ณ ยอดเขา
หลังดอกไม้ไฟดอกสุดท้ายมลายหายไปหมดสิ้น
“เจ้ามีเรื่องอะไรถามข้ารึเปล่า” ชุนกล่าวถามจูหวงหลาน เพราะมีช่วงหนึ่งนางคล้ายอยากถามอะไรบางอย่างจากเขา ถึงตอนนั้นเขากำลังรับชมดอกไม้ไฟอยู่ เขาก็สามารถรับรู้ถึงสายตานางได้
“เจ้ารู้ตัว!” จูหวงหลานประหลาดใจ แต่พอย้อนคิดไปว่าชุนเป็นตัวตนระดับใด..นางกลับไม่มีความรู้สึกประหลาดใจหลงเหลือ ซึ่งทำให้นางถามถึงสิ่งที่นางสงสัยได้ชัดถ้อยชัดคำ
“ข้าเพียงสงสัยว่า ดอกไม้ไฟนั่นเป็นเจ้าสร้างขึ้นถูกต้องรึไม่”
ชุนพยักหน้า สายตาเขาจ้องมองไปยังผืนนภา “แน่นอน ข้าสร้างมันขึ้นมา ทั้งยังสร้างให้เหมือนความทรงจำในอดีต เจ้าชอบมันไหม”
จูหวงหลานหลับตาลงคล้ายกำลังนึกย้อนถึงภาพดอกไม้ไฟ ไม่นานนางจึงบอกกับชุนด้วยน้ำนิ่มนวล
“ข้าชอบ ถึงมันเป็นเพียงชั่วพริบตา กลับตราตรึงอยู่ในใจข้าไม่เลือนหาย วันนี้ในปีหน้า..หากได้เห็นดอกไม้ไฟอีกครั้ง ความรู้สึกข้าก็ยังคงเดิม และคงนึกถึงเรื่องราวในวันนี้”
“ฮ่าๆๆ ข้าชอบที่เจ้ากล่าวมานัก ช่างคล้ายความหมายดอกไม้ไฟโดยแท้” ชุนกล่าวชมจูหวงหลาน ก่อนจะเริ่มคุยเรื่องจำเป็นสำหรับวันนี้ โดยไม่คิดอ้อมค้อม
“จูหวงหลาน เจ้ารู้เรื่องเกี่ยวกับ ‘เซียน’ รึเปล่า”
หลังชุนกล่าวไปครู่หนึ่ง จูหวงหลานเองคอคล้ายสงสัย “เซียน!? ผู้ฝึกตนระดับเซียน?”
“ไม่ใช่” ชุนส่ายหน้า จากนั้นเริ่มกล่าวถึงปรมาจารย์หลิน “เซียนที่ข้าหมายถึง คือตัวตนเพียงหนึ่งเดียวเหมือนข้า เซียนผู้นั้นข้าเรียกขานเขาว่า 'ปรมาจารย์หลิน' ผู้มีความสามารถล้ำลึกไม่มีใครเทียบเท่าในด้านห้วงมิติและกาลเวลา ยิ่งไปกว่ายังมีประสบการณ์มากล้นเทียบเท่าฝีมือ นับว่าเป็นตัวตนน่าหวั่นเกรงตัวตนหนึ่งก็ว่าได้”
“เหตุใดเจ้าถึงกล่าวถึงเซียนผู้นั้น?..ถึงเจ้ารู้จัก แต่ข้าหาได้รู้จัก ‘เซียน’ เช่นนั้นเหมือนเจ้า” จูหวงหลายมองชุน เพราะนางไม่เข้าใจว่า..เหตุต้องกล่าวถึงเซียนผู้นั้นที่นางมิรู้จักมักคุ้น มิหนำซ้ำยังเป็นตัวตนระดับเดียวกับชุน ฟังจากคำกล่าวยังคล้ายแข็งแกร่งกว่าชุนไม่น้อย
“เจ้าไม่รู้จักปรมาจารย์หลินก็ไม่เป็นไร อย่างไรเสียข้าจะเล่าอะไรบางอย่างให้เจ้าฟัง แต่ก่อนหน้านั้นข้าต้องเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เล็กน้อยไม่ให้เขาล่วงรู้เสียก่อน” กล่าวจบ ชุนก็สะบัดมือไปมา ชักนำกฎเกณฑ์นับไม่ถ้วนเข้าไปพัวพันกับกฎเกณฑ์แห่งห้วงมิติกับกฎเกณฑ์แห่งกาลเวลา เพื่อไม่ให้เซียนหลินเข้ามาแทรกแซง
ส่วนจูหวงหลานทำได้แค่มองชุนสะบัดมือไปมา แม้นางมิอาจมองเห็นกฎเกณฑ์ที่ชุนเปลี่ยนแปลง แต่นางสามารถสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของกฎเกณฑ์รอบตัวนางที่ผันผวน
หลังผ่านไปครู่หนึ่ง ชุนจึงหยุดมือ
“เรียบร้อย! คราวนี้ข้าเล่าให้เจ้าฟังได้เสียที ขอให้เจ้าตั้งใจฟังด้วยล่ะ เพราะมันเกี่ยวข้องกับเจ้าและข้า” กล่าวจบชุนหันไปมองจูหวงหลานพลางส่งสายตาบอกว่า ‘ตั้งใจฟังให้ดี อย่าได้พลาดไปแม้แต่ประโยคเดียว’ จากนั้นเขาก็เริ่มเล่าถึงสาเหตุที่ไปหลับนอนกับนาง
ชุนเล่าตั้งแต่ต้นที่เขาดื่มสุราของปรมาจารย์หลินหมดไห ไปถึงปรมาจารย์หลินเปลี่ยนแปลงอดีตให้เขาไปหลับนอนกับจูหวงหลาน กระทั่งเขาเปลี่ยนแปลงอดีตอีกครั้งให้ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด จนท้ายสุดจบลงด้วยปรมาจารย์หลินเปลี่ยนแปลงให้กลายมาเป็นช่วงเวลานี้
เมื่อชุนเล่าจบ ไม่รู้ว่าเขากลัวจูหวงหลานเห็นภาพไม่ชัดหรือว่าไม่เชื่อ เขาถึงนำช่วงเวลาเหล่านั้น มาฉายเป็นภาพให้จูหวงหลานรับชมผ่านกฎเกณฑ์ นี่ทำให้จูหวงหลานนิ่งเงียบไปคล้ายกำลังสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ชุนเห็นความสับสนของจูหวงหลานผ่านนัยน์ตา เขาจึงเลือกถามนางไปโดยไม่รอให้ความสับสนของนางเลือนหาย
“หากเจ้าไม่ต้องการ ข้าสามารถแปรเปลี่ยนอดีตให้เจ้าไม่ต้องพบเจอข้า เรื่องราวทั้งหมดจะไม่บังเกิด ความทรงจำของเจ้าข้าจะช่วยย้อนกลับ ส่วนข้าจะลบความทรงจำส่วนนี้ทิ้งไปด้วยเช่นกัน ทำเหมือนทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือเจ้าอยากให้ทุกอย่างดำเนินต่อไป…เจ้าอยากให้เป็นเช่นไรก็เลือกมาเถอะ เพราะข้าไม่มีสิทธิตัดสินใจ”
หลังชุนกล่าวจบ จูหวงหลานยังคงนิ่งเงียบ เห็นแบบนั้นชุนจึงปล่อยให้นางคลายความสับสนเงียบๆ ส่วนเขาก็คิดอะไรในใจไปเรื่อยตามเดิม
‘ปรมาจารย์หลินยั่วยุให้ข้าออกจากภูเขา ตอนนั้นข้ากำลังคิดว่าจะอยู่จนเบื่อภูเขา หรือออกจากภูเขามาก่อน ผลลัพธ์คือข้าต้องออกมายังโลกภายนอกอยู่ดี แต่ถ้าเลือกอยู่จนเบื่อภูเขา บางทีอาจไม่ได้พบนาง เรื่องราวทั้งหมดคงไม่บังเกิด ต่อให้ข้ามีความรู้สึกดีดีกับจูหวงหลาน เพียงแต่ความรู้สึกของนางนั้นข้ามิอาจล่วงรู้ได้..
ไม่ว่านางจะเลือกอะไร ข้าขอปล่อยให้มันเป็นไปตามโชคชะตา เหมือนข้าต้องตัดสัมพันธ์กับหานเยว่ เพราะพลังที่ได้รับมา ต่อให้ไม่อยากรับมัน…อ่า ช่างมันเถอะ’
ชุนหยุดคิด เพราะกลัวว่าความเขาจะไปไกลเกินกว่าควบคุม แต่ถึงอย่างนั้น เขายังพึมพำบางสิ่งออกมา
“ถ้าหากวันหนึ่งข้าไม่เหลือสิ่งใด..แม้แต่เป้าหมาย อย่างน้อยการมุ่งไปสุดเส้นทางวิถีเทพอสูรยังเหลืออยู่ ต่อให้มันไม่ใช่เป้าหมายของข้า ก็มีเพียงข้าเห็นมันผู้เดียว แต่กว่าไปถึงจุดนั้น..คงมีหลายสิ่งเปลี่ยนไป หรือไม่มันก็เปลี่ยนแปลงไปหลังไปถึงสุดเส้นทางการบ่มเพาะ”
สายตาชุนเลื่อนมองไปยังท้องนภาอีกครั้ง คราวนี้เขามองมันอยู่นานยิ่ง ไม่ว่าตะวันเผยโฉมหรือลาลับฟ้า จันทราทดแทนสาดส่องอีกครั้ง สลับไปมาหลายครั้ง กระทั่งได้ยินเสียงจูหวงหลาน
“ข้ามีเรื่องอยากถามเจ้าก่อนตัดสินใจ”
“เจ้าอยากถามอะไร” ชุนถามกลับไป ไม่กี่วิถัดมา จูหวงหลานได้กล่าว
“เจ้าคิดยังไงกับข้า อยากให้เวลาย้อนกลับไปเหมือนตอนเราไม่รู้จักกัน หรือปล่อยให้เราทั้งสองดำเนินต่อไปเช่นนี้ โปรดบอกความรู้สึกแท้จริงของเจ้ามาเถิด ความรู้สึกแท้จริงไม่มีสิ่งใดปิดบัง”
ได้ยินคำกล่าวจากปากจูหวงหลาน ผสานน้ำเสียงชวนเศร้า ชุนถึงกับนิ่งไป ฉับพลันในใจเขาเหมือนมีคำพูดจากตัวเขาในอดีตถาโถมเข้าใส่
‘นายเลือกได้ ไม่ใช่แค่คนอื่นที่เลือกได้….ตัดสัมพันธ์กันหายเยว่ในอดีตเป็นนายเห็นแก่ตัว เห็นแก่ความสบาย หรือเห็นแก่ภาระหน้าที่….นายในอดีตไม่เคยเป็นแบบนี้….ไม่เคยถูกอะไรมาฉุดรั้งต่อให้เป็นกฎข้อห้าม….ใจจริงมีคำตอบไม่เคยเก็บงำ ทำตามใจปรารถนา ตรงไปตรงมาไม่โกหกตัวเอง…’
ขณะคำพูดค่อยๆปรากฏขึ้นจิตในใจ ในที่สุดชุนก็หลับตาลง ‘เฮอะ คำตอบมันง่ายนิดเดียวไม่ใช่รึไง..มาคิดดูแล้วก็อยากจะซัดหน้าตัวเองสักหมัดเสียจริง’
คิดได้ถึงคำตอบของความรู้สึกจากใจจริง ชุนจึงลืมตาพลางหันมามองดวงตาจูหวงหลาน ก่อนกล่าวความรู้สึกที่ไม่ได้เกิดต่อสตรีใดได้ง่ายๆ..ให้นางฟัง
“ข้าชอบเจ้า ตอนนี้อาจไม่ถึงขั้นเรียกว่ารัก แต่ความรู้สึกต้องพัฒนาไปเป็นรักได้แน่ เพราะเจ้าคือสตรีที่ข้ามีความรู้สึกก่อเกิดในจิตใจอันแสนเย็นชา”
“ข้าชอบเจ้าเช่นกัน ถึงทำตัวไม่ค่อยถูกกับสิ่งที่เจ้าเล่าและแสดงให้เห็น ยังไงอดีตก็คืออดีต ถ้ากลับไปแก้ไขปัจจุบันต้องเปลี่ยนไป เมื่อเปลี่ยนไปข้าอาจไม่ได้พบเจอเจ้าอีก ซึ่งข้าไม่ต้องการ” จูหวงหลานให้คำตอบชุน หลังชุนกล่าวทันที ช่วงเวลานั้นนางยืนใบหน้าเข้าหาชุน ประกอบริมฝีปากเขาอย่างนิ่มนวล
ในราตรีนั้นคู่รักใหม่จึงได้บังเกิด พร้อมทั้งตัวตนของชุนกลับมาเป็นตัวเขาอย่างแท้จริง อีกอย่างจูหวงหลานผู้ไม่เคยมีความรู้สึกรักใคร่กลับมีความรู้สึกปรากฏ สำหรับสักขีพยาน..คงมีเพียง จันทรากับหมู่ดารานับไม่ถ้วนรับรู้