เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ เจ็ดสิบสาม อุทยานล่าสัตว์

     

    บทที่ เจ็ดสิบสาม

     

    ในยามค่ำคืนที่ม่านฟ้าคลี่ลงคลุมทั่วนครหลวงดวงประทีปหลากขนาดส่องสว่างทั่วราชวังตำหนักฟู่ตงอันเงียบสงบก็มีเพียงแสงจันทร์อ่อนๆ ส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาเป็นลายลวดเงาตามลายฉลุของบานไม้

    ในห้องด้านในสุดของตำหนักสตรีผู้หนึ่งกำลังปลดเครื่องประดับจากมวยผมทีละชิ้นผ้าโปร่งคลุมไหล่สีเขียวอมฟ้าเคลื่อนไหวเบาเมื่อสายลมจากหน้าต่างพัดวูบเข้ามา นางกำนัลข้างกายจึงเดินไปปิดเพื่อเตรียมห้องให้ผู้เป็นนายก่อนเข้านอน

    “นายหญิง พรุ่งนี้หากอากาศดีหม่อมฉันว่าพระสนมออกชมอุทยานสักครู่ดีหรือไม่เพคะ ได้ยินว่ามีนกการเวกมาอาศัยขันทีห้องเครื่องกล่าวว่าเสียงร้องไพเราะนัก” ฟ่านหรูที่กำลังเรียงเครื่องประดับที่ปลดลงกล่องงาช้างเอ่ยขึ้น

    “ไม่แน่ว่าป่านนี้คงมีใครจับไปแล้วหรือกว่าข้าจะออกไปพรุุ่งนี้” หลิวชิงเซียงเหลียวใบหน้ากลับมา “สงสารว่าจากนี้คงไม่ได้ออกไปแล้วกรงทองแม้จะงามแต่ก็คือกรง”

    “ยิ่งเคยโผบินข้างนอกรู้ว่าโลกกว้างเพียงใด” ฟ่านหรูตอบกลับนัยน์ตาคมเต็มไปด้วยความเข้าใจนัยแฝงในถ้อยคำของผู้เป็นนาย

    ระหว่างสนทนายังไม่ทันที่หลิวชิงเซียงจะได้กล่าวคำต่อ เสียงฝีเท้ากับเสียงขันทีร้องประกาศเบาๆจากด้านหน้าตำหนักก็ดังขึ้น “ฮ่องเต้เสด็จ” เพียงเท่านั้นร่างโปร่งก็ชะงักนิ่งถ้วยชาที่พึ่งยกขึ้นถูกวางกลับจนเสียงกระเบื้องกระทบไม้ดังขึ้น

    “ฝ่าบาท?” ดวงตากลมเบิกขึ้นน้อยๆ ทันทีสีหน้าของนางแปรเปลี่ยนจากเรียบสงบเป็นครุ่นคิด “ไม่ได้แจ้งไว้อีกแล้ว” เสื้อคลุมสีเขียวอมฟ้าที่นางพึ่งถอดจึงถูกสวมกลับอย่างลวกๆโดยมีฟ่านหรูกับอิงหลานรีบเข้ามาช่วยจัดแต่งผมให้อย่างรวดเร็วเพียงชั่วครู่เสียงฝีเท้าก็ใกล้เข้ามาถึงหน้าห้องในร่างสูงสง่าของบุรุษในฉลองพระองค์มังกรก้าวเข้ามาเงียบๆ โดยไร้ราชบริพารติดตามดวงตาคมเข้มที่ใต้คิ้วกระบี่ทอดมองนางที่ค้อมกายคำนับอยู่ตรงหน้า

    “หม่อมฉันถวายพระพรเพคะ”

    โม่เหวินหานมองนางอย่างเงียบงันชั่วครู่ร่างสูงไม่ได้เอ่ยวาจาใดกลับเพียงเดินเข้าไปใกล้แล้วทรุดกายนั่งลงบนตั่งไม้ชั้นดีข้างผนังนัยน์ตาเขายังมีความเหนื่อยล้าเร้นอยู่ลึกๆ ใต้ดวงหน้าเคร่งขรึมคล้ายมีเรื่องในใจ

    หลิวชิงเซียงเห็นความแปลกไปก็โบกไล่นางกำนัลให้ออกไปแล้วขยับกายมานั่งเคียงข้างอย่างเป็นกันเองที่มักจะทำหากอยู่กันสองต่อสองปลายนิ้วเรียวลูบเบาๆ ไปที่ชายเสื้อคลุมของเขาอย่างอ่อนโยน ใบหน้าคมคายของผู้ครองบัลลังก์นั้นนิ่งเฉยอย่างหาที่ตีความไม่ได้

    “เสวยแล้วหรือยังเพคะ?” นางเอ่ยถามพลางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา

    เขาส่ายหน้าเบาๆโดยไร้วาจาตอบกลับ ความเงียบที่ห่อหุ้มตำหนักในชั่วครู่นั้น ทำให้นางแน่ใจว่าย่อมมิใช่เรื่องทั่วไปจึงลดเสียงให้นุ่มลงเอ่ยอีกครั้ง “ทรงเหน็ดเหนื่อยจากพระราชกิจหรือเพคะทรงพักผ่อนก่อนสักครู่เถิด”

    ถ้อยคำอ่อนหวานเปี่ยมห่วงใยแทรกผ่านม่านใจของโม่เหวินหานเขาขยับสายตาไปยังนางจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่งสีหน้าที่นิ่งขรึมแปรเปลี่ยนเล็กน้อยเป็นประหลาด “เจ้าอยากไปล่าสัตว์กับคณะทูตหรือไม่” น้ำเสียงเขาราบเรียบแต่แฝงความตั้งใจ

    หลิวชิงเซียงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยตากลมเบิกน้อยๆ ด้วยความแปลกใจไม่คิดว่าเรื่องที่เขาจะเอ่ยถึงในเวลานี้คือการล่าสัตว์ “หม่อมฉัน..ไปได้หรือเพคะ?”

    “มีอะไรที่ไม่ได้” เขาตอบเรียบๆ “อยู่ที่เจ้า” ถ้อยคำสั้นๆนั้นแทนด้วยหลายสิ่งมากมาย

    “เช่นนั้นฝ่าบาทประสงค์ให้หม่อมฉันไปหรือไม่?” นางเอ่ยเบาเสียงแต่ทว่าแววตาแน่วแน่ตรงเข้าไปในใจอีกฝ่าย

    โม่เหวินหานพยักหน้าเล็กน้อยพลางยกดยิ้มที่หายาก “แน่นอน เราย่อมอยากมีเจ้าข้างกายเสมอเดิมทีเราคิดจะใส่ชื่อเจ้าในรายชื่อไปแล้วโดยไม่ถามเสียด้วยซ้ำ..” แต่แล้วเขาก็เงียบไปพักหนึ่ง

    “เช่นนั้นเหตุใดจึงทรงถามในตอนนี้เล่า..หรือว่าพระองค์เปลี่ยนพระทัย?” น้ำเสียงหลิวชิงเซียงยังนุ่มแต่แฝงแววครุ่นคิด

    โม่เหวินหานเบือนหน้ากลับมามองนางตรงๆแววตาคมนิ่งกลับลึกนัก เหมือนแผ่นน้ำที่ไร้คลื่นแต่แฝงกระแสเชี่ยวกรากอยู่ใต้ผิวนิ่ง“เวลานี้เราอยากให้เป็นความต้องการของเจ้า”

    หลิวชิงเซียงนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วจึงคลี่ยิ้มบางพลางเอ่ยตอบ“ถ้าเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยากไปเพคะ” ขณะพูดดวงตากลลมงามที่มักเยือกเย็นส่องแววแหลมคมเพียงชั่วพริบตาเพราะความคิดหนึ่งแวบผ่านใจนางพิธีการล่าสัตว์เป็นงานใหญ่เฉียนอ๋องย่อมต้องร่วมการล่าสัตว์แน่นอนและหากเขาพาหลี่เสวี่ยได้ติดตามไปในฐานะสาวใช้ด้วยจริงๆ พวกนางอาจจะได้เจอกัน

    “อืม..เช่นนั้น” ฮ่องเต้เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วลง “สัญญาว่าจะอยู่ในสายตาเราเสมอ” ดวงตาทอแววลึกล้ำไม่อาจหยั่งถึง

    แต่หลิวชิงเซียงขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะน้ำเสียงนั้นประหลาดเกินปกติ คล้ายมีอะไรซ่อนเร้นนางจึงเอ่ยเบาๆ “มีเรื่องอันใดหรือเพคะถ้าหากมีความเสี่ยงใดๆ เลื่อนหรือยกเลิกไปก่อนไม่ดีกว่าหรือความปลอดภัยสำคัญที่สุดนะเพคะ”

    เขาไม่ได้ตอบในทันทีแต่กลับดึงร่างบางเข้ามาหา จนนางแทบจะนั่งเกยอยู่กับตักของเขากลิ่นอายอุ่นร้อนเฉพาะกายแผ่ผ่านอาภรณ์บางเบาเข้ามาสร้างความสั่นไหวให้แก่หัวใจระลอกหนึ่งก่อนจะตามด้วยเสียงของบุรุษทุ้มต่ำริมใบหู “เช่นนั้นเราไม่คิดจะปิดบัง..” เขากระซิบแผ่วเบา “เราอยากให้เจ้าแสดงฝีมือให้มากจากงานพิธีต้อนรับต่อด้วยงานล่าสัตว์อยากให้เจ้าสร้างชื่อเสียงให้แผ่นดินจินหยางด้วยนามของเจ้าเอง”

    นางยิ่งงุนงงกับถ้อยคำนั้นคิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อย สีหน้าแปรเปลี่ยนไม่เข้าใจ

    “เพราะเจตนาของเรามิได้บริสุทธิ์นัก” เขาว่าต่อ ลมหายใจร้อนเคลื่อนไหวอยู่ใกล้พวงแก้ม“เราจะใช้ชื่อเสียงของเจ้า..เพื่อความสุขส่วนตัวของเราเอง” คำพูดนี้ยิ่งทำให้นางฉงนชื่อเสียงของนางจะเกี่ยวอะไรกับความสุขของเจ้าแผ่นดินนางเงียบงันก่อนจะส่งเสียงในลำคออย่างคลางแคลง

    โม่เหวินหานจึงเอ่ยอย่างชัดเจน“รู้หรือไม่เวลานี้ในวังหลังจะแผ่อำนาจให้มั่นคงได้มีอยู่สองทางเจ้าอาจเป็นผู้มีความสามารถพรั่งพร้อมตระกูลทำคุณแก่แผ่นดิน หรืออีกทางมีโอรสแก่เราถึงจะได้รับฐานะที่สูงคืน” เขาเว้นจังหวะ “ถ้าเราจะเลื่อนเจ้าเวลานี้เลยย่อมทำได้แต่ผู้คนจะเกิดคำถามเราไม่ต้องการเช่นนั้น เพราะเจ้าสามารถเป็นที่ประจักษ์ได้ด้วยตนเอง”

    หลิวชิงเซียงพลันเข้าใจคำว่า‘เลื่อน’ นี้ทันที นางเบิกตานิดๆ ก้มหน้านิ่งสองมือประสานกันแน่นเงียบไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยเสียงเบาเพราะนี่ไม่ใช่สิ่งที่นางต้องการ “หม่อมฉัน..ไม่เหมาะสมเลย ไม่ว่าจะฐานะ พื้นเพหรือแม้แต่กิริยา พระองค์โปรดไตร่ตรองอีกครั้ง”

    “เจ้าอาจจะไม่ชอบใจแต่เรื่องนี้จำเป็น” เสียงของเขาหนักแน่นจนไม่อาจต้าน “เจ้าเลือกเถิด ถ้าไม่เลือกทางใดทางหนึ่ง..เราพยายามด้วยตัวเองทั้งสองทางไม่ว่าทางใดสำเร็จก่อนก็นับเป็นเรื่องดี” เขาเอ่ยพลางโน้มตัวลงหาอย่างมาดมั่นสายตาแน่วแน่ดังผู้มีอำนาจเหนือผู้คน

    หลิวชิงเซียงเบี่ยงตัวหลบฉับพลันเอนหลังพิงพนักตั่งจนเกือบล้มลง หากเขายังไม่ยั้งกายกลับ เขาตั้งใจจะ ‘มีบุตร’ กลับนางหรือ?

    นับตั้งแต่ค่ำคืนนั้นที่นางกลายเป็นสนมของเขาอย่างแท้จริงหลิวชิงเซียงก็ไม่เคยได้เกินเลยถึงขั้นนั้นกับเขาอีกทั้งที่รู้และเตรียมใจไว้แล้วว่าชะตาของตนจะต้องเป็นหนึ่งในสตรีมากมายในตำหนักในไปชั่วชีวิตแต่เรื่องนั้นนางไม่อาจสันทัดเริ่มก่อนได้จริงๆ

    ผู้เป็นฮ่องเต้ทอดสายตามองนางเงียบๆดวงตานิ่งสงบแต่เร้นความน้อยใจไว้จางๆ มุมปากที่มักเหยียดยิ้มแผ่วแนบกลับนิ่งสนิท

    แต่นางก็มิได้หันหน้าหนีทว่ายังคงอยู่เคียงเขา เพียงแค่ไม่ยินยอมโดยทันทีตามนิสัยของนางทันนั้นตำหนักฟู่ตงกลับเข้าสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง ยามเหยียบย่างขึ้นยอดเขานักเดินทางก็ต้องเผชิญลมแรงเช่นเดียวกับความสัมพันธ์ลึกซึ้ง หากมิใช่ความเห็นชอบพอต้องกันทั้งสองฝ่าย นานวันไปก็มิเหลืออะไรนอกจากความร่วงโรย

    หลิวชิงเซียงตัดสินใจแบกความกล้าเต็มบ่าแล้วยันตัวขึ้นริมฝีปากแตะเบาๆ ที่ส่วนเดียวกันของบุรุษโม่เหวินหานไม่รอให้นางผละตัวหนีกดจุมพิตกลับไปทันที

    ...

    รุ่งอรุณยามเช้าที่แสงแดดแรกฉาบลงบนยอดหลังคากระเบื้องของวังหลวงขบวนเสด็จจากต้าเหว่ยก็เคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองอย่างสง่างามถนนหินปูเรียบทอดยาวไปยังเส้นทางหลวงที่มุ่งหน้าสู่หุบเขารุ่ยเต๋อซานที่ตั้งของอุทยานล่าสัตว์หุบเขาสูงทอดตัวคล้ายอสรพิษนอนขด ครอบคลุมผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ที่กว้างใหญ่ไพศาลทิวเขาเรียงตัวเป็นชั้นๆ แซมด้วยกลุ่มต้นไม้ใหญ่ เช่น ต้นอู๋ถงสีเข้มใบหนาแน่นและต้นไฉ่หลันที่มีช่อดอกกลิ่นหอมบางเบาแทรกอยู่ระหว่างทาง

    กลองนำขบวนดังกระหึ่มเป็นจังหวะสม่ำเสมอพวกองครักษ์ทั้งขี่ม้าและเดินเท้าเรียงแถวเป็นระเบียบ ใส่ชุดเกราะเบาเคลือบเงาแวววาวดาบยาวแนบแน่นข้างสะโพก หอกธงหลวงปักลายมังกรสีทองโบกสะบัดกลางแดดสะท้อนเงาเป็นประกายคล้ายเปลวเพลิง

    ราชรถหลวงประดับลวดลายมังกรเลื้อยล้อมก้อนเมฆทองตั้งอยู่กลางขบวนท่ามกลางสายตาขุนนางขี่ม้าที่ล้อมรอบมีเฉียนอ๋องและหรงอ๋องทรงอาชาดูสุขุมผึ่งผายและเหล่าเสนาบดีระดับสูงทั้งฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊ต่างร่วมเสด็จในครานี้ข้างหลังอีกไม่ไกลเป็นคณะทูตจากแคว้นเฉาหนานที่แต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองเฉพาะสีสว่างฉาบลวดลายสัตว์ป่าแปลกตา

    ทว่าผู้ที่เรียกเสียงซุบซิบและความตื่นตะลึงได้มากที่สุดกลับไม่ใช่ชายผู้ถืออำนาจหากแต่เป็นราชรถที่ตามถัดจากขบวนขุนนางฝ่ายในไปอีกช่วงหนึ่งเป็นขบวนของสตรีฝ่ายในซึ่งถูกเลือกมาโดยเฉพาะเพื่อแสดงความก้าวหน้าของราชสำนักจินหยาง

    ในราชรถคันหนึ่งหลี่ผินในชุดคลุมสีขาวม่วงนั่งอยู่เงียบๆ ด้านในกลิ่นหอมอ่อนของไม้หอมหรูหลงในรถม้าให้ความสงบใจแก่ผู้อยู่ภายในทว่านางกลับมิได้รู้สึกผ่อนคลาย

    แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่นางร่วมเสด็จออกนอกวังแต่ครั้งนี้กลับแตกต่างเกินกว่าจะวางใจได้ สตรีฝ่ายในร่วมขบวนด้วยถึงหกคนนอกจากหลี่ผินแล้ว ยังมีจี้ผิน หนิงผิน เจินกุ้ยเหรินและสนมกุ้ยเหรินอีกสองคนซึ่งประกาศตนว่าพอมีฝีมือด้านธนูหรือขี่ม้า

    เช่นนี้ก็พอกล่าวได้ว่าขบวนล่าสัตว์นี้มิใช่เพียงแสดงกำลังแต่ยังแสดงศักยภาพของสตรีแห่งจินหยางอีกด้วย หลิวชิงเซียงรำพึงกับตนเอง เขาคาดหวังให้นางแสดงฝีมือให้เต็มที่แสดงว่าครั้งนี้ต้องประชันกันกับพวกนาง

    ระหว่างอยู่ในราชรถแม้จะไม่มองหน้าของผู้ร่วมขบวนแต่จากเสียงพูดหัวเราะที่ลอดเข้ามาเป็นระยะนางก็มิอาจไม่รับรู้บรรยากาศตึงเครียดเสียงของหนิงผินซึ่งอยู่ในรถม้าคันเดียวกันเอ่ยกับจี้ผินแม้จะเบาแต่ก็มีความเหน็บแนมแฝงอยู่ทุกถ้อยคำ

    “เรื่องล่าสัตว์มิใช่แค่ยิงธนูเป็นก็จะสำเร็จโดยเฉพาะผู้ที่เติบโตมากลางทะเลทรายไม่มีสิ่งมีชีวิต คงมิเคยล่ากวางป่าหรือหมาป่าหรอกกระมัง”

    จี้ผินหัวเราะคลอเสียงเบาฟังดูอ่อนหวานแต่คำกล่าวต่อมาช่างขัดเสียน้ำเสียงเหลือเกิน“แต่เห็นว่าองค์หญิงสามจากเฉาหนานนั้นเชี่ยวชาญรอบด้านนอกจากเครื่องดนตรีโคลงกลอนก็ยังศึกษายุทธ์มาแต่เยาว์วัย”

    เสียงพูดคุยนั้นถูกคลื่นเสียงล้อรถบดหินและเสียงม้ากระทืบพื้นกลบไปด้วยกอปรกับหลิวชิงเซียงพยายามไม่สนใจถ้อยคำนั้น รู้ว่าทั้งสองกำลังตำเสี้ยมหนามใส่ตนอยู่จึงไม่เก็บมาคิดหากแต่ใคร่ครวญสิ่งที่ตนจะต้องเผชิญในหุบเขาต่างหาก ทำไมโม่เหวินหานถึงต้องบอกให้นางอยู่ใกล้เขาตลอดหรือว่าที่นั้นจะมีเรื่องเหนือความคาดหมาย?

    รถม้าของนางเคลื่อนไปช้าๆบนเส้นทางลูกรังที่ค่อยๆ ลาดเข้าสู่ป่าลึกท่ามกลางต้นสนเขียวชอุ่มที่ปลายยอดพุ่งตรงราวหอกเรียงเป็นแนวหนาแน่นนกยูงป่าผ่านหน้าขบวนในระยะไกลและกระโดดหนีอย่างตกใจเมื่อเห็นฝูงม้าใกล้เข้ามา

    โดยในใจนางไม่เคยลืมว่าเฉียนอ๋องก็อยู่ในขบวนนี้และไม่แน่ว่าภายใต้ชุดของบ่าวรับใช้อาจมีหลี่เสวี่ยแอบแฝงมาในฐานะคนติดตามหรือสาวใช้ของเขาก็เป็นได้หากเป็นเช่นนั้นจริงการเดินทางครั้งนี้ก็มีเรื่องที่ต้องทำมากมาย เช่น..จะปลีกตัวจากบุรุษที่ทำตัวเป็นแม่ไก่หวงไข่อย่างไร

    ตกเย็นเมื่อขบวนถึงที่ตั้งค่ายพักเชิงเขารุ่ยเต๋อซานเหล่าขุนนางฝ่ายทหารก็เริ่มสั่งจัดสรรพื้นที่สำหรับคนในราชสำนักตามที่วางแผนไว้ส่วนคณะทูตต่างแยกไปอีกด้านตามมารยาททางการทูตรถม้าของสตรีฝ่ายในถูกจัดไว้แนบเขาด้านใต้บริเวณอากาศโปร่งและห่างจากทางเดินสัตว์ป่าพอสมควร กระโจมของสนมแต่ละคนถูกกางเรียงขนานไปตามแนวต้นซิ่งแดงซึ่งกำลังออกช่อดอกสีแสดแดงสด

    “นายหญิงกระโจมของเราจัดอยู่ใกล้ลำธารพอดี อากาศตรงนี้ไม่อึดอัดนัก” ฟ่านหรูกล่าวพลางยกม้วนผ้าห่มเข้าไปจัดวางในแท่นผ้าไหมสีอ่อนที่กางเสร็จสมบูรณ์แล้ว

    หลิวชิงเซียงก้าวลงจากรถม้าพร้อมจังหวะนั้นพอดีใบหน้าเรียบเฉยของนางมีรอยยิ้มจางๆ ก่อนจะจากไปก็หันกลับไปกล่าวให้ได้ยินแค่เพียงคนในรถม้าอย่างพระสนมขั้นผินทั้งสอง“พักผ่อนให้เต็มที่เพคะพรุ่งนี้จะได้รู้กัน..คำพูดไร้ราคาเป็นเช่นไร”

    อิงหลานยิ้มน้อยๆแล้วเดินตามเมื่อห่างมาอีกหน่อยจึงเอ่ยเบาเสียง “จี้ผินและหนิงผินจ้องนายหญิงไม่วางตาเลยเจ้าค่ะคิดว่าพวกนางคงมุ่งหมายให้หลี่ผินเดินสะดุดให้ได้”

    ค่ำคืนของค่ายล่าสัตว์ใต้หุบเขารุ่ยเต๋อซานแม้จะมีเสียงพูดคุยจากกระโจมอื่นประปรายแต่ในกระโจมของหลี่ผินกลับเงียบสงบกว่าที่คิด

    ฟ่านหรูกำลังจัดหมอนผ้าห่มให้เรียบร้อยม่านบางสีงาช้างที่ขึงไว้รอบพื้นที่พักผ่อนขยับไหวเล็กน้อยจากเงาการเคลื่อนไหวภายใน

    หลิวชิงเซียงเอนกายลงนั่งข้างตั่งขนาดย่อมกำลังถอดเครื่องประดับที่ติดอยู่ตรงผมมวยออก เงาของสะท้อนอยู่ในกระจกทองเหลืองที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างตั่งแต่ยังไม่ทันจะเรียบร้อยดีเสียงรองเท้าบดทรายเบื้องหน้ากระโจมก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ตามด้วยเสียงประกาศต่ำจากบ่าวหน้ากระโจม

    “หลี่ต้ากงจากฝ่ายในมาขอเข้าเฝ้าหลี่ผินขอรับ”

    หลิวชิงเซียงสะดุ้งเล็กน้อยก่อนเอ่ยเรียบสงบ “ให้เข้ามาเถิด”

    ม่านถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบาเผยให้เห็นร่างของขันทีสูงวัยในอาภรณ์สีเขียว “กระหม่อมถวายความเคารพ” เขาค้อมตัวเล็กน้อย

    “หลี่ต้ากงมีธุระหรือ?” หลิวชิงเซียงวางปิ่นปักผมลงบนผ้าอย่างเงียบงันดวงตาเยือกเย็นหรี่ลงเล็กน้อย

    ขันทีสูงวัยเงยหน้าขึ้นกล่าวเสียงเรียบนิ่ง“ฝ่าบาทมีพระราชดำรัสให้หม่อมฉันมาถวายความเรื่องหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ” หลิวชิงเซียงพยักหน้ารับเบาๆมือเรียวขยับชายอาภรณ์ให้เข้ารูปก่อนเอนกายตรง

    หลี่ต้ากงเว้นช่วงครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ“ฝ่าบาทมีรับสั่งว่าระหว่างการประทับในค่ายล่าสัตว์ที่รุ่ยเต๋อซานนี้ ทรงพระราชทานองครักษ์ประจำตัวให้หลี่ผินจำนวนสี่นายเป็นการเฉพาะเพื่อถวายความปลอดภัยทุกเมื่อพ่ะย่ะค่ะ หากเกิดเหตุใดแล้วพลัดหลงจากฝ่าบาทขอให้หลี่ผินอยู่กับองครักษ์เหล่านี้ ห้ามแยกตัวโดยลำพังโดยเด็ดขาด”

    คำกล่าวของหลี่ต้ากงทำให้หลิวชิงเซียงชะงักนิ่งสีหน้าของนางไม่แปรเปลี่ยนมากนัก แต่ดวงตากลับสะท้อนความครุ่นคิดชัดเจน ‘ถึงกับพระราชทานองครักษ์ประจำตัว..เช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องล้อเล่น’ นางขบคิดในใจ พลางเอ่ยเบาๆ “ฝ่าบาททรงใส่พระทัยถึงเพียงนี้เชียวหรือ”

    หลี่ต้ากงเพียงยิ้มมุมปากไม่ตอบความตรงๆ หากแต่พยักหน้าเล็กน้อยแล้วเบี่ยงตัวเปิดทางให้อีกหนึ่งร่างที่ยืนอยู่ภายนอกก้าวเข้ามา

    “นี่คือหัวหน้าหน่วยองครักษ์ทั้งสี่หยางฉิน”หลี่ต้ากงเอ่ยแนะนำ

    ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมดำขลิบทองอย่างนักรบก้าวเข้ามาภายในกระโจมด้วยท่วงท่าสงบก้มหน้าไม่เงยมองผู้เป็นนายแม้แต่นิดเดียวจากนั้นเขาจึงยอบกายคำนับนาง “กระหม่อมหยางฉินขอรับ”

    หลิวชิงเซียงสำรวจเขาในพริบตาเดียวดวงตานิ่งขรึมเหมือนอ่านใจอีกฝ่ายหากแต่ใบหน้าของหยางฉินไม่ได้แสดงความน่าเคลือบแคลงใดๆทั้งยังแน่วแน่ดั่งทหารที่ผ่านศึกมาแล้ว

    “เข้าใจแล้ว” นางเอ่ยสั้นๆแล้วหันมาทางหลี่ต้ากงอีกครั้ง

    หลี่ต้ากงพยักหน้าให้หยางฉินก่อนโบกมือเบาๆ อีกสามร่างเงาก็ก้าวเข้ามาเงียบงันยอบตัวคำนับเรียงทีละคนทั้งสี่แสดงความเคารพเรียบร้อยแล้วก็ทยอยถอยหลังออกไปประจำตำแหน่งด้านนอก

    หยางฉินหันมากล่าวเป็นวาจาสุดท้ายก่อนจาก“กระหม่อมจะประจำอยู่หน้ากระโจม หากมีสิ่งผิดปกติหลี่ผินโปรดแจ้งกระหม่อมทันทีพ่ะย่ะค่ะ”

    “ไปเถิด” หลิวชิงเซียงเอ่ยตอบสั้นดวงหน้านิ่งเฉย แต่ในใจกลับรู้สึกคล้ายมีบางสิ่งจู่โจมมาเงียบๆเมื่อทั้งสี่นายออกไปจากกระโจมแล้ว บรรยากาศกลับมาเงียบอีกครั้งเหลือเพียงสายตามองตามด้วยแววตาครุ่นคิด

    นางรู้ดีคนเช่นโม่เหวินหานจะไม่ทำสิ่งใดโดยไร้ความหมายครั้งนี้ต้องมีอะไรแน่ๆ แต่นั่นก็อีกเรื่องหนึ่งถึงจะปลีกตัวจากเขาได้แล้วก็ยังมีองครักษ์อีกตั้งสี่คน นางจะหลบอย่างไรให้หมด!

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน