Ethereal เมื่อจอมเวทต้องสู้ระยะประชิด

    105 หนึ่งในตัวเต็ง

    “ อาเดรียน จากดาวไพรมัส ”


    วงล้อหยุดหมุนพร้อมกับแสดงชื่อคนที่ถูกเข็มบนวงล้อชี้ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็เริ่มหมุนวงล้ออีกครั้งหนึ่งปรากฎรายชื่ออีกคนที่จะกลายเป็นคู่ต่อสู้


    เหล่านักศึกษาที่ไม่ได้ขึ้นสู้ในรอบแรกต่างเดินขึ้นไปนั่งรอบนอัฒจันทร์กลายเป็นผู้ดูที่ดี 


    “ นั่นมันอาเดรียน เห็นว่าอาชีพของเขาคือนักธนูเงา ส่วนคู่ต่อสู้ของเขาคือฟาเรีย อาชีพมือปืนพายุ การต่อสู้ครั้งนี้คือการปะทะกันระยะไกลงั้นสินะ ”


    นักศึกษาจากสถาบันโนวาไพร์มนำข้อมูลผู้ที่กำลังจะต่อสู้กันขึ้นมาอธิบายประกอบฉาก ชายคนแรกสวมใส่ชุดเกราะเบาสีดำสะพายธนูอยู่ด้านหลัง แม้จะยังไม่ได้นำธนูขึ้นมาถือ ออร่าสีดำจากธนูที่ราวกับควันกลับทำให้ทุกคนรู้สึกหวาดหวั่น ส่วนอีกคนสวมใส่ชุดเกราะเบาสีขาว ข้างเอวของเขาเหน็บปืนพกไว้ 2 กระบอก ด้านหลังมีปืนลูกซอง ปืนทั้ง 3 กระบอกดูธรรมดาเป็นอย่างมาก ราวกับว่ามันไม่ใช่อาวุธชั้นดี


    เพียงแต่ว่าการต่อสู้ในครั้งนี้ ไม่มีใครกล้าพอจะนำอาวุธระดับ 5 ดาวที่เป็นอาวุธเริ่มต้นมาใช้งาน แต่ละอย่างจะต้องเป็นสิ่งหายาก ทันใดนั้นหนึ่งในคนที่พยายามหาข้อมูลก็พบเข้ากับปืนทั้ง 3 กระบอก พวกมันไม่ได้ดูธรรมดาอย่างรูปลักษณ์ภายนอกเพราะมันมาจากมอนสเตอร์ระดับ 5 ดาวที่เป็นถึงบอสของซากโบราณสถาน


    แกล็บ!


    แอ็กเซลให้ความสนใจกับชายถือปืน สิ่งที่ทำให้เขามองคือปืนที่เหน็บอยู่ข้างเอว ตามกฎกติกาการแข่ง ผู้เข้าร่วมสามารถใช้อาวุธได้ 2 อย่างคืออาวุธรองและอาวุธหลัก ผู้เข้าแข่งขันคนนี้กลับมีปืน 3 กระบอก แอ็กเซลจึงหันมองรอบข้างก่อนจะพบว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องผิดกฎ ดูเหมือนว่าอาวุธคู่จะถือเป็นอาวุธ 1 อย่าง ปืนพก 2 กระบอกจึงถูกเหมารวมว่าเป็นอาวุธ 1 ชิ้น


    เมื่อกรรมการให้สัญญาณต่อสู้ อาเดรียนก็ได้คว้าธนูจากด้านหลังขึ้นยิงด้วยความไว แค่มือของเขาจับไปยังสายธนู สกิลก็ถูกปล่อยออกไปเผยให้ทุกคนเห็นลูกธนูสีดำพุ่งเป็นเส้นตรงเข้าหาศัตรูตรงหน้า


    ฟาเรียไม่รอช้าคว้าปืนลูกซองด้านหลังขึ้นมายิงด้วยความไว ส่งผลให้เกิดสกิลสร้างกระสุนเม็ดใหญ่ เพียงแต่ว่ากระสุนของเธอกลับต่างออกไปจากที่ทุกคนจินตนาการ  มันไม่ได้กระจายการโจมตีเหมือนปืนลูกซอง แต่กลับส่งกระสุนเม็ดเท่ากำปั้นออกไปจากปากกระบอก ทันใดนั้นการโจมตีของทั้งสองก็พุ่งปะทะกันที่กลางลานต่อสู้จนทำให้เกิดเสียงดังสร้างแรงอัดอากาศออกไปรอบๆ


    พิ้วพิ้ว ปังปัง


    ปืนลูกซองและธนูเริ่มส่งเสียงดังจากการรัวยิงทั้งสองฝ่าย แต่ละคนยังไม่ได้ขยับเขยื้อนไปที่ไหน การปะทะกันในครั้งนี้ต่างฝ่ายต่างพยายามกระหน่ำโจมตีเพื่อชิงความได้เปรียบ ใครเร็วกว่าคนนั้นจะชนะไป  เพียงแต่ว่าความเร็วของการโจมตีทั้งสองกลับไม่ต่างกันมาก ด้วยการผลัดกันรุกและรับยิงสวนกันไปมาแทบไม่สามารถมองออกได้ว่าใครเหนือกว่า  เมื่อทั้งสองเห็นว่าการใช้ความเร็วดูท่าจะเอาชนะไม่ได้ พวกเขาจึงเริ่มออกวิ่งทวนเข็มนาฬิกาเป็นวงกลม โดยในมือยังคงปลดปล่อยสกิลผ่านอาวุธโจมตีต่อไป


    ร่างแต่ละฝ่ายเริ่มก้าวด้วยความเร็วที่มากยิ่งขึ้น สกิลที่ใช้ออกมาเริ่มมีมากกว่าหนึ่ง จากเดิมต้องวิ่งพวกเขาก็เริ่มกระโดดหลบการโจมตีโดยยังคงพยายามรักษาเส้นทางในการวิ่งให้เป็นวงกลมรอบๆลานต่อสู้เช่นเดิม


    “ แบบนี้จะตัดสินกันยังไง ใครพลังหมดก่อนคนนั้นแพ้เหรอ ”


    “ ไม่หรอก ไม่ต้องรอให้พลังหมดหรอก ตอนนี้ทั้งสองกำลังมองหาช่องว่างของกันและกัน ถ้าหากใครพลาดถูกเจาะช่องว่างนั้นก็แพ้เลย ”


    นักศึกษาสถาบันโนวาไพร์มเริ่มวิเคราะห์การต่อสู้ พลังโจมตีของปืนและธนูนับว่าเป็นหนึ่งในพลังที่รุนแรงติด 1 ใน 3 ของอาวุธ จึงไม่จำเป็นต้องยิงร่างกันหลายสิบทีเหมือนการปะทะด้วยดาบหรือมีดเพื่อให้รู้ผลแพ้ชนะ 


    การต่อสู้ในครั้งนี้ เพียงแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพลาดท่าถูกการโจมตีเข้าไปสักครั้ง โอกาสแพ้ก็มีสูงถึง 80  % นักศึกษาทั้ง 2 ที่กำลังวิ่งไปรอบๆจึงพยายามหาโอกาสโจมตีอีกฝ่ายผ่านช่องว่างเล็กๆที่จะค่อยเผยออกมาหลังจากใช้สกิลออกไปมากมาย


    ขณะที่ทุกคนให้ความสนใจว่าใครจะเจาะการป้องกันได้ก่อนนั้น ฟาเรียผู้ใช้ปืนลูกซองกลับถูกสกิลธนูที่แตกตัวออกปักเข้าที่ขา ทำให้ร่างของเธอพุ่งล้ม ทุกคนที่รู้ว่าเธอพลาดแล้วเพราะการโจมตีอีกหลายร้อยครั้งกำลังพุ่งเข้ามา  ทว่าคนที่ควรจะแพ้กลับเปลี่ยนไปใช้ปืนพกแล้วรัวยิงกระสุนออกไปถี่รัวทำลายการโจมตีทั้งหมด ซึ่งกระสุนที่ใช้ผ่านปืนพกกลับมีอำนาจในการทะลุทะลวงส่งผลให้กระสุนหลายนัดที่พุ่งแหวกการโจมตีอีกฝ่ายพุ่งเข้าเจาะร่างจนนักธนูเป็นฝ่ายพุ่งล้ม มือปืนกลับไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายลุกยืนทำการกระหน่ำยิงจนกรรมการต้องเข้ามาหยุดเมื่อนักธนูขอยอมแพ้


    “ ปืนลูกซองมีพลังทำลายมหาศาลแต่ความเร็วช้า ส่วนปืนพกมีพลังในการเจาะทะลวงและมีความเร็วที่เป็นเลิศสินะ ว่าแต่นักธนูไม่มีอาวุธสำรองเหรอ ”


    “ นักธนูนะโว๊ย แกคิดว่าเขาจะนำหน้าไม้ขึ้นมายิงสวนเหรอ นักธนูก็ต้องใช้ธนู อาวุธรองของเขาก็มีแค่มีด การโจมตีของปืนพกเร็วขนาดนั้นต่อให้จะใช้มีดก็ฟันไม่โดนหรอก ”


    ภาพกรรมการทำการรักษานักธนูถ่ายทอดไปยังดวงดาวทั้ง  7 ดวง มือปืนที่เป็นฝ่ายชนะรีบดื่มยารักษาเตรียมตัวให้พร้อมกับการต่อสู้ในรอบ 16 คนสุดท้าย รอบ 32 คนเธอเป็นฝ่ายชนะแล้ว


    “ ขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ ”


    เจ้าหน้าที่เดินไปยังวงล้อแล้วเปลี่ยนขนาดของมันด้วยการนำชื่อของนักธนูและมือปืนออกไป จากนั้นก็เริ่มหมุนวงล้ออีกครั้งหนึ่ง รายชื่อของชายที่จะขึ้นไปบนสนามต่อสู้ก็ปรากฎขึ้น เจ้าหน้าที่จึงหมุนวงล้ออีกครั้งปรากฎรายชื่อของผู้ที่หลายคนให้การจับตามอง


    “ มาแล้ว ได้ดูเร็วกว่าที่คิด ”


    “ โจ จากสถาบันเฮลิเซนต์ อาชีพผู้ใช้โล่ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนอีกคนเป็นอาชีพนักรบทมิฬบ้าคลั่ง การปะทะกันระหว่างการป้องกันและการโจมตีสินะ ”


    หลายคนให้ความสนใจการต่อสู้เพราะหนึ่งคนที่ยืนอยู่บนลานประลองคือโจ ผู้ที่นักวิเคราะห์ประเมินเอาไว้ว่าเขาจะกลายเป็น 7 มังกรและฟีนิกส์ ส่วนอีกคนก็แข็งแกร่งไม่น้อยเพราะอาชีพของเขาคือนักรบทมิฬบ้าคลั่ง ผู้ที่สามารถเพิ่มพลังโจมตีได้เรื่อยๆเมื่อต่อสู้


    เมื่อกรรมการให้สัญญาณต่อสู้ชายผู้ถือขวานในมือทั้งสองข้างก็ได้พุ่งเข้าหาชายอีกคนที่หน้าตาไม่ต่างจากชายวัย 30 กลางๆ ทันทีที่ขวานทั้งสองเล่มยกขึ้นไปบนท้องฟ้าเจ้าของขวานก็ได้ใช้สกิลอาชีพและทักษะขวานโจมตีลงมาด้วยความเร็วฉับพลัน ท่ามกลางเสียงแหวกอากาศของขวาน ผู้ที่ถือมันต่างก็ร้องออกมาพร้อมๆกันส่งเสียงคำรามลั่นจนทำให้การโจมตีนี้ดูโหดร้ายป่าเถื่อน


    โจผู้ที่ยืนอยู่กับที่ยังไม่เคลื่อนไหวไปที่ไหน เขาทำเพียงเปิดใช้งานสกิลเงียบๆจนทำให้เกิดออร่าสีทองคลุมร่างกาย เมื่อใช้ร่วมกับทักษะตระกูลทำให้เขามีการป้องกันที่แข็งแกร่งมากที่สุดในหมู่ระดับ 5  เมื่อการโจมตีพุ่งลงมาฟันกลางหน้าผาก สายตาของผู้คนที่ดูการถ่ายทอดสดล้วนแล้วแสดงออกถึงความตะลึงงัน


    หน้าผากของโจที่ควรจะถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งกลับใช้รับการโจมตีของอีกฝ่ายที่เหมือนจะใส่มาเต็มแรงได้ราวกับว่ามันเป็นการโจมตีของเด็ก


    ชายผู้มีอาชีพนักรบทมิฬบ้าคลั่งกลับไม่ได้ตื่นกลัว พลังของเขายังเรียกออกมาไม่หมด ต่อให้การโจมตีแรกจะใช้พลังสูงสุด พลังโจมตีของเขากลับเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆตามจำนวนครั้งการฟาดฟัน


    ขวานในมือที่ถูกหยุดเอาไว้ด้วยหน้าผากเริ่มรัวฟันไปตามส่วนต่างๆของโจอย่างบ้าคลั่ง แต่ละครั้งที่ขวานฟันทุกคนที่อยู่รอบๆสัมผัสได้ว่าน้ำหนักในการเหวี่ยงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ถึงอย่างนั้นพลังทำลายของมันยังไม่มากพอจะทำให้ชายผู้ชื่อโจเกิดรอยขีดข่วน


    เสียงระเบิดอึกทึกดังก้องไปทั่วโคลอสเซียม ชายผู้ถือขวานยังคงพยายามเพิ่มแรงในการฟันมากยิ่งขึ้นไปอีกจนกว่าจะสร้างบาดแผลให้กับอีกฝ่าย กระทั่งการฟาดฟันใช้เวลาราว 5 นาทีโจผู้ยืนนิ่งก็เริ่มขยับเคลื่อนไหว เพียงชกหมัดออกไปด้านหน้าเบาๆร่างชายถือขวานกลับพุ่งออกไปชนอัฒจันทร์ทิ้งรอยแตกลึกลงไปราว 2 เมตรสร้างความตกใจให้กับทุกคนที่กำลังดูการถ่ายทอดสดจากทางบ้าน


