“พวกเราไปทำอะไรให้แก ทำไมพวกเราถึงต้องมารับรู้ความรู้สึกบ้า ๆ อะไรของย่าทวดของแกด้วย?” ธัญญ่าตะโกนออกมาอย่างเดือดดาล แม้ว่าเธอจะไม่ชอบหน้าของอนุทิน แต่เธอก็ยอมรับไม่ได้กับการต้องมาตายแบบนี้ของเขา
“อาณาจักรเน่า ๆ ของพวกแกเคยมีพระราชาที่ถูกเรียกว่าทรราชธารโลหิตใช่ไหมล่ะ?” ขุนปัถวีลงกรณ์เปิดประเด็น “ปากเรียกมันว่าทรราช แต่พวกแกก็คงแอบภาคภูมิใจที่ครั้งหนึ่งอาณาจักรน้ำเน่าเสียของพวกแกเคยสยบทุกอาณาจักรไว้ใต้ฝ่าเท้า”
แล้วขุนปัถวีลงกรณ์ก็ชี้ไปยังก้อนผลึกน้ำแข็งที่อยู่กลางห้องโถงถ้ำแล้วพูดต่อว่า “แล้วพวกแกคิดว่าอาณาจักรชั้นต่ำที่ไม่มีแม้แต่คนทรงอสูรจักรราศี เหตุใดถึงสามารถเอาชนะและกักขังย่าทวดของฉันที่เป็นถึงคนทรงอสูรจักรราศีพฤษภประจำอาณาจักรวสุธาได้ล่ะ?”
“ตัวประกัน...” ในความเงียบมีเสียงของปลายฝนพึมพำเบา ๆ ออกมา แต่มันก็ดังพอที่จะทำให้คนอื่น ๆ ได้ยิน สีหน้าของปลายฝนมืดมน เธอรู้สึกว่าเธอเริ่มปะติดปะต่อเรื่องได้บ้างแล้ว ดารินและคนอื่นๆ ก็เช่นกัน
ขุนปัถวีลงกรณ์กัดฟันอย่างโกรธแค้นขณะพูดต่อว่า “ถูกต้อง ไอ้พระราชาที่พวกแกแอบภาคภูมิใจกันนักหนามันใช้วิธีที่ต่ำช้าที่สุด มันจับปู่ทวดและเทียดของฉันเป็นตัวประกัน ย่าทวดของฉันจึงต้องยอมเข้าไปอยู่ในผลึกน้ำแข็งนั่นจนถึงตอนนี้ยังไงล่ะ”
ตอนนี้ทุกคนที่เป็นคนของธารารู้สึกหดหู่ ดารินและทุกคนได้แต่รู้สึกขอโทษขุนปัถวีลงกรณ์อยู่ในหัวใจ
ขุนปัถวีลงกรณ์ยังไม่หยุดแค่นั้น เขาขบฟันแน่นอย่างโกรธเคืองและพูดต่อว่า “มันยังมีสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นอีก ไอ้พระราชาชั่วของพวกแกนอกจากจะกักขังย่าทวดของฉันยังไม่พอ มันสั่งให้ฆ่าปู่ทวดต่อหน้าเทียดของฉันด้วย มันทำลงไปเพื่อข่มขู่ห้ามไม่ให้พวกเรามาข้องเกี่ยวกับกษาปณ์พฤษภอีก หากไม่เชื่อฟังจะมีชะตากรรมเหมือนกับปู่ทวดของฉัน”
ดารินและปลายฝนแทบจะยืนต่อไปไม่ไหวเมื่อได้ฟังสิ่งที่ขุนปัถวีลงกรณ์เล่าออกมา พวกเธอรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูกจนอยากจะอาเจียนออกมา
ขุนปัถวีลงกรณ์ทำท่าทางเหมือนเช็ดตาเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่ออย่างเกรี้ยวกราดว่า “เสียเวลากันมาพอแล้ว ลงมือเสียที ไม่อย่างนั้น จะไม่จบแค่ศพของไอ้โล้นนี้แน่”
“ฉันทำให้ก็ได้ แต่ฉันมีเงื่อนไข” ดารินพูดขณะปาดน้ำตาไปด้วย
“ลีลานักนะ นังนี่” ขุนปัถวีลงกรณ์ขยับมือเตรียมจะส่งสัญญาณมือให้กับเพชฌฆาต
ดารินรีบพูด “แกต้องให้สัญญาว่าแกจะปล่อยทุกคนไป ถ้าไม่อย่างนั้นฉันจะใส่คำสาปเพิ่มเข้าไป เอาให้ชาตินี้ทั้งชาติแกก็หาใครมาปลดมันไม่ได้นอกจากฉันที่ตายไปแล้วแน่”
แล้วเธอก็ยกมือขึ้นชูไปทางผลึกน้ำแข็งพร้อมกับหนังสือของเธอที่พลิกหน้ากระดาษอย่างรวดเร็วก่อนจะหยุด
เมื่อเห็นรัศมีแสงสีฟ้าที่ถูกเร่งขึ้นมาที่ตัวดาริน ขุนปัถวีลงกรณ์กัดฟันอย่างขุ่นเคือง เขารู้ดีถึงพิษสงของจอมเวทอัจฉริยะแห่งยุคดาริน หากเธอพูดออกมาอย่างนั้นแสดงว่าเธอทำได้จริง และเขาจะหมดหวังที่จะได้กษาปณ์พฤษภไปทันที
“ก็ได้ ฉันสัญญา” ขุนปัถวีลงกรณ์กัดฟันพูด
