เมิ่งฝานและกู่ซินเอ๋อร์ที่ออกมาจากหอมหาสมบัติหาได้รู้ถึงสายตาของผู้คนที่มองตามอยู่ด้านหลังไม่ยามนี้พวกเขาได้ออกจากเมืองเหยียนเฉิงเพื่อเดินทางกลับไปยังหมู่บ้านอูเจิ้น
ทั้งเมิ่งฝานและกู่ซินเอ๋อร์ต่างก็พอใจกับสิ่งที่ได้รับจากการเดินทางไปยังเมืองเหยียนเฉิงในครั้งนี้อย่างยิ่งแต่เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านอูเจิ้นเมิ่งฝานก็บอกลากู่ซินเอ๋อร์แล้วรีบกลับไปห้องของตนเองทันที
แม้ว่ากู่ซินเอ๋อร์จะแสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์แต่เมิ่งฝานก็เลือกที่จะหลบเลี่ยงนางอยู่ดีเพราะถึงอย่างไรเขาก็รับปากกู่ฉิงไว้แล้วว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกู่ซินเอ๋อร์
และยิ่งไปกว่านั้นคือจนถึงยามนี้เมิ่งฝานก็ยังไม่รู้ว่าคุณสมบัติที่แท้จริงของลูกปัดสีดำเม็ดนั้นคืออันใดกันแน่ดังนั้นสิ่งที่เมิ่งฝานอยากทำมากที่สุดในยามนี้ก็คือการก้าวขึ้นไปยังขั้นหลอมปราณให้เร็วที่สุด
เพราะเมื่อใดที่มีพลังจิตน่าจะสามารถสื่อสารกับลูกปัดสีดำเม็ดนี้ได้เช่นกันเมื่อเวลานั้นมาถึงเขาก็จะรู้ได้ในทันทีว่ามันมีที่มาที่ไปเช่นไรและมีคุณสมบัติในด้านใด
ขั้นหลอมปราณเมื่อเขานึกถึงสตรีลึกลับที่ใช้พลังกายาแสดงปราณแล้วทำให้คนมากมายกระเด็นออกไปด้วยฝ่ามือเดียวก็ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาในทันใด
ทว่าความแข็งแกร่งและความทรงอานุภาพอย่างที่สตรีผู้นั้นแสดงออกมาคงเป็ได้เพียงความฝันของเมิ่งฝานในยามนี้เท่านั้นพริบตาต่อมาเมิ่งฝานจึงกลับสู่โลกแห่งความจริงก้าวแรกที่เขาควรจะทำให้สำเร็จในยามนี้ก็คือการสร้างโลหิตแตกแขนงขึ้นมา
ภายในห้องอันเงียบสงบเมิ่งฝานนำวัตถุดิบทั้งสองขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะพร้อมทั้งมองสำรวจไปรอบตัวเมื่อพบว่าปลอดภัยทุกอย่างเขาจึงหลับตาลงเพื่อบ่มเพาะพลังพร้อมทั้งศึกษาข้อมูลของโลหิตแตกแขนงอย่างเงียบงัน
แม้จะมีประสบการณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้เมิ่งฝานก็ไม่ได้ประมาทต่อสิ่งที่ตนเองจะกระทำจากคำพูดของข่าเหลยที่เคยบอกเอาไว้เขามั่นใจเป็อย่างมากว่าสิ่งที่ตนเองได้รับมาจากผนึกในหัวนั้นคือ...การหลอมศัสตรา
ปรมาจารย์จิตศัสตรา!
อาชีพอันสูงส่งและลึกลับนี้เป็สิ่งที่เพียงแค่คิดเมิ่งฝานก็รู้สึกตื่นเต้นและฮึกเหิมเพราะต่อให้เป็หมู่บ้านอูเจิ้นแห่งนี้ก็หาได้มีปรมาจารย์จิตศัสตราอยู่ไม่
แม้จะเป็เพียงปรมาจารย์จิตศัสตราระดับหนึ่งก็ยังได้รับการปฏิบัติเฉกเช่นว่าเป็จอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณที่แข็งแกร่งหากสามารถเลื่อนขึ้นไปยังระดับสองก็จะได้รับการเชื้อเชิญจากบรรดาตระกูลใหญ่ทั้งหลายให้ไปเป็พรรคพวก
ที่มาของอาชีพนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งเมื่อคิดได้เช่นนี้เมิ่งฝานก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างไม่อาจหักห้ามใจสิ่งที่อยู่ในลูกปัดสีดำเม็ดนั้นคือสิ่งใดกันแน่? เหตุใดจึงมีวิธีการหลอมศัสตราของปรมาจารย์จิตศัสตราทั้งยังทำให้ปรมาจารย์จิตศัสตราระดับสามอย่างข่าเหลย้าทำความรู้จักอีกด้วย
ครั้นแล้วเมิ่งฝานก็ระงับความตื่นเต้นของตนเองเอาไว้เพื่อศึกษาข้อมูลที่ได้รับมาจากผนึกอย่างละเอียดถี่ถ้วนแม้ว่าจะเป็วิธีการที่ไม่ได้สลับซับซ้อนแต่อย่างใดทว่ากลับมีความเกี่ยวข้องกับปรมาจารย์จิตศัสตราจึงทำให้เมิ่งฝานรู้สึกประหม่า
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้องกว่าเมิ่งฝานจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเวลาก็ผ่านไปพักใหญ่ และยามนี้ั์ตาของเขาก็ฉายแววร้อนแรงขึ้นมา
ในชั่วพริบตาต่อมาเมิ่งฝานนำฝ่ามือมาไว้ที่ปากก่อนจะออกแรงกัดเมื่อเืสีแดงสดไหลไปตามนิ้วเขาก็วาดตราสัญลักษณ์ลงไปบนจิตอสูรระดับสองที่ได้มา
ตราสัญลักษณ์ที่วาดลงไปคือตราเวทย์ที่เขาจดจำมาจากผนึกยามนี้ปลายนิ้วที่เปื้อนไปด้วยเืของเด็กหนุ่มได้ตวัดวาดตราเวทย์ลงไปบนจิตอสูรระดับสองตามบันทึกในผนึกแล้ว
เพียงไม่กี่อึดใจตราเวทย์ดังกล่าวก็เริ่มเป็รูปเป็ร่างเมิ่งฝานรู้ดีว่าตนเองจะต้องวาดมันขึ้นมาตามบันทึกในผนึกและไม่อาจผิดพลาดได้เพราะเมื่อใดที่วาดพลาดย่อมหมายความว่าเขาจะต้องสูญเสียจิตอสูรระดับสองตรงหน้านี้ไปโดยเปล่าประโยชน์และจะต้องเตรียมวัตถุดิบใหม่ทั้งหมด
ปลายนิ้วเรียวตวัดไป เมิ่งฝานกัดฟันแน่นเม็ดเหงื่อไหลลงตามหน้าผากของเมิ่งฝานมาทีละน้อย ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปราวครึ่งก้านธูปตราเวทย์ที่วาดลงบนจิตอสูรระดับสองนั้นก็มีลักษณะคล้ายดั่งในความจำของเมิ่งฝานไม่มีผิดเพี้ยน
ในขณะเดียวกันนั้นเมิ่งฝานก็บีบหญ้าซานเหวินในมือจนแหลกพร้อมตวาดออกมาเสียงต่ำแล้วรอให้ของเหลวจากหญ้านี้ไหลลงไปยังจิตอสูรระดับสองที่เบื้องล่าง
ของเหลวสีดำและสีเขียวสอดผสานกันอยู่บนนั้น วินาทีต่อมาก็มีแสงสว่างเจิดจ้าปรากฏขึ้นมาจากจิตอสูรระดับสองเมิ่งฝานรู้สึกแสบตาและดูเหมือนว่า...การสร้างโลหิตแตกแขนงสำเร็จแล้ว!
ทว่ายามนี้เมิ่งฝานกลับรู้สึกเหนื่อยล้าเป็อย่างยิ่งจึงได้เอนตัวพิงไปด้านหลังพร้อมทั้งใช้ลูกปัดสีดำเม็ดนั้นฟื้นฟูพลังให้แก่ตนเอง
“ให้ตายเถอะทุกครั้งที่สร้างสิ่งของล้วนแต่ต้องเสียพลังไปอย่างมากไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดการเป็ปรมาจารย์จิตศัสตราถึงได้ยากเย็นนัก”
เมิ่งฝานกระตุกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยหลังจากนั้นหลับตาพักผ่อนอยู่ครู่ใหญ่พลังจึงได้ฟื้นตัวขณะเดียวกันเขาก็นำโลหิตแตกแขนงขึ้นมาดูก่อนจะพบว่าหลังจากนำของเหลวจากหญ้าซานเหวินหยดลงไปทำให้ตราเวทย์พิเศษดวงนั้นมีแสงเปล่งประกายขึ้นมาแล้วเมิ่งฝานก็ทำตามเงื่อนไขที่ในผนึกบอกไว้ว่าให้นำมันมาทำเป็สร้อยคล้องคอ
เพียงศิลาสลักลายแค่ชิ้นเดียวก็มีมูลค่าสูงมากแล้วยามนี้เขาไม่รู้เลยว่าโลหิตแตกแขนงของตนเองจะมีมูลค่าสูงเพียงใด!
แค่ศิลาสลักลายก็มีมูลค่าสูงถึงหนึ่งหมื่นเหรียญทองคำแล้วฉะนั้นโลหิตแตกแขนงที่สามารถหลอมชำระกระดูกได้จะต้องมีมูลค่าไม่น้อยเป็แน่!
ั์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์จากนั้นจึงขยับท่าเคลื่อนกายตามวิธีการฝึกกายาอยู่ภายในห้องปล่อยให้พลังปราณไหลเวียนทะลวงไปทั่วร่างและยามนี้พลังปราณจำนวนน้อยนิดที่ไหลเวียนในร่างกายของเมิ่งฝานตามท่วงท่าการขยับก็ล้วนแต่ไหลผ่านโลหิตแตกแขนงที่อยู่บริเวณหน้าอกไปทั้งสิ้น!
เมื่อพลังปราณไหลเวียนก็มีขุมพลังสีแดงโลหิตแทรกซึมเข้าสู่ร่างของเมิ่งฝานแล้วแทงทะลุเข้าไปในกระดูกก่อนจะมีพลังร้อนผ่าวแผ่ซ่านออกมามันไม่ได้นำมาซึ่งความเ็ปคล้ายดั่งศิลาสลักลายแต่กลับเป็ความรู้สึกคันคะเยอแทน
หลอมชำระกระดูก!
เมิ่งฝานยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยในที่สุดเขาก็ได้รู้คุณสมบัติของโลหิตแตกแขนงเสียทีจอมยุทธ์ที่พกมันไว้กับตัวจะต้องทำการฝึกบำเพ็ญตนโลหิตแตกแขนงถึงจะสามารถหลอมรวมพลังแล้วปล่อยพลังในตัวเข้าไปภายในสายเืและหลอมชำระกระดูกทุกชิ้นในร่างกายเมื่อใดที่โลหิตแตกแขนงสลายตัวไปเองเมื่อนั้นการหลอมชำระกระดูกก็จะถือว่าเสร็จสมบูรณ์
อาศัยพลังของการหลอมศัสตรามาหลอมชำระร่างกายตนเองวิธีการที่ได้มาจากลูกปัดสีดำเม็ดนี้ช่างเลิศล้ำไม่รู้จักจบสิ้นเสียจริง!