    การโจมตีเมื่อครู่รุนแรงเป็นอย่างมากเพราะสามารถทำให้ชายผู้ที่กำลังบ้าคลั่งสลบลงไปได้


    “ บ้าไปแล้ว ทำได้ทั้งป้องกันและโจมตี แบบนี้ใครจะเอาเขาลง ”


    นักศึกษาสถาบันโนวาไพร์มรู้สึกตกใจกับความสามารถของโจ หมัดเมื่อครู่รุนแรงกว่าการโจมตีของนักรบทมิฬบ้าคลั่ง การจะทำให้ผู้ที่ใช้สกิลคลั่งสลบได้นั้นจะต้องเป็นการโจมตีที่รุนแรง โจได้แสดงให้เห็นสิ่งนั้น ทุกคนจึงคิดว่าเขาจะต้องกลายเป็นอันดับ 1 ของการแข่งขัน


    แอ็กเซลที่มองดูการต่อสู้ตลอดมาด้วยการใช้ดวงตารู้แจ้งเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ไปพร้อมๆกันนั้น เขาไม่ได้แสดงออกถึงความตกใจเลยแม้แต่น้อย


    การป้องกันของโจไม่ใช่สิ่งที่ทะลวงเข้าไปไม่ได้ มันยังเป็นทักษะป้องกันที่มีจุดอ่อน ในช่วงที่โจสวนกลับการโจมตีแล้วทำให้อีกฝ่ายสลบไปได้นั้น  เขาไม่ได้ตั้งใจจะแสดงพลังโจมตีอันน่าหวาดหวั่น  การโจมตีของอีกฝ่ายบีบบังคับให้โจต้องเคลื่อนไหวเพราะการป้องกันมาถึงขีดจำกัด หากทนต่อไปอีก 1 นาทีเกราะป้องกันที่สร้างจากสกิลและทักษะจะแตกออกจากการโจมตีอันบ้าคลั่ง เขาจึงปกปิดเรื่องเกราะด้วยการสวนกลับเพื่อปิดฉากอีกฝ่าย การทำเช่นนี้จะทำให้ทุกคนเห็นว่าเกราะของเขานั้นแข็งแกร่ง


    ในส่วนของพลังโจมตีที่โจปลดปล่อยออกมา แอ็กเซลไม่ได้ตกใจกับพลังทำลายของมัน


    การโจมตีที่เกิดขึ้นนั้น มาจากการดูดซับพลังโจมตีของอีกฝ่ายมาเป็นของตนเองจากนั้นก็ปลดปล่อยออกไปในครั้งเดียว พลังโจมตีของนักรบทมิฬบ้าคลั่งที่ปลดปล่อยออกมาหลายนาทีจะถูกรวบรวมแล้วส่งออกไปในการโจมตีเดียว ผลที่ออกมาจึงเป็นอย่างที่ทุกคนเห็น


    หลังจากที่กรรมการตรวจสอบพื้นที่ นักศึกษาอีก 2 คนก็เริ่มเดินขึ้นไปบนอัฒจันทร์ แอ็กเซลไม่ลืมเปิดใช้งานดวงตารู้แจ้งเก็บข้อมูลเอาไว้เช่นเดิม ทุกคนที่นี่มีโอกาสต่อสู้กับเขาเพราะฉะนั้นเขาจึงใช้โอกาสนี้มองหาจุดอ่อน


    “ ครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างอาชีพนักฆ่าและนักเวท  ถ้าหากนักฆ่าเข้าประชิดนักเวทได้ก็จบ แต่นักฆ่าจะเข้าประชิดยังไงนี่สิ ยากจริงๆ ”


    หากเป็นนักศึกษาทั่วไปคงไม่ใช่เรื่องยากที่นักฆ่าจะหาทางเข้าไปจัดการกับนักเวท เพียงแต่ว่าการต่อสู้ 7 มังกรและฟีนิกส์ ทุกคนล้วนแล้วเป็นนักศึกษาหัวกะทิของหัวกะทิอีกครั้ง แต่ละคนที่กล้ายื่นรายชื่อเข้าร่วมต่อสู้จะต้องมาพร้อมกับการเตรียมการปกปิดจุดอ่อนของตนเองมาเป็นอย่างดี หลายคนจึงอยากเห็นว่านักฆ่าจะล้วงนักเวทได้ก่อนหรือว่าเขาจะถูกโจมตีระยะไกลจนพ่ายแพ้ไป.




    คล้ายกับเรื่องEthereal เมื่อจอมเวทต้องสู้ระยะประชิด ที่คุณอ่าน