นิสัยข้าเปลี่ยนยาก

    บทที่ ๑๒ ออกเดินทาง...กลับเมืองหลวง (3)

             

            ทันทีที่ขอบฟ้าด้านทิศตะวันออกปรากฏให้เห็นแสงขาวเรืองรองสัตว์ธรรมชาติร้องขานต้อนรับวันใหม่บ่าวรับใช้และคนติดตามในขบวนจัดเก็บสัมภาระเตรียมเคลื่อนขบวนตามคำสั่ง

            ระหว่างนั้นหลินหลานหรูยืนวางแขนข้างหนึ่งบนคานรถม้าดวงตาคู่งามแฝงประกายลุ่มลึกเกินหยั่งทอดมองไปที่ซูเจี๋ยซึ่งกำลังสั่งการให้คนคุ้มกันขบวนด้านหลังอย่างแน่นหนา

            ศิษย์พี่ใหญ่สำนักคุ้มภัยหนานเหรินผู้นี้...ร้ายกาจ หากจะมีสิ่งใดที่ใช้ล้มซูเจี๋ยได้ เห็นทีคงมีแต่วิธีสกปรกเท่านั้นกระมัง

            หลินหลานหรูเลิกสนใจซูเจี๋ย

            ยามเช้ากลางหุบเขาเช่นนี้อากาศเย็นจัดจนรู้สึกหนาวความลำบากตลอดระยะเวลาห้าเดือนมานี้ทรมานกายใจไม่เว้นวันทำให้นางอดคิดถึงจวนสกุลหลินในเจียงซูขึ้นมาไม่ได้

            เร่งเดินทางตลอดทั้งวันไม่ได้หยุดไม่ได้นอนหลับบนเตียงอุ่นนุ่ม ไม่ได้กินอาหารอร่อยถูกปากทุกคืนได้แต่หวาดผวาไปคนเดียวเงียบๆ ไม่รู้ว่าจะประสบเหตุร้ายคุกคามเมื่อใดและไม่รู้ว่าจะมีอีกกี่สิบชีวิตต้องสังเวยให้กับการเดินทางครั้งนี้

            เมื่อก่อนนางยังมีมารดาคอยโอบกอดหลายครั้งที่ถูกกอดเช่นนั้นนางยอมรับว่าตนเองรู้สึกปลอดภัยมาวันนี้กลับรู้สึกโดดเดี่ยวกว่าที่คิดไว้ ยากจะหาคนเชื่อใจได้อย่างแท้จริง

            หากวันนี้ผ่านทิวเขาสลับซับซ้อนไปได้อย่างราบรื่นก็คงจะดีไม่น้อยกระมัง นางหวังให้เป็นเช่นนั้น ขอให้เป็นเช่นนั้นเถอะ...

            หลังทุกอย่างจัดเตรียมเสร็จซูเจี๋ยก็นำขบวนออกเดินทางต่อทันที

            หลินหลานหรูเกาะขอบหน้าต่างรถม้าโผล่หน้ารับลมตลอดทาง ขณะเดียวกันก็สังเกตป่าและผาหินแหลมรอบข้างสภาพพื้นที่ค่อนข้างรกร้างเอาการขบวนที่ควรจะเดินทางให้เร็วขึ้นกลับยิ่งช้าลงกว่าเดิม

            หลินหลงอวี้ควบม้ามาด้านข้างคุยเล่นเป็นเพื่อนหลินหลานหรูอย่างที่เคยทำประจำ "น้องเล็กอีกสิบกว่าวันก็ถึงเมืองหลวงแล้วเจ้าว่าท่านปู่ท่านย่าจะมารอรับพวกเราหรือไม่"

            "แน่นอนว่าพวกเขาต้องมาเจ้าค่ะ"หลินหลานหรูเอ่ยตอบเสียงใส ทว่าในใจแล้วหากอิงตามที่มารดาเคยกล่าวไว้ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลหลินเป็นคนหัวสูง หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี อีกทั้งนางไม่ใช่มารดาผู้ให้กำเนิดท่านพ่อเกรงว่า...คงไม่มาอย่างแน่นอน

            อย่างมากก็ส่งแค่บ่าวรับใช้มากระมัง

            "นั่นสินะ"หลินหลงอวี้เกาศีรษะอย่างเก้อเขินคงกำลังกังวลว่าจะวางตัวอย่างไรเมื่อพบหน้าครอบครัวที่เมืองหลวงกระนั้นคุณชายหลินคนรองก็ยังอมยิ้มทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้

            "น้องเล็กเจ้าอยากฝึกขี่ม้าหรือไม่เดี๋ยวพี่รองสอนให้ ยื่นมือเจ้าออกมาสิ"

            หลินหลานหรูมองม้าขนสีน้ำตาลอมแดงตัวที่พี่ชายกำลังควบประชิดข้างรถม้าอยู่ขณะเดียวกันศีรษะพี่รองของนางก็โยกคลอนไปตามจังหวะการเดินของม้าต่อมาสมองของนางก็จินตนาการไปถึงขนมที่นางแอบสาวใช้ซื้อมาระหว่างทางทว่าข้างในกลับมีแต่หนอนสีน้ำตาลแดง