“เริ่มได้แล้วหรือยัง? รอจนเบื่อแล้วเนี่ย” ผู้พันประสิทธิ์ที่ลอยตัวด้วยความสามารถพิเศษบางอย่างประจำชาวนภาตั้งท่ารอเตรียมจะใช้เวทมนตร์อีกครั้งแล้ว
หลังจากนั้นดารินและผู้พันประสิทธิ์ก็ร่วมมือกันใช้เวทมนตร์มหาเวทยิ่งใส่ผลึกน้ำแข็งเพื่อทำลายมัน พวกเขายิงไปได้อีกสามครั้ง ผู้พันประสิทธิ์ก็มีท่าทีเหนื่อยหอบหมดแรง ส่วนก้อนผลึกน้ำแข็งเริ่มมีรอยร้าวขยายไปถึงหนึ่งในสามของก้อนผลึกน้ำแข็ง
“อะไรกัน ผู้พันแห่งกองทัพนภาหมดแรงเสียแล้ว” ดิเรกที่ปกติจะเงียบมาตลอด พูดออกมาเมื่อเห็นท่าทางเหนื่อยหอบของอีกฝ่าย
ผู้พันประสิทธิ์ริมฝีปากกระตุก เขากัดฟันลุกขึ้นแล้วหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อทหารของเขา ปรากฏขวดขนาดใหญ่เท่ากำปั้น ข้างในมีของเหลวสีออกม่วง ๆ ไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไร เขายกกระดกของเหลวสีม่วงที่อยู่ข้างในหายไปในไม่กี่วินาที
ไม่นานเกินรอ เกิดประกายสีม่วงจาง ๆ หมุนเวียนรอบตัวผู้พันประสิทธิ์ หลังจากประกายสีม่วงจางหายไป ผู้พันประสิทธิ์ลุกขึ้นยืนกลับมาดูมีชีวิตชีวากว่าก่อนหน้านี้
“น้ำยาฟื้นฟูพลังเวทมนตร์?” ปลายฝนอุทานออกมา
ผู้พันประสิทธิ์ยิ้มออกมาอย่างภูมิใจ “ถูกต้อง มันคือน้ำยาฟื้นฟูพลังเวทมนตร์ มันเป็นของขวัญจากศิขายังไงล่ะ ถ้าไม่ใช่ชนชั้นสูงตัวจริง อย่างพวกแกไม่มีปัญญาหามาใช้ได้หรอก แต่ไม่ใช่กับศิขา”
“อย่าขี้โม้ให้มาก มาต่อให้จบ ๆ ได้แล้ว” ดารินพูดตัดบท
ผู้พันประสิทธิ์ขบเคี้ยวฟันตัวเองอยากจะโต้ตอบ แต่สะกดห้ามใจเอาไว้แล้วลงมือร่ายเวทต่อจากที่ค้างเอาไว้
หลังจากผ่านการร่ายเวทมนตร์มหาเวทใส่ผลึกน้ำแข็งอีกสามครั้ง เกิดรอยร้าวที่ดูเหมือนใยแมงมุมไปทั่วทั้งก้อนผลึกน้ำแข็ง มันดูพร้อมที่จะแตกแต่มันก็ไม่ยอมแตกออก
สภาพดารินตอนนี้ก็ไม่สู้ดี เธอดูเหนื่อยล้าอย่างมากหลังใช้พลังเวทไปอย่างหนัก
เมื่อได้ทีผู้พันประสิทธิ์ทำท่าทางล้อเลียนพร้อมพูดจาเย้ยหยันทันที “อะไรกัน ระดับนักเวทผู้ใหญ่อย่างจอมเวทอัจฉริยะดารินก็ยังเหนื่อยหอบเลยหรือเนี่ย? ไม่คิดเลยนะว่าจะได้เห็นภาพนี้”
ดารินมองตาขวางใส่ แต่เธอไม่พูดอะไรตอบ เธอรู้ว่ายิ่งพูดทุกอย่างจะยิ่งแย่ลง
“อะไร? ลุกขึ้นมาต่อได้แล้ว ไม่ต้องทำเป็นมองตาขวางใส่เลย” ผู้พันประสิทธิ์กลอกตาใส่ดาริน
“อาจารย์เขาเหนื่อยแล้ว ให้เธอพักสักหน่อยเถอะค่ะ” ปลายฝนเข้ามาประคองดาริน จริง ๆ แล้วเธอสามารถใช้เวทมนตร์ช่วยฟื้นพลังให้กับดารินได้ แต่เธอเลือกที่จะไม่ทำ อย่างน้อยถ่วงเวลาออกไปสักนิด มันก็ย่อมดีกว่าเร่งผลักให้ตัวเองไปยืนขอบผา
ทันใดนั้นผู้พันประสิทธิ์ยื่นมือออกมาหวังจะคว้าตัวปลายฝน ในวินาทีเกือบจะเดียวกัน ดิเรกที่คอยตามติดปลายฝนอยู่ตลอด โดยปฏิกิริยาที่รวดเร็วหรือสัญชาตญาณก็ไม่อาจทราบได้ เขารีบยื่นมือออกมาหวังจะคว้าจับมือของผู้พันประสิทธิ์เพื่อขัดขวางเขาด้วยเช่นกัน
ในขณะเดียวกันผู้พันประสิทธิ์ก็ไวเช่นกัน เขาเบี่ยงมือหลบจากการคว้าจับของดิเรกไว้ได้ เขาดึงมือกลับพร้อมยกมือทั้งสองข้างท่าทางล้อเลียนว่าเขายอมแพ้แล้ว แต่ไม่จบอยู่แค่นั้น หนึ่งในมือข้างหนึ่งที่ผู้พันประสิทธิ์ที่ยกขึ้นมา เขาลอบทำสัญญาณมือเพื่อออกคำสั่งใครบางคน
ตูม! ตูม!
