ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 167 พี่สะใภ้สาม ตาท่านไม่ดีหรือ

            ทั่วทั้งรถม้าเงียบสงัด

            กุ่ยหยิ่งยืนนิ่งเงียบแต่มุมปากของเขากระตุกเล็กน้อย เขาไม่ได้หยุดแม้เพียงครู่เดียวด้วยเขากำลังใช้เสียงที่บางเบาเพียงน้อยนิดในการสื่อสาร

            เนื่องจากในยามนี้เขารวมเสียงให้เป็นเส้นเสียง จนเกิดเสียงที่บางเบามากหลุดออกมา เพราะเขากำลังเอ่ยรายงานว่าเกิดอะไรขึ้นภายในตำหนักคุนหนิงให้กับหลงเซี่ยวอวี่ที่อยู่ในรถม้าได้รับรู้

            การส่งเสียงพูดอย่างลับๆเช่นนี้ต้องใช้ผู้ที่มีกำลังภายในที่ลึกล้ำเพื่อรวบรวมเส้นเสียงและถ่ายทอดให้กันและกันได้รับทราบและจะไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นได้เลย

            ในฐานะองครักษ์เงาของหลงเซี่ยวอวี่กุ่ยหยิ่งมักจะคอยติดตามปกป้องเขาอย่างลับๆ อยู่เสมอดังนั้นความแข็งแกร่งในด้านวิชาวรยุทธ์จึงไม่ธรรมดา

            แต่การส่งเสียงอย่างลับๆนี้ควรจะไม่มีเสียงใดๆ หลุดรอดออกมา เห็นได้ชัดว่ากุ่ยหยิ่งยังไม่แข็งแกร่งพอและการฝึกฝนยังไม่ถึงมาตรฐาน ดังนั้นจึงมีเสียงหลุดออกมาเล็กน้อยเป็นครั้งคราว

            แต่เสียงที่ดังขึ้นเพียงเล็กน้อยของกุ่ยหยิ่งไม่มีผลกับโลกภายนอก

            เพราะในยามนี้มีเพียงหลงเซี่ยวอวี่ที่อยู่ในรถม้าเท่านั้นที่สามารถได้ยินทุกคำและทุกประโยคที่กุ่ยหยิ่งสื่อออกมาอย่างชัดเจน

            เหล่าคนที่ยืนเฝ้าอยู่ไม่ห่างจากประตูวังอย่างสง่าแต่เดิมบัดนี้ทุกคนกลับยืนเหยียดขึ้นอย่างระมัดระวัง

            พวกเขาอาจไม่รู้จักคนสองคนที่ยืนอยู่นอกรถม้าด้วยท่าทางนอบน้อมหรืออาจเพิกเฉยต่อรถหรูที่เห็นได้ชัดเจนนี้ได้

            แต่พวกเขาอดไม่ได้ที่จะจดจำม้าที่หยิ่งผยองอย่างม้าเปินเหลยได้และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเจ้าของม้าเปินเหลย พวกเขาไม่สามารถทำให้ตัวของเขานั้นขุ่นเคืองได้

            ดังนั้นอย่าว่าแต่เงี่ยหูฟังเลย ดวงตาของพวกเขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะชำเลืองมองที่รถม้าสุดหรูนี้

            ในอีกด้านหนึ่งผู้ที่ยืนอยู่อีกฟากหนึ่งของรถม้าทั้งหวาดหวั่นและกลัวอย่างแท้จริงฝูหลินก้มหน้าลงและโค้งคำนับด้วยความกลัว

            แม้ว่าฝูหลินจะเป็นผู้ฝึกสอนและมีพื้นฐานด้านวรยุทธ์ที่ไม่เลวร้ายแต่ยามนี้เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปากของกุ่ยหยิ่งกำลังขยับ

            ยิ่งไปกว่านั้นเขายังตาดูที่จมูกจมูกดูที่หัวใจ [1] มาโดยตลอด ได้ยินเพียงเสียงที่ดังก้องอยู่ในใจไม่กล้าแม้แต่จะหายใจด้วยซ้ำ ได้แต่ภาวนาในใจขอให้ฉีหวางเฟยออกมาโดยเร็วและเขาก็จะสามารถรีบไปขอรับโทษได้

            เมื่อพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้กุ่ยหยิ่งได้ซ่อนตัวอยู่ในความมืดเพื่อสังเกตอย่างลับๆ แต่ตลอดเวลานั้นเขามีเหงื่อเย็นไหลออกมาอยู่เสมอในยามที่มู่จื่อหลิงยั่วยุฮองเฮา

            สวรรค์รู้ดี ในเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดตั้งแต่กุ่ยหยิ่งกลายเป็นองครักษ์เงาและมันก็น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าการสังหารคน

            เพราะทั้งหัวใจของเขามันขึ้นๆลงๆ ตามถ้อยคำของมู่จื่อหลิง

            ไม่นานหลังจากนั้นกุ่ยหยิ่งก็ค่อยๆ เข้าใจเจตนาที่แท้จริงของมู่จื่อหลิงนางทำเพื่อปราบศัตรูโดยไม่ต้องต่อสู้ เพียงแค่ทำให้ฮองเฮาตกอยู่ภายใต้อำนาจและยอมเชื่อฟัง

            ต้องกล่าวว่านายหญิงผู้นี้เกินคำบรรยายจริงๆ!

            ยามสังหารไม่เพียงแต่แสร้งทำเป็นไร้เดียงสาแต่ยังยิ้มแย้มอีกด้วย...แต่ละการกระทำล้วนทำให้คนขุ่นเคือง!

            ผู้หญิงเช่นนี้ก็เก่งกาจไม่ต่างไปจากนายของพวกเขานี่เป็นการจับคู่ที่สมบูรณ์แบบ สองคนนั้นช่างร้ายกาจและเจ้าเล่ห์ไม่แพ้กันทั้งยังใจแคบเท่าไส้ไก่ [2] ไม่ต่างกัน และจะตอบแทนสิ่งนั้นด้วยความทรมานเป็นทวีคูณ

            อย่างที่ทุกคนทราบนับจากวันนี้เป็นต้นไปมู่จื่อหลิงได้ปรับเปลี่ยนความรู้และความเข้าใจในตัวนางในใจของกุ่ยหยิ่งอีกครั้งแล้ว

            นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปพวกเขาล้วนยอมรับมู่จื่อหลิงเป็นนายหญิงที่แท้จริงของตนแล้ว ต่อไปก็จะคิดที่จะเคารพบูชานายหญิงผู้นี้ราวกับเป็นพระโพธิสัตว์ที่น่ายกย่องอยู่เสมอแน่นอนว่านี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง

            กุ่ยหยิ่งใช้เวลาไม่นานในการรายงานเหตุการณ์ในค่ำคืนอันยาวนานอย่างละเอียด

            แม้ว่าฮองเฮาจะไม่สงสัยแม้แต่น้อยที่มู่จื่อหลิงหลุดออกมาจากกลอุบายที่ไม่รู้จบของตนแม้ว่าหลงเซี่ยวอวี่ไม่อยู่ที่นั่น และยังมีบางคำที่มู่จื่อหลิงพูดใส่หูของฮองเฮาที่แม้แต่กุ่ยหยิ่งก็ไม่ได้ยิน

            แต่เพียงแค่ได้ฟังรายงานสั้นๆของกุ่ยหยิ่งหลงเซี่ยวอวี่ก็รับรู้ถึงกลอุบายทั้งหมดของมู่จื่อหลิงตั้งแต่ต้นจนจบได้

            ในรถม้าสายตาของหลงเซี่ยวอวี่มีร่องรอยของความรู้สึกไร้หนทาง หญิงโง่ เล่นก็คือเล่นยังกล้าเล่นจนปล่อยให้คนถือกระบี่พาดคอได้อีก

            กล้าที่จะเอาชีวิตของตนออกไปเสี่ยง? หน้าของหลงเซี่ยวอวี่กระชับขึ้นเล็กน้อยหากหญิงโง่คนนั้นไม่ได้รับบทเรียนดีๆ สักหน่อยนางก็จะมีความทรงจำที่ยาวนานไม่ได้จริงๆ สินะ

            ดูเหมือนว่าหลังจากผ่านไปนานหลงเซี่ยวอวี่ก็ทำท่าไม่สนใจไยดีและพูดช้าๆ ว่า “ผู้ที่ไม่สมควรอยู่ที่นั่นผู้ที่ไม่ควรรับรู้เรื่องนี้ จะต้องถูกจัดการ”