            คิดมาถึงตรงนี้พลันรู้สึกขนลุกซู่ส่ายศีรษะดิกๆ เอ่ยปฏิเสธหลินหลงอวี้ทันควัน"หลายเดือนนี้ข้านั่งในรถม้าก็แทบจะคลื่นไส้อยู่แล้วหากให้นั่งบนหลังม้าที่โยกซะขนาดนั้น อาหารที่ข้ากินไปเมื่อเช้าไม่ออกมาหมดหรือเจ้าคะไม่ไหว"

            หลินหลงอวี้หัวเราะขำใบหน้าเปื้อนยิ้มไปจนถึงตา คุยเล่นกับน้องสาวไปอีกหลายเรื่องไล่ตั้งแต่ชื่อภูเขายันถึงหนอนในน้ำ

            นางไม่เคยสงสัยมาก่อนเลยว่าพี่รองของนางจงใจชวนคุยให้นางคลายเบื่อ หรือจงใจกล่อมให้หลับกันแน่

            กระทั่งหลินหลานหรูหลับไปจริงๆนางนั่งคอพับคออ่อนไปตลอดทาง

            ทว่าทันใดนั้นเสียงฝีเท้าม้าห้อมาจากด้านหลังปลุกให้คนกำลังหลับตื่นหลินหลงอวี้เอี้ยวตัวกลับไปมอง

            "น้องรอง!"เสียงตะโกนจากหลินหลงอู่ขณะควบม้ามาจากท้ายขบวน

            พริบตานั้นเสียงวัตถุแหวกอากาศพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วหลินหลงอวี้ปฏิกิริยาตอบสนองว่องไว ปัดมือซ้ายเลื่อนบานหน้าต่างรถม้าปิดพร้อมกับมือขวาชักกระบี่ขึ้นปัดอากาศ

            ธนูดอกหนึ่งร่วงตกลงพื้นส่วนอีกดอกปักฉึกยังขอบหน้าต่าง

            จากนั้นเสียงลูกธนูปัดผ่านใบไม้ฟึดฟัดก่อนกระหน่ำพุ่งมาที่ขบวนก็ดังขึ้นอีกห่าใหญ่ ไม่ต่างจากเม็ดฝนมรณะร่วงจากฟากฟ้าความแตกตื่นโกลาหลจึงบังเกิดอย่างฉับพลัน

            หลินหลานหรูยังไม่ทันลืมตาตื่นสนิทก็ถูกเสี่ยวจิงดึงตัวไปกอดกลิ้งขลุกๆ หลบลูกธนูที่ทะลุผ่านผนังเข้ามา ...ช่างเป็นผนังที่ไร้ประโยชน์เสียจริง

            ความแตกตื่นนี้เพียงชั่วอึดใจหลินหลานหรูก็ตระหนักได้ถึงอันตรายไม่ได้...ที่นางอยากบอกคือม้ากำลังตื่น

            ทันทีที่นางหลุดจากอ้อมแขนของสาวใช้ก็ลุกคลานไปยังหน้าต่างฝั่งคนบังคับม้า ทว่าบนนั้นกลับพบแต่ความว่างเปล่าคนบังคับม้าเล่า? ตายแล้วหรือ

            ไม่ทันการ!

            ธนูสองดอกพุ่งปักสะโพกม้า ฉึกฉึก!หลินหลานหรูหงายเงิบไปด้านหลัง ล้มทับสาวใช้ ศีรษะโขกกับปลายคางเสี่ยวจิง

            บรรลัยไหมล่ะ!

            เรือนรถม้าถูกลากไปกับสัตว์พาหนะสองตัวที่กำลังคลุ้มคลั่งลากตั้งแต่กลางขบวนแหวกฝ่ากลุ่มคนซึ่งรับมือกับลูกธนูบนฟ้าในขณะนั้นกระทั่งเกือบไปถึงส่วนหน้าของขบวน ถ้าม้าไม่เลี้ยวออกด้านข้างเสียก่อน

            หลินหลานหรูและสาวใช้อีกสองคนเอียงซ้ายเอียงขวาแนบไปกับฝาผนังกลิ้งกันไปมาราวกับลูกข่าง

            "คุณหนูท่านอย่า...ห่างจากบ่าว...นะเจ้าคะ" กว่าเสี่ยวจิงจะเอ่ยเป็นประโยคได้ศีรษะโขกผนังไปสองครั้ง

            เจ้าเอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ หลินหลานหรูคิดในใจ

            เกาฟัง หลินหลงอู่ และหลินหลงอวี้ต่างยืนอึ้งตะลึงงันตามๆ กัน รถม้าคันอื่นไม่เห็นวิ่ง วิ่งแต่ของนางจงใจเกินไปหน่อยหรือไม่

            พวกเขาสามคนเห็นแล้ว...เห็นแล้วว่าม้ากำลังวิ่งเข้าชนกำแพงหิน

            หลินหลงอวี้ไม่สนลูกธนูแล้วเขาสาวเท้าวิ่งตาม ขณะที่หลินหลงอู่กระตุกบังเหียนม้าเข้าหา ทว่าเกาฟังเร็วกว่าเขาใช้วิชาตัวเบาทะยานตัวจากหลังม้า ไต่ไปบนรถลากของ และยืมไหล่เหล่าสหายในขบวนเพื่อแตะเท้าไปอีกต่อ

            เกาฟังเห็นว่าอาจช้าเกินไปจังหวะที่เรือนรถม้ากำลังเหวี่ยงเข้าหาผนังหินเขาจึงขว้างกระบี่ดำในมือประหนึ่งคิดเป็นหอก ตัดเชือกบนคานรถม้าขาดไปหนึ่งตัวอีกตัวเสียหลักล้มไถลไปกับพื้น ช่วยเปลี่ยนทิศทางรถม้าให้พลิกคว่ำก่อนจะถูกกระแทกกับหิน

            หลินหลานหรูเจ็บจนจุกกลิ้งตกจากรถม้าพลิกหมุนไปอีกสามตลบ อ้า...แขนข้างหนึ่งดันเกี่ยวกับหัวลูกธนูจนได้เลือด เวรกรรมอะไรของข้า!วางแผนฆ่าคนตายแค่สิบกว่าเองไม่ใช่หรือ

            เสี่ยวจิงคลานตามออกมาจากรถม้าได้ก็รีบคว้าตัวหลินหลานหรูไปกอดอีกครั้ง

            เฮอ... สถานการณ์เช่นนี้คงพอพิสูจน์ได้ว่าใครที่ภักดีต่อนางอย่างแท้จริง

            ใบหน้าหลินหลานหรูซุกอยู่ใต้วงแขนของสาวใช้"อาจิง เจ้ากอดข้าแน่นเกินไปแล้ว"

            ...เพียงพริบตาเดียวคนคุ้มกันขบวนบ่าวรับใช้และคนติดตามขบวนเดินทางมาด้วยครั้งนี้ ต่างบาดเจ็บไปกว่าร้อยคน

            ยามนี้พายุฝนธนูสงบลงแล้วไม่มีการต่อสู้ประชิดตัว คนในขบวนที่เหลือรอดจึงช่วยกันพยุงคนเจ็บลุกขึ้นยืนดังนั้นจำนวนคนตายจึงนอนปรากฏชัดบนพื้น โชคดีที่ขบวนนี้ไม่มีเด็กและคนแก่อีกทั้งทุกคนล้วนแต่มีวรยุทธ์

            เรื่องครั้งนี้จึงไม่คล้ายโศกนาฏกรรมอันมีชีวิตผู้บริสุทธิ์เป็นเครื่องสังเวย

            "เจ้าคำนวณพลาดแล้วซูเจี๋ย"หลินหลานหรูค่อยๆ ลุกขึ้นยืนหลังเอ่ยประโยคนั้นแววตานางสงบเยือกเย็นประหนึ่งว่าเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นเพียงแค่ละครฉากหนึ่งเท่านั้น

            ละครตลกน่ะสิ ข้ายังขาสั่นอยู่เลย

            นางปัดเสื้อผ้าแล้วจัดแจงให้เข้าที่ก่อนเชิดหน้ายืดอกขึ้นอย่างสง่างามทว่าปิ่นผีเสื้อประดับไข่มุกบนมวยผมเอียงลงเล็กน้อย ใบหน้าเปื้อนฝุ่นเป็นหย่อมๆ

            กระบี่ดำในมือเกาฟังวางพาดบนต้นคอซูเจี๋ยเผยไอสังหารกดดันล้อมรอบตัวคนทั้งคู่ บรรดาสายตาคนคุ้มกันขบวนนับสิบล้อมวงมองพวกเขาสองคนเป็นตาเดียวกัน

            ซูเจี๋ย?

            เหอะๆ ชัดเจนว่าแผนการลอบสังหารครั้งนี้ของซูเจี๋ยได้ล้มเหลวลงแล้ว

            ศิษย์พี่ใหญ่สำนักคุ้มภัยหนานเหรินกวาดตามองผาหินรอบๆคนธนูที่ดักซุ่มยิงเมื่อครู่ล้วนนอนกองเป็นศพ บ้างแขวนอยู่บนผนังหินบ้างก็ตกลงมายังพื้นเบื้องล่าง ไม่มีเหลือรอดแม้แต่คนเดียว

            ทำได้อย่างไรกัน? กำจัดมือสังหารเกือบร้อยคนได้ในพริบตาเชียวหรือ

            ทว่าเมื่อตระหนักได้ถึงสติปัญญาของหลินหลานหรูก็พลันหัวเราะเย้ยหยันในใจตวัดตามองหลินหลานหรูอย่างแค้นเคือง

            คนของฮวาสิบสองกลีบในขบวนมีแปดคนจริงอย่างที่นางบอกแต่แรกทว่านอกขบวนนั้นมีอีกเป็นร้อย

            ดังนั้นเรื่องที่ซูเจี๋ยคำนวณพลาดคือนิสัยขี้ระแวงของหลินหลานหรู

            "คนของเจ้าที่แฝงอยู่ในขบวน"หลินหลานหรูปรายตามองศพชายฉกรรจ์หลายสิบคนนอนตายกลาดเกลื่อนบนพื้น"...ตายหมดแล้ว เสียใจด้วย"

            ใบหน้าซูเจี๋ยตึงเครียดขึ้นมาทันควันเขาถึงกับลอบกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ แค่กระบี่ดำเล่มเดียวยังพอไว้แต่หากรวมกลุ่มคนพร้อมอาวุธครบมือที่กำลังยืนล้อมวงตอนนี้แล้ว บอกได้อย่างเดียวคือ'ไร้ทางหนี'

            หลินหานฉีตามลงมาจากรถม้าเดินฝ่าวงล้อมเข้ามาด้านในตามด้วยเหรินอันอันซึ่งคิดแต่จะพุ่งเข้าหาศิษย์พี่ใหญ่อย่างเดียวทว่าถูกหลินหลงอู่ขวางเอาไว้

            ยามนั้นหลินหานฉีมองหาหลินหลานหรูก่อนเป็นอันดับแรกนางสวมเสื้อสีน้ำเงินเข้มทั้งชุด รอยเลือดบนเนื้อผ้าจึงไม่มีใครสังเกตเห็นกระนั้นรอยขาดบนแขนเสื้อเล็กๆ ก็ไม่สามารถผ่านตาหลินหานฉีไปได้

            มุมปากนายท่านสกุลหลินถึงกับกระตุกยิกๆเส้นเลือดบนขมับปูดขึ้นหลายเส้น

            "ซูเจี๋ย!ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือเจ้าเช่นนั้นหรือ" หลินหานฉีเอ่ยอย่างมีโทสะ"ไม่ใช่เจ้าเป็นคนของสำนักคุ้มภัยหนานเหรินหรอกรึลอบสังหารครอบครัวข้าเพื่อประโยชน์ใดกัน เป็นผู้ใดบงการเจ้ามา"

            แรกเริ่มเดิมทีหลินหานฉีก็ไม่ใช่คนโง่เขลาหลินหลานหรูเจ้าเล่ห์อย่างไรย่อมได้เชื้อมาจากบิดากล่าวให้ถูกคือหลินหานฉีเคลื่อนไหวก่อนหน้าหลินหลานหรูเสียอีกนางเพียงเดินตามแผนบิดาให้เนียนเท่านั้น

            ส่วนคนติดตามในขบวนซูเจี๋ยไม่ได้สังเกตว่าตลอดหลายเดือนมานี้ มีคนเข้าออกขบวนหน้าใหม่อยู่เสมอทั้งหมดนั้นล้วนแต่ถูกสับเปลี่ยนคนเข้าเพื่อไม่ให้ศัตรูในที่ลับไหวตัว

            เกี่ยวกับเรื่องนี้นายท่านผู้เฒ่าสกุลหลินคิดการไว้ล่วงหน้าทางเดียวที่จะเสริมอำนาจให้สกุลหลินได้ คือให้หลินหานฉีกลับเข้ารับตำแหน่งในราชสำนักโดยปลอดภัยมีหรือจะปล่อยผ่านให้บุตรชายตนกลับเมืองหลวงโดยไร้คนคุ้มกันดังนั้นระหว่างทางจึงวางคนไว้คอยสับเปลี่ยนเข้าขบวนอยู่ตลอด

            อีกประการหนึ่งเพราะเหตุใดหลินหลานหรูจึงรั้นจะใช้เส้นทางหูเป่ยแถบเหนือเพราะเหตุใดนางถึงให้ติดประกาศรับคนเข้าขบวนมากมายเสียขนาดนั้นทั้งที่คนเยอะยิ่งจะทำให้การเดินทางช้าลง ทว่าซูเจี๋ยกลับหลงคิดไปเองมองว่านางต้องการทำให้มือสังหารลงมืออย่างยากลำบากขึ้น

            ไม่ได้สะท้อนใจสักนิดจุดประสงค์ของนางแต่แรกคือ ต้องการเดินทางกลับเมืองหลวงให้เร็วที่สุด จึงเลือกใช้เส้นทางที่สั้นที่สุด

            แต่การกระทำของนางกลับสวนทางยิ่งรับคนเยอะยิ่งถ่วงขบวนให้ช้าลงไม่ใช่หรอกหรือมิหนำซ้ำนางจะเอาชีวิตคนบริสุทธิ์นับร้อยมาเสี่ยงเชียว

            คิดไปคิดมายิ่งกระจ่างในข้อหนึ่งเหตุใดนางถึงแยกขบวนออกเป็นสองขบวนและสองเส้นทาง ในเมืองอู่ฮั่นนางบอกเขาว่าจะใช้ขบวนของไป๋เซี่ยที่มีแต่สัมภาระและผู้ไร้วรยุทธ์เป็นเหยื่อล่อโดยไม่สนใจชีวิตเด็กและคนแก่ความอำมหิตนี้ของนางทำให้เขาประมาทจนลดการป้องกันและระแวงนางน้อยลง

            มองนางเป็นแค่เด็กน้อยเก้าขวบนิสัยหยิ่งผยองผู้หนึ่งเท่านั้น

            สุดท้ายแล้วนอกจากเขาจะทำงานล้มเหลวทุกอย่างยังเป็นไปตามแผนที่นางวางไว้แต่ต้น บัดซบไหมล่ะ

            ที่เขาอยากรู้คือตั้งแต่เมื่อไร...เมื่อไรกันที่หลินหลานหรูมองแผนของเขาออกไม่สิ...นางไม่เคยไว้ใจเขาแต่ต้น

            เมื่อซูเจี๋ยตระหนักได้ถึงความจริงข้อนี้พลันเกิดความคิดบ้าบิ่น ในยามที่ความตายเปิดประตูรอรับตรงหน้าย่อมไม่เลือกวิธีการเพื่อเอาชีวิตรอด

            ดังนั้นยามที่ทุกคนต่างชะล่าใจซูเจี๋ยจึงซัดอาวุธลับเข็มพิษไปที่เกาฟังก่อนออกฝ่ามือปะทะแขนปัดกระบี่ดำให้เปลี่ยนทิศทาง

            พริบตาต่อมาหลินหลานหรูก็ถูกซูเจี๋ยใช้เข็มพิษจ่อที่ต้นคอแล้ว

            หลินหานฉีใจเสียโทสะในอกพวยพุ่งราวควันไฟ "ซูเจี๋ย! เจ้าปล่อยบุตรสาวข้า!"