เมิ่งฝานระงับความตื่นเต้นของตนเองเอาไว้เพราะเขารู้ดีว่ายามนี้ตนเองกำลังจะเข้าสู่การฝึกบำเพ็ญอย่างหนักอีกครั้งแล้วอย่างไรแล้วกู่ซินเอ๋อร์ก็ไม่เคยร้องขอสิ่งใดจากตนเองยิ่งไปกว่านั้นคือเขาก็เป็คนของหมู่บ้านอูเจิ้นแห่งนี้ด้วยฉะนั้นแล้วหากต้องเสียหน้าต่อคนมากมายในการประลองที่จะเกิดขึ้นในอีกครึ่งปีข้างหน้าเมิ่งฝานก็คงจะรู้สึกละอายไม่น้อย
แม้หลายปีมานี้เขาจะมีเื่กับเหลยเทาและพวกอยู่บ่อยครั้งทว่าเมิ่งฝานก็หาใช่คนจิตใจแคบไม่ทั้งยังเห็นอูเจิ้นเป็เสมือนบ้านหลังหนึ่งของตนเองด้วย
เมิ่งฝานรู้ดีว่าอะไรคือเมื่อไม่มีปากฟันก็จะหนาวฉะนั้นแล้วการประลองของเหยียนเฉิงที่จะเกิดขึ้นในอีกครึ่งปีหลังจากนี้เขาจะต้องเตรียมตัวให้มากพอเพื่อเข้าไป่ชิงเกียรติยศและชื่อเสียง
วันเวลาล่วงเลยเปลี่ยนผันหลังจากที่ได้โลหิตแตกแขนงมาเมิ่งฝานก็ฝึกบำเพ็ญตนอยู่ที่ลำธารแห่งเดิมอย่างไม่หยุดพัก
ใน่กลางวันทำการหลอมชำระกระดูกยามเย็นก็พยายามศึกษาผนึกลึกลับที่อยู่ในหัวอย่างสุดความสามารถ และหวังว่าตนเองจะผสานรวมเข้ากับผนึกนี้ได้อย่างสมบูรณ์ในเร็ววันเวลาผ่านไปจากวันเป็เดือน เพียงชั่วพริบตาก็ผ่านไปแล้วสามเดือน
ท่ามกลางสายธารที่หลั่งไหลร่างกายของเมิ่งฝานขยับเคลื่อนเหมือนดั่งวานรที่คล่องแคล่วว่องไวหลังจากที่ฝึกฝนมานานหลายวันผิวกายของเด็กหนุ่มก็ดำคล้ำขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแต่ถึงกระนั้นก็ทำให้เขาดูคล้ายกับชายฉกรรจ์มากยิ่งขึ้นเขายังคงแบกหินอันหนักอึ้งเอาไว้บนร่างเช่นเดิมเพียงแต่ว่ายามนี้น้ำหนักของหินถูกเพิ่มขึ้นเป็กว่าห้าร้อยจินแล้ว
เมื่อเมิ่งฝานตวาดออกมาเสียงต่ำพร้อมทั้งผลักฝ่ามือทรงพลังออกไปหินที่แบกเอาไว้บนร่างก็แตกร้าวในชั่วพริบตา
เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ!
เมื่อผลักฝ่ามือออกไปก็มีเสียงดังขึ้นมาด้วยเช่นกันั์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ขึ้นมาพร้อมกับความตื่นเต้น
ในที่สุดก็มีเสียงดังขึ้นมาจากกระดูกในร่างกายเขาเสียทีหลังจากที่ฝึกบำเพ็ญมานานถึงสามเดือนทำให้โลหิตแตกแขนงที่อยู่บริเวณหน้าอกของเขามีขนาดที่เล็กลงไปกว่าครึ่ง
เมื่อมีเสียงดังขึ้นมาจากกระดูกในร่างกายย่อมหมายความว่ามันได้สอดผสานเข้ากับร่างกายและกำลังจะเข้าสู่ขั้นตอนของการบรรลุแล้วนั่นเอง
หลังจากที่กระตุกยิ้มเมิ่งฝานก็เกร็งตัวพลังปราณแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายทำให้หินน้ำหนักห้าร้อยจินบนร่างแตกกระจายในชั่วพริบตาเมื่อเศษก้อนหินขนาดเล็กร่วงหล่นลงไปในน้ำก็ทำให้เกิดระลอกคลื่นที่มีขนาดไม่ธรรมดาขึ้นมา
ต่อมาเมิ่งฝานจึงนั่งขัดสมาธิลงไปพลังปราณในร่างกายของเขาแผ่ซ่านออกมามากมายเสมือนลำน้ำขนาดใหญ่ที่ไหลเชี่ยวนี่คือเค้าลางของการบรรลุนั่นเอง
เวลาล่วงเลยมากว่าสามเดือนแล้ว ในที่สุดเขาก็กำลังจะบรรลุเสียที
เ้าของร่างกายที่มีกล้ามเนื้อปรากฏขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดแน่นิ่งไม่ไหวติงและปล่อยให้พลังปราณในตัวแผ่ซ่านหลังจากที่เขานั่งขัดสมาธิอยู่อย่างนั้นเป็เวลาราวหนึ่งก้านธูป ในที่สุดก็ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับเสียงแตกหักของกระดูก ขั้นฝึกกายาระดับเจ็ด!
สิ่งที่ยากเย็นที่สุดของขั้นฝึกกายาก็คือการหลอมชำระกระดูกต่อให้เป็ผู้ที่มีพร์อย่างกู่ฉิงหาก้าบรรลุจากขั้นฝึกกายาระดับที่หกไปยังระดับที่เจ็ดก็ยังจำต้องฝึกบำเพ็ญตนอย่างหนักนานนับครึ่งปีทว่าเมิ่งฝานกลับใช้เวลาไปเพียงสามเดือนก็สามารถบรรลุได้และหลังจากนี้ไปกระดูกทั้งหมดภายในร่างกายของเขาก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง
นอกเหนือจากความพยายามที่เกิดจากตัวของเมิ่งฝานเองก็ยังมีคุณงามความดีของโลหิตแตกแขนงด้วยที่มากไปกว่านั้นคือพลังภายในโลหิตแตกแขนงได้เข้าไปกระตุ้นกล้ามเนื้อของเมิ่งฝานทำให้แข็งแรงขึ้นกว่าเดิมพื้นฐานพลังมั่นคงจนไม่ต้องเกรงกลัวคู่ต่อสู้ที่อยู่ในขั้นฝึกกายาระดับเจ็ดเช่นเดียวกันและบางทีเขาอาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำไป
เมิ่งฝานกำหมัดแน่นก่อนจะปล่อยพลังฝ่ามือออกไปเบื้องหน้า ภายใต้พลังที่เพิ่มขึ้นทำให้ความแข็งแกร่งที่แผ่ซ่านออกมาไม่แตกต่างจากพลังมหาหัตถ์สังหารของกู่ฉิงที่เคยปล่อยออกมาในครั้งที่ทำการประลองเลย
ฝึกกายาระดับเจ็ด มหาหัตถ์สังหารห้าร้อยจิน!
เมื่อฝึกฝนมาถึงระดับนี้ก็ทำให้เมิ่งฝานสามารถยืดอกอย่างหยิ่งทะนงเมื่ออยู่ท่ามกลางบรรดาผู้ฝึกตนรุ่นราวคราวเดียวกันภายในอูเจิ้นแห่งนี้ได้แล้วแม้ต้องเผชิญหน้ากับกู่ฉิงอีกครั้งเขาก็ยังมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย
“ยังเหลือเวลาอีกสามเดือนดูเหมือนว่าก่อนจะถึงการประลองของเมืองเหยียนเฉิงเรายังสามารถบรรลุขึ้นไปยังระดับที่แปดได้อย่างไร้กังวล!”
ความตื่นเต้นถาโถมเข้ามาในหัวใจจากนั้นเมิ่งฝานก็กลับเข้าสู่ห้วงแห่งการบำเพ็ญตนต่อไปนอกเหนือจากการช่วยกู้หน้าให้แก่กู่ซินเอ๋อร์แล้วเด็กหนุ่มก็รู้ดีว่าของรางวัลจากการประลองในครั้งนี้จะต้องมากมายเป็แน่
เล่ากันว่าเมื่อสามปีก่อนนั้น ผู้ชนะเลิศในการประลองได้รับวิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับตัวอักษรหงไปทั้งยังมีความสามารถเข้าตาพรรควรยุทธ์แห่งหนึ่งจนได้รับคำเชิญให้เข้าร่วมกับพรรควรยุทธ์นั้นสิ่งที่เป็ดั่งเหยื่อล่อนี้ทำให้เมิ่งฝาน้ามันอยู่ไม่น้อย
ยิ่งได้ไปยังสถานที่ที่ใหญ่กว่าย่อมหมายความว่ามีพื้นที่ในการเติบโตที่มากยิ่งกว่าฉะนั้นแล้วหากได้เข้าไปอยู่ในพรรควรยุทธ์ใหญ่ก็ยิ่งหมายความว่าจะได้รับทรัพยากรในการบำเพ็ญตนจำนวนมากแม้ว่ายามนี้เมิ่งฝานจะมีลูกปัดสีดำอยู่ในแล้วแต่หากเอ่ยถึงเส้นทางแห่งการบำเพ็ญพลังปราณแล้วคล้ายว่าจะเป็เพียงประตูในขั้นต้นเท่านั้นหากมีคนคอยให้คำชี้แนะและช่วยเหลือย่อมจะดีกว่า
ฉะนั้นแล้วการประลองของเมืองเหยียนเฉิงในครั้งนี้ไม่ว่าอย่างไรเมิ่งฝานก็แพ้ไม่ได้
เมิ่งฝานถอนหายใจออกมาอย่างแรงทว่าในขณะที่เขากำลังจะกลับไปฝึกบำเพ็ญตนต่อก็รู้สึกได้ถึงก้อนหินที่ตกลงข้างกายทั้งยังทำให้น้ำสาดกระเซ็นมาใส่ตัวเขาอีกด้วย
“เมิ่งฝานนึกไม่ถึงว่าเ้าจะหลบได้เก่งถึงเพียงนี้เ้าหลบอยู่ที่นี่มาตลอดสามเดือนเลยอย่างนั้นหรือ รีบไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!”
น้ำเสียงอันเยือกเย็นดังขึ้นมาพร้อมกับท่อนขาเรียวสวยที่กำลังก้าวเดินเ้าของร่างสูงโปร่งอรชรสวมชุดกระโปรงสีแดงยืนอยู่ในจุดที่ไม่ไกลนักนางคือกู่ฉิงนั่นเอง! นางเตะหินก้อนเมื่อครู่ไปยังเมิ่งฝานและมองเขาด้วยความหยิ่งทะนง
เมิ่งฝานเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเขามองไปยังกู่ฉิงก่อนโทสะจะปรากฏขึ้นที่ั์ตาทั้งสอง
ยังโชคดีที่ยามนี้เขาฝึกฝนเสร็จเรียบร้อยแล้วหากเมิ่งฝานกำลังดูดซับพลังของลูกปัดสีดำอยู่หรือไม่ก็กำลังศึกษาผนึกอยู่ละก็การที่ถูกนางรบกวนเช่นนี้อาจทำให้พลังของเขาเสียหายหรืออาจรุนแรงถึงกับทำให้พลังของเขาพังทลาย
เมิ่งฝานกำหมัดแน่นจากนั้นก็ก้าวออกไปข้างหน้าพลางกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น “ผู้หนึ่งเป็พี่สาว อีกผู้หนึ่งเป็น้องสาวแต่เหตุใดจึงได้แตกต่างกันมากมายถึงเพียงนี้หรือเ้าไม่รู้ว่าสิ่งใดคือความอ่อนโยน สิ่งใดที่เรียกว่ามารยาทหรือต้องทำตัวเช่นไรถึงจะเรียกว่าสตรี? เ้าทำตัวเช่นนี้...วันหน้าจะแต่งออกเรือนไปได้อย่างไรใครจะกล้ามาสู่ขอเ้า!”
แต่ละคำพูดดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณเมิ่งฝานร่ายยาวเสียจนไม่ให้โอกาสกู่ฉิงได้เอ่ยวาจาใดทันใดนั้นใบหน้าของกู่ฉิงก็เดี๋ยวแดงก่ำ เดี๋ยวซีดเผือดสุดท้ายก็ถึงกับพูดไม่ออก...