เพียงชั่วพริบตา เกิดแรงระเบิดขึ้นในหมู่ทหารวสุธาที่ยืนเป็นไก่ไร้หัวเมื่อผู้กองวีรชัยยังคงนอนบาดเจ็บอยู่
ลูกน้องที่ติดตามผู้พันประสิทธิ์มาสองคนได้ใช้เวทมนตร์กระสุนวายุยิงใส่ทหารวสุธาตามคำสั่งของผู้พันประสิทธิ์ เป็นผลทำให้มีทหารวสุธาเสียชีวิตทันทีสองคน และบาดเจ็บสาหัสอีกสามคน เนื่องจากไม่ทันได้ระวังตัว ทำให้พวกเขารับบอลอัดอากาศเข้าไปอย่างจัง ไม่มีใครช่วยพวกเขาได้ทัน
“ไหนสัญญาว่าจะปล่อยทุกคนไปไง ถ้าฉันช่วยปลดคำสาปให้” ดารินเค้นเสียงตะโกนออกมา เธอแทบจะร้องไห้อีกครั้งแล้ว
ผู้พันประสิทธิ์ยิ้มดั่งยิ้มปีศาจออกมาขณะกล่าวว่า “แล้วข้าไปสัญญากับแกตอนไหน? ข้าไม่ใช่คนที่สัญญากับแกสักหน่อย”
หลังผู้พันประสิทธิ์พูดออกมา ขุนปัถวีลงกรณ์ถือโอกาสสุมไฟเข้าไปให้กับกองทหารวสุธา “ก็อย่างที่ได้ยินไป พวกเจ้าก็เลือกกันเอาเองแล้วกันว่าจะอยู่ฝั่งไหน ระหว่างฝั่งอุดมการณ์ที่จะสู้กันจนตัวตาย ซึ่งแน่ล่ะว่าตายแน่ กับอีกฝั่งที่เห็น ๆ อยู่ว่ารอดชีวิตแน่ ๆ ใช้สมองอันน้อยนิดคิดกันดูแล้ว”
“อย่าไปฟังมัน พวกมันแค่จะหลอกใช้พวกนายเป็นโล่มนุษย์เท่านั้น พอจบเรื่องมันก็ฆ่าพวกนายทิ้งอยู่ดี” ผู้กองเกรียงเดชพยายามโน้มนามเหล่าทหารวสุธา
“ก็ได้ ข้าจะให้สัญญากับพวกแก ถ้าพวกแกยอมสวามิภักดิ์ต่อพวกเรานภา ข้าจะปล่อยพวกแกไปหลังพวกแกจัดการพวกน้ำเสียพวกนี้ได้ทั้งหมด”
ผู้กองวีรชัยพยายามฝืนตัวเองขึ้นมา เขาพยายามช่วยผู้กองเกรียงเดชโน้มน้าวลูกน้องของตัวเอง “พี่น้องของฉัน อย่าไปฟังมัน อย่าไปยอมก้มหัวให้กับ...”
ไม่ทันที่ผู้กองวีรชัยจะได้พูดจบ เขาก็สิ้นลมหายใจเนื่องจากโดนลูกบอลอัดอากาศขนาดใหญ่ยิงใส่อีกครั้ง ไม่เพียงแต่ผู้กองวีรชัยเท่านั้น ยังมีคนที่อยู่ใกล้เคียงโดนไปด้วย
“พูดมากน่ารำคาญ ถ้าไม่อยากตายเหมือนหัวหน้าของพวกแกก็จงหันดาบใส่ธาราซะ!” ผู้พันประสิทธิ์คำรามออกมาอย่างเย็นชา
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
***จะติดเหรียญตั้งแต่ตอนที่ 21 เป็นต้นไปนะครับ***