เป็นหลิงฉีหรานสงบนิ่งเก็บซ่อนอารมณ์ช่างวางแผน

            ไม่นานเรื่องจะต้องมาถึงลู่อิงหมิงแน่“หาคนดูไว้ด้วย”

            “ขอรับ”

            “เฝ้าดูทุกคน” สวีจ้าวหรงกำชับอีกครั้ง

    คล้ายกับเรื่องบันทึกเซียนลู่อิงหมิง(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน