คัมภีร์หมัดสยบฟ้า

    ตอนที่ 34 ตำราลับ?

    การสร้างรากฐานขั้นแรกของเคล็ดวิชาจิตดั้งเดิมรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว จนเขาอดคิดไม่ได้ว่าอาจเป็นเพราะตนเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ในการฝึกตนกระมัง ทุกอย่างจึงดำเนินไปอย่างราบรื่นถึงเพียงนี้

    เดิมทีเกาะแห่งแรกเป็นเพียงพื้นที่รกร้างที่มีเรือนหลังเล็กตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ทว่าหลังผ่านการทำสมาธิบนเรือเซียนเพียงสองวัน เซิ่งมู่ก็สามารถบุกเบิกพื้นที่บนเกาะในทะเลสาบวิญญาณของตนได้เกือบเสร็จสมบูรณ์

    พื้นที่ซึ่งเคยเต็มไปด้วยกอหญ้าสูงถูกถางออกจนเหลือไม่ถึงหนึ่งส่วน ก่อนเปลี่ยนเป็นทางเดินที่ปูด้วยกรวดหินอย่างประณีต เรือนไม้ไผ่ที่สร้างขึ้นก็มีเครื่องเรือนผุดออกมาอีกหลายสิบชิ้น

    “ไม่คิดเลยว่าเพียงแค่ขั้นแรกของวิชาจิตดั้งเดิม กลับช่วยให้ห้วงพลังจิตของข้าพัฒนาไปได้มากถึงเพียงนี้” ดวงจิตสีขาวที่ที่ลอยล่องอยู่กลางอากาศ กำลังเพ่งมองเกาะแห่งแรกของตนอย่างภาคภูมิใจ

    เมื่อรากฐานแห่งจิตใกล้สมบูรณ์ เซิ่งมู่สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่ง ยามที่เขาฝึกวรยุทธ์ ประสาทสัมผัสของเขาสามารถจับรายละเอียดเล็กๆ ได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะตอนที่ประลองกับสุยอู๋ซิน เขารู้สึกชัดเจนว่าการออกหมัดแต่ละครั้งล้วนหนักแน่น มั่นคง และตัดสินใจได้เฉียบขาดกว่าที่เคย

    เพียงขั้นแรกยังเสริมพลังจิตได้ถึงเพียงนี้ หากฝึกฝนจนบรรลุขั้นสูง การสังหารศัตรูด้วยเพียงห้วงความคิดคงมิใช่เรื่องเพ้อฝัน

    ขณะเดียวกัน เสียงเจื้อยแจ้วจากโลกภายนอกก็แว่วเข้ามา เซิ่งมู่จึงค่อยๆ ถอนจิตของตนออกจากทะเลสาบแห่งจิต

    ร่างท่อนบนที่เปลือยเปล่าของเขามีหยาดเหงื่อซึมชื้น ทว่าหากเทียบกับเมื่อสองวันก่อนแล้ว สภาพกายตอนนี้ถือว่าดีกว่ามากนัก

    เขาหยิบผ้ามาซับเหงื่อจนแห้งสนิท ก่อนสวมใส่อาภรณ์สีขาวสะอาดตากลับเข้าไปดังเดิม

    เมื่อก้าวพ้นประตูออกห้องพักไปยังนอกเรือน สิ่งแรกที่ปรากฏสู่สายตาคือภาพเรือเซียนที่กำลังค่อยๆ ลดระดับความสูงลง 

    ภาพเบื้องล่างคือเมืองที่ใหญ่กว่าเมืองชิงซีหลายเท่านัก รอบด้านรายล้อมด้วยกำแพงสูง กลางเมืองมีแม่น้ำสายใหญ่พาดผ่าน อีกทั้งยังมีหอคอยไม้สูงใหญ่ตั้งตะหง่านอยู่กลางเมือง 

    หากเพ่งมองไปยังยอดหอคอย จะเห็นเรือเซียนเกือบสิบลำบินเข้าออกท่าจอดอย่างคึกคัก

    แต่ขณะที่พวกเขาบินเข้าใกล้ท่าเรือนั้น เรือเซียนลำอื่นๆ ที่เห็นจึงรีบหลีกทางเปิดให้เรือธงของสมาคมไป๋ซางเข้าไปจอดเทียบท่า

    “ข้าชักจะเริ่มสัมผัสได้ถึงความใหญ่โตของท่านหมิงเจ๋อแล้วสิ” ต้าจินที่เข้ามายืนข้างกายเขาตั้งแต่เมื่อใดก็สุดรู้ เอ่ยลอยๆ ขึ้นมา

    “เราจะแวะพักที่นี่กี่วันหรือ?” เซิ่งมู่หันไปถาม 

    “เห็นพี่ไป๋เคยบอกว่าแค่วันเดียวกระมัง พรุ่งนี้ยามเว่ยค่อยออกเดินทางต่อ” สหายร่างใหญ่ตอบ 

    เซิ่งมู่พยักหน้ารับพลางลูบคางครุ่นคิด ระหว่างที่อยู่บนเรือ เขาได้สนทนาเรื่องเมืองแห่งนี้กับสหายคนอื่นๆ มาบ้างแล้ว 

    เมืองอวิ๋นเหอค่อนข้างเป็นเมืองที่แตกต่างจากเมืองชิงซีอยู่ไม่น้อย หากเมืองชิงซีคือสถานที่ซึ่งรวบรวมผู้คนบนและล่างภูเขาไว้ด้วยกัน เมืองอวิ๋นเหอก็คือเมืองบนภูเขาอย่างแท้จริง

    ประชากรธรรมดาที่ไร้พลังฝึกตนในเมืองนี้มีไม่ถึงสามส่วน ผู้คนเหล่านั้นหากมิใช่พ่อค้าหรือบัณฑิต ก็มักจะเป็นขุนนางชั้นสูง แม้ในเมืองจะเป็นเช่นนั้น ทว่าภายนอกกำแพงเมืองนั้นยังคงมีหมู่บ้านเกษตรกรรายล้อม ซึ่งได้รับการคุ้มครองดูแลจากเหล่าเทพเซียนในเมืองอวิ๋นเหอ

    ด้วยเหตุนี้ เมื่อเซิ่งมู่ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองนี้ครั้งแรกจึงทำให้เขาก็เกิดความสนใจไม่น้อย พอรู้ว่ามีเวลาแวะพักเพียงวันเดียวจึงอดรู้สึกเสียดายไม่ได้

    “ไว้คราวหน้า ข้าคงต้องหาโอกาสเดินทางมาเยือนคนเดียวเสียแล้ว” เขาคิดในใจ

    เมื่อก้าวเท้าลงจากท่าเทียบเรือเซียน เซิ่งมู่ก็พบกลุ่มของหมิงเจ๋อยืนรวมตัวกันอยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยมเซียนแห่งหนึ่ง

    “พวกเราจะพักผ่อนที่นี่หนึ่งวัน ระหว่างนี้ทางสมาคมไป๋ซางจะขนถ่ายสินค้าและเติมพลังวิญญาณให้เรือเซียน พรุ่งนี้ยามเว่ยเราถึงจะออกเดินทางต่อ หากพวกเจ้าอยากออกไปเดินเที่ยวเล่นก็เชิญตามสบาย ส่วนเรื่องห้องพักทางสมาคมจัดการจองไว้ให้เรียบร้อยแล้ว หากมีปัญหาอันใดมาแจ้งที่ข้าได้เลย” หมิงเจ๋ออธิบายกำหนดการให้ทุกคนฟัง

    กลุ่มเดินทางของหมิงเจ๋อเวลานี้เหลือเพียงสิบห้าคนเท่านั้น เนื่องจากบรรดาคนงาน สารถี และผู้คุ้มกันที่เคยจ้างวานมาแต่เดิมล้วนเป็นชาวเมืองชิงซี เมื่อต้องเดินทางข้ามเมือง พวกเขาจึงหมดหน้าที่และได้คนของสมาคมไป๋ซางเข้ามาดูแลรับช่วงต่อแทน

    ดังนั้นในกลุ่มตอนนี้ หากไม่นับรวมสมาชิกตระกูลเฉิน ไป๋เซียวเฟิง สุยอู๋ซิน และหมิงเจ๋อ ก็ไม่มีคนนอกอื่นอีก 

    ในเมืองอวิ๋นเหอค่อนข้างขึ้นชื่อเรื่องบัณฑิตไม่น้อย ผู้ฝึกตนเกินครึ่งในเมืองนี้ล้วนแล้วแต่ฝึกวิถีแห่งอักษร ทำให้แผนตั้งแต่แรกก่อนออกจากเมืองเล็กของเขาก็คือต้องมาดูตำราในเมืองนี้ให้ได้สักครั้ง

    ในขณะที่เขากำลังจะเดินออกจากโรงเตี๊ยมเพื่อไปร้านตำราคนเดียว ก็ได้ยินเสียงหนึ่งทักไว้ก่อน

    “เจ้าจะไปดูการประลองอีกหรือไม่?” เสียงใสของสตรีนางหนึ่งเอ่ยถาม

    “ข้าว่าจะไปเดินดูตำราเสียหน่อย ถึงอย่างไรเมืองอวิ๋นเหอก็ขึ้นชื่อเรื่องบัณฑิตอยู่แล้ว เจ้าล่ะ?” เซิ่งมู่หันไปตอบหลิวจื่ออี้

    สตรีชุดเขียวพยักหน้ารับ “ข้ากะว่าจะไปหาตำราปรุงโอสถเช่นกัน ถ้าเช่นนั้นเดี๋ยวข้าไปชวนต้าจินก่อน พวกเราจะได้ไปทางเดียวกัน” กล่าวจบนางก็สาวเท้าเดินไปหาเด็กหนุ่มร่างใหญ่

    “เจ้าจะออกไปไหนหรือไม่?” ขณะเดียวกันเขาก็ได้ยินเสียงหนึ่งก็ดังแทรกมาจากด้านหลัง

    “ข้าจะไปหาซื้อตำรา ได้ยินว่าเมืองนี้เลื่องชื่อเรื่องบัณฑิต” เขาหันไปตอบบุรุษชุดขาวที่ยืนถือพัดอย่างสบายอารมณ์

    “เช่นนั้นข้าไปด้วย ข้าไม่รู้จะทำอะไร” ไป๋เซียวเฟิงเอ่ยบอก เซิ่งมู่ตึงพยักหน้ารับตกลง

    จังหวะเดียวกันนั้น หลิวจื่ออี้ก็เดินกลับมาพร้อมต้าจินพอดี ทว่าขณะที่ทั้งสี่คนกำลังจะก้าวเท้าออกไป เสียงสตรีอีกนางก็ขัดขึ้นเสียก่อน

    “พวกเจ้าจะไปที่ใดกัน?” เฉินจื้อเยว่ในชุดครามเอ่ยถาม นางยืนกอดอกด้วยท่วงท่ามั่นใจ โดยมีหลี่ซิ่วยืนสงบเสงี่ยมอยู่เคียงข้าง เมื่อหลี่ซิ่วสบตาเข้ากับเซิ่งมู่ นางก็เพียงพยักหน้าทักทายบางๆ

    “เฮ้อ... ข้าแค่จะไปดูตำรา หลิวจื่ออี้ ต้าจินกับไป๋เซียวเฟิงก็จะไปด้วย” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ

    เฉินจื้อเยว่พยักหน้า ก่อนจะก้าวออกเดินนำหน้ากลุ่ม “ข้าไปด้วย ข้าก็ไม่มีอะไรทำเหมือนกัน”

    จากที่คิดจะเดินชมเมืองคนเดียว

    ทำให้ตอนนี้นอกจากเขา หลิวจื่ออี้และไป๋เซียวเฟิง ก็มีเฉินจื้อเยว่กับหลี่ซิ่วเดินทางร่วมกันไปดูตำราในเมืองอวิ๋นเหอด้วย ตอนนี้กลุ่มของเซิ่งมู่กลับกลายเป็นกลุ่มคนเล็กๆ ที่มีทั้งเขา หลิวจื่ออี้ ไป๋เซียวเฟิง เฉินจื้อเยว่ หลี่ซิ่ว และต้าจิน ร่วมขบวนไปร้านตำราแห่งเมืองอวิ๋นเหอ

    “ข้าแค่จะไปดูเองคนเดียวเงียบๆ แท้ๆ เฮ้อ…” เซิ่งมู่ลอบถอนหายใจในใจ

    …

    ตามคำบอกเล่าของไป๋เซียวเฟิงผู้เติบโตมาจากตระกูลฝึกตนที่เป็นบัณฑิตใหญ่ เรือนหมึกหมื่นม้วน (ว่านเจี่ยนโม่เสวียน) คือสุดยอดหอตำราอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินชิงอวิ๋น หากต้องการค้นหาตำราล้ำค่าของปราชญ์เมธีเล่มใหม่ๆ ที่แห่งนี้คือจุดหมายแรกที่ต้องมาเยือน 

    รือนหมึกหมื่นม้วนเป็นอาคารไม้โอ่โถงสูงสามชั้น ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่กลางย่านการค้า กลิ่นหอมของกระดาษและน้ำหมึกชั้นดีลอยแตะจมูกตั้งแต่ก้าวแรกที่ผ่านประตูเข้าไป ภายในร้านเต็มไปด้วยผู้คนกว่ายี่สิบชีวิต ซึ่งนับว่าหนาตามากสำหรับสถานที่ขายตำรา

    แม้จะมีลูกค้าหลายสิบคน ทว่าน่าแปลกที่บรรยากาศกลับเงียบสงบ แทบไร้เสียงพูดคุยรบกวน มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษเบาๆ ดังให้ได้ยินเป็นพักๆ

    นอกจากชั้นวางไม้เนื้อแข็งที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือและม้วนตำรามากมายจนละลานตา อีกสิ่งที่สะดุดตาคือป้ายทองเหลืองสลักอักษรวิจิตรที่ตั้งอยู่กลางร้าน 

    “ตำราทั่วไปอยู่ที่ชั้นแรก ตำราผู้บำเพ็ญอยู่ที่ชั้นสอง ตำราพิเศษอยู่ที่ชั้นสาม” เซิ่งมู่อ่านป้ายบอกทางเบาๆ

    “แล้วตำราสำหรับการปรุงโอสถอยู่ชั้นใดหรือ?” หลิวจื่ออี้หันไปถามไป๋เซียวเฟิง

    “ทุกชั้นล้วนมีตำราในการปรุงโอสถ แต่หากอิงตามสาขาใหญ่ในเมืองหลวง ชั้นแรกจะเป็นหมวดสมุนไพรพื้นฐานสำหรับชาวบ้าน ชั้นสองจึงเป็นตำราสำหรับผู้ฝึกปราณสายแพทย์เช่นแม่นางหลิว ส่วนชั้นสามจะเป็นแหล่งรวมคัมภีร์โอสถวิเศษระดับสูง” บุรุษชุดขาวเอ่ยตอบ

    “ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวขึ้นไปชั้นสองก่อน แล้วเจ้าล่ะ?” นางตัดสินใจได้ก็หันมาถามเซิ่งมู่

    “ข้าแค่อยากดูตำราหมากล้อมหรือไม่ก็ตำราทั่วไป คาดว่าคงอยู่ที่ชั้นแรกนี่แหละ” เขาเอ่ยตอบ

    “ข้ากับหลี่ซิ่วจะไปหาดูตำราการฝึกตนเช่นกัน เดี๋ยวข้าไปเป็นเพื่อนเจ้าเอง” เฉินจื้อเยว่ว่าพลางคว้าแขนหลิวจื่ออี้แล้วดึงตัวเดินขึ้นบันไดไป

    เมื่อสตรีชุดครามทั้งสองลากสหายของเขาจากไป เซิ่งมู่จึงหันกลับมามองบุรุษชุดขาวและเด็กหนุ่มร่างยักษ์ชุดน้ำตาลเข้มที่ยังคงยืนจ้องหน้าเขาตาแป๋ว

    “แล้วพวกเจ้าสองคนเล่า?”

    “ก็อย่างที่บอก ข้าไม่มีอะไรทำ เดินตามเจ้าไปนี่แหละ” ไป๋เซียวเฟิงคลี่พัดตอบ

    “ข้าก็แค่เบื่อ เลยเดินตามมาเฉยๆ” ต้าจินให้เหตุผลที่แทบไม่ต่างกัน

    บนชั้นแรกเต็มไปด้วยตำราที่เกี่ยวข้องกับโลกของคนล่างภูเขา ทั้งปรัชญา การปกครอง และประวัติศาสตร์ ตัวอย่างเช่น ตำราโครงสร้างหกกรมในราชสำนัก ใครคือผู้คุมกรม ใครรั้งตำแหน่งเสนาบดีใหญ่ ตระกูลใดเรืองอำนาจและมีประวัติศาสตร์ยาวนานเพียงใด

    บางเล่มก็มีเนื้อหาของผู้ฝึกตนเขียนกำกับไว้ด้วย แม้ไม่ลงรายละเอียดมากนัก แต่เซิ่งมู่ก็คาดเดาว่าคงเป็นเพราะทางอาณาจักรคงต้องการให้คนทั่วไปคุ้นเคยกับการมีอยู่ของผู้ฝึกตน

    ในคราแรก เขาเคยจินตนาการไว้ว่าโลกของผู้ฝึกตนบนภูเขากับชาวบ้านต้องถูกแบ่งแยกอย่างเด็ดขาดประหนึ่งฟ้ากับเหว ชาวบ้านต้องมองผู้ฝึกตนดังเทพเจ้า ทว่าเมื่อเขาก้าวเข้ามาอยู่โลกฝั่งนี้ได้สักพัก เขาจึงตระหนักว่าเส้นแบ่งนั้นมิได้ชัดเจนถึงเพียงนั้น เทพเซียนหลายคนยังคงดื่มสุรากับสหายที่เป็นคนธรรมดา และชาวบ้านหลายคนก็คุ้นชินกับเทพเซียนบนภูเขา

    เซิ่งมู่ปิดหนังสือในมือลง ก่อนเดินตรงไปหาลูกจ้างร้านซึ่งเป็นเพียงคนธรรมดา

    “ตำราเล่มนี้ราคาเท่าใดหรือ?” เขาเอ่ยถามพลางหันหน้าปกให้ลูกจ้างหนุ่มดู

    ลูกจ้างหนุ่มมองเพียงครู่เดียวก็เอ่ยตอบ “เป็นเพียงตำราทั่วไปขอรับ ร้านเราขายห้าร้อยอีแปะ”

    เซิ่งมู่พยักหน้าพลางหยิบก้อนตำลึงเงินให้เด็กหนุ่ม “ข้าอยากได้ตำราที่คล้ายกัน แต่ขอราคาไม่เกินห้าร้อยอีแปะ เจ้าพอจะช่วยแนะนำข้าสักสองสามเล่มได้หรือไม่?”

    ลูกจ้างหนุ่มกวาดตามองก้อนเงินพลางรับมาอย่างนอบน้อม เขารีบเดินไปตามชั้นหนังสือ หยิบตำราออกมาสามเล่มแล้วนำมาวางเรียงตรงหน้าเซิ่งมู่

    หนังสือทั้งสามมีเอกลักษณ์ต่างกันชัดเจน เล่มแรกเป็นปกสีเหลืองหม่นเขียนอักษรว่า ‘โหร’ ส่วนอีกสองเล่มเป็นปกสีฟ้าสะอาดตา สลักชื่อว่า ‘บันทึกอวิ๋นสุ่ย’ และ ‘ประวัติสำนักหลวง’ 

    “เล่มแรกราคาหนึ่งร้อยอีแปะ เป็นตำราดูฤกษ์ยามที่ชาวบ้านนิยมใช้ขอรับ ส่วนเล่มสองกับสามราคาเล่มละสี่ร้อยอีแปะ บันทึกอวิ๋นสุ่ยจะรวบรวมเรื่องราวของราชวงศ์เก่า มีกระทั่งชื่อตระกูลขุนนางและเทพเซียนในปัจจุบัน หากท่านเป็นลูกหลานขุนนางข้าแนะนำเล่มนี้ขอรับ” ลูกจ้างอธิบายก่อนชี้ไปที่เล่มสุดท้าย “ส่วนเล่มนี้คือประวัติความเป็นมาของสำนักหลวงชิงอวิ๋นขอรับ หากท่านต้องการที่จะเข้าศึกษาสำนักหลวง หรือสอบเลื่อนขั้นจากซิ่วไฉเป็นจวี่เหริน ข้าแนะนำเล่มนี้ขอรับ เพราะจากที่ข้าได้ยินเหล่าบัณฑิตถกกัน เนื้อหาในเล่มนี้มักออกสอบอยู่บ่อยครั้งขอรับ” ลูกจ้างหนุ่มกล่าวแนะนำจบก็ยิ้มด้วยท่าทางภูมิใจ ตนทำงานดูแลตำราเหล่านี้มาหลายปี แม้อายุยังน้อย แต่ประสบการณ์ขลุกอยู่กับกองหนังสือมาหลายปี ทำให้เขามั่นใจว่าความรู้เรื่องตำราในร้านแห่งนี้ ตนเป็นรองเพียงแค่เถ้าแก่เท่านั้น

