ณ ลานสนามบ้านของที่พัก หลินโม่นั่งสมาธิลงพลังแห่งฟ้าดินรอบกายละเอียดราวกับไหมเส้นเล็กหลั่งไหล่เข้าสู่ร่างของหลินโม่ไม่ขาดสายครู่หนึ่งหลังจากนั้นพลังแห่งฟ้าดินรอบกายก็หมดลง
“พลังแห่งฟ้าดินตรงที่พักนี่จะน้อยเกินไปแล้ว” หลินโม่ลูกขึ้นยืน
ห้องพลังปราณของสายนอกถูกปิดไว้แล้วว่ากันว่าสาเหตุเป็เพราะพลังโลหิตชีพจริญญาแห้งขอดลงทำให้ห้องพลังปราณใช้ไม่ได้หลินโม่จึงทำได้เพียงฝึกตนที่ลานสนามบ้าน ทว่าพลังแห่งฟ้าดินที่นี่เบาบางเกินไปในเวลาอันรวดเร็วก็ดูดซับจนเกลี้ยงแล้ว
เหลิงอู่เหยียนที่อยู่ข้างๆไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร แม้ว่าพลังแห่งฟ้าดินในที่พักจะเบาบาง ทว่าหากเป็เมื่อก่อนที่เขาจะดูดซับล่ะก็ต้องเสียเวลาไปถึงครึ่งวัน ถึงจะดูดซับพลังแห่งฟ้าดินในลานสนามบ้านจนหมด
หลินโม่ใช้เวลาไปทั้งหมดเพียงหนึ่งเค่อ
ในการประเมินครั้งสุดท้ายก่อนหน้านั้นหลินโม่ก็ฝึกร่างทะลวงจากขั้นที่หกไปสู่ขั้นที่เจ็ดแล้วหากไม่ใช่เพราะห้องพลังปราณปิดลงล่ะก็เขายังตั้งใจว่าจะบำเพ็ญให้ทะลุถึงขั้นที่เก้าของการฝึกร่างเชียวล่ะ
“ใกล้ถึงเวลาประกาศแล้วเราไปกันเถอะ” หลินโม่โบกมือเรียก
เหลิงอู่เหยียนตามไป
ยามเที่ยง
แผ่นศิลาสีเขียวมรกตก้อนหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางลานสายนอกนี่คือศิลาติดประกาศ ้ามีประกายระยิบของแสงสีเขียวจางๆศิลาติดประกาศทั้งก้อนนี้แบ่งเป็สี่ส่วน ในทุกๆส่วนจะแสดงรายชื่อเอาไว้เป็แถวลงมา
เมื่อหลินโม่และเหลิงอู่เหยียนมาถึงก็ดึงดูดสายตามากมายในทันที
เดิมทีที่อยู่สายนอก ชื่อเสียงของหลินโม่ก็กว้างไกลไม่คาดคิดว่าการทดสอบต่างๆ จะได้คะแนนรั้งท้ายต่อกันถึงสองปีจะไม่ให้คนเขาจำได้นั้นคงเป็การยาก อีกทั้งในการประเมินครั้งสุดท้ายนี้หลินโม่ผู้ถูกเรียกขานว่า ‘หินมูลทับโอ่ง’ นั้นทำเอาเหล่าศิษย์ทั้งหลายตาค้างกันถ้วนหน้า ไม่เพียงแต่ชิงอันดับหนึ่งมาได้หากยังสร้างสถิติอันดับหนึ่งของการประเมินครั้งสุดท้ายของสายนอกในรอบห้าร้อยปีที่ไม่เคยมีผู้ใดทำได้อีกด้วย
ฉายาหินมูลทับโอ่งนี้เพียงพริบตาก็กลายเป็ประวัติศาสตร์
ว่ากันตามหลัก คงจะไม่มีใครดูถูกหลินโม่อีกต่อไปแล้วทว่าระหว่างทางเดิน เหลิงอู่เหยียนกลับสังเกตเห็นสายตาล้อเลียนรอบกายอย่างรวดเร็วแม้กระทั่งสายตาที่แฝงความรู้สึกยินดีที่เห็นคนตกทุกข์แต่ท่าทางเหล่านี้กลับต่างมุ่งมาที่หลินโม่เพียงคนเดียว
ไม่ไกลมากฉิวจวิ้นที่ยืนนำหน้าคนกลุ่มหนึ่ง มองหลินโม่ด้วยด้วยรอยยิ้มเยาะ
“หลินโม่ยินดีกับเ้าด้วยที่สอบเข้าสาขาเทียนซิงได้” ฉิงจวิ้นจงใจพูดเสียงดัง
สาขาเทียนซิง
พริบตาสีหน้าของเหลิงอู่เหยียนพลันเปลี่ยนไปเบนสายตาไปยังศิลาติดประกาศอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นส่วนของสาขาเทียนซิง ในส่วนแสดงรายชื่อแถวหนึ่ง รายนามของหลินโม่ปรากฏอยู่ด้านล่าง
สาขาเทียนซิงจริงๆ ด้วย...