            คุณชายหลินทั้งสองกัดฟันกำกระบี่ในมือแน่นส่วนเกาฟังไม่อาจขยับตัวได้ พิษในเข็มทำให้เขาเป็นอัมพาตไปชั่วคราว

            ดังนั้นในเวลานี้ทุกคนจึงได้แต่หยั่งเชิงกันไม่กล้าลงมือโดยพลการ หากไม่แล้วชีวิตคุณหนูหลินอาจเป็นอันตรายได้ทุกเมื่อ

            หลินหลานหรูเหล่มองเข็มพิษอย่างวิตกนางไม่ได้กังวลเรื่องพิษแต่กลัวเข็มเล่มยักษ์นี้ทิ่มคอต่างหากเลยเกร็งคอไว้สุดชีวิต

            "ส่งม้าให้ข้า!" ซูเจี๋ยต่อรอง

            ม้าที่มีในขบวนหากไม่ตายก็วิ่งเตลิดหนีที่เหลืออยู่คงมีแต่ม้าที่ใช้ลากรถ ซูเจี๋ยรีบคว้าบังเหียนพาหลินหลานหรูห้อออกไปราวกับพายุ

            หลินหลานหรูถูกจับนั่งบนหลังม้าซูเจี๋ยใช้มือเดียวจับเชือกบังเหียน นางกลัวตกจึงเกาะแขนซูเจี๋ยไว้แน่นเวลานี้ซูเจี๋ยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นางจึงเอี้ยวคอ แหงนมองใบหน้าเขาด้านบน

            "พี่ซูเจี๋ยท่านกำลังพาข้าไปหาพรรคพวกที่จุดนัดพบหรือเจ้าคะ"

            ประโยคนี้ของนางทำซูเจี๋ยชะงักอีกทั้งยังตัวเกร็งจนเกือบค้างกระนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าเขาจะชะลอฝีเท้าม้าลงแม้แต่น้อยกลับกันยิ่งเพิ่มความเร็วขึ้นอีก

            หากเขากำลังมุ่งหน้าไปหาพวกพ้องจริงรอจนถึงตอนนั้นนางคงไม่รอดกลับมาเป็นแน่ "เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะเกรงว่าคนที่รอท่านอยู่คงถูกพรรคพวกของข้าจับไว้หมดแล้วกระมังข้อความในม้วนจดหมายเขียนไว้อย่างไรข้าได้อ่านหมดแล้ว"

            ซูเจี๋ยเบรกกึกหยุดม้ากะทันหันจนมันยกขาหน้าร้องลั่นป่าไม่ทันคิดหน้าคิดหลังก็เปลี่ยนเส้นทางควบม้าทันที

            หลินหลานหรูลูบอกตัวเองอย่างปลอบขวัญ ตกอกตกใจหมด

            ความจริงแล้วนกสิบกว่าตัวที่เกาฟังยิงทิ้งมีม้วนจดหมายที่ซูเจี๋ยใช้ติดต่อมือสังหารอยู่สองม้วนในนั้นไม่ได้ระบุสถานที่เอาไว้ แล้วนางจะส่งคนออกไปตามจับได้อย่างไรเล่าซูเจี๋ยหวาดระแวงเกินเหตุแล้ว

            เสียงฝีเท้าม้าราวสี่ถึงห้าตัวดังไล่ตามหลังซูเจี๋ยสบถด่าอย่างหัวเสียขณะที่หลินหลานหรูถูกเขย่าบนหลังม้าจนอยากอาเจียนเอาของในท้องออก

            นรกเถอะตลอดชีวิตนี้ข้าจะไม่ขี่ม้าเป็นอันขาด! นางให้คำมั่นอย่างหนักแน่น

            ถึงตอนนี้ทิศทางใดซูเจี๋ยไม่สนแล้วมุ่งแต่จะหาทางสลัดพวกที่ตามมาเท่านั้นต่อให้ทิ้งคุณหนูหลินไว้ข้างทางก็ไม่แน่ว่าคนพวกนั้นจะปล่อยเขา มิสู้พานางไปด้วยหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันใดยังใช้ชีวิตนางต่อรองได้

            ระหว่างที่ซูเจี๋ยเอาแต่คิดหาทางหนีหลินหลานหรูก็ไม่ต่างกัน นางเคยศึกษาชัยภูมิในทิวเขาแถบนี้มาแล้วทั้งจากบันทึกและคำบอกเล่า จึงพอคาดเดาได้ว่าทางที่ซูเจี๋ยกำลังมุ่งไปเป็นทางตัน

            รอบข้างเริ่มปรากฏผาหินสูงชันนับร้อยจั้งมองขึ้นไปไม่เห็นแม้แต่ส่วนยอด กระทั่งจนมุมในที่สุดไม่มีเส้นทางให้ไปต่อนอกจากถอยกลับเข้าป่าด้านหลังหรือไม่แล้วก็กระโดดลงเหวลึกไร้ก้นเท่านั้น

            "ซูเจี๋ย ปล่อยน้องสาวข้า!"หลินหลงอู่ตามมาถึงก็ชี้ปลายกระบี่ไปตรงหน้า ไม่ว่าอย่างไรก็จะขอสับเจ้าคนถ่อยซูเจี๋ยผู้นี้เป็นชิ้นๆ

            ตามหลังหลินหลงอู่มายังมีหลินหลงอวี้กับคนติดตามอีกสามคน กว่าพวกเขาจะหาม้าแล้วไล่ตามมานั้นไม่ง่าย

            ซูเจี๋ยมองผาหินตรงหน้าอย่างแสนเสียดายหันไปทางซ้ายกลับเป็นเหวลึก เยื้องด้านหลังไปทางขวาคือป่าที่เพิ่งควบม้าออกมาคิดกลับทางเดิมคงต้องสังหารเด็กน้อยด้านหลังพวกนั้นให้หมด

            เมื่อตัดสินใจได้แล้วเขาจึงลากหลินหลานหรูลงจากหลังม้า "คุณหนู ไหนๆ ข้าก็ต้องตายแล้วเรามาตายพร้อมกันดีหรือไม่"

            หลินหลานหรูมองตามสายตาซูเจี๋ยไปยังเหวลึกด้านข้างจึงหัวเราะขบขันราวกับต้องการให้ซูเจี๋ยรู้ว่านางกำลังเย้ยหยันเขาอยู่

            แม้แต่ประโยคที่เอ่ยยังแฝงเจตนาแดกดันเขาหลายส่วน "พี่ซูเจี๋ย หากท่านไปปรโลกแล้วมารู้ความจริงภายหลังว่าข้าดันมีชีวิตรอดท่านจะไม่โกรธจนกระอักเลือดตายอีกรอบหรือเจ้าคะ อ๊ะ! แค่กๆ"

            ซูเจี๋ยเลือดขึ้นหน้าบีบคอหลินหลานหรูให้นางหุบปาก เขาไม่ควรปล่อยให้นางพูดจริงๆ

            "ซูเจี๋ย!"คุณชายหลินทั้งสองใจหล่นตามๆ กัน ยิ่งซูเจี๋ยขยับเข้าใกล้ปากเหวมากเท่าไรพวกเขายิ่งกลั้นหายใจอย่างหวาดหวั่นมากเท่านั้น

            "ซูเจี๋ย ข้าจะปล่อยเจ้าไปขอเพียงคืนน้องสาวให้ข้า พวกข้าจะไม่โจมตีเจ้า ข้าให้สัญญา" หลินหลงอู่พร้อมทำทุกหนทางและให้สัจจะตามที่เอ่ย"พวกเจ้าถอยออกไปก่อน"

            หลินหลงอวี้และผู้ติดตามสามคนด้านหลังถอยออกไปตามที่สั่งยืนห่างจากซูเจี๋ยและหลินหลานหรูพอสมควร

            "คุณชายหลินนับว่าเจ้ายังฉลาด" ซูเจี๋ยยิ้มย่องอย่างพอใจดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์กลิ้งกลอกอย่างที่สุด "พวกเจ้าวางกระบี่ลงด้วยแล้วส่งกระบี่ในมือเจ้าให้ข้า"

            หลินหลงอู่ทำตาม

            หลินหลานหรูได้แต่ภาวนาในใจอย่าได้หลงเชื่อคำพูดของซูเจี๋ยเป็นอันขาด ทว่าคงสายไปแล้วกระมัง

            กระบี่ในมือหลินหลงอู่ถูกส่งให้ซูเจี๋ยแลกกับการที่อีกฝ่ายส่งตัวหลินหลานหรูให้หลินหลงอู่

            ทางฝั่งซูเจี๋ยค่อยๆยื่นมือไปรับกระบี่ ขณะเดียวกันก็ส่งหลินหลานหรูออกไปด้วย

            เพียงแต่จังหวัดเดียวกันนั้น จู่ๆซูเจี๋ยก็ผลักแผ่นหลังหลินหลานหรู อาศัยช่วงที่หลินหลงอู่ตกใจถลาเข้ารับตัวน้องสาวซูเจี๋ยก็แย่งกระบี่มาไว้ในมือได้สำเร็จ

            เดิมทีซูเจี๋ยไม่คิดปล่อยให้ผู้ใดหนีรอดไปจากที่แห่งนี้แต่แรกจึงเงื้อกระบี่หมายสังหารหลินหลานหรูก่อนใคร ทว่าหลินหลงอู่พลิกตัวอย่างรวดเร็วใช้แผ่นหลังของตนรับคมกระบี่แทนหลินหลานหรู

            การเคลื่อนไหวของซูเจี๋ยทำให้หลินหลงอวี้และคนติดตามอีกสามคนวิ่งเข้าหาอาวุธเวลาเพียงพริบตาหลินหลงอวี้ก็เข้าปะทะกับซูเจี๋ยอย่างบ้าคลั่งฟันกระบี่เข้าซ้ายออกขวาอย่างหนักหน่วง

            ทางด้านหลินหลานหรูนางแทบร้องเสียงหลง ทรุดกายลงพร้อมกับหลินหลงอู่ คุกเข่าเคียงคู่ไปกับพี่ชาย"พี่ใหญ่ ท่าน..."

            นางถึงกับรู้สึกจุกในลำคอไปชั่วขณะสองมือเล็กเปื้อนไปด้วยเลือดของหลินหลงอู่ ความโกรธแค้นในใจปนเปไปพร้อมกับความหวาดกลัวที่ทะยานขึ้นสูง

            "ข้าจะห้ามเลือดให้ท่าน พี่ใหญ่ข้า..." ความจริงที่ว่านางมีวิชาแพทย์ล้ำลึกนัก เรื่องนี้ประจักษ์ดีแก่ใจทว่าบาดแผลฉกรรจ์ถึงเพียงนี้ ในสถานที่เช่นนี้ และยังเป็นโลกแห่งนี้ด้วยนางจะสกัดจุดห้ามเลือดก็ทำไม่ได้ ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง

            หลินหลานหรูรีบร้อนฉีกชายชุดสีน้ำเงินของตนหวังจะใช้มันกดห้ามเลือดให้หลินหลงอู่

            "น้องเล็กเจ้าอย่า..."หลินหลงอู่พลางเอ่ยพลางนิ่วหน้าเจ็บ ถึงอย่างนั้นก็ยังคงอดทนเอื้อมจับมือเล็กที่กำลังสั่นเทาของหลินหลานหรู ก่อนยกมือต่อไปที่พวงแก้มขาว ค่อยๆเช็ดน้ำตาหยดหนึ่งออกให้นาง "ข้าไม่เป็นไร เจ้ารีบหนีไปเถอะ"

            น้ำตาหลินหลานหรูยิ่งไหลพลั่กเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็พบเพียงหลินหลงอวี้ที่กำลังประมือกับซูเจี๋ยอย่างเสียเปรียบส่วนผู้ติดตามอีกสามคนไม่สามารถลุกขึ้นต่อสู้ได้แล้ว

            หลินหลงอู่ผลักหลินหลานหรูให้ออกห่างแม้ตั้งใจอยากให้นางรีบหนี ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการให้นางรู้สึกเป็นห่วงพวกเขาจนไปไหนไม่ได้

            "เจ้าไปซะ!"ไล่เสร็จหลินหลงอู่ก็ไม่สนใจนางอีกยันพื้นลุกขึ้นได้ก็หยิบกระบี่จากมือผู้ติดตามที่ตายแล้วขึ้นมาจากนั้นก็กระโดดเข้าช่วยน้องรองสังหารซูเจี๋ยอีกแรง

            หลินหลานหรูแม้ตกใจที่ถูกพี่ชายผลักจนหงายล้มทว่านางก็ยังไม่ยอมไปไหน ตรงกันข้ามกลับยืนมองพวกเขาต่อสู้กันด้วยซ้ำ

            เมื่อเทียบกันแล้วหลินหลงอู่ชำนาญการต่อสู้ยิ่งกว่าหลินหลงอวี้ทว่าอย่างไรก็ตามซูเจี๋ยฝึกวิชากระบี่มานานกว่าเด็กหนุ่มทั้งสองอีกทั้งยังเป็นศิษย์เอกสำนักคุ้มภัยหนานเหริน เรื่องวิชาการต่อสู้เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะมาเกิด หากไม่ใช่เกาฟังแล้วเห็นทีคงไม่มีผู้ใดจะรับมือซูเจี๋ยได้

            เวลาเพียงครู่เดียวพี่ชายของนางก็พ่ายแพ้ให้กับซูเจี๋ยอย่าราบคาบ

            หลินหลานหรูยืนกำหมัดข้างลำตัว

            "หึ คุณหนูหลินพี่ชายเจ้าอ่อนหัดนัก" ซูเจี๋ยใช้นิ้วชี้ปาดคราบเลือดบนกระบี่"ไยเจ้าไม่วิ่งหนีเล่า มีโอกาสให้หนีแล้วแท้ๆ เชียว"

            หลินหลานหรูเม้มริมฝีปากบางอย่างข่มกลั้นความแค้นเคืองจ้องมองบุรุษตรงหน้าไม่กะพริบตาก่อนเลื่อนมือขึ้นถอดปิ่นปักผมบนศีรษะออกอย่างเชื่องช้า

            "คุณหนูหลิน เจ้าคิดจะใช้ปิ่นเล็กๆสู้กับกระบี่ในมือข้าอย่างนั้นหรือ เจ้าช่างอวดดีไม่ประมาณกำลังอันน้อยนิดของตนจะอาจหาญก็ให้มันสมฐานะ สตรีอย่างเจ้าแต่แรกก็ไม่ควรคิดการใหญ่แทนบุรุษซ้ำยังทำแผนของข้าพัง งามหน้านัก!"

            ซูเจี๋ยเดินใกล้เข้ามาทุกขณะแต่ละย่างก้าวแฝงไปด้วยกลิ่นอายข่มขวัญ"ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าที่มีดีแค่สติปัญญา จะเอาตัวรอดในสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร"

            หลินหลานหรูกัดริมฝีปากจนช้ำเลือดนางข่มความโกรธในใจถึงที่สุด พลันคำพูดหนึ่งของเกาฟังผุดขึ้นมาในหัว 'เหตุใดเจ้าไม่ฝึกวรยุทธ์'

            เหตุใดข้าถึงไม่ฝึกวรยุทธ์? เพียงเพราะกลัวว่าจะมีชีวิตไม่ถึงอายุยี่สิบหรือตอนนี้ต่อให้ข้าไม่ฝึก ก็เหมือนจะมีชีวิตไม่ถึงยี่สิบเช่นกันซ้ำยังตายอย่างน่าอนาถ

            นางยิ่งคิดยิ่งรู้สึกเจ็บแค้นในใจกำปิ่นผีเสื้อประดับมุกในมือจนบาดเนื้อ เลือดค่อยๆ ไหลย้อมปิ่นเงินกระทั่งหยดติ๋งๆลงพื้น

            "ซูเจี๋ย!!"หลินหลงอู่คำรามลั่น ใช้แรงฮึดเฮือกสุดท้ายพุ่งเข้าหาซูเจี๋ย

            หลินหลานหรูอาศัยจังหวะที่ซูเจี๋ยหันไปรับคมกระบี่ของหลินหลงอู่แทงปิ่นผีเสื้อในมือลงยังช่วงเอวของซูเจี๋ยอย่างรวดเร็ว

            ซูเจี๋ยเจ็บปลาบมือจึงตอบสนองไปเองด้วยการสะบัดกลับหลัง ซัดกำลังภายในเข้ากลางอกหลินหลานหรูกระทั่งนางถอยหลังจนก้าวพลาด พลัดตกลงไปในเหว

            ช่วงเวลาเฉียดฉิวนี้หลินหลงอู่กลับกระโดดคว้าแขนหลินหลานหรูไว้ได้ทันก่อนเหวี่ยงตัวนางกลับขึ้นไปอย่างหวุดหวิดทว่าตัวเขาไร้ที่ยึดเกาะไม่อาจยั้งแรงเหวี่ยงนี้ได้ จึงถลาตกลงไปแทนนาง

            หลินหลงอู่ดิ้นรนอย่างที่สุดเขาแทงกระบี่ลงบนซอกหิน ใช้เป็นที่ยึดไม่ให้ตนเองตกลงไป ส่วนอีกมือก็ควานหาที่เกาะ

            "พี่ใหญ่!"

            หลินหลานหรูส่งมือลงไปหมายให้หลินหลงอู่จับมือนาง เพียงแต่นางตัวเล็กเช่นนี้อีกทั้งจะมีแรงดึงเด็กหนุ่มร่างกำยำขึ้นมาได้แค่ไหนกันเชียวเอื้อมจนสุดช่วงตัวแล้วก็แตะได้แค่ปลายนิ้ว

            "พี่ใหญ่! ท่านจับมือข้า!"หลินหลานหรูรีบเอ่ยอย่างร้อนใจ ในใจสั่นกระตุกไม่หยุด

            หลินหลงอู่จับมือหลินหลานหรูได้แล้วทว่าซูเจี๋ยกลับยังถือกระบี่อยู่ในมือ หากคนผู้นี้ยังไม่ตายน้องสาวของเขามีหรือจะรอด

            ชั่วเวลานั้นหลินหลงอู่จำต้องปล่อยมือนางแล้วดึงกระบี่ออกจากซอกหินก่อนเหวี่ยงกระบี่กลับขึ้นไปสุดแรง

            กระบี่เล่มนั้นของหลินหลงอู่เฉียดแก้มหลินหลานหรูขึ้นมานางถึงกับตกตะลึงจนนิ่งค้างอยู่กับที่

            มือข้างนั้นของนางคว้าได้แต่ความว่างเปล่า…

            "ไม่!!!! พี่ใหญ่..."

            หลินหลงอู่มองน้องสาวตะโกนทั้งน้ำตาภาพของนางค่อยๆ เลือนหายและลอยสูงขึ้นไปราวกับมีนกยักษ์สีดำบินโฉบเอาตัวนางไปอย่างไรอย่างนั้น ทว่าความจริงแล้วเป็นเขาต่างหากที่กำลังร่วงตกลงมา

            เขายิ้มบางๆ ให้นาง น้องเล็ก ชีวิตเจ้าสำคัญกว่าข้านักเจ้าต้องมีชีวิตรอด รอพี่ใหญ่กลับไป

            เมื่อมองไม่เห็นหลินหลานหรูแล้วหลินหลงอู่จึงหลับตาลง จากนั้นเปลือกตาก็สัมผัสได้ถึงหยดน้ำอุ่นๆ หนึ่งหยดเป็นน้ำตาของหลินหลานหรู

            หลินหลงอู่พลันลืมตาขึ้นมาฉับพลันดวงตาคมลึกประหนึ่งหุบเหวไร้ก้นแฝงไปด้วยกลิ่นอายความเด็ดเดี่ยวและปณิธานอันแรงกล้า

            ข้าจะมีชีวิตกลับไป


             

    คล้ายกับเรื่องนิสัยข้าเปลี่ยนยาก ที่คุณอ่าน