เมื่อสัมผัสได้ถึงขั้นพลังในร่างกายเมิ่งฝานก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจดูท่าตนเองจะห่างจากขั้นเกลาวิญญาณไม่ไกลแล้วขอเพียงบรรลุระดับพลังอีกครั้งเขาก็จะได้สัมผัสถึงประตูแห่งขั้นเกลาวิญญาณแล้ว
มันช่าง...ไม่ง่ายเลยจริงๆ !
เมิ่งฝานส่ายหน้าแล้วลุกขึ้นยืนก่อนจะก้าวออกไปข้างหน้าพลางชกออกไป กำลังภายในส่งเสียงคำรามอยู่ในอากาศ เมื่อพลังหมัดอันแข็งแกร่งของเมิ่งฝานถูกปล่อยแสงของพลังอันเจิดจ้าเปล่งประกายจากหมัดที่เคลื่อนไปราวกับถูกขว้างออกไป
หมัดเงี้ยวโลกันตร์!
เมื่อชกออกไปก็พบว่าบนหลังมือของเขามีเส้นแขนงปราณปรากฏขึ้นมาอีกหนึ่งเส้นในชั่วพริบตาพลังอันแข็งแกร่งก็ผสานเข้าไปในกำปั้นของเด็กหนุ่มแล้วพุ่งออกไปในอากาศ
เส้นแขนงปราณสี่เส้น! ไม่ผิดแน่ หลังจากที่ก้าวขึ้นมาอยู่ในขั้นหลอมปราณระดับที่เก้าพลังปราณในร่างกายของเด็กหนุ่มก็แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมจึงช่วยให้เขาเบิกเส้นแขนงปราณเส้นที่สี่ขึ้นมาได้
ยามนี้ เมิ่งฝานฝึกฝนวิชายุทธ์หมัดเงี้ยวโลกันตร์ได้พลังแห่งดวงอาทิตย์มา...สี่ดวงแล้ว!
อากาศสั่นสะเทือน เมิ่งฝานหยุดการชกแล้วจัดแจงเสื้อผ้าบนกายก่อนจะกลับไปยังกระท่อมที่พัก เมื่อมองไปยังกระท่อมบนยอดเขาเมิ่งฝานก็คลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยหลายวันมานี้เมิ่งฝานใช้เวลาส่วนใหญ่ในการฝึกฝนอยู่ภายนอกส่วนไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็เป็นฝ่ายเตรียมอาหารอยู่ในกระท่อม
ถึงขั้นที่เมื่อยามได้เห็นนางกำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมอาหารบางครั้งก็ทำให้เขารู้สึกว่านางเป็นภรรยาที่อ่อนโยนและคอยจัดเตรียมทุกสิ่งให้ตนแม้ว่าเขาจะไม่ได้คิดเป็นอื่นใดต่อนาง แต่ก็ชอบความรู้สึกในยามนี้ไม่น้อย
ถึงอย่างไรนางก็เป็นสตรีที่งดงามดุจดั่งรวบรวมความเลิศล้ำทั้งหมดมาไว้ด้วยกัน!
เมื่อเดินเข้าไปในกระท่อมเมิ่งฝานก็เอ่ยพลางยิ้มขึ้น“ข้ากลับมาแล้ว!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเขาพลันรู้สึกว่ามันแปลกไปเพราะนี่คือความเงียบงันเฉกเช่นความตาย ไม่ปกติ! นัยน์ตาของเด็กหนุ่มวาวโรจน์ในทันใดก่อนพลังจิตจะเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วสารทิศ
พลังจิตมากมายถาโถมไปโดยรอบทำให้เมิ่งฝานสามารถรับรู้ได้ถึงทุกสิ่งแล้วในเวลาต่อมาเขาก็จับตามองไปยังห้องของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก่อนจะก้าวไปยังจุดหมาย
พรึ่บ!
ในชั่วพริบตาที่เมิ่งฝานกำลังจะเข้าไปในห้องพลันมีกำลังภายในอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกมาเมื่อเขายื่นมือออกไปเพื่อต้านทานก็พบว่าผู้ที่จู่โจมคือไป๋สุ่ยเอ๋อร์ ทว่ายามนี้นางกลับไม่ได้อ่อนโยนเหมือนก่อนเส้นผมสวยปลิวสะบัดราวกับว่าเปลี่ยนเป็นคนละคนกลิ่นอายแห่งความกระหายเลือดแผ่ซ่านออกมาจากร่างของนาง ซ้ำยังชั่วร้ายอย่างไร้เทียมทาน!
“เกิดอันใดขึ้นกับเจ้า!”
เมื่อเห็นว่าไป๋สุ่ยเอ๋อร์เปลี่ยนไปเช่นนี้เขาจึงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจทว่าไป๋สุ่ยเอ๋อร์กลับไม่ได้สนใจ ฝ่ามือสวยฟันใส่เมิ่งฝานด้วยความเร็วปานสายฟ้าทำให้เกิดกำลังภายในอันแข็งแกร่งปรากฏขึ้นในอากาศมากมาย
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงก่อนจะชกออกไปเพื่อใช้พลังปราณที่แข็งแกร่งต้านทานไป๋สุ่ยเอ๋อร์เอาไว้เมื่อได้เห็นไป๋สุ่ยเอ๋อร์ซึ่งมีอาการแปลกประหลาดเขาก็รู้ดีว่าคงต้องสยบนางเอาไว้ให้ได้เสียก่อนเพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานจึงใช้พลังยาตราเซียนเหินที่ทำให้ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นและเคลื่อนไหวไปอย่างรวดเร็วทิ้งไว้เพียงเงาร่างอันเลือนราง
แม้ว่าไป๋สุ่ยเอ๋อร์จะอยู่ในขั้นหลอมปราณระดับหกแต่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่อาจตามความเร็วของเมิ่งฝานได้ทัน
“เซียนเหิน!”
เมื่อก้าวออกไปเบื้องหน้าเมิ่งฝานพลันหายวับไปจากจุดที่เคยยืนก่อนจะปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ราวกับวิญญาณ ขณะเดียวกันฝ่ามือซึ่งเคลื่อนไหวด้วยความเร็วปานสายฟ้าก็ฟันไปยังต้นคอของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ต่อให้อีกฝ่ายอยู่ในสภาวะที่บ้าคลั่งก็ยังต้องสลบเมื่อถูกโจมตีในจุดอันตราย
เมื่อเห็นว่าร่างของนางอ่อนยวบลงไปเมิ่งฝานจึงรั้งเอวของไป๋สุ่ยเอ๋อร์เอาไว้ก่อนจะพานางไปยังเตียงขนาดเล็กทว่าสิ่งที่ทำให้เมิ่งฝานตกตะลึงก็คือร่างของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ร้อนเป็นอย่างยิ่งถึงขั้นที่ต้องบอกว่าร้อนระอุเหมือนดั่งกำลังจะระเบิดก็ไม่ปาน
“เกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่!”
เมิ่งฝานมองไปยังไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่สลบและไม่รับรู้สิ่งใดก่อนจะเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย
ภายในไข่อสูรทมิฬนั้นรั่วสุ่ยอีได้เอ่ยเสียงเบาอย่างครุ่นคิด “คงเป็นผลมาจากการฝึกฝนพรสวรรค์ในสายเลือดเจ้าเองก็รู้ดีว่านางคือผู้มีวาจาเทพ”
“แล้วมันเกี่ยวกับอาการของนางในยามนี้อย่างไรเล่าขอรับ?”เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
“ก็ต้องเกี่ยวสิ!”
รั่งสุ่ยอีพยักหน้ารับแล้วอธิบาย “ไม่ว่าผู้มีวาจาเทพผู้ใดก็ตาม แม้ว่าเขาผู้นั้นจะมีพลังพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งก็ยังต้องใช้โลหิตของสัตว์อสูรเพื่อรักษาพรสวรรค์ของตนอยู่เรื่อยๆทั้งยังต้องดูดกลืนความบริสุทธิ์ของมันด้วย ซึ่งปัญหาก็อยู่ที่การดูดกลืนนั่นเองการดูดกลืนที่แท้จริงคือการนำโลหิตของสัตว์อสูรผสานเข้ากับร่างกายของตนเองนางคงจะนำโลหิตบริสุทธิ์ของอสรพิษเนตรทับทิมผสานเข้ากับสายเลือดของตนเอง...”
เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานก็ชะงักงันไปทันทีเขามองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความตกตะลึง เมิ่งฝานเห็นแล้วว่าบริเวณข้อมือของนางมีรอยเลือดปรากฏเขาลูบปลายจมูกของตนเองอย่างครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยถามออกไป “การนำโลหิตของสัตว์อสูรผสานเข้ากับร่างกายมีผลข้างเคียงที่รุนแรงเพียงนี้เลยหรือขอรับ?”