ท่าทางของเหลิงอู่เหยียนราวกับเหมันต์หมื่นปีกลิ่นอายความเย็นะเืแผ่ซ่านตลบอบอวลไปทั่วสารทิศ สายตาเยือกเย็นแข็งกร้าวผู้ที่คุ้นเคยต่างรู้ดีว่านี่คือปฏิกิริยาความโกรธขั้นสุดของเหลิงอู่เหยียนสองปีที่ผ่านมาในสายนอก เหลิงอู่เหยียนเคยแสดงปฏิกิริยาอย่างนี้เพียงสองครั้งครั้งแรกคือหลินโม่ถูกคนเหยียดหยาม เหลิงอู่เหยียนลงมือทำลายแทบย่อยยับหากไม่ใช่เพราะตอนท้ายสุดอาจารย์รีบมาล่ะก็ ศิษย์ที่เหยียดหยามหลินโม่นั่นคงถูกเขาฆ่าจนไม่เหลือชิ้นดีไปแล้ว
ยามนี้ในใจของเหลิงอู่เหยียนเต็มไปด้วยโทสะ เื่อื่นเขาไม่โต้กลับได้ต่อให้จะถูกใครดูถูกเหยียดหยาม เขาก็ไม่เอ่ยอะไรมากทว่าเขากลับไม่อยากให้หลินโม่ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมใดๆ ทั้งสิ้นต่อให้เพียงเล็กน้อยก็ยอมไม่ได้
สาขาเทียนซิงคือที่ใดกัน?
เทียนซิงสายในถูกเรียกว่าสี่สาขาใหญ่ทว่าศิษย์สายนอกต่างรู้ดีว่าเทียนซิงสายในแท้จริงแล้วมีเพียงสามสาขาใหญ่เท่านั้นแบ่งเป็ลัวซา ซานเจว๋ และเสวียนหลิง
ทว่าสาขาเทียนซิงนั้นมีอยู่เมื่อร้อยปีก่อนหรือบางทีอาจยังมีตำแหน่งอยู่ในขบวนของสำนักอยู่ก็ได้ แต่ในปัจจุบันสาขาเทียนซิงกลับถูกเรียกว่าสาขาขยะไปแล้ว
เพียงแต่ศิษย์ที่เข้าใจสถานการณ์ภายในนั้นต่างก็รู้ว่า สาขาเทียนซิงแม้จะเป็หนึ่งในสี่สาขาใหญ่ทว่าแหล่งทรัพยากรในการฝึกตนนั้นอย่างไรก็เทียบไม่ได้กับสาขาอื่นอีกไกลโขไม่เพียงเท่านี้ ยังมีเื่พื้นที่ที่ให้แก่ศิษย์ในการฝึกตน รวมถึงการได้รับอภิสิทธิ์และสวัสดิการมากมาย เช่นเดิมสาขานี้ไม่มีทางเทียบกับสาขาอื่นได้มากสุดก็แค่ดีกว่าสายนอกเล็กน้อยก็เท่านั้นเอง
สำคัญก็คือการสืบทอดของสาขาเทียนซิงขาด่ไปนานแล้ว
วรยุทธ์ขาดหายไม่สมบูรณ์แหล่งทรัพยากรการฝึกก็ขาดแคลน ยิ่งเพิ่มความไร้ซึ่งอนาคตเข้าไปศิษย์รุ่นก่อนหน้าที่ถูกคัดเลือกเข้าสาขาเทียนซิงนั้นส่วนมากล้วนแต่เลือกจากออกไปเหลืออยู่เพียงส่วนน้อย นอกจากคนที่ยังยืนกรานจะอยู่แล้วนอกนั้นก็ต่างย้ายกลับสู่สายนอก ส่วนตำแหน่งอาจารย์และตำแหน่งอื่นนั้น อย่างน้อยการกลายเป็อาจารย์ของสายนอกนั้นทรัพยากรที่ได้รับยังมากกว่าอยู่ในสาขาเทียนซิงหลายเท่าตัว
ด้วยข้อจำกัดต่างๆ จึงทำให้สาขาเทียนซิงเกือบกลายเป็สาขาร้างไปในที่สุด
ปกติศิษย์ที่ถูกคัดเลือกเข้าสาขาเทียนซิง ในความเป็จริงเป็เพราะทั้งสามสาขาใหญ่ไม่ยินยอมรับเอาไว้ หรือเป็พวกที่แทบไม่ผ่านการประเมินครั้งสุดท้ายนั่นเอง
จากคะแนนในการประเมินครั้งสุดท้ายของหลินโม่การได้รับเลือกเข้าสาขาลัวซานั้นเป็เื่ที่แน่นอนอยู่แล้ว ต่อให้ขาดไปเล็กน้อยก็ต้องเป็ซานเจว๋ ไม่ก็เสวียนหลิงใยจึงถูกคัดเลือกเข้าสาขาเทียนซิงซึ่งเป็สาขาขยะนี้ได้อย่างไรกัน?
ผู้อื่นไม่รู้ถึงฝีมือที่แท้จริงของหลินโม่แต่เหลิงอู่เหยียนกลับรู้ชัดเจนแจ่มแจ้ง นับั้แ่หลังจากหลินโม่ทะลวงระดับฝึกร่างไปถึงขั้นที่เก้าเขาก็เอาชนะหลินโม่ได้ยากแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นหลินโม่ยังปลุกปราณิญญารุ่ยจินขึ้นมาได้อีก
ไม่ว่าอย่างไร หลินโม่ไม่มีทางถูกคัดเข้าสาขาเทียนซิงเป็แน่เห็นได้ชัดว่ามีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น
เหลิงอู่เหยียนสังเกตเห็นความถากถางและเยาะเย้ยในดวงตาของฉิวจวิ้นเขาก้าวไปข้างหน้าในทันใดกลิ่นอายเย็นะเืตามติดจังหวะย่างก้าวของเขาที่ทีละก้าวมุ่งไปประชิดตัวฉิวจวิ้น
“อะไรกัน? เ้าคิดว่าเป็ฝีมือข้าอย่างนั้นหรือ?”
ฉิวจวิ้นแสยะยิ้มจ้องเหลิงอู่เหยียน“แม้จะเป็ฝีมือข้า แล้วเ้าจะทำอะไรกับข้าได้อย่างนั้นหรือ?ได้อันดับหนึ่งในการประเมินแล้วอย่างไรล่ะ? ถึงแม้เ้าหลินโม่เ้าก้อนมูลปิดโอ่งนี้จะโชคหล่นทับแต่มันก็ยังเป็แค่หินมูลก้อนหนึ่งอยู่วันยันค่ำ ใช่ หินมูล กลับไปอยู่ในส้วมดีๆล่ะ ใยจะต้องพยายามกวนดินผสมหยกให้ลำบากกันด้วยล่ะ”
จิตสังหารพลันปรากฏขึ้นกลิ่นอายเย็นะเืถึงขีดสุดบนร่างเหลิงอู่เหยียนม้วนตัวผันแปรเป็คลื่นพลังสีหน้าของเหล่าศิษย์รอบกายพลันเปลี่ยนแล้วพากันถอยหนีห่างออกไป
“ข้าไม่เข้าใจจริงๆเ้ามีคุณสมบัติเยี่ยมยอดถึงเพียงนี้ เช่นไรจึงยอมอยู่ข้างกายมัน ไม่รู้จริงๆว่ามันรินยาเสน่ห์อะไรให้เ้ากัน ตลอดสองปีที่ข้าอยู่สายนอกนี้รู้สึกเบื่อหน่ายเป็ที่สุดข้ารอคอยวันที่จะได้ประลองกับเ้า มาเถอะ ข้าเองก็อยากเห็นว่าเ้ามีฝีมืออะไรถึงได้ถูกสายในประเมินศักยภาพให้เหนือกว่าข้านี่เป็โอกาสสุดท้ายของเ้าแล้ว เมื่อเข้าสู่สายในเ้าก็จะไร้โอกาสในการสู้กับข้าอีกตลอดไป” ฉิวจวิ้นแสยะยิ้มพลางค่อยๆ กางแขนทั้งสองข้างออก
คลื่นพลังสีเหลืองนวลหลั่งไหลออกจากสองแขนอย่างต่อเนื่องราวกับด้ายไหมมหาศาลที่พัวพันเอาไว้ คลื่นพลังนี้ส่งเสียงะเิโครมครามเล็กน้อยชุดของฉิวจวิ้นพลันสะบัดขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
คลื่นพลังควบแน่น...
เหล่าศิษย์บางส่วนที่มีการบำเพ็ญค่อนข้างสูงจดจ้องฉิวจวิ้นอย่างตกตะลึงนี่คือลักษณะจำเพาะที่มีเพียงระดับฝึกตนขั้นที่เก้าเท่านั้นถึงจะมีได้แต่ระดับฝึกตนของฉิวจวิ้นอยู่ในขั้นที่แปดเท่านั้นคาดไม่ถึงว่ายามนี้จะบรรลุไปถึงขั้นที่เก้าแล้ว
หลังจากระดับการฝึกตนบรรลุถึงขั้นที่เก้าแล้วการทะลวงแต่ละขั้นนั้นความยากอยู่ในระดับขีดสุด แต่เมื่อทะลวงได้การเปลี่ยนแปลงของพละกำลังที่ได้รับนั้นจะทวีขึ้นไปอีกเท่าตัว
เดิมทีฉิวจวิ้นคืออันดับหนึ่งของสายนอกบัดนี้ยิ่งทะลวงไปถึงขั้นเก้า หากอิงตามพลังที่แท้จริงเช่นนี้แม้จะได้เข้าสู่สายในแล้วก็ยังเพียงพอที่จะเทียบชั้นกับศิษย์อีกหลายคนของรุ่นก่อนได้
คลื่นพลังควบแน่นไหลทะลักอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งอิงจากฉิวจวิ้นเป็หลัก กระแสอากาศโดยรอบในระยะหนึ่งจั่งเคลื่อนหมุนผกผันไปอย่างคลุ้มคลั่งกระแสเสียงมหาศาลอันทรงพลังครอบคลุมพลันบีบอัดเหลิงอู่เหยียนเอาไว้
สายตาของหลินโม่แข็งกร้าวกลิ่นอายหนาวเหน็บยิ่งนานก็ยิ่งแกร่งขึ้น
“ช้าก่อน!” หลินโม่ที่มาเมื่อไรไม่รู้ยืนปรากฏอยู่ตรงหน้าเหลิงอู่เหยียนสายตาราบเรียบจดจ้องฉิวจวิ้น “เ้าเพิ่งพูดว่าข้าคือหินมูลทับโอ่งอย่างนั้นหรือ?”