“ฉีเอ๋อร์ เจ้าก็รู้ว่าแม่ของเจ้าเป็นคนจิตใจอ่อนโยน เวลานี้นางก็ตายไปแล้ว เจ้าต้องการจะทำให้คนที่ยังอยู่รู้สึกทุกข์ทรมานใจอย่างนั้นหรือ?”
ถังต้าสี่มองเด็กหญิงและเอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าเกรงขาม
ภาพที่นางเผากระดาษเงินกระดาษทองหน้าประตูบ้านหลังใหม่ตอนกลางวันแสก ๆ ถือเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดใจไม่น้อย
อย่าว่าแต่นางฉินเลย แม้แต่ถังต้าสี่ก็พบว่าบ้านหลังใหม่นี้สะดุดตามาก
บ้านของพวกเขาเป็นบ้านเก่าบ้านแก่ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ รองรับลูกหลานในหมู่บ้านตระกูลถังมาหลายชั่วอายุคนจนทรุดโทรมเต็มที!
หากพวกเขาสามารถย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านอิฐที่กว้างขวางเช่นนี้ คงจะช่วยให้ลูกหลานหลายสิบรุ่นไม่ต้องสร้างบ้านหลังใหม่ได้!
“ท่านปู่ ท่านหมายความว่าอย่างไร? ท่านคิดว่าท่านย่าเป็นฝ่ายผิด? หรือคิดว่าท่านแม่ของข้าสมควรตาย? ในฐานะลูกสาว ข้าไม่ควรทวงความยุติธรรมให้นางหรือ? ท่านปู่ ร่างของท่านแม่ยังไม่ทันแข็ง ท่านต้องการให้นางมาหลอกหลอนพวกเราทุกคืนใช่หรือไม่?”
ถังฉีไม่อยากจะเรียกพวกเขาว่า ‘ท่านปู่’ และ ‘ท่านย่า’ เลยแม้แต่น้อย แต่นางก็ต้องฝืนใจ
ท้ายที่สุดแล้ว สายเลือดเดียวกันก็ไหลเวียนในร่างกาย หากพฤติกรรมของนางดื้อรั้นเกินไป บางทีชาวบ้านอาจเข้าข้างถังต้าสี่และตั้งแง่กับนาง
“ใช่แล้ว ต้าสี่ ดังคำกล่าวที่ว่า ‘สวรรค์มีตา’ ใช้ชีวิตให้สง่าผ่าเผย ตรงไปตรงมาจะดีกว่า มิเช่นนั้น สวรรค์อาจลงโทษ”
ถังซานจางก้าวออกมาจากฝูงชน
เขาเฝ้าสังเกตการณ์เงียบ ๆ มาโดยตลอด
ฉีเซิ่งไม่ได้ห่วงใยถังฉีเช่นหุ้นส่วนธรรมดา ทว่าเขาปฏิบัติต่อนางเช่นเดียวกับตัวเอง
สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร?
มันแสดงให้เห็นว่า ถังฉีมีคุณค่าในสายตาเขา
ทุกวันนี้ ที่ถังซานจางประสบความสำเร็จได้ล้วนเป็นเพราะวิสัยทัศน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา
ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะเสี่ยงโชคและลงเรือลำเดียวกันกับถังฉี
อีกประเด็นหนึ่งคือ เขาไม่ชอบสิ่งที่ครอบครัวของถังต้าสี่ทำ!
ถังฉีเหลือบมองถังซานจางอยู่สองครั้ง รู้สึกประหลาดใจที่เขาออกหน้าแทนนาง
“ฉีเอ๋อร์ ทุกคนรู้ดีว่าเจ้าเป็นเด็กดีมีใจกตัญญู”
เมื่อพูดจบ ถังซานจางก็ถอนหายใจเบา ๆ ราวกับว่าเขากำลังคร่ำครวญถึงชีวิตของถังฉี
ชาวบ้านตระกูลถังรู้สึกสะเทือนใจกับเสียงถอนหายใจของเขา
“หากเจ้าอยากตายจริงละก็ ผูกคอตายเสียที่นี่เลย อย่างไรเสีย นางหวังก็ตายอย่างไม่เป็นธรรมอยู่แล้ว บางทีเจ้าสองคนอาจจะได้อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันหลังจากตายไปแล้ว เวลานี้ นางอาจจะมองเจ้าอยู่ด้านหลังก็เป็นได้”
ผู้นำตระกูลเอ่ยเสียงเย็น
นางฉินที่มีความผิดติดตัวอยู่แล้ว รู้สึกหนาวสั่นเมื่อได้ยินเช่นนี้ ราวกับว่ามีดวงตาอีกคู่หนึ่งจับจ้องอยู่ด้านหลังจริง ๆ
นอกจากนี้ ตัวนางฉินเองก็ไม่ได้ดีกับนางหวังเมื่อครั้งอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ เวลานี้ยังรังแกลูก ๆ ของนางอีก…
เมื่อคิดได้เช่นนี้ จู่ ๆ นางฉินก็หลับตา และล้มลงจากเก้าอี้ที่ใช้ทรงตัว
*โครม*
ทุกคนในที่นี้ได้ยินเสียงบั้นท้ายอ้วน ๆ กระทบพื้น
นางฉินนอนอยู่บนพื้น ริมฝีปากสั่นระริก ทว่าดวงตายังปิดสนิท ราวกับนางหมดสติไป
“ท่านย่า ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ!”
ถังฉีรีบวิ่งเข้าไป แสดงท่าทีอย่างหลานสาวที่กตัญญูคนหนึ่งพึงกระทำ
“ท่านย่า ท่านแม่กำลังยืมยิ้มให้ท่านอยู่ตรงนั้น ท่านเห็นหรือไม่? สีหน้านางดูไม่พอใจ ราวกับต้องการจะพูดอะไรกับท่าน!”
ถังฉีกระซิบข้างหูนางฉิน เสียงของนางมีเพียงคนสองคนที่ได้ยิน
ประโยคนี้ทำให้หญิงชราตกใจกลัวจนเป็นลมและไม่สามารถควบคุมร่างกายได้ หลังจากนั้นไม่นาน ผู้คนโดยรอบก็ได้กลิ่นฉุน
เวลานี้ ถังต้าสี่สังเกตเห็นอาการผิดปกติของนางฉิน เขาจึงรีบบอกให้ถังเฉวียนพยุงมารดากลับไป
ถังฉีเฝ้ามองด้วยท่าทีสงบนิ่ง
นางหวังว่าหลังจากพูดประโยคเหล่านั้นออกไป นางฉินจะไม่กล้ามาข่มขู่พวกนางอีก
“ฉีเอ๋อร์ที่น่าสงสาร เจ้าทุกข์ทรมานมามากจริง ๆ” ผู้นำตระกูลเอ่ยอย่างจนใจ
“ท่านปู่ผู้นำตระกูล บางทีท่านย่าอาจจะไม่รู้ว่าเวลานี้ควรทำเช่นไร หรือบางทีตระกูลฉินอาจจะบังคับนางให้ทำเช่นนี้ก็ได้เจ้าค่ะ”
ถังฉีเอ่ยเสียงเรียบ ช่วงนี้ คนตระกูลฉินไปที่บ้านเก่าบ่อยครั้ง
“หึ คนตระกูลฉินดีแต่สร้างปัญหา ในเมื่อพวกเขาทำตัวไร้ยางอายเช่นนี้ ข้าจะไปหมู่บ้านตระกูลฉินและหารือกับผู้นำตระกูล!”
เมื่อพูดจบ เขาก็ขอเอกสารการตัดสินของทางการจากถังฉี และสั่งให้ชาวบ้านแยกย้ายกันไป จากนั้นก็รีบเดินทางไปที่หมู่บ้านตระกูลฉิน
สำหรับสิ่งที่ผู้นำตระกูลถังหารือกับผู้นำตระกูลฉินนั้นไม่มีใครรู้ พวกเขารู้แค่ว่า ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ครอบครัวของนางเสี่ยวฉินก็ไม่เคยมาที่หมู่บ้านตระกูลถังอีกเลย
ถังฉีรู้สึกพอใจทีเดียว
…
เวลาล่วงผ่าน อากาศก็หนาวเย็นขึ้น
เมื่อคนของฉีเซิ่งมาที่หมู่บ้านตระกูลถังเพื่อรับผลึกเกลือ ถังฉีก็มีน้ำใจเพิ่มผลึกเกลือให้ถึงหนึ่งร้อยชั่ง
โชคดีที่ครั้งนี้พวกเขานำผลึกเกลือกลับไปได้มาก และถังฉีก็เขียนจดหมายฝากไปกับคนสนิทของฉีเซิ่ง ในนั้นมีรายละเอียดเกี่ยวกับการทำหม้อไฟ
นางคิดว่าฉีเซิ่งจะต้องเข้าใจ แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจที่พบว่ารถม้าของเขาปรากฏขึ้นที่ทางเข้าหมู่บ้านตระกูลถังในเช้าวันรุ่งขึ้น
ถังฉีมองดูท่าทางเหนื่อยล้าของเขา และเดาว่าเขาคงไม่ได้รับประทานอาหารเช้ามาด้วยซ้ำ
ดังนั้นนางจึงนำไข่ที่ดองไว้เวลาว่างออกมาและใส่ลงไปในหม้อโจ๊กพร้อมกับเนื้อ
ฉีเซิ่งกินโจ๊กไปถึงสามชามใหญ่ ในที่สุดเขาก็เรอออกมาและกินต่อไม่ไหว
เด็ก ๆ ก็กินโจ๊กและเช็ดปากด้วยความเอร็ดอร่อย
หลังจากเวลาผ่านไป ใบหน้าของเด็ก ๆ ดูอิ่มเอิบขึ้น ผิวพรรณก็ดูมีน้ำมีนวลอย่างเห็นได้ชัด
ในตอนกลางวันพวกเขาไปช่วยที่บ้านใหม่ และในตอนกลางคืนพวกเขาก็กลับบ้านและอ่านคัมภีร์สามอักษรและคัมภีร์ร้อยแซ่พันธุ์มังกรที่ถังฉีซื้อให้
“พี่ใหญ่…อร่อย…ดี”
แม้แต่ถังเหอที่เริ่มหัดพูดยังเรียนรู้ที่จะออกเสียงเป็นคำ ๆ
“ฮ่าฮ่าฮ่า...ไม่คิดเลยว่าน้องห้าจะตะกละเช่นนี้”
ถังฉีเห็นทารกน้อยจับจ้องโจ๊กใส่ไข่ดองและเนื้อในชามของนางอยู่ตลอดเวลา นางอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขาอย่างแผ่วเบา
ถังฉีจะแอบป้อนนมให้เขาในตอนกลางคืน ดังนั้น เวลานี้เจ้าตัวเล็กจึงอ้วนกลมและขาวนวลราวกับก้อนแป้ง
เมื่อเขายิ้ม บนแก้มทั้งสองข้างของเขาจะมีลักยิ้มด้วย
“แต่พวกเราจะปล่อยให้น้องห้ากินมากเกินไปไม่ได้” ถังฉีวางเด็กน้อยลงในรถเข็น
ถังเหอซึ่งอายุสิบเอ็ดเดือนสามารถเดินได้โดยไม่ต้องใช้รถเข็นมาสักพักแล้ว
ฉีเซิ่งมองดูใบหน้าที่มีความสุขของพี่น้อง เขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจนรู้สึกอิจฉาขึ้นมาในหัวใจ
หลังอาหารเช้า ถังเฟิงรับหน้าที่ล้างจานแทน เพราะเขารู้ว่าฉีเซิ่งมีเรื่องสำคัญต้องหารือกับพี่สาวคนโต
ถังฉีไม่คัดค้าน นางไม่ใช่คนในยุคนี้ จึงไม่ได้ยึดธรรมเนียมที่ว่าผู้ชายไม่ควรช่วยงานครัว
****************************