“ใช่แล้ว!”
รั่วสุ่ยอีพยักหน้ารับก่อนจะบอกเสียงเข้ม“ต่อให้เป็นผู้มีวาจาเทพก็ยังไม่อาจทำให้โลหิตของมนุษย์กับสัตว์อสูรผสานกันเป็นหนึ่งเดียวได้ถึงอย่างไรในสายเลือดของสัตว์อสูรก็ยังคงมีความดุร้ายตามสัญชาตญาณอยู่ภายในซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่อาจทำลายลงได้ ฉะนั้นเมื่อเข้ามาอยู่ในร่างกายของมนุษย์จึงเก็บซ่อนสัญชาตญาณนั้นเอาไว้แล้วรอวันที่จะปะทุออกมายิ่งดูดกลืนโลหิตของสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเท่าใด...การปะทุของสัญชาตญาณก็จะแข็งแกร่งเท่านั้นทั้งยังยากที่จะสยบได้อีกด้วยฉะนั้นแล้วผู้มีวาจาเทพส่วนใหญ่ไม่ได้ตายเพราะผู้อื่น แต่กลายเป็นบ้าไปเสียก่อน!”
มุมปากของเมิ่งฝานกระตุกเล็กน้อย เขานึกไม่ถึงเลยว่าเด็กสาวผู้อ่อนโยนคนหนึ่งจะเลือกวิธีอันโหดร้ายเช่นนี้ในการบำเพ็ญตนนับว่าเป็นวิธีที่อันตรายทุกย่างก้าว ซ้ำยังสามารถปะทุได้ทุกเมื่อ เรียกได้ว่าเป็นการนำเอาชีวิตไปแลกกับพลังอย่างแท้จริง!
“แล้วยามนี้ควรทำเช่นไรขอรับ?”
เมิ่งฝานเอ่ยถามออกไป
“เจ้าสามารถอาศัยพลังของข้าเพื่อสยบนางได้ชั่วคราวแต่ในภายหน้าหากนางยังคงบำเพ็ญตนต่อไปก็จะนำมาซึ่งการปะทุที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าเมื่อถึงตอนนั้นแม้แต่ข้าก็ยังไม่อาจช่วยเหลือนางได้!” รั่วสุ่ยอีเอ่ยเสียงเรียบ
เมิ่งฝานพยักหน้ารับและรู้ดีว่าต้องแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าเสียก่อนจากนั้นค่อยว่ากัน
เขานำไข่อสูรทมิฬออกมาพลังงานร้อนผ่าวพลันแผ่ซ่าน ก่อนเมิ่งฝานจะกุมมือของไป๋สุ่ยเอ๋อร์เอาไว้แล้วปล่อยให้พลังหลั่งใหลเข้าสู่ร่างกายของนางไม่มีผู้ใดรู้ว่าเวลาผ่านไปแล้วนานเท่าใด ในเวลานี้ใบหน้าของเมิ่งฝานเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อแต่ถึงกระนั้นก็ยังสามารถนำเอาความร้อนรุ่มในร่างกายของนางออกมาได้สีหน้าของไป๋สุ่ยเอ๋อร์กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
เด็กหนุ่มเช็ดเหงื่อที่หน้าผากก่อนจะคลี่ยิ้มอย่างจนปัญญาดูคล้ายว่าสิ่งที่ตนเองพบเจอล้วนแต่เป็นปีศาจทั้งสิ้นเดิมทีคิดว่าวิชายุทธ์ทที่ตนเองฝึกฝนนั้นฝืนต่อสวรรค์มากพอแล้วแต่วิชายุทธ์ที่ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ฝึกฝนก็อันตรายไม่ต่างกัน อีกอย่างยามนี้เขาก็ไม่รู้เลยว่ากู่ซินเอ๋อร์และกู่ฉิงที่อยู่ไกลออกไปหลายพันลี้จะเป็นอย่างไร!
เมื่อคิดถึงสองพี่น้องนั้นก็ทำให้เมิ่งฝานรู้สึกราวกับว่าหัวใจถูกทิ่มแทงพลันมีเสียงร้องดังมาจากข้างกาย ก่อนที่ไป๋สุ่ยเอ๋อร์จะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา และนัยน์ตาของนางก็หาได้มีความดุร้ายปรากฏขึ้นมาอย่างเช่นเมื่อครู่ไม่
ดวงตาทั้งสี่จับจ้องกันและกันไป๋สุ่ยเอ๋อร์เงียบงันไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยถามอย่างใจเย็น “เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
“ก็ดี ยามนี้เจ้ายังทำร้ายข้าไม่ได้หรอกนะ!”
เมิ่งฝานกล่าวพลางหัวเราะน้ำเสียงของเขาบ่งบอกถึงความโล่งใจเล็กน้อย
เจ้าของร่างบางลุกขึ้นนั่งนางมองไปยังเมิ่งฝานก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “เจ้าคงรู้แล้วสินะ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานจึงเงียบงันไปชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้าอย่างใจเย็น ร่างบางของไป๋สุ่ยเอ๋อร์สั่นสะท้านไปชั่วครู่ นางจ้องมองเมิ่งฝานอย่างไม่ละสายตาหลังจากที่กัดเม้มริมฝีปากแดงสวยอยู่ชั่วครู่นางจึงเอ่ยว่า “เจ้ายินดีที่จะ...เป็นสหายกับข้าอยู่หรือไม่?”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็ชะงักงันไปชั่วครู่แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เหตุใดจะไม่ยินดีเล่า?”
“เจ้ายอมที่จะเป็นสหายของผู้ที่สามารถกลายเป็นบ้าดั่งสัตว์อสูรที่คลุ้มคลั่งต่อไปอย่างนั้นหรือ?”
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ยิ้มเจื่อนทว่าใบหน้ากลับบ่งบอกถึงความหม่นหมองใจ “บางทีสักวันหนึ่งข้าอาจจะกลายเป็นปีศาจที่ไม่ว่าผู้ใดพบเห็นก็ต้องหวาดกลัวหรือบางทีผู้คนเหล่านั้นอาจจะต้องการสังหารข้าอย่างไร้เหตุผลเพราะถึงอย่างไรแล้วถึงแม้ผู้มีวาจาเทพจะสามารถออกคำสั่งแก่สัตว์ได้นับร้อย แต่ก็มีสัญชาตญาณอันดุร้ายของสัตว์นับร้อยอยู่ในร่างกายเช่นกันหากมันปะทุออกมาเมื่อพบเห็นผู้ใดก็จะสังหารผู้นั้นหากพบเจอสัตว์อสูรก็จะดูดกินโลหิตมันจนแห้งเหือด...”
หลังจากที่ผ่านไปชั่วครู่เมิ่งฝานจึงเอ่ยอย่างใจเย็น“ขอเพียงเจ้าไม่ดูดกลืนโลหิตของข้าก็พอแล้ว!”
เมื่อได้เห็นใบหน้าที่จริงจังของเมิ่งฝานนางก็ยกยิ้มขึ้นมาในทันใดก่อนจะเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ดูดสิจะดูดกลืนโลหิตของเจ้านั่นแหละเมื่อถึงตอนนั้นข้าจะดูดกลืนโลหิตของเจ้าจนแห้งเหือดแล้วให้เจ้าอยู่ข้างกายข้าอย่างเชื่อฟังไม่ให้เจ้ารังแกข้าอีก!”
“หากเป็นเช่นนั้นก็คงจะรังแกเจ้าต่อไปไม่ได้จริงๆนั่นแหละ!”
เมิ่งฝานกะพริบตาถี่ๆแต่ก็เอ่ยประโยคที่ทำให้บรรยากาศในการสนทนาของทั้งสองดีขึ้นกว่าเดิมทำให้ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ยิ้มกว้างออกมาได้ จากนั้นเมิ่งฝานก็ผายมือพร้อมทั้งเอ่ยอย่างจริงใจ“ไม่ว่าเจ้าจะกลายเป็นสิ่งใดก็จะยังคงเป็นสหายของข้าอยู่วันยังค่ำต่อให้เจ้าอยากดูดกลืนโลหิต ข้ายอมบาดเจ็บเพราะเจ้าสักครั้งจะเป็นไรไปแต่ว่า...วิชายุทธ์เช่นนั้น เจ้าเลิกฝึกฝนมันไปเสียจะดีกว่า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นรอยยิ้มของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็แข็งทื่ออยู่บนใบหน้าสุดท้ายจึงเอ่ยเสียงเบาอย่างครุ่นคิด “หากทำได้ข้าก็ยินดีที่จะไม่ฝึกฝนมันอีกชั่วชีวิตแต่ว่า...ข้ามีภารกิจอันหนักอึ้งที่ต้องไปทำให้สำเร็จ เจ้าเองก็รู้ว่าข้ามาจากตระกูลของผู้มีวาจาเทพในตระกูลของข้า เมื่อสามปีก่อนประมุขตระกูลอย่างท่านพ่อของข้าถูกธาตุไฟเข้าแทรกเพราะสายเลือดของผู้มีวาจาเทพอย่างน่าเสียดายจากนั้นจึงถูกบรรดาผู้อาวุโสทั้งหลายร่วมมือกันกักขังเอาไว้ในดินแดนต้องห้ามทำให้ตระกูลไร้ซึ่งประมุขผู้อาวุโสเหล่านั้นร้องขอให้ท่านพ่อของข้าถูกปลดจากตำแหน่งและให้กักขังเอาไว้ในดินแดนต้องห้ามไปตลอดกาลเพราะถึงอย่างไรแล้วท่านพ่อของข้าก็มีพลังที่แข็งแกร่งจนหากปล่อยออกมาจะต้องเกิดผลลัพธ์อันไม่อาจคาดเดา!”
“แล้วอย่างไรต่อเล่า?”
แววตาของเมิ่งฝานสั่นไหว และรู้ดีว่ามันคงจะเป็นเรื่องที่ไป๋สุ่ยเอ๋อร์มิได้อยากที่จะเอ่ยออกมา
“ดินแดนต้องห้ามนั้น เป็นสถานที่แห่งตราเวทย์อันร้ายกาจและน่าสะพรึงฉะนั้นท่านพ่อของข้าจะต้องทุกข์ทรมานอย่างยิ่งเป็นแน่ เพื่อท่านพ่อของข้าแล้วข้าเคยคุกเข่าขอร้องบรรดาผู้อาวุโสทั้งหลาย แต่ว่า...” ไป๋สุ่ยเอ๋อร์คลี่ยิ้มอย่างจนปัญญาน้ำตาหลั่งริน
“ผู้อาวุโสเหล่านั้นไม่อยากเผชิญกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นแต่หลังจากที่ข้าคุกเข่าขอร้องอยู่นานพวกเขาจึงบอกว่าหากตระกูลมีสายเลือดผู้มีวาจาเทพสายโลหิตเทพระดับเก้าเกิดขึ้นมาอีกคนก็จะสามารถสยบท่านพ่อข้าได้เมื่อถึงเวลานั้นจะยอมปล่อยเขาออกมา ซึ่งผู้มีสายโลหิตเทพระดับเก้าก็คือผู้ที่เหนือกว่าท่านพ่อของข้าแม้ข้าจะรู้ดีว่ามันยากเย็นเพียงใดข้าก็...จำเป็นต้องทำ!”
เมิ่งฝานมองสีหน้าของไป๋สุ่ยเอ๋อร์แล้วรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งหัวใจเขาอ้าปากคล้ายดั่งจะเอ่ยบางอย่างออกมาแต่สุดท้ายก็เงียบไป รู้ดีว่าถึงแม้อีกฝ่ายจะมีนิสัยอ่อนโยนแต่แท้จริงแล้วก็มีความอดทนและมุ่งมั่นเหมือนเช่นตนเองและไม่มีทางที่จะยอมล้มเลิกความตั้งใจง่ายๆ เป็นแน่
หลังจากที่เงียบงันอยู่ชั่วครู่เมิ่งฝานก็พยักหน้าเขามองไป๋สุ่ยเอ๋อร์แล้วเอ่ยอย่างจริงจัง “ในฐานะที่เป็นสหายของเจ้าข้าหวังว่าเจ้าจะประสบความสำเร็จ หรือต่อให้เจ้าไม่อาจทำมันให้สำเร็จได้...หากวันใดข้าได้เป็นยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งต่อให้ต้องทำลายสววรรค์ทั้งเก้าข้าก็จะช่วยเหลือเจ้าอย่างไม่สนใจสิ่งใด!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นร่างของไป๋สุ่ยเอ๋อร์พลันสั่นสะท้านเล็กน้อยนางรู้ดีว่าปกติแล้วเมิ่งฝานหาได้ยอมสัญญาง่ายๆ ไม่แต่เมื่อใดที่ให้คำสัญญาแล้วก็เป็นดั่งที่เขาบอก
ต่อให้ต้องทำลายสวรรค์ทั้งเก้าก็จะต้องทำตามสัญญาให้จงได้!