            เสียงของเขาเย็นเยียบราวกับสายลมหนาวมีกลิ่นอายของความเย็นชาและกระหายเลือดอย่างโหดร้าย

            “พ่ะย่ะค่ะ”กุ่ยหยิ่งโค้งคำนับรับคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่คมและชัดเจน ก่อนจะหายตัวไปในทันที

            -

            ไม่นานหลังจากที่ร่างกุ่ยหยิ่งจากไปมู่จื่อหลิงกับหลงเซี่ยวเจ๋อก็เดินออกจากวัง

            ไม่รู้ว่าทั้งสองกำลังพูดถึงสิ่งใด

            เห็นเพียงมู่จื่อหลิงที่ยกมือขึ้นจับหน้าผากของตนด้วยสีหน้าที่มืดมิดและเดินมาข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

            มีหลงเซี่ยวเจ๋อที่เดินตามหลังมาด้วยย่างก้าวที่กว้างของเขาเขาจึงเกือบจะขึ้นมาเดินเคียงข้างกับมู่จื่อหลิงที่อยู่ข้างหน้าและมีรอยยิ้มประจบสอพลอบนใบหน้าของเขา

            เขามุ่ยริมฝีปากเหมือนเด็กและยื่นขาสุนัข [3] ของตนมาจากด้านหลังเพื่อคว้าแขนเสื้อแคบๆ ของมู่จื่อหลิงทันใดนั้นเขาก็เหลือบไปเห็นรถม้าที่สว่างไสวจนแทบจะทำให้คนตาบอดซึ่งจอดอยู่ไม่ไกล

            ก่อนที่หลงเซี่ยวเจ๋อจะนึกถึงสิ่งที่อยู่ในรถม้าเขาก็รู้สึกเย็นยะเยือกที่กระดูกสันหลังของตน ราวกับว่าลมหายใจเย็นเฉียบปกคลุมและกัดกินทั่วร่างกายของเขา

            ในเวลาเดียวกันหัวของหลงเซี่ยวเจ๋อก็ตื่นขึ้นในทันที และเขาก็ตอบสนองทันใด

            รถม้าคันนั้นม้าสองตัวนั่น...ดูคุ้นๆ นะ!

            จากนั้น หัวของหลงเซี่ยวเจ๋อก็หันไปตรงทิศทางของรถม้าโดยไม่ได้ตั้งใจ

            ชำเลืองมองเพียงครั้งเดียวร่างกายของเขาก็หยุดนิ่งทันที ไม่เคลื่อนไหวอีกเลย

            ไม่ใช่ดูคุ้นๆมันคุ้นเคยเกินไปแล้ว

            คนอื่นอาจไม่รู้จักรถม้าและม้าสองตัวนี้แต่เขาจำพวกมันได้! แม้มันจะกลายเป็นขี้เถ้า [4] เขาก็ยังจำมันได้!

            จบแล้ว! มันจบแล้ว!

            หลงเซี่ยวเจ๋อน้ำตาไหลหัวใจของเขาเจ็บปวดราวกับมดบนกระทะร้อน [5] ปั่นป่วนตลอดเวลาเขากลัวสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ!

            ยามที่เขาออกจากวังมาเมื่อครู่นี้มู่จื่อหลิงบอกเขาว่าพี่สามของเขารู้เกี่ยวกับความจริงที่ว่าเขานั่งอยู่ที่มุมข้างวังมาสองสามวันเป็นอย่างดี

            ดังนั้นหลงเซี่ยวเจ๋อจึงขอร้องมู่จื่อหลิงเมื่อไม่นานมานี้ว่าหากนางพบหลงเซี่ยวอวี่ นางต้องช่วยเขาโดยการพูดสิ่งที่ดีเพื่อไม่ให้เขาถูกลงโทษ

            แต่ผู้ใดจะไปรู้ ก่อนที่เขาจะได้รอให้มู่จื่อหลิงพบอีกฝ่ายโจโฉก็อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว [6]

            สวรรค์ต้องการทรมานเขาจริงๆ!หลงเซี่ยวเจ๋อเงยศีรษะขึ้นมองท้องฟ้าอย่างเงียบๆ และคร่ำครวญในใจ!

            ก่อนที่หลงเซี่ยวเจ๋อจะสามารถคร่ำครวญเสร็จสิ้นแม้เขายืนอยู่ไกลจากรถม้ามาก มากจนมองเห็นการเคลื่อนไหวในรถม้าไม่ชัดนัก

            แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง หลงเซี่ยวเจ๋อกลับรู้สึกว่ามีการจ้องมองเหมือนใบมีดคมจากในรถม้าผ่านม่านหยก พุ่งตรงมาที่มือของเขาที่กำลังดึงแขนเสื้อของมู่จื่อหลิง

            หลังจากนั้นมือของหลงเซี่ยวเจ๋อที่คว้าแขนเสื้อของมู่จื่อหลิงก็มีความรู้สึกราวกับถูกจุ่มลงไปในลาวาที่ร้อนระอุเขารีบดึงมือของตนกลับอย่างรวดเร็วทันที

            ส่วนมู่จื่อหลิงยังคงจับหน้าผากของตนด้วยความรู้สึก ‘ปวดหัว’ แขนของนางจึงบดบังทัศนวิสัยของตนดังนั้นนางจึงมองไม่เห็นรถม้าที่อยู่ไม่ไกล

            ในตอนแรกนางได้ยินหลงเซี่ยวเจ๋อพูดซ้ำเรื่องไร้สาระและแขนเสื้อของนางก็ถูกดึงอีกครั้ง ความโกรธจึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจของนาง

            แต่ในขณะนี้ หลงเซี่ยวเจ๋อไม่เพียงแต่จับแน่นขึ้นโดยไม่พูดอะไรแต่เขายังยืนนิ่ง นางจึงต้องหยุดฝีเท้าของตน

            ดังนั้น...ยามที่มู่จื่อหลิงกำลังจะหันหลังกลับไปพ่นไฟใส่หลงเซี่ยวเจ๋อนางก็เห็นว่าหลงเซี่ยวเจ๋อดึงมือของตนกลับราวกับว่าถูกไฟดูด

            เดิมทีมู่จื่อหลิงคิดว่าหลงเซี่ยวเจ๋อยอมถอนมืออย่างเชื่อฟังเพราะเขากลัวนางโกรธ

            คาดไม่ถึงนางกลับต้องมาเห็นว่าทั้งร่างของหลงเซี่ยวเจ๋อแข็งทื่อราวกับโดนจี้จุด ยืนนิ่ง ดวงตาของเขากำลังจับจ้องอยู่ที่จุดจุดเดียวทั้งยังทำหน้าราวกับท้องฟ้ากำลังจะถล่มและไร้ทางหนี

            “เกิดอะไรขึ้น?” มู่จื่อหลิงเอื้อมมือออกไปจับหน้าของหลงเซี่ยวเจ๋อ

            หลงเซี่ยวเจ๋อโง่มากจริงๆเหตุใดถึงไม่ยอมตอบเล่า? ชายผู้นี้โดนผีหลอกหรือเปล่า? มู่จื่อหลิงรู้สึกสงสัย

            หลังจากนั้นสายตาของมู่จื่อหลิงจึงมองตามเขาไปและเห็นรถม้าหรูหราจอดอยู่ข้างรถม้าที่นางนั่งมา

            ไม่เห็นก็ไม่เป็นไรเพียงแค่มอง...

            “เฮ้ย!”มู่จื่อหลิงอุทานออกมาทันที

            ตอนแรกรถม้าที่นางนั่งมานั้นค่อนข้างใหญ่อยู่แล้วแต่เมื่อนางเห็นรถม้าคันใหญ่นั้นมู่จื่อหลิงก็รู้สึกทันทีว่ารถม้าของนางเล็กลงไปมากจนไม่มีผู้ใดสนใจ

            สิ่งสำคัญที่สุดคือการตกแต่งรถม้าภายนอกทั้งหมดทำจากทองคำและหยก มันช่างหรูหราและวิจิตรตระการตาม่านรถที่ทำจากหยกหลากสี ความเปล่งปลั่งกระแทกนัยน์ตา ทั้งโปร่งใสและบริสุทธิ์

            เมื่อมองดูข้างหน้ารถม้าเห็นม้าสองตัวหนึ่งดำนิลหนึ่งขาว พวกมันสามารถอธิบายได้ด้วยคำว่า ‘บ้าระห่ำเทียมชั้นฟ้า [7]’

            มู่จื่อหลิงแอบเดาะลิ้นของนางอยู่ในใจ!

            สุดท้ายจะมีผู้ใดที่ฟุ่มเฟือยได้ถึงเพียงนี้? ยามออกไปด้านนอกแทบจะทำให้คนตาบอดได้จริงๆ เลย! มู่จื่อหลิงก็เคยเห็นผู้คนมากมายในหลายยุคสมัย แต่ในเวลานี้นางยังอดไม่ได้ที่จะส่ายหัว

            แต่...ม้าสีนิลของรถม้าคันใหญ่นั้นช่างดูคุ้นเคยอะไรเช่นนี้?

            มู่จื่อหลิงหรี่ตาลง จ้องไปที่ม้าสีนิลอย่างสงสัย

            “เอ๊ะ!รู้สึกว่าม้าสีนิลตัวนั้นจะดูเหมือนม้าเปินเหลย!”มู่จื่อหลิงเอามือข้างหนึ่งไขว้แขนและใช้อีกข้างเท้าคางก่อนที่นางจะกระแทกศอกของหลงเซี่ยวเจ๋อ

            ผู้ใดจะไปรู้ก่อนที่ข้อศอกของมู่จื่อหลิงจะแตะโดนหลงเซี่ยวเจ๋อหลงเซี่ยวเจ๋อก็กระโดดออกห่างจากมู่จื่อหลิงไปสองสามก้าวราวกับว่านางเป็นวัตถุที่ไม่อาจแตะต้องได้

            ราวกับหลงเซี่ยวเจ๋อกำลังโดนมู่จื่อหลิงตีตาย

            ‘พี่สะใภ้สามตาท่านไม่ดีหรือ มันแค่เหมือนที่ไหนกัน นั่นมันม้าเปินเหลยตัวจริง!’ หลงเซี่ยวเจ๋อร้องไห้ในใจโดยไม่มีน้ำตา!

            ที่จริงแล้วสายตาของมู่จื่อหลิงไม่ได้แย่เหตุผลหลักก็คือนางราวกับดวงตามืดบอดเพราะโดนรถม้าสุดหรูสาดแสงใส่มันมากเสียจนนางเมินเฉยต่อฝูหลินชายร่างใหญ่ที่อยู่ข้างรถม้าไป

            ไม่เพียงเท่านั้น นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นรถม้าเช่นนี้แต่ยังเพราะว่ารถม้าคันนี้ใช้ม้าสุดสง่าถึงสองตัว และไม่ว่าเธอจะคิดอย่างไรก็ไม่เคยคิดเลยว่า ม้าเปินเหลยจะยอมลากรถม้าร่วมกับม้าตัวอื่นได้

            ต้องรู้ว่านางเคยได้ยินมาก่อนว่าม้าเปินเหลยสามารถเตะม้าอีกตัวที่ต้องการเข้าใกล้ให้ตายได้ด้วยกีบเท้าของมัน

            เมื่อเห็นหลงเซี่ยวเจ๋อยืนอยู่ห่างจากนางราวกับว่าเขาได้เห็นนางเป็นพาหะนำโรคหน้าของมู่จื่อหลิงก็เปลี่ยนเป็นสีดำในทันใด “หลงเซี่ยวเจ๋อ เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?”

            แต่หลงเซี่ยวเจ๋อยังคงเพิกเฉยต่อนางฝีเท้าของเขาก็ดูผิดปกติไป เขาก้าวถอยหลังไปอีกสามก้าว ก่อนจะเดินอย่างช้าๆเข้าไปที่รถม้าด้วยท่าทางราวกับว่าเขากำลังจะเดินเข้าสู่ลานแขวนคอ

            ในความเป็นจริงเดิมหลงเซี่ยวเจ๋อต้องการที่จะลอบหลบหนีไปแต่เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเท้าของเขา มันไม่ยอมเชื่อฟังและยังคงบังคับให้เขาก้าวไปข้างหน้า

            แม้ว่ายามนี้ในใจของเขาจะไม่อยากก้าวเข้าไปแต่...เท้ากลับยังคงก้าวไปข้างหน้า

            มู่จื่อหลิงพูดไม่ออกนี่เป็นครั้งแรกที่หลงเซี่ยวเจ๋อเพิกเฉยต่อนาง

            เมื่อมองย้อนกลับมามองตัวที่สั่นเทาของหลงเซี่ยวเจ๋อมู่จื่อหลิงก็เกิดความสับสน มันเกิดอะไรขึ้น?

            หลงเซี่ยวเจ๋อผู้นี้กำลังหวาดกลัวสิ่งใด? อันธพาลตัวน้อยนี้จะกลัวผู้ใดได้ผู้ใดสามารถทำให้เจ้าตัวแสบแห่งวังหลังไก่บินสุนัขกระโดด [8]จนแม้แต่ไก่และสุนัขก็ไม่เป็นสุข [9]?

            นอกจาก...จิตใจของมู่จื่อหลิงก็ตื่นตัวขึ้นทันทีสายตาของนางหันไปที่รถม้าอีกครั้ง พูดให้ถูกคือ มองไปยังม้าสีนิล

            ยิ่งดูยิ่งคล้ายแทบจะแกะออกจากแม่พิมพ์เดียวกันกับม้าเปินเหลย

            ไม่ นั่นมันม้าเปินเหลยหัวใจของมู่จื่อหลิงเต้นแรง คนผู้นั้นที่อยู่ในรถม้าสุดหรู...คือหลงเซี่ยวอวี่หรือ?

            ---------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] ตาดูที่จมูก จมูกดูที่หัวใจ (眼观鼻鼻观心) เป็นวลี มีความหมายว่าก้มหน้าลงโค้งคำนับอย่างอึดอัดใจ ทั้งยังจดจ่ออยู่กับมันด้วยจิตที่มีสมาธิจิตที่ไม่ฟุ้งซ่าน หรือรอรับโทษอย่างละอายใจ

            [2] ใจแคบเท่าไส้ไก่(睚眥必報) เป็นสำนวน มีความหมายว่า ใจแคบอย่างยิ่งแม้แต่ความขุ่นเคืองเพียงเล็กน้อยก็ยังต้องแก้แค้น

            [3] ยื่นขาสุนัข (狗腿的伸手) เป็นวลีมีความหมายว่าคนที่อยู่ด้อยกว่าต้องการพึ่งพาคนมากอำนาจหรือนายของตนจึงต้องการยึดนายเป็นที่พึ่ง ส่วนมากใช้ยามที่คนทำเรื่องไม่ดีมาจากนั้นจึงมาขอความช่วยเหลือจากคนที่มีอำนาจ

            [4] กลายเป็นขี้เถ้า(化成灰) เป็นคำอุปมา มีความหมายว่า จดจำได้เป็นอย่างดีส่วนมากใช้กับสิ่งที่จำได้แม้ไม่อยากจำ เช่น จำความแค้น ความโกรธ เป็นต้น

            [5] มดบนกระทะร้อน (热锅上的蚂蚁)เป็นสำนวน มีความหมายว่า อารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียว หรือร้อนใจ เทียบกับสำนวนไทยจะใกล้เคียงกับคำว่าเป็นฟืนเป็นไฟหรือไฟสุมอก

            [6] โจโฉก็อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว (曹操就已经在眼前了) มาจากสำนวน 说曹操, 曹操就到 แปลว่า พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มามีความหมายว่า เมื่อเรากำลังพูดถึงผู้ใดสักคนหนึ่ง คนคนนั้นก็มาถึงพอดี

            [7] บ้าระห่ำเทียมชั้นฟ้า (狂拽酷炫吊炸天) เป็นวลี มีความหมายว่า ดูดีน่ามองอย่างถึงที่สุดใช้กับสิ่งที่หรูหรา ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเทียบได้

            [8] ไก่บินสุนัขกระโดด (鸡飞狗跳) เป็นสำนวนมีความหมายว่า ถูกข่มขู่จนตื่นตระหนก

            [9] แม้แต่ไก่และสุนัขก็ไม่เป็นสุข (鸡犬不宁) เป็นสำนวน มีความหมายว่าเกิดความโกลาหลจนวุ่นวายไปทั่ว

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730