    “แล้วเหตุใดเจ้าจึงหยิบเล่มแรกมาแนะนำข้าด้วยเล่า?” เซิ่งมู่เลิกคิ้วถาม 

    “อ๋อ… เป็นเพราะว่าตำราทั้งสองเล่มมีราคาแค่เล่มละสี่ร้อยอีแปะ ข้าจึงหาเล่มร้อยอีแปะมาเผื่อให้พอดีกับเงินทอนขอรับ หรือหากคุณชายไม่ชอบ…” ลูกจ้างหนุ่มหรี่เสียงลงในประโยคท้าย พลางหันซ้ายแลขวาอย่างมีพิรุธ

    เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจจุดที่พวกเขายืนอยู่ ลูกจ้างหนุ่มก็ลอบหยิบตำราปกขาวไร้ชื่อ ออกมาจากใต้โต๊ะ เลื่อนส่งให้เซิ่งมู่ “หรือท่านสนใจจะรับ… ตำราลับเล่มนี้ไปแทนล่ะขอรับ?”

    เซิ่งมู่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เขาเอื้อมมือไปหยิบตำราปกขาวมาเปิดดู ทว่าเมื่อสายตาเขากวาดมองภาพวาดในหน้าแรก เขาถึงกลับต้องหุบตำราลงด้วยเสียงดัง พั่บ! ก่อนที่ใบหูของเขาจะกลายเป็นสีแดงแจ๋

    “ตำรานี้ข้าไม่เอา! ตำราโหรนั่นข้าก็ไม่เอา! ข้าเอาแค่ตำราสำนักหลวงเล่มเดียวพอ ส่วนต่างที่เหลือเจ้าเก็บไว้เองเถอะ!” เซิ่งมู่รีบยัดคัมภีร์ลับคืนใส่มือลูกจ้างอย่างลุกลี้ลุกลน ก่อนจะรีบหันขวับไปมองด้านหลัง เพื่อดูให้แน่ใจว่าไม่มีสหายคนใดเห็นภาพที่ตนกำลังเปิดตำราเล่มนั้น

    ลูกจ้างหนุ่มทำหน้าเสียดายพลางถอนหายใจยาว เก็บเงินและหนังสือลงใต้โต๊ะ “รับทราบขอรับ… หากท่านต้องการตำราเล่มไหนก็บอกข้านะขอรับ ข้าอุตส่าห์ขูดเนื้อไปจ้างช่างฝีมือชั้นครูมาวาดให้แท้ๆ …”

    เซิ่งมู่ไม่รอฟังคำบ่น เขารีบคว้าถุงผ้าใส่หนังสือแล้วจ้ำอ้าวกลับไปหาสหายทั้งสองที่ยืนรออยู่

    “เจ้าได้ตำราอะไรมาหรือ?” ไป๋เซียวเฟิงถาม

    “ตำราประวัติชิงอวิ๋นกับตำราประวัติสำนักหลวง…” เขาตอบเสียงเบา

    “อ้อ! ข้าก็นึกว่าเจ้าได้ตำราลับอะไรพวกนั้นเสียอีก” บุรุษชุดขาวเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ

    เซิ่งมู่ได้ยินก็ทำสีหน้าตกใจ “เจ้ารู้ได้ยังไง!?” 

    ไป๋เซียวเฟิงกับต้าจินที่ได้ยินก็หันมามองด้วยสีหน้าฉงน ก่อนที่ต้าจินเอ่ยด้วยความสงสัย “รู้อะไร? เจ้าได้เคล็ดวิชาลับมาจริงๆ หรือ?”

    “ไม่มีอะไรๆ ข้าหมายถึงเรื่องอื่นต่างหาก!” เขาโบกมือปัด ก่อนจะแสร้งทำเป็นเดินหนีไปดูตำราชั้นอื่น ทิ้งให้สหายทั้งสองยืนมองแผ่นหลังของเขาด้วยความสงสัย

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์หมัดสยบฟ้า ที่คุณอ่าน

    เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    481K 312
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    337K 1011
    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.44M 2988
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 2687
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810